| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนา (๒)
![]()
![]()
การเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนา (๒)
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
บรรยายเมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๓
ตอนที่ผ่านมา
ผูกพัน
ผูกพันมั่นในความจริง.............ทุกสิ่งเป็นเหมือนดั่งฝัน ความคิดแปรเปลี่ยนผัน...........ทุกวันแปรเปลี่ยนไป
ก็ใครไหนจะล่วงรู้....................รั้งอยู่กับความหม่นใจ ความทุกข์จึงอยู่ชิดใกล้............ชีวิตใครก็เป็นเช่นกัน
มองหาหนทางแห่งสุข..............หวังปลุกชีวิตสดใส จึงค้นหาทางเรื่อยไป................เมื่อใดจะพบสักที
คลายพัน
ผูกพันมั่นกันไปใหญ่......................สดใสประเดี๋ยวประด๋าว สุขทุกข์แปรเปลี่ยนผัน....................นับวันยิ่งเปลี่ยนไป...
ก็ใจของท่านควรรู้..........................ชีวิตอยู่ไม่นานก็ตาย ความทุกข์รุกรานเรื่อยไป................ชีวิตใครย่อมมีกฎกรรม...
จะหาหนทางแห่งสุข........................ปลดทุกข์ให้พลันสลาย ธรรมะย่อมช่วยผ่อนคลาย................มั่นใจจำไว้ให้ดี
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [1 ก.ค. 2553 , 12:46:00 น.] ( IP = 125.27.181.212 : : )
สลักธรรม 1
ชีวิตของเราก็เป็นเช่นนี้.. เกิดมาพบเพ้อ เพียรผูก แล้วก็พลัดพราก ไม่ว่าจะเป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แล้วก็เพ้อฝันจินตนาการไปเอง ยึดมั่นไปเอง พบแล้วก็เพ้อคร่ำครวญไป เพียรเอาตัวเองเข้าไปผูกไว้กับสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของเราเป็นสิ่งที่เราต้องการเป็นต้น แล้วในที่สุดสิ่งที่พบเพ้อคลั่งเพียรผูกไว้ก็ต้องพลัดพรากเหมือนกับคำที่ว่า เขาไม่จากเราไป เราก็จากเขาไป ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย ก็ต้องจากกันแน่นอน ต้องพลัดพรากจากภพไปสู่ภพ
ฉะนั้น ความตายจึงเป็นของธรรมดาที่สัตว์โลกย่อมต้องเจอแน่ เราอยู่มาถึงวันนี้ก็ใกล้เข้าไปทุกทีแล้วและไม่มีใครหนีพ้นได้ คือใกล้กับความพลัดพรากจากภพที่เราอาศัยอยู่ พรากจากคนที่เราเคยรักเคยหวังเคยผูกพัน การที่จะคลายพันเหล่านี้ได้ก็ต้องศึกษาธรรมแล้วเข้าถึงธรรมให้รู้ว่า สิ่งต่างๆ นั้น เกิดขึ้นเป็นของธรรมดาด้วยเหตุด้วยปัจจัย เมื่อหมดเหตุหมดปัจจัย สิ่งนั้นย่อมต้องมีดับไปเป็นของธรรมดา นี่คือพระสัทธรรมความจริง
บทสวดมนต์มหาสติปัฏฐานสูตรที่เราได้สวดกันไปในเช้าวันนี้พูดถึง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ฯ และมีคำถามมาว่า เป็นการกล่าวถึงพระอรหันต์โดยตรงคือผู้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมองแล้วใช่หรือไม่ ก็ขอตอบว่า ใช่ก็ได้และไม่ใช่ก็ได้ เพราะพระสูตรนี้กล่าวถึงผู้กำลังเดินทางไปที่สุดแห่งทุกข์นั้นจะต้องปฏิบัติแบบนี้
พระสูตรนี้กล่าวถึงการพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ถ้าหากเราไม่เคยศึกษามาเลยก็จะไม่รู้ว่า กายในกายคืออะไร? ก็คือ เดิน ยืน นั่ง นอน แต่ละอย่างในอิริยาบถ ๔ เพราะเมื่อยกอิริยาบถขึ้นมาพูดแล้วเดินก็เป็นหนึ่งในสี่ ยืนก็เป็นหนึ่งในสี่ นั่งก็เป็นหนึ่งในสี่ นอนก็เป็นหนึ่งในสี่ ก็คือ กาเย กายานุปัสสี กายในกายอย่างนี้เองที่ต้องมีสติเข้าไปรู้ด้วยสติปัฏฐาน ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนจีน คนแขก คนฝรั่งก็มีอิริยาบถ ๔ เรียกว่าอิริยาบถใหญ่ปรากฏได้ทีละหนึ่งเท่านั้น ส่วนกายภายนอกคือคนอื่นนั้นไม่ใช่หน้าที่ของสัมปชัญญะสติจะต้องไปรู้ และที่เขาบอกว่ามีกายหยาบมีกายละเอียดอันนั้นก็ไม่ใช่
ในเรื่องของเวทนานั้น ๕ เมื่อมีเวทนาอะไรเกิดขึ้นในตอนนี้ก็ต้องรู้ เช่น สุขเวทนาเราก็ต้องรู้ ทุกขเวทนาเราก็ต้องรู้ อุเบกขาเวทนาเราก็ต้องรู้ โทมนัสเวทนาเราต้องรู้ โสมนัสเวทนาเราก็ต้องรู้ ...เวทนาในเวทนาก็คือเวทนาหนึ่งในห้าอย่างนี้ เมื่ออะไรปรากฏขึ้น เราก็ต้องเข้าไปรู้ธรรมนั้น
ธรรมทั้งหลายไม่ว่า กาย เวทนา จิต ธรรม ทั้งหมดนี้มีไว้เพียงรู้ เป็นเพียงตั้งแห่งการระลึกเพื่อให้เกิดสติและให้เกิดสัมปชัญญะคือปัญญารู้ว่าเป็นรูปหรือว่าเป็นนามเท่านั้นเอง
การศึกษาจึงเป็นบันไดหรือเป็นไม้ค้ำทำให้เราสามารถเข้าถึงหรือปฏิบัติให้ถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนได้ เมื่อเราเข้าใจหมวดของกาย เวทนา จิต ธรรม แล้วเราก็สามารถทำตามทฤษฎีของหลวงพ่อเสือได้นั่นก็คือ
๑. เรียกชื่อให้ถูกต้อง
๒ . ตรงดิ่งในการมอง
๓. พุทธวิธีแห่งความเนิบช้า
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2553 , 12:47:08 น.] ( IP = 125.27.181.212 : : )
สลักธรรม 2
๑. เรียกชื่อให้ถูกต้อง คือ การเรียกชื่อให้ถูกต้องตามบัญญัติ ในร่างกายของเรามีกายกับใจ และการ เรียกชื่อให้ถูกต้อง เช่น สิ่งที่เห็นเขาเรียก รูปารมณ์ ตัวที่เห็นก็คือ จักขุวิญญาณ การเรียกชื่อให้ถูกต้องนั้นจึงต้องมีความเข้าใจในปริยัติ จึงจะเรียกชื่อให้ถูกต้องได้
นั่ง ต้องเรียกให้ถูกว่าเป็น รูปนั่ง จะเรียก รูป เฉยๆ ก็ไม่ได้ เพราะรูปมีหลายรูป จึงต้องรู้เข้าไปว่าทำไมถึงเป็น รูปนั่ง ทำไมถึงต้องมี รูป และมี นั่ง เข้ามา รูป อย่างเดียวได้ไหม? ไม่ได้ หรืออย่างที่นั่งอยู่นี่ก็คนทั้งนั้น แต่ถ้าเราจะเรียกคนๆ หนึ่งมา ต้องเรียกชื่อของเขาให้ถูกต้อง เขาจึงจะมา จะเรียกว่า คนมานี่ ก็คงจะมากันทั้งหมด และต้องรู้ว่า อิริยาบถหรืออาการเป็นรูป เดินเป็นรูป ยืนเป็นรูป นอนเป็นรูป แต่ขณะปัจจุบันนี้มีอิริยาบถหรือความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นก็ต้องเรียกชื่อให้ถูกต้องตามลักษณะของเขาคือรูปหรือนาม
เราจึงต้องฝึกการเรียกชื่อให้ถูกต้อง เดินก็รู้ว่ารูปเดิน ยืนก็รู้ว่ารูปยืน นอนก็รู้ว่ารูปนอน เห็นก็รู้ว่านามเห็น เปรี้ยวก็รู้ว่ารูปเปรี้ยว เค็มก็รู้ว่ารูปเค็ม ฟุ้งก็รู้ว่านามฟุ้ง เข้าไปรู้ในเรื่องก็รู้ว่านามรู้ เมื่อก่อนทฤษฏีนี้หลวงพ่อท่านจะฝึกให้เราคล่องกันหมดเลยด้วยการถามแล้วให้ตอบพร้อมกัน เพราะเรารู้แล้วว่าอะไรคือรูปคือนาม และกำหนดอย่างไร เช่น
เห็น กำหนด นามเห็น
หิว กำหนด นามหิว
เมื่อย กำหนด นามเมื่อย
เปรี้ยว กำหนด รูปเปรี้ยว
คัน กำหนด นามคัน
ฟุ้ง กำหนด นามฟุ้ง
เราจึงต้องฝึกให้คล่อง เมื่อครูถามปุ๊บต้องตอบให้ถูก คือเรียกชื่อให้ถูกต้อง เมื่อเราเข้าใจก็คือ รู้ว่าอะไรเป็นรูป รู้ว่าอะไรเป็นนาม
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2553 , 12:47:55 น.] ( IP = 125.27.181.212 : : )
สลักธรรม 3
๒. ต้องตรงดิ่งแห่งการมอง เรียกว่า ได้ปัจจุบัน อย่างนั่งอยู่ก็กำหนดรู้สึกว่า รูปนั่ง นั่นแหละ เป็นตรงดิ่งแห่งการมอง เหมือนกับเข็มตาชั่งที่มีลูกตุ้มถ่วงอยู่ข้างหนึ่ง แล้วอีกข้างหนึ่งก็เป็นที่ใส่ของเพื่อชั่งกิโล ตรงเข็มแหลมๆ ที่ชี้น้ำหนักน่ะแหละคือการตรงดิ่งแห่งการมอง หรืออย่างเครื่องวัดระดับน้ำที่ต้องได้จุดศูนย์ ศูนย์ก็คือปัจจุบัน ตรงดิ่งแห่งการมองก็คือตรงที่ปัจจุบันเท่านั้นเอง
ฉะนั้น คำนี้จึงหมายถึงการมองที่ปัจจุบัน และต้องอธิบายต่อว่าปัจจุบันมีสองปัจจุบัน คือ ปัจจุบันธรรม กับ ปัจจุบันอารมณ์ ปัจจุบันธรรมไม่มีผลกับเราที่จะทำให้เกิดอภิชฌาและโทมนัส เพราะปัจจุบันธรรมไม่ได้เป็นตัวทำให้เกิดกิเลส และกิเลสไม่ได้เข้าร่วมที่ปัจจุบันธรรม แต่กิเลสเข้าร่วมที่ ปัจจุบันอารมณ์ ฉะนั้น ต้องเข้าใจระหว่างปัจจุบันธรรมกับปัจจุบันอารมณ์ให้ถูกต้อง
ปัจจุบันธรรม คือ ธรรมที่มีสืบต่อเนื่องไม่ขาดสาย ตอนนี้มีความมืดมีกลางคืนไหม? มีที่แอฟริกาใต้ตอนนี้นักฟุตบอลกำลังนอกหลับเพื่อพักผ่อนเอาแรง แต่พอใกล้จะมืดของเราของเขาก็สว่าง ถามว่าขณะที่เขากำลังหลับอยู่นี่เขามีสว่างไหม? มีแต่ยังมาไม่ถึงเขา เพราะเช้า สาย บ่าย เย็น มีตลอดเวลา แต่ตอนนี้ของเราเป็นเวลาสาย แล้วเรามีตอนเย็นไหม? มีแต่ยังมาไม่ถึง
ทุกอย่างนี่ปัจจุบันแต่ปัจจุบันที่มีอิทธิพลต่อเราก็คือปัจจุบันธรรมที่เป็นปัจจุบันอารมณ์ เพราะปัจุจุบันธรรมนั้นก็มีอำนาจของเขา เช่น แดดร้อน ใครออกไปโดนแดดตอนนี้ก็ร้อนทั้งนั้น แม้กระทั่งทำน้ำบนเสื้อให้แห้งได้ ทุกอย่างมีอำนาจทั้งสิ้น หลวงพ่อบอกว่าตั้งแต่อนุภาคเล็กสุดถึงจักรวาลล้วนมีอำนาจทั้งสิ้น แล้วอำนาจเหล่านั้นเมื่อเราไปรับอำนาจเข้า ก็เกิดอภิชฌาและโทมนัส พอใจกับไม่พอใจ
ถามว่าครูมีอำนาจไหม? มี คือทำให้เด็กพอใจกับไม่พอใจ สามีมีอำนาจไหม? มี ทำให้ภรรยาพอใจกับไม่พอใจ ภรรยามีอำนาจไหม? มี ทำให้สามีพอใจและไม่พอใจ สิ่งมีอำนาจทั้งหลายทำให้เกิดได้แค่นี้เองคือ พอใจและไม่พอใจ โลกนี้จึงมีสองอารมณ์ใหญ่ๆ คือ อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ไม่ว่าเราจะไล่เลียงเป็นเรื่องราวอะไร ก็มีความรู้สึกอยู่แค่นี้คือ พอใจกับไม่พอใจ
และอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับเราแล้วมี พอใจ ตรงนั้นก็คือปัจจุบันเติมเข้าไปอารมณ์ เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้วเราไม่ต้องไล่กำหนดไปเสียทุกอย่าง ตรงไหนที่ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นชัด ก็คอยสังเกตความชัดตรงนั้น เพราะสิ่งชัดนั้นนี่แหละจะเริ่มเป็นปัจจุบันอารมณ์ของเราแล้ว และเมื่อเราสังเกตไปที่ความชัดที่เกิดขึ้นมาก็จะสกัดกั้นอภิชฌาและโทมนัสไม่ให้เกิดขึ้นได้ เหมือนกับเราต้องการน้ำที่เต็มแก้ว เมื่อเห็นน้ำกำลังจะเต็มแก้วแล้วเรารีบปิดก๊อกน้ำได้ทันพอดีน้ำก็ไม่ล้นแก้วหรือไม่พร่องจนน้ำน้อย ถ้าปิดก่อนก็ไม่พอดี ปิดหลังก็ไม่พอดี ปิดกำลังพอดีก็คือปิดที่ขณะหยดนั้นจะล้นแล้วตรงนั้นนี่แหละตรงดิ่งแห่งการมอง ฉะนั้น เราจึงมีหน้าที่ปิดประตูเพื่อป้องกันอภิชฌาและโทมนัส
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2553 , 12:48:51 น.] ( IP = 125.27.181.212 : : )
สลักธรรม 4
๓. ต้องอาศัยพุทธวิธีแห่งความเนิบช้า ท่านใช้คำว่าต้องมี พุทธวิธีแห่งความเนิบช้า ไม่ใช่เฉื่อยชาแต่ไม่ได้รีบเร่ง เพราะทุกวันนี้ชีวิตของเรามีแต่ความรีบเร่ง เช่นในการดื่มน้ำที่เราได้พิสูจน์กันแล้วว่าเมื่อให้พี่สุทนต์ดื่มน้ำเราก็จะเห็นอาการที่ดื่มน้ำติดต่อกันรวดเดียวไปเลย และเมื่อตัวเองดื่มน้ำบ้างก็จะดื่มทีละอึกๆ ไม่ดื่มรวดเดียว นี่ก็คือ การดื่มน้ำเหมือนกันแต่พฤติกรรมไม่เหมือนกัน
ในขณะที่พี่สุทนต์ดื่มเรียกว่า ไม่มีลีลาในชีวิต ..น้ำเป็นของเรา เมื่อเราซื้อมาแล้วหรือเราตักมาแล้ว น้ำแก้วนี้ก็ไม่จำเป็นต้องรีบทาน เพราะอาจสำลักได้ และที่คนสำลักก็เพราะรีบดื่ม แต่ถ้าหากมีสติแล้วเวลาดื่มก็จะรู้ว่าน้ำเต็มปากแล้วก็กลืนเสียก่อนแล้วค่อยใส่น้ำลงไปใหม่ และเมื่อรู้สึกว่าเต็มปากแล้วก็กลืน ฉะนั้น ความรู้สึกก็ยังตามรู้อยู่เรื่อยๆ มีความรู้สึกในอาการอยู่ตลอด รู้สึกว่าน้ำกำลังเข้า ก็มีสติเกิดขึ้นแล้ว และสติก็รู้ว่าเต็มคำแล้ว รู้สึกต้องกลืนแล้ว ฉะนั้น การดื่มอย่างนี้ก็มีสติรักษา แต่อย่างพี่สุทนต์นั้นมีแค่ตื้นๆ ก็คือ ก็ต้องดื่มให้หมด
นี่โบราณท่านว่าเอาไว้ คนเราส่วนมาก ด่วนได้ฉิบหายช่างมัน การรีบดื่มน้ำจึงทำให้สำลักได้ และบุคลิกก็ไม่สง่างาม ความสง่างามนี้ก็คือ ขันติและโสรัจจะ อดทนต่อความลำบากและมีความสำรวมนี่คือยกตัวอย่างง่ายๆ
ทานข้าวก็เช่นเดียวกัน เราตักใส่ปากแล้ววางช้อนเสียก่อน ส่วนมากจะเลือกตักกับข้าวหรือตักช้อนต่อไปไว้รอเลย อะไรคือตัวการสั่งให้ตัก ก็คือโลภะ ซึ่งเป็นไปโดยเราไม่รู้ตัวว่ามีโลภะมากผลักดันมีกิเลสเข้าโดยที่เราไม่รู้ตัว ตักข้าวให้พอดีคำแล้วใส่ปาก จากนั้นหน้าที่ของเราก็คือวางช้อนลง และมีหน้าที่เคี้ยว เมื่อเคี้ยวละเอียดจนรู้สึกแล้วเราก็กลืน แล้วเราก็ตักใหม่ได้ แต่เพราะโลภะมาบอกว่า อย่าหยุดนะเราต้องตักต่อแล้วก็กินอะไรๆ จนล้นชาม ฉะนั้น เราจึงขาดสติ ขาดปัญญา ขาดขันติ ขาดโสรัจจะ ขาดความเพียงพอ
หลวงพ่อท่านถึงให้พุทธวิธีแห่งความเนิบช้าเป็นวิทยายุทธอย่างหนึ่งที่จะเสริมสร้างสติเราให้เกิดขึ้นตามในอาการทันทุกๆ อย่าง คือทำอะไรทีละอย่างนั่นเอง จะกินไม่ต้องอ่าน จะอ่านไม่ต้องกิน เช้าขึ้นมาเราถือกาแฟ เห็นข่าวบางกอกโพสต์แล้วก็อยากอ่าน พอบางกอกโพสต์ยังอ่านไม่เสร็จเลยเหลียวไปดูเจอเดอะเนชั่นก็อยากอ่านต่ออีก ฉะนั้น จึงต้องฝึกการทำอะไรต้องทีละอย่างแต่ไม่ใช่เฉื่อยชา
ในขณะปฏิบัติเวลาเดินก็เหมือนมอนิ่งวอคก์ ไม่ต้องรีบไปขึ้นรถเมล์ เวลาไปทำงานพอเห็นรถเมล์มาก็ต้องวิ่งขึ้นเลย หรือขับรถก็ต้องรีบเหยียบคันเร่งเลย ซึ่งเป็นการทำงานที่ไม่เป็นสายกลางเพราะรีบเกินไป แต่ผู้ปฏิบัติไม่ถึงต้องเร่งถึงขนาดนั้น ไม่เดินเร็วและไม่เดินช้า แต่เดินเหมือนกำลังสบาย เพื่อที่จะให้รู้ในอาการที่เราต้องก้าว คือต้องก้าวเท่านั้นเอง ไม่ใช่รู้สึกในอาการมือที่แกว่ง
บางทีเราดูรูปเดินไม่ทันจึงต้องให้สำรวมเสียก่อน โดยแรกๆ ก็อาจเอามือไขว้หลังไว้ก็ได้ หรือประสานกันไว้ข้างหน้าก็ได้ หรือจะปล่อยมือก็ได้แต่ถ้าปล่อยแล้วเราแกว่งแรงก็จะไปรู้สึกที่มือแกว่งมากกว่าที่รูปเดินได้ ดังนั้น การให้รู้จักสำรวมเสียก่อนก็เพื่อหัดนักศึกษาใหม่ หมือนกับฝึกทหารที่มีคำสั่ง "แถวตรง" ก็เพื่อให้อยู่ในท่าเรียบร้อยดูง่ายเวลานายตรวจ
พุทธวิธีแห่งความเนิบช้า คือ ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ให้มีสติตามรู้ตลอด ซึ่งสิ่งที่ตามรู้ตลอดก็คือความเนิบช้า และทำอะไรทีละอย่าง ไม่จำเป็นไม่ต้องทำ เช่น ถ้าเราไปเข้าห้องน้ำ ตอนจะก้าวเข้าประตูเราก็ต้องคอยสังเกตว่าห้องน้ำนี่เราต้องปิดเองใช่ไหม...งานมาแล้ว ปิดประตู ต้องล็อค ต้องถอดเสื้อผ้าเอง ถอดทีละชั้นๆ ต้องนั่งเอง ต้องถ่ายเอง คือต้องมีความรู้สึกตลอด เหมือนอาการดื่มน้ำทีละขณะๆ เพื่อให้เนิบช้าและสังเกตได้ทัน
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2553 , 12:50:01 น.] ( IP = 125.27.181.212 : : )
สลักธรรม 5
ทั้งหมดนี้ก็คือพุทธวิธีเรียกชื่อให้ถูกต้อง ตรงดิ่งแห่งการมอง และมีความเนิบช้า ที่เราทุกคนจะต้องอาศัยเกาะเป็นบันไดสู่สติปัฏฐานอันเอก ชีวิตเราเป็นของมีค่าเมื่อใช้ชีวิตอย่างอุดมไปด้วยประโยชน์ คือ ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ส่วนรวม เป็นการใช้ชีวิตให้เป็นโดยให้อยู่ในศีลและอยู่ในธรรม ชีวิตของเราต้องให้ใส่เสื้อผ้ามีอาภรณ์คือศีล อาภรณ์ข้างนอกที่ปรากฏตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้ามีผมที่ดูดีก็เหมือนศีลที่ดูสะสวย แล้วก็มีใจอยู่ในธรรม
ธรรมอันนี้ก็คือ กาย เวทนา จิต ธรรม นั่นเอง เพราะว่าเราจะต้องมีชีวิตกันอีกไม่นานหรอก ถ้าเราไม่ใช้ชีวิตให้เกิดความคุ้นกับสิ่งที่ดีเสียตั้งแต่ตอนนี้เราจะไปรอตอนแก่มันก็ไม่ได้ หรือตอนเจ็บก็ไม่ได้ เพราะถ้าหากเราไม่เคยไหว้พระ ไม่เคยหัดสวดมนต์ไว้ก็จะนึกไม่ออก แต่ถ้าฝึกจนชำนาญจนชินแล้วเมื่อเราใกล้ตายพอมีคนมาบอกอารมณ์มากระตุ้นให้เรานึกถึงกุศลเราก็จะนึกได้ เช่น มีคนมาบอกว่า เวทนานี่กำหนดนะว่าเป็นทุกข์ไม่ใช่เรา เราก็กำหนดได้
ความตายไม่รอใครแล้วยังไงเราก็ต้องตาย เพราะเราไม่เก่งเกินกรรม เรามีชนกกรรมกรรมนำเกิด มีอุปถัมภกกรรมหล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่ มีอุปปีฬิกกรรมมาคอยเบียดเบียน และมีอุปฆาตกรรมมาตัดรอน เราจึงเกิดมาเพราะกรรม เราอยู่ได้เพราะกรรม แล้วต้องตายไปก็เพราะกรรมอีก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทำให้ชีวิตนั้นเร่งความตายให้มาถึงโดยเร็ว เช่น โรคภัยไข้เจ็บ มะเร็ง หัวใจ ความดัน ฯลฯ ที่ได้ปัจจัยมาจากการบริโภคอาหารอะไรที่ไม่ดี ไม่ถูกสุขอนามัย ซึ่งรวมทั้งหมดแล้วก็ได้ปัจจัยมาจากกิเลสคือลูกโซ่แห่งสังสารวัฏ
นอกจากนั้น ณ วันนี้ก็ยังมีภัยพิบัติต่างๆ ให้รับรู้ วิธีที่รอดพ้นก็คือมีจิตที่เมตตา มีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัวระลึกได้ในบาปบุญคุณโทษสร้างเสบียงข้ามภพ ที่เราทำกันมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เป็นศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจให้ตนได้ว่า เราไม่เป็นคนงอมืองอเท้าต่อกุศล มีแล้วก็เจือจานออกไป
นับเป็นการหันมาลงทุนเพื่อชาติหน้า เพราะอย่างไรเราก็หนีความตายไปไม่พ้น หนีโลกแห่งความวิบัติไปไม่ได้เพราะปลายพุทธศาสนาแล้ว แต่เราหนีจากชีวิตโลกๆ จิตโลกๆ ก็คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ได้ ก็ให้เราตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ทำตนเองเป็นคนดี แผ่เมตตาให้ตนเอง แผ่เมตตาให้คนอื่น อภัยและให้โอกาสผู้อื่น เห็นอะไรขึ้นมาอภัย เขาไม่ได้พูดให้เราโกรธ เราโกรธเอง ทุกอย่างเกิดขึ้นที่ตนเองเป็นที่ตนเองต้องแก้ไขที่ตนเอง
ขอความสงบความร่มเย็นจงเป็นของทุกคน ขอสติสัมปชัญญะขอทางแห่งความพ้นทุกข์ โดยเฉพาะเรียกชื่อให้ถูกต้อง ตรงดิ่งแห่งการมอง และมีความเนิบช้า ด้วยสติปัญญาพาตนเองก้าวย่างไปสู่สวรรค์ไม่ต้องกลับมาแบบเกิดในชาติหน้าเป็นมนุษย์ที่อยู่ท่ามกลางภัยพิบัติได้ ขอสวรรค์เป็นที่ต่ำสุดของทุกคนที่ก้าวเข้าไป และในขณะที่ยังอาศัยโลกมนุษย์ภูมินี้อยู่ ขอให้เป็นผู้มีสติระงับได้ ระลึกรู้สึกตัวมีปัญญารู้กระทบรู้กระทำ ที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม นั่นได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ..
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2553 , 12:51:12 น.] ( IP = 125.27.181.212 : : )
สลักธรรม 6ขออนุโมทนาสาธุกับน้องกิ้ฟมากเลยนะครับ ที่ตั้งใจนำความรู้ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมมฐาน มาให้อ่านกันเสมอมา
นับวันการปฏิบัติให้ตรงตามหลักมหาสติปัฏฐานสูตรนี้จะเปลี่ยนรูปแบบไปมาก ดังนั้นการที่เราท่านช่วยกันจรรโลงธรรมที่มีค่าและประเสริฐสุดนี้ไว้ นับเป็นการช่วยพระศาสนาจริงๆครับ
และยังเป็นประโยชน์ตรงทางที่จะทำให้เข้าถึงพระไตรลักษณ์ได้ โดยอาศัยรูปธรรมและนามธรรมนี้เท่านั้นเอง.
![]()
โดย พี่เณร [1 ก.ค. 2553 , 16:58:55 น.] ( IP = 58.9.74.70 : : )
สลักธรรม 7กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ
ขอบพระคุณและอนุโมทนากับน้องกิ๊ฟค่ะโดย เซิ่น [2 ก.ค. 2553 , 22:08:31 น.] ( IP = 203.155.177.106 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |