มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อริยสัจธรรม..ตอน ๒




อริยสัจธรรม
โดย ‏...หลวงพ่อเสือ


ตอนที่ผ่านมา

อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ลักษณะของทุกข์ มีความกระสับกระส่ายอยู่เป็นนิจ อยู่นิ่งๆ ไม่ได้ทั้งกายและใจ

ลักษณะของสมุทัย เป็นเหตุให้กระสับกระส่าย

ลักษณะของนิโรธ มีลักษณะระงับความกระสับกระส่าย เข้าถึงพระนิพพาน

ลักษณะของมรรค เป็นลักษณะของธรรมที่ระงับความกระสับกระส่าย

พระอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เป็นของจริงอันประเสริฐหรือเป็นของจริงสำหรับผู้ประเสริฐ อีกนัยหนึ่งคือ เป็นของจริงอันทำให้ผู้ที่ได้รับได้เห็นนั้นเป็นผู้ประเสริฐคือ เป็นพระอริยบุคคล ๘ จำพวก ปัญญาที่รู้อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ คือ อาสวขยญาณ เป็นปัญญาที่ทำลายอาสวะกิเลสให้หมดสิ้นไปจากจิตสันดานของสัตว์

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 มิ.ย. 2553 , 08:38:27 น.] ( IP = 58.11.7.85 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ทุกข์สัจในทางพระสูตร องค์ธรรมของทุกข์สัจ ได้แก่ ชาติ, ชรา, มรณะ, โสกะ, ปริเทวะ, ทุกขะ, โทมนัส, อุปายาส, อัปปิเยหิ สัมปะโยโค, ปิเยหิ วิปปะโยโค, ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ, สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา สรุปก็คือ ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ มีทุกข์ประจำ ๓ และทุกข์จร ๘

ในทางอภิธรรม องค์ธรรมของทุกข์สัจ คือ ทุกข์ ๑๖๐ ได้แก่ โลกียจิต ๘๑ (เว้น มรรคจิต ๔
ผลจิต ๔) เจตสิก ๕๑ (เว้น โลภเจตสิก) รูป ๒๘

ทุกข์สัจในทางพระสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ ทำให้พระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม เมื่อนำไปกล่าวให้พระสารีบุตรฟัง พระสารีบุตรรู้ไปอีกร้อยนัยพันนัย รู้เข้าไปถึงทุกข์ในทางอภิธรรม คือรู้ว่าทุกข์มี ๑๖๐

ทุกข์สัจในทางพระสูตรกับทางพระธรรมไม่แตกต่างกัน เพราะในทางพระสูตรจะกล่าวโดยอาการของสภาวธรรม เช่น ชาติ ปิทุกขา คือ ความเกิดเป็นทุกข์ หมายถึง ความเกิดของจิต เจตสิก รูป ซึ่งเป็นทุกขสัจในทางพระอภิธรรม นั่นเอง


ชรา........... คือ ความแก่
มรณะ........คือ ความตาย
โสกะ......... คือ ความแห้งใจ
ปริเทวะ............ คือ ความบ่นเพ้อรำพัน
ทุกขะ............. คือ ความไม่สบายกาย
โทมนัส............คือ ความเสียใจ
อุปายาส........... คือ ความคับแค้นใจ
อัปปิเยสิ สัมปะโยโค..........คือ ความประสบสิ่งที่ไม่พอใจ
ปิเยหิ วิปปะโยโค............คือ การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก
ยัมปิจฉัง นะ ละ ภะติ ตัมปิ......... คือ ความปรารถนาไม่สมหวัง

อาการเหล่านี้ เป็นอาการของราคะ คือ อยากได้และไม่สมปรารถนา เป็นอาการของโทสะ คือ ไม่พอใจในอารมณ์ และเป็นทุกขเวทนา ซึ่งเป็นอาการของสภาวะในพระอภิธรรมล้วนๆ ฉะนั้น พระอภิธรรมจะแทรกอยู่ในพระสูตรพระวินัยโดยตรง

ทุกขสัจเป็นปะริญเญยยกิจ คือ เป็นกิจที่ควรกำหนดรู้ ฉะนั้น ผู้ที่เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ต้องเข้าไปกำหนดรู้ทุกข์ เช่น จะเปลี่ยนอิริยาบถ ก็กำหนดนามปวด นามทุกข์ เป็นต้น

ทุกข์ มีสภาพความเป็นไป ๔ ประการ คือ

๑. มีสภาพที่บีบคั้น ข่มเหง
๒. มีสภาพที่ปรับปรุงอยู่เนืองๆ เช่น ต้องบำรุงบริหารสังขารอยู่เนืองๆ
๓.มีสภาพที่ทำให้เดือดร้อน เช่น ร่างกายไม่แข็งแรงก็เดือดร้อน
๔.มีสภาพที่ไม่คงที่ จะกลับกลอกฉิบหายอยู่เสมอด้วยความเย็น ความร้อน

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 มิ.ย. 2553 , 08:45:33 น.] ( IP = 58.11.7.85 : : )


  สลักธรรม 2

สมุทัยสัจ ในทางพระสูตร องค์ธรรมของสมุทัย คือ ตัณหา ๓

๑. กามตัณหา ได้แก่ ความปรารถนา ความยินดี ความเพลิดเพลินในอารมณ์ ที่เกิดจาก กามคุณ ๕ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สัมผัสถูกต้อง)

๒.ภวตัณหา มี ๒ นัย ได้แก่

๒.๑ มีความยินดีในอารมณ์ที่ประกอบด้วยสัตตทิฏฐิ คือมีความเห็นว่าจิตเที่ยง ภพเที่ยง คนเมื่อตายแล้วก็เกิดเป็นคนอีก

๒.๒ มีความยินดีในภพยิ่งๆ ขึ้นไป เช่น ขอเกิดเป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นอรูปพรหม หรือมีความยินดีในภพที่ตนได้มา เช่น ยินดีในความเป็นมนุษย์


๓.วิภวตัณหา ได้แก่ มีความยินดีในอารมณ์ ๖ ประกอบด้วย อุจเฉททิฏฐิ คือ มีความเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายตายแล้วสูญ เกิดมาเพียงชาติเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย

ในทางพระอภิธรรมกามตัณหา คือ โลภเจตสิก มี ๘ ดวง...ภวตัณหา คือ โลภเจตสิกที่ประกอบด้วยสัตตทิฏฐิ มี ๔ ดวง...วิภวตัณหา คือ โลภเจตสิกที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ มี ๔ ดวง

แต่ก็กล่าวโดยพิสดารมีถึง ๑๐๘ ได้แก่ อายตนะ ๑๒ ในตัณหาทั้ง ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา และประกอบด้วยกาลทั้ง ๓ คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ตัณหาทั้ง ๓ เป็นปหาตัพพธรรม คือ เป็นธรรมที่ต้องละให้หมดไป ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงมีข้อปฏิบัติว่า..“ไม่จำเป็นไม่ต้องทำกิจใดๆ เลย ถ้าจำเป็นต้องทำกิจ ต้องรู้เหตุความจำเป็นนั้นก่อน”

สมุทัย มีสภาพความเป็นไป ๔ ประการ คือ

๑.มีการบำรุงให้ทุกข์เกิดขึ้นหรือเจริญขึ้นอย่างมากมาย
๒.ย่อมชักนำทุกข์ให้ตั้งอยู่ยืดยาว
๓.ย่อมประกอบหรือร้อยรัดไว้มิให้พ้นทุกข์ไปได้ คือ อยู่ในวัฏฏสงสาร
๔.เป็นสภาพที่กังวลขัดขวางไม่ให้พ้นทุกข์ กังวลในที่นี้ คือ นิวรณ์ ๕

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 มิ.ย. 2553 , 08:52:59 น.] ( IP = 58.11.7.85 : : )


  สลักธรรม 3

นิโรธสัจ มีสภาวะ ได้แก่ พระนิพพาน

พระนิพพาน คือ ธรรมที่ดับทุกข์ และดับเหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) จึงเรียกว่า ทุกขนิโรธสัจ เพราะเป็นที่ๆ ไม่มีทุกข์ ไม่มีนามรูป หรือเป็นอารมณ์ที่ตรงข้ามกับทุกข์

ความหมายของพระนิพพานหรือนิโรธ คือ “ในที่ใดเป็นที่ดับแห่งตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ในที่นั่นแหละ เป็นที่ดับทุกข์และในที่นั้น ได้แก่ พระนิพพาน เพราะความดับแห่งทุกข์เป็นเครื่องส่องให้เห็นธรรมคือ นิโรธ”

พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ จึงตรัสว่า พระนิพพานเป็นธรรมที่พ้นจากเหตุ พระนิพพานเป็นธรรมที่พ้นจากปัจจัยทั้งปวง เพราะธรรมะใดๆ ที่ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยเกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นเรียกว่า สังขตธรรม ซึ่งมีลักษณะประจำ คือ อุปาทะ ฐีติ ภังคะ (เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป)

นิโรธเป็นสัจฉิกาตัพพกิจ คือ เป็นกิจที่ต้องทำให้แจ้ง หรือต้องทำให้ถึงเพื่อมุ่งไปดับตัณหา

นิโรธ มีสภาพความเป็นไป ๔ ประการ คือ

๑. เป็นธรรมที่ออกจากทุกข์ทั้งปวง
๒. เป็นธรรมที่สงัดจากกิเลสและทุกข์
๓. เป็นธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง
๔.เป็นธรรมที่ไม่มีความตาย

นิโรธ หรือ พระนิพพาน

- มีความสงบจากเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์
- ทำให้ไม่ต้องจุติ
- ไม่มีนิมิตหมายใดๆ อีก (นิมิตในที่นี้ คือ ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 มิ.ย. 2553 , 08:57:28 น.] ( IP = 58.11.7.85 : : )


  สลักธรรม 4

การจะถึงซึ่งพระนิพพาน จะต้องเดินตามทางมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นเครื่องดำเนินให้ถึงธรรมที่ดับตัณหา ตัณหาจะดับไปได้ที่ ปิยรูป สารทรูป คือ สภาวะที่เป็นที่รักที่ชื่นใจของตัณหาเป็นสภาวะที่เป็นปัจจัยให้ตัณหาเกิด มี ๖๐ ประการ คือ

๑. ทวาร ๖
๒. อารมณ์ ๖
๓. วิญญาณ ๖
๔. ผัสสะ ๖
๕. เวทนา ๖
๖. สัญญา ๖
๗. เจตนา ๖
๘. ตัณหา ๖
๙. วิตก
๑๐. วิจาร ๖

นิโรธ ถ้ากล่าว ๑ นัย ได้แก่ อสังขตธาตุ คือ ธาตุที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง

ถ้ากล่าว ๒ นัย ได้แก่ สอุปาทิเสสนิพพาน อนุปาทิเสสนิพพาน

ถ้ากล่าว ๓ นัย ได้แก่ อนิมิตตนิพพาน อัปปณิหิตนิพพาน สุญญตนิพพาน

ถ้ากล่าว ๔ นัย ได้แก่ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตมรรค

ถ้ากล่าว ๕ นัย ได้แก่ ดับกามคุณ ๕

ถ้ากล่าว ๖ นัย ได้แก่ ดับตัณหา ๖

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 มิ.ย. 2553 , 09:01:51 น.] ( IP = 58.11.7.85 : : )


  สลักธรรม 5

มรรคสัจ เป็นหนทาง หรือเป็นเครื่องมือที่ดำเนินไปให้ถึงพระนิพพาน เป็นธรรมที่ดับทุกข์ได้จริง และมีทางเดียวเท่านั้น คือ สติปัฏฐาน ๔ ซึ่งมีองค์ ๘ ประการ ในที่นี้คือ มรรคมีองค์ ๘ เรียกว่า นิโรธคามินีปฏิปทา เป็นข้อปฏิบัติให้เข้าถึงความดับทุกข์ได้จริง มี

๑.สัมมาทิฏฐิ ได้แก่ ปัญญาเจตสิก คือ ความเห็นถูกต้องในเหตุผลของสภาวธรรมตามความเป็นจริง คือ เห็นอริยสัจธรรมทั้ง ๔

มรรคองค์นี้ - สงเคราะห์ไว้ในกองของปัญญา
- ถ้าเป็นโลกียะ ก็มีรูปนามเป็นอารมณ์
- ถ้าเป็นโลกุตตระ ก็มีพระนิพพานเป็นอารมณ์

๒. สัมมาสังกัปโป ได้แก่ วิตกเจตสิก คือ ความดำริชอบ ที่ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์เพื่อ..

๒.๑ ไม่ให้ยินดีในกามคุณ อันเป็นมูลของโลภะ
๒.๒ ไม่ให้ตรึกในอารมณ์ที่เกี่ยวกับวิหิงสา คือ ความเบียดเบียน
๒.๓ ไม่ให้ตรึกตรองในอารมณ์ที่เป็นไปด้วยความพยาบาท คิดปองร้าย
๒.๔ ไม่ให้เขาเดือดร้อน พินาศ ฉิบหาย อันเป็นมูลของโทสะ

มรรคองค์นี้ - สงเคราะห์ไว้ในกองปัญญา เพราะเป็นการระลึกระวังไม่ให้จิต ไหลไป ในโลภะ โทสะ มหะ ก็คือ การไม่ให้จิตตกไปจากนามรูป เป็นการปรับ ระดับจิตไม่ให้ตกไปจากความจริง

- จะสมบูรณ์ได้ ต้องอาศัยสัมมาทิฏฐิ
- ถ้าเป็นโลกียะ ก็มีรูปนามเป็นอารมณ์
- ถ้าเป็นโลกุตตระ ก็มีพระนิพพานเป็นอารมณ์

๓. สัมมาวาจา ได้แก่ สัมมาวาจาเจตสิก คือ การเว้นจากวจีทุจริต ๔ (พูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ)

มรรคองค์นี้ - สงเคราะห์ไว้ในกองศีล เพราะมีหน้าที่ประหารกิเลสทางวาจา
- จะสมบูรณ์ได้ ต้องอาศัย สัมมาสังกัปโป
- ถ้าเป็นโลกียะ ก็มีมหาสติปัฏฐานเป็นอารมณ์
- ถ้าเป็นโลกุตตระ ก็มีพระนิพพานเป็นอารมณ์

๔. สัมมากัมมันโต ได้แก่ สัมมากัมมันตเจตสิก คือ การเว้นจากกายทุจริต ๓ (การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม)

มรรคองค์นี้ - สงเคราะห์ไว้ในกองศีล เพราะมีหน้าที่ประหารกิเลสทางกาย
-จะสมบูรณ์ได้ ต้องอาศัย สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา
-ถ้าเป็นโลกียะ ก็มีมหาสติปัฏฐานเป็นอารมณ์
-ถ้าเป็นโลกุตตระ ก็มีพระนิพพานเป็นอารมณ์

๕. สัมมาอาชีโว ได้แก่ สัมมาอาชีวเจตสิก คือ อาชีพชอบ การงานชอบ เว้นจากวจี
ทุจริต ๔ และกายทุจริต ๓

มรรคองค์นี้ - สงเคราะห์ไว้ในกองศีล เพราะสัมมาวาจา สัมมากัมมันโตอยู่ในกองศีล
-จะสมบูรณ์ได้ ต้องอาศัย สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต
-ถ้าเป็นโลกียะ ก็มีมหาสิตปัฏฐานเป็นอารมณ์
-ถ้าเป็นโลกุตตระ ก็มีพระนิพพานเป็นอารมณ์

๖.สัมมาวายาโม ได้แก่ วิริยเจตสิก มีหน้าที่ ๔ อย่าง คือ

๖.๑ เพียรระวังไม่ให้อกุศลเกิดขึ้น
๖.๒ เพียรละอกุศลที่เกิดขึ้นให้หมดไป
๖.๓ เพียรเจริญกุศลที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น
๖.๔ เพียรเจริญกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เกิดมากขึ้น

สรุป ก็คือ เป็นการทำความเพียรในสติปัฏฐาน ๔ เพราะองค์ธรรมของสติปัฏฐาน ๔ มี

๑. อาตาปี ได้แก่ วิริยเจตสิก
๒. สัมปชาโน ได้แก่ ปัญญาเจตสิก
๓. สติมา ได้แก่ สติเจตสิก

มรรคองค์นี้ - สงเคราะห์ไว้ในกองสมาธิ เพราะความเพียรนี้มีหน้าที่ละอกุศลทางใจซึ่ง เป็นกิเลสอย่างกลาง และมีหน้าที่เจริญกุศลซึ่งยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้นด้วย

กุศลในที่นี้ คือ สมาธิ และปัญญา
- จะสมบูรณ์ได้ ต้องอาศัย สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว
- ถ้าเป็นโลกียะ ก็มีรูปนามเป็นอารมณ์
- ถ้าเป็นโลกุตตระ ก็มีพระนิพพานเป็นอารมณ์


๗. สัมมาสติ ได้แก่ สติเจตสิก ก็มีการระลึกอยู่ในอารมณ์ของสติปัฏฐาน ๔

มรรคองค์นี้ - สงเคราะห์ไว้ในกองสมาธิ เพราะสัมมาสติกั้นกระแสนิวรณ์โดยตรง
-จะสมบูรณ์ได้ ต้องอาศัย สัมมาวายาโม
-ถ้าเป็นโลกียะ ก็มีรูปนามเป็นอารมณ์
-ถ้าเป็นโลกุตตระ ก็มีพระนิพพานเป็นอารมณ์

๘. สัมมาสมาธิ ได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก ที่มีการตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ของสติปัฏฐาน ๔

มรรคองค์นี้ - สงเคราะห์ไว้ในกองสมาธิ เพราะเอกัคคตาเจตสิกจัดเป็นสมาธิ
- จะสมบูรณ์ได้ ต้องอาศัย สัมมาวายาโม สัมมาสติ
- ถ้าเป็นโลกียะ ก็มีรูปนามเป็นอารมณ์
- ถ้าเป็นโลกุตตระ ก็มีพระนิพพานเป็นอารมณ์




โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 มิ.ย. 2553 , 09:15:29 น.] ( IP = 58.11.7.85 : : )


  สลักธรรม 6


กราบขอบพระคุณ และ อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [16 มิ.ย. 2553 , 10:03:18 น.] ( IP = 124.121.176.232 : : )


  สลักธรรม 7

โดย น้องกิ๊ฟ [16 มิ.ย. 2553 , 10:04:00 น.] ( IP = 125.27.178.103 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org