มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนา










การเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนา

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
บรรยายเมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๓



ปัจจัยที่จะอุดหนุนให้เราทุกคนสามารถเดินตามรอยพระพุทธองค์ไปสู่จุดหมายคือพระนิพพานได้จะต้องประกอบไปด้วยธรรม ๕ คือ

๑.ศรัทธา ความเชื่อในพระปัญญาธิคุณ คือความตรัสรู้ของพระพุทธองค์ ที่ทรงนำมาสั่งสอนไม่ว่าจะเป็นคันถธุระหรือวิปัสสนาธุระ

๒.วิริยะ คือเพียรที่จะศึกษา และปฏิบัติตามด้วยใจที่มั่นคงซึ่งมีศรัทธาเป็นองค์ประกอบในความเพียรนั้นด้วย

๓. สติ คือ การระลึกอยู่ในธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งต้องอาศัยความเพียรและศรัทธาเป็นองค์ประกอบ

๔.สมาธิ คือ ความตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ของกุศลที่สัมปยุตไปด้วยศรัทธา ความเพียร และสติร่วมอยู่ในสมาธินั้น

๕.ปัญญา คือ ความรู้ธรรมตามความเป็นจริงพร้อมด้วยเหตุผล ตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์

เมื่อผู้ใดมีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา สัมปยุตร่วมกันในกาย วาจา และใจ ผู้นั้นก็จะสามารถมุ่งตรงต่อทางพ้นทุกข์ หรือสิ้นสุดแห่งทุกข์ได้

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [24 มิ.ย. 2553 , 13:14:15 น.] ( IP = 125.27.180.204 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1




ถาม การปฏิบัติในช่วงแรกจะต้องเป็นสมถะกรรมฐานก่อนหรือไม่

ตอบ ต้องเข้าใจก่อนว่าสมาธิไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ เพราะยังมีความปรารถนาในอารมณ์สงบ ยังมีตัณหาตัวผลักดันให้เกิดการกระทำ และเมื่อทำสมาธิจนเกิดสงบแล้วก็ยังมีความยินดีติดใจในอารมณ์นั้นอยู่ และเมื่อทำไปจนเกิดปฐมฌานก็ยังมีอยากได้ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตฌาน ปัญจมฌาน มีบันไดให้ก้าวไปเรื่อยๆ ด้วยตัณหาที่เป็นแรงผลักดัน

เมื่อเราทำสมาธิแล้วเราต้องการความสงบ พอได้ความสงบสมความปรารถนา ก็มีความพอใจ...อภิชฌาก็เกิดขึ้น พอเราฟุ้งซ่านไม่สงบ.. ก็เกิดโทมนัส การทำสมาธิจึงไม่สามารถตัดอภิชฌาและโทมนัสได้ เพราะว่ายังมีอวิชชาและตัณหาเป็นตัวครอบงำครอบชีวิตการกระทำนั้นอยู่

การทำสมาธิจัดว่าเป็นกุศลในวัฏฏะ คือทำให้เวียนว่ายตายเกิด แม้จะเป็นมหัคตกุศลก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดไปอยู่ในพรหม อรูปพรหม ส่วนวิปัสสนากรรมฐานคือวิวัฏฏคามินีกุศล วิ แปลว่า พิเศษ มีปัญญาแจ่มแจ้งที่จะปฏิเสธทางที่ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยตัณหาและอวิชชา คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ..ความยินดีที่อยู่ในชีวิตของเรา และอวิชชาคือความไม่รู้

ความไม่รู้กับตัณหามันเป็นตัวเงื่อนที่ผูกรัดเราไว้ เมื่อมาเจริญวิปัสสนาก็จะต้องละความเห็นผิดคือละอวิชชาและไม่อยู่กับตัณหา

เมื่อนั่ง... ต้องมีความรู้สึกตัวว่ารูปนั่ง ขณะที่รู้สึกตัวว่ารูปนั่ง นั่นแหละ “ความไม่รู้” ได้ออกไปแล้วคือละอวิชชา และการนั่งนี้นั่งเพราะความจำเป็นไม่ใช่อยากนั่งจึงเป็นการละตัณหา วิปัสสนาจึงละทั้งสองอย่างแต่สมาธินั้นเข้ามาประกอบทั้งสองอย่าง

โดย น้องกิ๊ฟ [24 มิ.ย. 2553 , 13:14:42 น.] ( IP = 125.27.180.204 : : )


  สลักธรรม 2



เมื่อเห็นความแตกต่างระหว่างสมาธิกับวิปัสสนาแล้วก็มาดูว่า การทำวิปัสสนาทุกครั้งต้องนั่งสมาธิก่อนหรือไม่? ตอบว่าไม่จำเป็น

อย่างสมัยก่อนมีการฝึกวิปัสสนาในชมรมละกิเลส โดยเริ่มต้นด้วยการรับประทานอาหารมื้อเย็นอย่างมีสติ จากนั้นก็เข้าห้องสวดมนต์แล้วทำสมาธิและเจริญวิปัสสนา โดยจะเป็นผู้กำหนดให้สมาชิกชมรมทำสมาธิไปสักระยะหนึ่งแล้วจะออกคำสั่งว่า “ให้เลิกจากสมาธิ แล้วกำหนดวิปัสสนา”

เหตุผลที่ให้ทำเช่นนั้นก็เพราะเป็นการปูพื้นฐานเริ่มต้นให้ทุกคนรู้จักทำให้จิตสงบ เพราะอยู่ดีๆ จะให้ทุกคนมาเริ่มต้นดูทุกข์เลยก็จะหาไม่เจอ หรือมาดูรูปนั่งเลยบางทีก็เป็นการนึกเอา ก็เลยให้นั่งสมาธิแล้วก็กะเวลาพอประมาณที่ทุกคนคงจะเมื่อยแล้ว

เพราะถ้าเป็นคนที่ไม่ได้ฝึกสมาธิมามากๆ พอนั่งสมาธิสัก ๑๐ นาที ก็จะมีอาการเมื่อ ฉะนั้นเมื่อสังเกตกิริยาอาการออกแล้วก็อาจจะบอกว่า “ขอให้ทุกคนกำหนดในอาการ อาการที่ปรากฏก็คือ นามปวด หรือความรู้สึก” อย่างนี้ก็จะสามารถจับจุดเริ่มต้นได้คือเริ่มต้นด้วยความรู้สึกเวทนา นี่คือขั้นตอนสำหรับคนใหม่ๆ

แต่ถ้าปฏิบัติคล่องแล้วในการพอนั่งหรือมีการรู้สึกตัวได้ง่ายๆ ก็ไม่ต้องอาศัยการกระทำสมาธิเป็นจุดเริ่มต้น แต่ถามว่าในวิปัสสนามีสมาธิเป็นเครื่องรองรับหรือไม่? คำตอบคือทุกอารมณ์ที่เรารู้สึกมีขณิกสมาธิรองรับอยู่แล้ว แต่ขณิกสมาธิของเราไม่มีกำลังพอให้เกิดสติสัมปชัญญะ จึงต้องมีขณิกสมาธิที่ต่อเนื่อง แต่เราอย่าไปติดว่า ทุกครั้งจะต้องทำสมาธิก่อน เพราะถ้าเผื่อคิดอย่างนี้อีกหน่อยก็จะเกิดความเคยชิน แล้ว เราจะจัดการวางวิปัสสนาไม่ได้แล้ว ถ้าเผื่อเราไม่มีสมาธิ


โดย น้องกิ๊ฟ [24 มิ.ย. 2553 , 13:15:04 น.] ( IP = 125.27.180.204 : : )


  สลักธรรม 3



ถาม ในขณะที่เราเจริญสมถกรรมฐานเกิดการสุขสบายในช่วงนั้น เราสามารถที่จะไปทางวิปัสสนาเลยได้ไหมครับ เช่นว่า เรารู้ว่าสุข รู้ว่าทุกข์ในขณะนั้น

ตอบ ทุกคนมีอดีตเหตุและมีปัจจุบันผล อดีตเหตุปกคลุมกว้างใหญ่มาก อดีตเหตุก็คืออดีตกรรมนั่นเองทำให้เกิดปัจจุบันผล ถ้าปกตูนิสยปัจจัยที่เป็นอุปนิสัยของเราสอดคล้องในการทำสมาธิมา มีความสงบและสุขง่าย ก็คอยสังเกตตัวเองเลยคือกลับมาสังเกตจิตของตนเองว่ารู้สึกอย่างไร... นั่นแหละสติสัมปชัญญะ

สติเกิดขึ้นรู้สภาพจิตที่เรากำลังอิ่มเอิบอยู่ในสุขนั้น แต่รู้อย่างไรถึงจะถูกต้อง เพราะสุขนั้นเป็นเพียงสุขเวทนา สุขที่เสวยอารมณ์ไปจากสมาธิจึงไม่ใช่สุขแท้แต่ เป็นสุขวิปลาส ฉะนั้น เราจะต้องเข้าใจว่า วิปัสสนาปฏิบัติอย่างไร เปรียบเช่นในการดีดลูกหินนั้นทำอย่างไรก็ได้ให้เรายิงถูกก็แล้วกัน การยิงถูกนั่นแหละคือปัญญาที่เกิดขึ้น

ฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในท่าไหน หรือการกระทำอย่างไร ก็ทำให้เกิดวิปัสสนาได้ อย่างเช่นเคยเห็นคนที่ไปสวดมนต์ที่วัดแล้วเขานั่งหลับตาอยู่เป็นชั่วโมงๆ ซึ่งในตอนแรกก็จะมีเสียงพระมาบรรยาย และเมื่อพระท่านสอนธรรมะจบแล้วเขาก็ยังนั่งอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งมืดใกล้จะปิดสถานที่ เขาจึงจะเดินออกไป วันหนึ่งก็เข้าไปคุยกับเขาบอกว่า “อนุโมทนากับคุณพี่จริงๆ เลย คุณพี่ทำสมาธิแบบจิตมั่นคงเลยนะ เห็นนั่งอยู่อย่างนี้หลายครั้งแล้ว” แต่เขากลับบอกว่าเขาทำวิปัสสนา นี่ก็เป็นเพราะเราอนุมานเอาตามอาการที่เห็นว่านั่งสมาธิ แต่จริงๆ เขาอาจทำวิปัสสนาดูอาการของเขาอยู่ก็ได้ เช่นดูรูปนั่งอยู่ เพราะถ้าหากดูเป็นก็เหมือนกับมีไฟฉายอยู่กับตัวนั่นเอง ไม่ว่าไปที่ไหนก็ใช้ฉายได้

การฝึกวิปัสสนาจึงไม่ใช่ห้ามลืมตา ห้ามหลับตา แต่ขอให้เข้าใจว่าการปฏิบัติวิปัสสนาคืออะไร แล้วทำอย่างไร สังเกตอย่างไร ต้องมีรูปและมีนามรองรับเสมอ เมื่อได้ความรู้อันนี้แล้วก็เหมือนกับมีแผนที่เดินทาง แล้วไม่ว่าจะใช้พาหนะอะไรก็ไปถึงได้ไม่ว่าจะใน ท่ายืน เดิน เหยียด คู้ ก้ม เงย เพียงแต่ต้องสำเหนียกหรือระวังว่าอยู่บนเส้นทางที่จะไปนั้นหรือเปล่า เส้นทางนี้หมายถึงว่า ต้องมีความระลึกรู้สึกในรูปในนาม และก่อนจะเปลี่ยนรูปเปลี่ยนนาม ต้องรู้ก่อนว่าทำไปเพื่ออะไร

โดย น้องกิ๊ฟ [24 มิ.ย. 2553 , 13:15:21 น.] ( IP = 125.27.180.204 : : )


  สลักธรรม 4



หลักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ๑๕ ข้อสรุปโดยย่อแล้วก็มีนิดเดียว คือ “ต้องรู้จักนามรูปก่อน ว่าอะไรคือนามรูป เมื่อรู้จักนามรูปนั้น ให้ลงมือกำหนดทันที ห้ามกำหนดนามรูปไปพร้อมๆ กัน”

เพราะนามรูปเกิดไม่พร้อมกัน นามก็นาม รูปก็รูป อย่ากำหนดเช่น “รูปนั่งนามรู้สึก” เพราะจริงๆ แล้วก็คือรูปนั่งแต่เป็นนามรู้สึก เพราะ ถ้าเผื่อไม่มีจิตมันจะรู้สึกไม่ได้ หรือ “ นามเห็นนามรู้” หรือ “นามเห็นรูป รูปมาให้เห็น” นั่นคือการท่องและเป็นการนึกเอา

ในขณะดูรูปนั่งก็ต้องรู้สึกในอาการรูป เช่นรูปนั่งในอาการนี้จะมีความรู้สึก เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง ปวดเมื่อยต่างๆ ก็ให้คอยสังเกต ในรูปในนามนี้ แต่ไม่ใช่ท่องมาเป็นของคู่ๆ กันหมด เพราะนั่นคือปริยัติ แต่พอเราเข้าใจวิปัสสนาดีแล้วก็สามารถทำได้ทุกที่

และอีกอย่างเราต้องมีความเพียรฝึกฝน เช่นในการได้กลิ่น สำหรับผู้ที่มีสติไวมากๆ แล้วปฏิบัติต่อเนื่อง พอกลิ่นมากระทบเขารู้เลยว่ามันเป็นรูป เพราะรู้ไปในความจริงก็คือเป็นรูปหรือรูปมากระทบนี่ก็คือปัจจุบัน แต่บางครั้งก็มีปัจจุบันสันตติคือพอรูปมากระทบปุ๊บนามเข้าไปรู้ ..ฆานวิญญาณเกิดขึ้นแต่กำหนดรูปกลิ่นไม่ทัน เพราะว่าจิตเกิดขึ้นรู้เร็วซึ่งนั่นก็ไม่ผิด

แม้ตามที่มีข้อกำหนดว่า ทางจมูก กลิ่นเป็นรูป รู้กลิ่นเป็นนาม ฉะนั้น พอกลิ่นมากระทบให้กำหนดรูป อย่ากำหนดที่นามเพราะความเข้าใจผิดว่า เราเป็นผู้หอม เราเป็นผู้เหม็น กลิ่นก็คือรูปกลิ่น ถึงจะมีเราไปดมหรือไม่มีเราไปดม กลิ่นก็ยังคงกลิ่นนั้นอยู่

แต่เมื่อรูปกลิ่นนี้มากระทบจมูก (ฆานประสาท) มีวิญญาณจิตเกิดขึ้น จิตนี้ก็คือนาม ท่านจึงมีข้อกำหนดขึ้นมาเพื่อให้เราฝึกหัดรื้อสัญญา หรือวิปลาสว่าเราเป็นผู้หอม เราเป็นผู้เหม็น แท้ที่จริงมันคือรูปกลิ่น ความเห็นผิดจึงอยู่ตรงนี้ แต่ส่วนมากจะยึดกับปริยัติแล้วก็ทำกันไม่ถูกเพราะว่ามันไม่ทัน

โดย น้องกิ๊ฟ [24 มิ.ย. 2553 , 13:15:40 น.] ( IP = 125.27.180.204 : : )


  สลักธรรม 5



เมื่อคันธารมณ์มากระทบฆานประสาท และมีฆานวิญญาณเกิดขึ้น แต่ด้วยฆานวิญญาณนั้นไวมาก บางครั้งเดินมาปุ๊บปะทะกันแล้ว แล้วรู้เลยว่าตำแหน่งที่หอม ใหม่ๆ เขาถึงให้ฝึกดูที่รูปกลิ่น ก็คือไล่กวดตามรูปกลิ่น แต่บางครั้งปัจจุบันของเรามันเกิดตรงนามรู้ก็ได้ แต่ท่านบอกว่าฝึกใหม่ๆ ให้กำหนดรูปกลิ่นให้ถูกต้อง ถ้าฝึกเคยชินแล้ว “รู้กลิ่น” ถามว่าใครรู้ เรารู้ ก็ให้เอาเราออกเป็น “นามรู้” ซึ่งก็ไม่ผิด จะเป็นนามรู้ก็ได้ เป็นรูปกลิ่นก็ได้ เพราะเอาเราออกทั้งสองอย่าง

ถ้าหากมองให้ตรงก็คือตรงที่รูปกลิ่นมากระทบ จึงต้องกำหนดรูปหอม รูปเหม็น เพื่อทำลายความเห็นผิดว่าเราหอมเราเหม็นออกไป ในการปฏิบัติเพื่อเอาความเห็นผิดออกจึงให้กำหนดรูปกลิ่น แต่ถ้าเลยไปในเนื้อเรื่องแล้วกำหนดนามรู้ นี่คือความจริง และความเป็นจริงอีกจริงหนึ่งก็คือ เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปตามอำนาจ

รูปกลิ่นนั้นเป็นเรื่องของรูป และที่รู้กลิ่นเป็นนาม ท่านให้โยนิโสมนสิการว่าเป็นรูปกลิ่น แต่เราต้องเข้าใจในปัจจุบันด้วยนะว่า มีปัจจุบันที่กำลังเกิด ปัจจุบันที่กำลังตั้งอยู่ และปัจจุบันที่กำลังดับ เรียกว่า ปัจจุบันสันสติทำการสืบต่ออยู่ เช่นรูปกลิ่น ถ้าใครไปรู้ตรงกำลังเกิดนี่ผิดแล้ว เพราะไม่รู้ไม่ได้เกินความสามารถ เช่นรูปกลิ่นกำลังเกิด กำลังลอยมากลางอากาศ ก็รู้เลยว่ากำลังใกล้มาแล้ว ๆ ถ้าหากใครไปรู้อย่างนี้ก็ผิดเลย แต่ถ้าใครรู้ตรงที่ยังกระทบอยู่ก็ได้ปัจจุบันเลย หรือรู้ตอนกำลังดับ เช่น รูปกลิ่นกำลังจางไปก็ไม่ผิด เช่นตรงนี้มีดอกไม้หอมมากๆ เลย แรงกระทบฆานวิญญาณ คือรูปกลิ่น และอยู่ดีๆ มีคนมายกไป ห่างออกไปทุกที เราก็ยังได้กลิ่นอยู่ กลิ่นนั้นค่อยๆ จางไป

การกำหนดรูปกลิ่นในปัจจุบัน จึงกำหนดตอนที่กลิ่นกำลังมาไม่ได้ แต่เมื่อรู้กลิ่นเราก็กำหนดได้เป็นรูปกลิ่น เมื่อเราเสพรูปกลิ่นไปแล้วก็กำหนดนามรู้ และเมื่อรู้รูปกลิ่นแล้วก็ให้ดูไปว่าที่นามรู้นั้นมีความยินดีหรือไม่ยินดีอย่างไร

เหมือนปวดนั่นเอง เราปวดขามากพอเปลี่ยนท่าแล้วไม่ใช่หายเลย ไม่มียาแก้ปวดชนิดใดในโลกนี้แก้ปวดได้สนิททันทีเลยนอกจากยาสลบ มีแต่ปวดน้อยลงๆ แต่ความปวดยังปรากฏอยู่ เราต้องมีจิตที่รับรู้ในอาการนั้น


โดย น้องกิ๊ฟ [24 มิ.ย. 2553 , 13:16:01 น.] ( IP = 125.27.180.204 : : )


  สลักธรรม 6



ถาม เมื่อเดินเข้ามาในห้องแล้วได้กลิ่นน้ำหอมจะกำหนดรูปกลิ่นได้ไหม

ตอบ เราอยู่โดยชีวิตปกติแล้วเดินเข้ามาในห้องนี้โดยไม่ได้กำหนดวิปัสสนามาก่อน พอได้กลิ่นปุ๊บก็กำหนดรูปกลิ่น เพราะถูกสอนมาว่าให้กำหนดรูปกลิ่น อย่างนี้เรียกว่าเราสร้างขึ้นมา เพราะมันไม่ได้มีความต่อเนื่องมาจากการปฏิบัติ แต่เป็นการนำปริยัติมากำหนดซึ่งไม่มีทางที่จะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างเด็ดขาด แต่ถ้าเผื่อเรามีการกำหนดรู้รูปนามเดินเข้ามาในห้องแล้วกระทบรูปกลิ่นชัดก็กำหนดรูปกลิ่น

ผู้ปฏิบัติเก่าๆ จนสติสัมปชัญญะเริ่มชินกับการปฏิบัติแล้วก็เหมือนหนึ่งว่าใช้ชีวิตปกติ แต่เอาตัวเองออกเท่านั้นเอง เอาคำว่าเรารู้สึกออกเป็นนามรู้สึก เอาเรานั่งเดินยืนนอนออกเป็นรูปต่างๆ มีลูกศิษย์คนหนึ่งที่ปฏิบัติอย่างเนื่องอาทิตย์เว้นอาทิตย์แล้วก็ปวารณาจะเข้าติดต่อกัน ๓ เดือน ซึ่งเท่าที่สอบอารมณ์ยังได้มาแค่กระพี้เดียวคือสติ

และในการกำหนดของเขานั้นถ้าเผื่อรูปกลิ่นมากระทบเขาก็กำหนดนามรู้สึกทัน โดยที่ไม่ใช่ไปตั้งใจกำหนด แต่พอกลิ่นมากระทบแทนที่จะเสวยอารมณ์รู้สึกแล้วก็ยินดี นามก็เข้ามาทำงาน มีนามมารู้ เพราะทุกอย่างรวมแล้วเป็นเรื่องของนามหมดในที่สุด ซึ่งต้องอาศัยการฝึกไปจนกระทั่งปรับสภาพได้

เขาบอกว่า ตอนเข้าแรกๆ ต้องบอกว่าเหมือนติดคุก เพราะว่าเป็นคนที่อยู่นิ่งๆ ไม่ได้ต้องมีอะไรทำ แต่กว่าจะปรับสภาพได้ก็ใช้เวลานาน

โดย น้องกิ๊ฟ [24 มิ.ย. 2553 , 13:16:20 น.] ( IP = 125.27.180.204 : : )


  สลักธรรม 7



การเรียนปริยัติก็เพื่อให้เข้าใจตัวเอง เรียนเพื่อให้เกิดศรัทธาในพระพุทธเจ้า เพราะถ้าไม่ใช่พระสัพพัญญุตาญาณแล้ว เราจะรู้หรือว่าอกุศลมี ๑๒ กอง พระพุทธเจ้ามาสอนให้เรารู้ว่าของเหม็น ๑๒ กอง นี้คือขี้ที่อยู่ในใจเรา และโลภะเหม็นมากที่สุดเพราะมีถึง ๘ กอง

และก็ได้รู้ว่า เราไม่เคยรู้เลยบุญที่เราทำตั้งแต่เล็กคือบุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา ใส่บาตรตามประเพณี เชื่ออะไรตามสิ่งต่างๆ เราทำบุญก็จริงแต่บุญนี่เป็นบุญแถวล่างเป็นวิปปยุตไม่ประกอบไปด้วยปัญญา ฉะนั้น การที่เราจะทำบุญสัมปยุตได้ก็ด้วยคันถธุระและวิปัสสนาธุระ เพราะการเรียนทำให้เกิดความเข้าใจจัดเป็นปัญญา และการปฏิบัติโดยเอาความจริงไปกำหนด ระลึกรู้ตามว่านี่เป็นรูปนี่เป็นนามก็เป็นปัญญา

เมื่อเรามาเรียนธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว เราจะรู้ภายในหัวใจของเราแต่ละขณะๆ ว่ามีแค่ต่ำสุดคือ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการ แต่ถ้าเกิดกุศลญาณสัมปยุตก็จะมีเจตสิกประกอบ ๓๘ คือ อัญญสมมนาเจตสิก ๑๓ โสภณเจตสิก ๒๕ รวมเป็น ๓๘

การเรียนเราต้องเรียนแยกอย่างนี้ ส่วนในการปฏิบัติจะไม่มีปริยัติอย่างนี้ แต่เมื่อปฏิบัติไปต่อเนื่องจนเกิดสติสัมปชัญญะมากๆ ความมีสติสัมปชัญญะความรู้ในอาการก็จะกลับมาตามรู้ในคันถธุระว่าที่เราเรียนมามันอย่างนี้นี่เอง เมื่อสติสัมปชัญญะมีกำลังแรงขึ้นก็จะสามารถส่องให้เห็นว่าที่เราศึกษามาสภาพจริงๆ มันเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ใช่นำปริยัติเหล่านี้ไปปฏิบัติ

ทุกวันนี้เราพูดกันถึงไตรลักษณ์ซึ่งเราไม่เคยเห็นแต่มีอยู่จริงและมีกันทุกคน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสภาพที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ อย่างเราจะเดินไปก้าวไปแล้วก็ อ๋อ ! นี่ไตรลักษณ์ปรากฏ ก้าวหนึ่งไปสู่ก้าวหนึ่ง เป็นความไม่เที่ยง และการก้าวอันนี้เป็นคนละรูปกับรูปก้าวอันนี้ ...นี่คือการนึกเอา

แต่จริงๆ แล้วมันก็มีดับในรูปนั้น แต่ไม่ใช่ว่าแค่ก้าวนี้ไปสู่ก้าวนี้ๆ ดับเป็น สัมสนญาณ อุทยัพพญาณ

โดย น้องกิ๊ฟ [24 มิ.ย. 2553 , 13:16:39 น.] ( IP = 125.27.180.204 : : )


  สลักธรรม 8



พระพุทธเจ้าตอนตรัสรู้ใหม่ๆ ที่โพธิบัลลังก์ เมื่อพระองค์ลืมพระเนตรขึ้นแล้วทรงพิจารณาว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นี่เป็นธรรมนอกโลก แล้วผู้ที่อยู่ในโลกจะเข้าใจในสิ่งเหล่านี้หรือไม่ แล้วพระองค์จะมีเพื่อนอีกไหม เพราะเป็นผู้พ้นโลกแล้ว ทรงหันพระพักตร์ไปทางขวาจากแท่นโพธิบัลลังก์ทอดพระเนตรเห็นต้นโพธิ์ใหญ่ที่แผ่กิ่งใบร่มหนา พระองค์ทรงรู้ทันทีว่า ที่พึ่งของพระองค์คือพระธรรม

พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่าให้พึ่งพระองค์แต่เราทั้งหลายให้มีธรรมเป็นที่พึ่ง ธรรมนี้ก็คือความรู้ ที่ไปเข้าปฏิบัติกันก็คือการใช้ความรู้เป็นที่พึ่งซึ่งไม่ใช่รู้ปริยัติ เพราะปริยัติเรียนให้รู้เพื่อแยกให้เห็นความจริงว่า การทำงานของจิตนั้นสลับซับซ้อน เหมือนรถยนต์คันหนึ่งที่ผู้เป็นนายช่างย่อมรู้หมดว่าเครื่องยนต์ทำงานอย่างไรและประกอบขึ้นเป็นตัวรถ และเวลาขับรถเราก็ไม่ขับตรงคันเร่งหรือพวงมาลัยเท่านั้น แต่ตัวรถทั้งหมดที่เคลื่อนไปเพราะมันทำงานด้วยความประสานกันตามกิจคนละอย่างเท่านั้นเอง

และเวลาขับเราก็ไม่ต้องบอกว่า นี่เหยียบครัช นี่เข้าเกียร์ นี่พวงมาลัย นี่หมุนซ้าย นี่หมุนขวา เพราะถ้าคิดอย่างนั้นรถก็ชนกันแน่ การขับรถก็เหมือนกันกับการกำหนดนามเห็นนี่แหละ ไม่ต้องไปบอกว่านี่ผัสสะ นี่เวทนา นี่สัญญา นี่เจตนา นี่เอกัคคตา นี่ชีวิตินทรีย์ นี่มนสิการ ไม่ต้องไปคิดตรงนั้น แต่ให้เข้าใจเท่านั้นเอง

ธรรมะคือคุณากร ธรรมเป็นที่พึ่งคือความรู้ และความรู้ชนิดที่เอาไปปฏิบัติก็คือชนิดความเข้าใจ และความรู้ความเข้าใจจะทำให้เกิดความเข้าถึง แต่ถ้าขาดความเข้าใจไม่มีทางไปเข้าถึง เพราะความเข้าใจคือการปฏิบัติอย่างเดียวแค่นั้นเอง

ขออนุโมทนาทุกท่าน ขอกุศลกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เราทำบุญร่วมกันในเช้านี้มีการพับดอกบัวถวายพระ เนื่องในวันพระนี้ก็ขอให้คุณพระพุทธคุณ คุณพระธรรมคุณ คุณพระสังฆคุณ คุ้มครองรักษาทุกคนด้วย อนุโทนาอย่างยิ่งค่ะ



โดย น้องกิ๊ฟ [24 มิ.ย. 2553 , 13:17:02 น.] ( IP = 125.27.180.204 : : )


  สลักธรรม 9

ขอบคุณมากครับน้องกิ้ฟ ได้อ่านทบทวนเหตุผลข้อปฏิบัติแล้วดีมากครับ เพราะทำให้ซึ้งใจในการเกิดมาแล้วได้พบพระพุทธศาสนา ยิ่งไปกว่านั้นก็คือความรู้ความเข้าใจในหลักการทั้งหลาย

ความเข้าใจเท่านั้นนะครับ ที่จะทำให้สามารถก้าวข้ามพ้นข้อสงสัยและก้าวต่อไปด้วยสติปัญญาได้ โดยเฉพาะต้องปลูกฝังรากฐานใจให้ดีด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญานั่นเองที่จะหล่อหลอมจิตใจให้ไกลจากโมหะอวิชชาได้

อนุโมทนาสาธุครับ






โดย พี่เณร [24 มิ.ย. 2553 , 17:52:40 น.] ( IP = 61.90.90.55 : : )


  สลักธรรม 10

เข้ามาอ่านเรื่องการปฏิบัติ และได้รายละเอียดมากขึ้นในการสังเกตตนเอง เมื่อมีรูปกลิ่นเข้ามากระทบ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนากับน้องกิ๊ฟ ด้วยค่ะ

โดย เซิ่น [25 มิ.ย. 2553 , 13:07:18 น.] ( IP = 61.90.167.18 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org