| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ปฏิบัติวิปัสสนาเพื่ออะไร? (๓)
![]()
ปฏิบัติวิปัสสนาเพื่ออะไร? (๓)
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
บรรยายเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๓
ตอนที่ผ่านมา
ฟุ้งซ่าน คือ การที่จิตระลึกนึกไปถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้ว และยังไม่เกิดขึ้น จัดว่าเป็นฟุ้ง เพราะนั่นคือไม่ใช่ความจริงในปัจจุบัน อดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน ปัจจุบันคือความจริง ฉะนั้น เรานั่งอยู่นี่ปุ๊บนึกไปที่โรงงาน นี่เขาเรียกว่าฟุ้งซ่าน ฟุ้งไปแล้วรำคาญใจเกิดขึ้น จึงเป็นธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งจัดว่า เป็นนาม เวลาฟุ้งท่านจึงให้ดูนามฟุ้ง แรกๆ ไปกำหนดว่านามฟุ้ง ไม่ใช่เราฟุ้ง เอาออกไปละกัน ส่วนรูปนั้นเป็นรูปทางใจเกิดกับคนไม่มากหรอก จะมาเกิดกับผู้มีราคะมากกับมีโทสะมาก เช่นเรารักใครสักคน ก็นึกถึงอยู่เรื่อยๆ เป็นรูปทางใจ
ฉะนั้น รูปทางใจมันไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่หรือเวลาฟุ้งไปนี่เป็นเรื่องเป็นราว เราจะไปเห็นเรื่องรูปนี่ก็ยาก แต่เราไปรู้รวมหมดแล้วเป็นเรื่องของนาม ส่วนมากจะเป็นนามฟุ้ง ท่านถึงให้ใช้นามฟุ้ง ที่จริงมีรูปด้วยแต่เราไม่ทัน แต่ระลึกไปทีหลังถึงจะมีเรื่องรูปเข้ามา เวลาฟุ้งให้กำหนดนามฟุ้ง
สำหรับผู้ที่ฝึกปฏิบัติเป็นบ้างแล้ว เรื่องการฟุ้งเป็นธรรมะที่ปรากฏให้รู้ได้ ไม่ใช่ขับไล่ โดยส่วนมากก็กำหนดลงไปเลยว่า นามฟุ้ง เมื่อกำหนดอย่างนั้น ความฟุ้งก็หายสนิทเพราะเกิดความกระตุ้นเตือน ให้กลับมาที่อาการ เช่น รูปนั่ง จริงๆ แล้ว พระอรหันต์ในอดีต สำเร็จด้วยฟุ้งมากมาย ที่ใช้คำว่าสำเร็จนี้ไม่ใช่ขั้นพระอรหัตน์นะ แต่หมายถึง การได้ญาณปัญญาเกิดขึ้นเป็นต้นทางที่แล่นไปได้สภาพมรรคจิตในภายหลัง แต่ที่เรากำหนดกันแต่ญาณปัญญาไม่เกิดเลยนั้น เพราะเกิดแต่เพียงสติระลึกรู้ตัวมากกว่า
โรคบางโรคนั้นไม่รักษาก็หาย ส่วนโรคบางโรคไม่รักษาไม่หาย เช่น ปวดปัสสาวะไม่รักษาไม่หาย ต้องกำหนดทุกข์แล้วไปปัสสาวะจึงหาย ส่วนอาการคันหัวนิดหน่อย เราไม่ต้องถึงขนาดเกาทุกครั้งมันก็หายได้ เพียงจิตไปรับรู้แค่นั้นเอง ฟุ้งก็เช่นกัน ท่านให้ระลึกรู้ในสภาพนามนั้นๆ คือการรู้และสังเกต ซึ่งตรงนี้ต้องผ่านฝึกมามากหน่อยเรียกว่าต้องโยนิโสเป็น
ถาม : หมายถึงว่าให้ดูรายละเอียดในการฟุ้งหรือว่าให้ดูสภาวะของมัน แต่ไม่ดูรายละเอียด
ตอบ : แทนที่จะกำหนดลงไปเลยว่า นามฟุ้ง ซึ่งการกำหนดเช่นนี้ดีสำหรับคนไม่รู้ว่าฟุ้งเป็นนาม แต่เพราะเราเป็นผู้เข้าใจว่าฟุ้งเป็นนามอยู่แล้ว ก็มีหน้าที่ดูนามนั้น เพราะนามนั้นคือฟุ้ง แล้วมันก็ยังมีเนื้อเรื่องในฟุ้งอีก แต่ไม่ใช่ไปดูเนื้อเรื่อง ให้ไปสังเกตนาม ซึ่งถ้าสติปัญญาคมกล้าพอก็จะเห็นความสืบต่อของสภาพนามเอง และตรงที่สืบต่อนั้นนั่นเอง อาจจะเห็น ได้ คือเห็นจิต (นาม) ที่ต่างกัน ได้
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [12 มิ.ย. 2553 , 22:31:16 น.] ( IP = 58.9.91.195 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ถาม : คือไม่ใช่ไปตัดสินว่านามฟุ้งแล้วย้ายอารมณ์เลยใช่ไหมคะ ให้สังเกตลักษณะอาการของนามฟุ้ง แบบผู้ดูละคร แต่ไม่ได้เข้าไปเล่นในเนื้อเรื่องนั้น เพราะนามฟุ้งก็เป็นนามอย่างหนึ่ง มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป รวมถึงเป็นทุกข์ที่ไม่ต้องอาศัยการบำบัดแบบปวดปัสสาวะ
ตอบ : ถูกต้อง ตรงนี้สำคัญนะ เพราะเป็นการเข้าไปดูลักษณะของนามได้ทัน แต่ที่บอกมาว่า นามฟุ้งก็เป็นนามอย่างหนึ่ง มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป นั้นคือสัญญารู้ แต่ถ้าสังเกตได้ถนัดก็จะเข้าใจเลยว่า เป็นคนละนามก่อน เช่น นาม... และ นาม หรือรูปทางใจมาต่อๆๆๆกันจนเป็นเรื่องราว
ถาม : บางทีก็รู้สึกเหมือนกันว่าใจมันอยากจะดูฟุ้งต่อ แต่ก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้องเพราะปล่อยให้ฟุ้งไปเรื่อยๆ เลยกำหนดนามฟุ้งแล้วเปลี่ยนอิริยาบถไปเสียเกือบทุกที คือฟุ้งเดียวเกิดจากหลายรูปหลายนามมาประกอบกันใช่ไหม และมีปัจจัยต่างๆ อีก จากที่เคยเรียนมาแต่ก็ยังไม่เคยไปสังเกตเห็นสักทีค่ะ
ตอบ : ใช่แล้วละ ต้องดูแบบนั้น ก็จะเห็นความต่อเนื่องได้ว่า ตรงนั้นมีทั้งรูป (ทางใจ) และนามต่างๆ เช่นนามโทสะเป็นต้น
ถาม : คือฟุ้งเดียวเกิดจากหลายรูปหลายนามมาประกอบกันใช่ไหม และมีปัจจัยต่างๆ อีก จากที่เคยเรียนมาแต่ก็ยังไม่เคยไปสังเกตเห็นสักที
ตอบ : เช่นถ้าเรานึกถึง(ฟุ้ง)คนที่เรารัก ภาพของคนที่เรารักก็จะปรากฏเป็นรูปทางใจ และในเนื้อเรื่องที่ฟุ้งนั้นก็เกิดความไม่พอใจในคนรักของเรา ที่อาจแสดงอาการมาให้หงุดหงิดในตอนเช้า และอาการที่รู้สึกนั้นเป็นนามที่มีโทสะ
โดย น้องกิ๊ฟ [12 มิ.ย. 2553 , 22:31:39 น.] ( IP = 58.9.91.195 : : )
สลักธรรม 2
ถาม : ฟังจากคำอธิบายแล้วก็รู้สึกว่า ถ้าจะดูลักษณะธรรมชาติของการฟุ้งต้องรักษาสติให้ดีเลยนะคะ ไม่อย่างนั้นอาจจะไถลไปดูเนื้อเรื่องได้ แต่สงสัยอย่างหนึ่งค่ะว่า ถ้าจิตเรามาทำหน้าที่ดูซะแล้ว แล้วจิตไหนจะทำหน้าที่ฟุ้งต่อแทนเราล่ะคะ
ตอบ : ตอนแรกๆ อาจจะเป็นเช่นนั้น คือขาดจากการฟุ้งไปเลย หรือไม่ก็มีนามที่ตามกวดมาในนามฟุ้ง ที่บอกว่านามกวดมานั้น คือรู้ตามหลังจากฟุ้งไป แต่ถ้าสติที่ฝึกมาดีจนคล่อง ก็จะเห็นทันได้
ถาม : ดูย้อนไปในอดีตอารมณ์หรือคะ
ตอบ : คือผู้เห็นนั้น คือ อัศวิน (จิตที่มีความสามารถ) ตรงนี้ละ จิตอัศวินนั้น จะประกาศธรรมในใจให้เราได้ชัดเจนเลยว่า มันเป็นเพียงนามจริงๆ นะ ฟุ้งนั่นน่ะ และเมื่อเห็นเป็นนามล้วนๆ ที่มาต่อเนื่องกัน หรือ นาม รูปทางใจที่มาต่อเนื่องกัน ตรงนั้นแหละจะเกิดนามรูปปริเฉทญาณได้
ถาม : ฟังดูน่าทึ่งจริงๆค่ะ ต้องเอาเอาไปลองใช้ดูบ้างแล้ว เพราะสภาวะฟุ้งนี่น่าจะมีอะไรให้ดูได้มาก แถมเกิดกับเราบ่อยๆด้วย เป็นเพื่อนร่วมทุกข์กันมานาน ก็แอบสงสัยมานานแล้วเหมือนกันเวลาได้ฟังมีพระอรหันต์หลายท่านสำเร็จได้ด้วยการฟุ้ง คือนึกไม่ออกว่าจะสำเร็จได้อย่างไร เพราะกำหนดนามฟุ้งทีไรเราก็ไล่ฟุ้งออกไปทุกที ยังนึกว่าท่านไปเห็นช่วงขณะจิตตอนฟุ้งดับไปเสียอีก พอได้ฟังอย่างนี้แล้วรู้สึกเลยว่านามฟุ้งนี่เป็นสื่อการสอนที่ดีเยี่ยมเลยนะคะ เรียกว่าถ้าเกาะไว้ให้ดีและถูกต้องแล้วได้ดีแน่นอน
ตอบ : ใช่แล้ว และในการฟุ้งนี้เองมีการงานทางใจมาก (และรวมไว้ซึ่งรูปกับนามเลย) ถ้าโยนิโสเป็นก็จะได้ดีที่เรียกว่าสำเร็จ คือ สามารถเห็นได้ทั้งนามและรูปที่ชัดๆ เห็นการสืบต่อของนามรูป ด้วยการเห็นว่า นามก็นาม รูปก็รูป คนละสภาพธรรมกัน ตรงนี้ญาณที่ ๑ เกิดได้เลย และในตรงนี้เอง นามก็ดี รูปก็ดี เกื้อกูลกันจนเป็นเนื้อเรื่องฟุ้ง ญาณที่ ๒ เกิดได้เลย และในที่นั้นเอง ทั้งนามเอง รูปเอง ต่างก็มีสภาพเกิดดับ ตรงนี้ญาณที่ ๓ เกิดได้เลย
โดย น้องกิ๊ฟ [12 มิ.ย. 2553 , 22:32:08 น.] ( IP = 58.9.91.195 : : )
สลักธรรม 3
มีการตั้งคำถามจากเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า กำหนดนามเห็นอยู่บรรพไหน ก็ได้ตอบไปแล้วว่า ความสำคัญของเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น หรือไปหาว่ามันอยู่ตรงไหน ความสำคัญอยู่ตรงสติ-สัมปชัญญะ และความเพียรเพื่อพ้นทุกข์
แต่ถ้าเราเป็นครู เราอยากจะสอนเรื่องนี้ ก็จะต้องมีการค้นคว้าเปิดตำราหาหรือถามผู้รู้ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่ในดีนั้นต้องมีขีดจำกัดว่าสิ่งนี้เป็นพระสัพพัญญู เกินวิสัยที่ครูปุถุชนจะรู้เพราะเป็นพุทธวิสัย แล้วที่สำคัญก็คือ อย่าเอาสมมุติฐานของเราไปเทียบ อย่างสงสัยว่าถ้าเข้าอภิญญาวิถีแล้วจะต้องมีกำหนดเหมือนนิโรธสมาบัติหรือผลสมบัติไหม เพราะกลัวว่าถ้าเพ่งอากาศเพื่อให้เดินเข้าไปในช่องเขาได้นั้น ถ้าเผื่อเกิดอภิญญาเสื่อมหินเคลื่อนปิดหมดเวลาแล้วยังไม่กลับ ก็จะติดอยู่ในนั้น
นี่เราคิดไปเอง! คิดไปว่าท่านเหล่านั้นต้องใช้เท้าเดิน แต่ที่จริงนั้น เราก็รู้ว่าจิตเกิดดับชั่วลัดนิ้วเดียวแสนโกฏิขณะ เมื่อเข้าอภิญญาแล้วก็พริบตาเดียวเท่านั้นไปสุดจักรวาลได้ พอลืมตาขึ้นมาคุยต่อได้ เพราะการรู้ของท่านเหล่านั้นไวเหลือเกิน
แล้วที่สำคัญก็คือ ในนิโรธสมบัติหรือผลสมาบัตินี่ไม่ได้เข้าไปเพื่อไปทำอะไร แต่เป็นวิหารธรรมของพระอริยบุคคลที่จะเข้าไปพัก เพราะชีวิตของคนเราต้องพักบ้าง แต่พักของเรากับพักของท่าน เป็นคนละพักกัน พักของเราคือนอนเลย แต่พักของท่านนั้นเข้าวิหารธรรมมีความอิ่มเอิบไม่หิว สงบจากเรื่องวุ่นวายทั้งหมด ซึ่งต่างจากการเข้าอภิญญา และการที่ท่านจะเหาะเหินหรือดำดินไปก็จะต้องหลบไส้เดือน อาศัยอากาศในช่องดินเป็นทางผ่านไปเร็วยิ่งกว่าท่อลำเลียงอีก เพราะทุกอย่างมีปริจเฉทรูป
โดย น้องกิ๊ฟ [12 มิ.ย. 2553 , 22:32:29 น.] ( IP = 58.9.91.195 : : )
สลักธรรม 4
การกำหนด นามเห็น สำหรับผู้ที่ไม่เคยกำหนดมาก่อนเลยก็จงรู้ว่า เห็น..สิ่งที่เห็นเป็นรูป ตัวเห็น..คือจักขุวิญญาณ เป็นจิตชนิดหนึ่งเป็นนาม ซึ่ง เรา ไม่ได้เห็น เพราะการเห็นประกอบไปด้วยประสาทตาดี มีแสงสว่าง มีรูปสะท้อนมากระทบ และมีความตั้งใจจึงเกิดการเห็น ถ้าไม่ตั้งใจและมองไปที่อื่นก็ไม่เห็นแล้ว เพราะเรามีสิ่งที่เห็นแต่เราไม่เห็นมากมาย เนื่องจากเราไม่ได้ตั้งใจดู หน้าที่พุทธบริษัทผู้ต้องการปัญญาคือ หัดโดยใช้สัญญาไปกำหนดนามเห็น หัดรื้อสัญญาว่า เราเห็นเป็นนามเห็น เรารู้เป็นนามรู้
นามเห็นจัดอยู่ในฐานไหน? จัดอยู่ในฐานของธรรม และถ้าถามว่าในเมื่อเป็นเรื่องจิตเห็นจะเป็นเรื่องของจิตได้ไหม ตอบว่า ได้ และก็ได้ตอบว่า ไม่ได้ ก็เพราะขณะที่ผู้ปฏิบัติที่กำลังอยู่ในการฝึก กำลังกำหนดใหม่ๆ เราอาศัยธรรมชาติของการเห็นมากำหนดธรรมะ เพราะรูปหรือนามก็ยังจัดอยู่ในฐานของธรรม แต่เมื่อใดอาศัยธรรมะนั้น หรือธรรมชาติที่ปรากฏนั้นเห็นอยู่บ่อยๆ จนรู้สึกว่าจิตเป็นผู้เห็นขณะนั้นเป็นฐาน จิต
อย่างนั่งอยู่นี่ กำหนดนามเห็น ถามว่าอยู่ฐานใด? ไม่แน่ เพราะกำหนดนั่งอยู่ในอิริยาบถบรรพใช่ไหม แต่มันก็ไม่ได้อยู่ในอิริยาบถบรรพตลอดไป เพราะถ้ากลืนน้ำลายคอแห้งก็มีนามรู้สึก เป็นเวทนาแล้ว กายเป็นที่ตั้งเริ่มต้นมีเวทนาอาศัยเกิดได้ หรือไม่ขณะคอแห้ง เรารู้สึกชัดเลยว่าเราคอแห้ง ถามว่าใครเป็นผู้รู้สึก จิตเป็นผู้รู้สึก ถ้าทันก็จัดเป็นจิตตานุปัสสนา สรุปว่าจึงไม่ได้อยู่ในฐานใดฐานหนึ่งแน่นอน แต่ความสำคัญทุกฐานก็คือ เป็นสภาพของจิตที่เข้าไปรู้ และเมื่อใดจิตของเราถูกละจากความวิปลาส ไม่เนื่องด้วยความพอใจและไม่พอใจ จิตของเราได้คำว่าอิสระ
เมื่อใดที่จิตของเราตั้งมั่นด้วยสติปัญญาและความเพียรในการระลึกรู้ทางกายว่าเป็นรูป แล้วเรารู้อยู่กับรูปนี้ เมื่อรูปนี้เกิดทุกข์ขึ้นมา เช่นเมื่อย เราก็มีสติสัมปชัญะ เกิดขึ้นระลึกรู้เวทนาที่เมื่อยนั้นว่าเป็นนาม หรือมีอารมณ์ที่มาปรากฏแรงๆ หรือความรู้สึกที่เห็นชัดๆ เรามีสติสัมปชัญญะระลึกรู้ที่จิตของเราว่าเป็นนาม หรือธรรมชาติใดที่ปรากฏเราก็มีสติสัมปชัญญะระลึกรู้ในธรรมนั้นเช่นฟุ้ง ความระลึกรู้เหล่านี้เกิดขึ้นเท่ากับการระลึกรู้นั้นอยู่บนฐานที่ตั้งแห่งสติบ้าง ที่กายบ้างเวทนาบ้าง ที่จิตบ้าง ที่ธรรมบ้าง
อำนาจของสติปัญญาได้เพิ่มพูนเหมือนเราเดินก้าวห่างจากที่เก่าคือสัญญาที่เป็นเราออกไป เพราะมีเรา.. เราจึงชอบ เพราะมีเรา.. เราจึงชัง และขณะที่ทำไปเรื่อยๆ นั้น เราก็รื้อสัญญาที่ว่าเป็นเราทิ้งไปได้มากแล้ว และก็รื้อความชอบชังออกไปด้วย ก็เท่ากับว่าเราได้วางของหนักลงบ้างแล้ว เพราะกิเลสนี้เป็นของหนักมาก
โดย น้องกิ๊ฟ [12 มิ.ย. 2553 , 22:32:46 น.] ( IP = 58.9.91.195 : : )
สลักธรรม 5
เราก็ได้อิสระจากกิเลสเพราะอาศัยสติ สัมปชัญญะและความเพียร เราจึงต้องเดินต่อไปเพราะไม่สำคัญเลยว่าเราได้มากหรือได้น้อย เพราะ ทุกก้าวที่ก้าวไปไม่มีกิเลส ทุกอิริยาบถไม่มีกิเลส ทุกนั่งไม่มีโง่ ทุกรสไม่มีโง่ว่าเป็นเรา ทุกเห็นไม่มีโง่ว่าเราเห็น เป็นสภาพนามเห็น ทุกๆ ครั้งที่ได้ยิน ไม่มีสภาพความโง่เข้ามาได้ยิน ว่าเป็นนามได้ยิน เหมือนกับการที่เราเดินไปแล้วเรามีอิสระ
อำนาจของธรรมสามประการนี้มีกำลังที่จะรื้อสัญญาและละสังโยชน์ รื้อสักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดในเรื่องตนกายตน รื้อสัญญาละสังโยชน์ก็เหมือนของที่กำไว้ในมือขวาก็ปาทิ้ง ในมือซ้ายก็ปาทิ้ง จึงได้รับอิสระที่ไม่ต้องแบกอะไร จนกระทั่งมีปัญญาวุฒิมีอานุภาพมาก็จะเป็นผู้ทำมรรคจิต
ดังนั้น การ กำหนดเป็นรูปเป็นนามก็เท่ากับการละสักกายทิฏฐิออกไป แต่ก็ยังมีอนุสัยอื่นๆ ที่ต้องให้โคตรภูญาณพาออกไป และเมื่อมรรคจิตเกิดขึ้นก็จะประหารออกไปได้อย่างเด็ดขาด เหมือนกับการที่เราหนีสุนัขที่ไล่กัดเรา เราก็กระโดดข้ามร้วหนี แต่ยังมีสุนัขตัวโตที่กระโดดข้ามมาได้ เราก็ขึ้นไปบนกำแพงปูนให้สูงขึ้นๆ สุนัขที่อยู่ด้านล่างก็กระโดดไม่ถึงตามเราไม่ทัน
การปฏิบัติวิปัสสนาจึงเป็นการหยุดปัจจุบันเหตุ เมื่อปัจจุบันเหตุหมด อนาคตผลก็ไม่มี เหลือแต่วิบากที่มาจากอดีตเหตุเท่านั้น
อนุโมทนาทุกท่าน ขอสติปัญญาขอบารมีธรรมและขอความเข้าใจซึ่งกันและกัน ขอโทษด้วยทุกๆ คน ต้องบอกว่าไม่มีความในใจความรู้สึกใดๆ เลยที่รังเกียจหรือไม่ชอบ มีแต่ความยินดี และจะยินดีมากก็ต่อเมื่อเราเข้าใจกันอภัยกัน และก็อุปการะซึ่งกันและกัน
ขอกุศลเหล่านี้ จงอนุบาลเราพี่น้อง จงได้สำเร็จเป็นลูกที่พระพุทธเจ้าบวชให้ ประทานพรให้แล้วพาให้ชีวิตนั้นไปสู่มรรคผลนิพพานได้ทั่วหน้ากัน อนุโมทนาค่ะ
![]()
ขอขอบคุณน้องนวลที่ช่วยถอดเทป
โดย น้องกิ๊ฟ [12 มิ.ย. 2553 , 22:33:04 น.] ( IP = 58.9.91.195 : : )
สลักธรรม 6ขออนุโมทนาสาธุ กับน้องกิ้ฟด้วยนะครับ ที่นำเหตุผลข้อปฏิบัติมาให้อ่านต่อเนื่องจนจบนะครับ
พี่เณรหวังว่าเรื่องที่นำมาลงนี้คงจะก่อเกิดประโยชน์ อีกทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ใฝ่ในธรรม สามารถมีกำลังใจก้าวเดินไปสู่จุดหมายได้นะครับ
![]()
![]()
โดย พี่เณร [14 มิ.ย. 2553 , 12:19:12 น.] ( IP = 58.11.48.238 : : )
สลักธรรม 7พี่เณรค่ะ ดาจะทำอย่างไรดีค่ะ ที่จะไม่ให้ง่วงมากง่วงมายขณะที่อยู่ในห้องกักกันกิเลสที่อ้อมน้อย มันรู้สึกผิดเหมือนกันนะคะ ที่ไปแล้วนอนได้นอนดีนะคะ
โดย พี่ดา [14 มิ.ย. 2553 , 12:21:21 น.] ( IP = 58.11.48.238 : : )
สลักธรรม 8อารมณ์ บวก กับ อากาศ ทำให้ง่วงได้ง่ายครับ
อารมณ์ที่ไม่มีสติที่แรงพอ กับอากาศที่ร้อนไป เย็นไป ไงครับ
อย่าไปรู้สึกเช่นนั้นนะครับ เพราะพี่ดาไม่ได้ตั้งใจไปนอนนี่ แต่นอนมันมีเหตุ ที่เราอาจหาไม่พบนะครับ
พอตื่นแล้ว ก็เรื่องใหม่แล้วนะครับ มีหน้าที่ดูต่อครับ
ตรงไหนจอมืดเราก็ไม่ต้องไปวิตกนะครับ ไม่มีอะไรให้ดูก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ตรงรู้สึกไปเอง นั้นเป็นเรื่องไม่ธรรมดานะครับ นั่นเป็นกิเลสอีกแล้วครับ
นอนหลับก็นอนไป ตื่นแล้วทำงานต่อครับ ไม่ใช่อยากทำงานๆๆๆโดยห้ามไม่ให้หลับ ผิดนะครับ ในโลกนี้ไม่มีกฏเกณฑ์ว่าจะต้องหลับแค่ไหน กฏนั้นตั้งขึ้นเพราะกิเลสครับ ไม่หลับเลยก็เป็นไปได้ ถ้ามันไม่หลับ จะหลับทั้งวันก็เป็นไปได้ ถ้ามันจะหลับ สำคัญตรงตื่นอยู่ ทำอะไรอยู่นะครับ
ใช่นอนมากมีโมหะมากก็จริงครับ ให้นึกถึงดินโคนบัวไว้เป็นพอ เพราะมันไม่ขุ่นด้วยการถูกกวนจากกิเลสไงครับ สภาพนั้นไม่ดีก็จริงอยู่ แต่ทว่าเป็นปกติของปุถุชนนะครับ
แต่ตอนตื่นอยู่ นอกจากมีดินโคนบัวแล้วยังมีปลาว่ายวนกวนไปมา มากมาย เราต้องคอยจับตามองทิศทางของปลาให้ดี อย่าให้ปลามันกัด แล้วกวนดินโคนบัวขุ่นมากพอแล้วครับ
เมื่อไหร่แสงสว่างจากพระอาทิตย์ (คือปัญญา) มีความแรงกล้าแล้ว ประจวบกับจิต(คือดอกบัว)แทงดอกออกมาจากโคนได้ ขึ้นมารับแสง เมื่อนั้นบานสะพรั่งได้เองครับ
และก็จะมีมือพระเด็ดดอกบัวนั้นไปใส่ไว้ในแจกัน เมื่อนั้นแหละครับ ดอกบัวบานปราศจาคโคนตมเอง มือพระที่ว่านี้ คือ โคตรภูญาณ ไงครับ
![]()
![]()
โดย พี่เณร [14 มิ.ย. 2553 , 12:32:46 น.] ( IP = 58.11.48.238 : : )
สลักธรรม 9
มาทำความเข้าใจ...
มาทำความจริงให้ปรากฏ...
มาเรียน-รู้-ละ "กิเลส"...เพื่อสร้าง "เหตุปัจจุบัน"...
ให้ไม่ต้องเกิด "อนาคตผล"...อันเป็นที่สุดของการเดินทาง
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาสาธุการค่ะ โดย นภนุช เขมพินิจ [15 มิ.ย. 2553 , 17:43:01 น.] ( IP = 125.27.43.111 : : )
สลักธรรม 10
ที่พี่เณรยกตัวอย่างดินโคนบัวขึ้นมานั้น ทำให้มองเห็นสภาพของโมหะที่เกาะกุมเป็นพื้นฐานของจิตใจได้ชัดเจน ส่วนปลาที่ว่ายวนกวนไปมามากมาย ก็เปรียบเหมือนอารมณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามา ที่ต้องคอยสังเกตดู ถูกต้องไหมค่ะ
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะโดย พี่ดา [16 มิ.ย. 2553 , 10:01:02 น.] ( IP = 124.121.176.232 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |