| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
วิธีห้ามจิตไม่ให้คิดอกุศล
สลักธรรม 1
ดังเช่น พุทธพจน์ในกกจูปมสูตร (๑๒/๒๗๒) ที่ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากจะมีพวกโจรผู้มีความประพฤติต่ำช้า เอาเลื่อยที่มีที่จับทั้งสองข้าง เลื่อยอวัยวะใหญ่น้อยของพวกเธอ แม้ใน เหตุนั้น ภิกษุใดมีใจคิดร้ายต่อโจรเหล่านั้น ภิกษุนั้นไม่ชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสอนของเรา เพราะเหตุที่อดกลั้นไม่ได้นั้น
ภิกษุทั้งหลาย แม้ในข้อนั้น พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่แปรปรวน เราจักไม่เปล่งวาจาลามก เราจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์ เราจักมีจิตเมตตาไม่มีโทสะภายใน เราจักแผ่เมตตาจิต ไปถึงบุคคลนั้น และเราจักแผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ ใหญ่ยิ่ง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปตลอดโลก ทุกทิศทุกทาง ซึ่งเป็นอารมณ์ของจิตนั้น
เมื่อมาใส่ใจอารมณ์อื่นอันเป็นกุศล คือ เจริญเมตตา ย่อมละโทสะได้ เหมือนช่างไม้ผู้ฉลาด ใช้ลิ่มอันเล็กตอก โยก ถอน ลิ่มอันใหญ่ออก ฉะนั้น
๒. เมื่อใส่ใจอารมณ์อื่นอันเป็นกุศลอยู่ อกุศลวิตกยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ ก็ควรพิจารณาโทษของอกุศลวิตกว่า ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง ทำให้ปัญญาดับ ก่อให้เกิดความคับแค้น ให้ผลเป็นความทุกข์ความเดือดร้อน ไม่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน เมื่อพิจารณาโทษอยู่อย่างนี้ ย่อมละอกุศลวิตกนั้นได้ เหมือนชายหนุ่มหรือหญิงสาวรู้ว่า มีซากศพซึ่งเป็นของปฏิกูลน่ารังเกียจผูกอยู่ที่คอ ย่อมรีบทิ้งซากศพนั้นโดยเร็ว
๓. เมื่อพิจารณาโทษของอกุศลวิตกนั้นอยู่ อกุศลวิตกยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ ก็อย่าใส่ใจ อย่านึกถึงอกุศลวิตกนั้น เมื่อไม่นึก ไม่ใส่ใจ ก็ย่อมละอกุศลวิตกนั้นได้ เหมือนบุรุษผู้มีจักษุ ไม่ต้องการจะเห็นรูปที่ผ่านมา เขาพึงหลับตาเสีย หรือเหลียวไปทางอื่นเสีย โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [5 ก.ค. 2553 , 17:38:33 น.] ( IP = 58.9.139.183 : : )
สลักธรรม 2พระโบราณาจารย์ก็เคยใช้วิธีนี้ แก้ความกระวนกระวายของติสสสามเณรที่ต้องการลาสิกขา เรื่องมีอยู่ว่า
ติสสสามเณรคิดจะลาสิกขา จึงแจ้งให้พระอุปัชฌาย์ทราบ พระเถระจึงหาวิธีเบนความสนใจของสามเณร โดยกล่าวว่า ในวิหารนี้หาน้ำได้ยาก เธอจงพาเราไปที่จิตตลดาบรรพต สามเณรก็กระทำตาม พระเถระกล่าวกับสามเณรอีกว่า เธอจงสร้างที่อยู่ใหม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยเฉพาะบุคคลคนหนึ่ง สามเณรก็รับคำ แล้วสามเณรก็เริ่มสิ่งทั้งสามพร้อมๆ กัน คือ เรียนคัมภีร์สังยุตตนิกายตั้งแต่ต้น การชำระพื้นที่ที่เงื้อมเขา และการบริกรรมเตโชกสิณจนถึงอัปปนา เมื่อเรียนสังยุตตนิกาย จบลงแล้ว ก็เริ่มทำที่อยู่ในถ้ำ
เมื่อทำกิจทั้งปวงสำเร็จแล้ว ก็แจ้งให้พระอุปัชฌาย์ทราบ พระอุปัชฌาย์กล่าวว่า สามเณร ที่อยู่เฉพาะบุคคล ที่เธอทำเสร็จนั้น ทำได้ยาก เธอนั่นแหละจงอยู่
สามเณรนั้น เมื่ออยู่ในถ้ำตลอดราตรี ได้อุตุสัปปายะ จึงยังวิปัสสนาให้เจริญ แล้วบรรลุพระอรหัต ปรินิพพานในถ้ำนั้นแหละ ชนทั้งหลายจึงเอาธาตุของสามเณรก่อสร้างพระเจดีย์ไว้
นี้คือเรื่องของติสสสามเณรที่ถูกพระอุปัชฌาย์เบนความสนใจ ให้ไปกระทำสิ่งอื่นที่เป็นกุศล จนลืมความคิดที่จะลาสิกขา เมื่อไม่ใส่ใจ ไม่นึกถึง ความคิดที่จะลาสิกขาก็ดับไปเอง
๔. เมื่อไม่นึกไม่ใส่ใจในอกุศลวิตกนั้น อกุศลวิตกยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ ก็ควรใส่ใจถึงเหตุของอกุศลวิตกนั้นว่า อกุศลวิตกนั้นมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นปัจจัย เพราะเหตุไรจึงเกิดขึ้น เมื่อค้นพบเหตุปัจจัยอันเป็นมูลรากแล้ว อกุศลวิตกนั้นย่อมจะเบาบางลง แล้วถึงความดับไป โดยประการทั้งปวง
๕. เมื่อใส่ใจถึงเหตุแห่งอกุศลวิตกนั้นอยู่ อกุศลวิตกยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ ก็พึงกัดฟันด้วยฟัน ดุนเพดานด้วยลิ้น ข่ม บีบคั้น บังคับจิตด้วยจิต เมื่อข่มจิตอย่างนี้ ย่อมละอกุศลวิตกนั้นเสียได้ เหมือนบุรุษผู้มีกำลังมากจับบุรุษผู้มีกำลังน้อยไว้ได้ แล้วบีบกด เค้นที่ศีรษะ คอ หรือก้านคอไว้ให้แน่น ทำบุรุษนั้นให้เร่าร้อน ให้ลำบาก ให้สยบ ฉะนั้น...
(วิตักกสัณฐานสูตร ๑๒/๒๕๖)
![]()
โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [5 ก.ค. 2553 , 17:45:12 น.] ( IP = 58.9.139.183 : : )
สลักธรรม 3กราบขอบพระคุณค่ะ โดย เซิ่น [5 ก.ค. 2553 , 18:08:49 น.] ( IP = 61.90.167.18 : : )
สลักธรรม 4
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะห้ามอกุศล หากไม่ได้ศึกษาพระธรรมด้วยแล้วก็ยิ่งหลงทางไปกันใหญ่
อ่านแล้วก็เห็นอานุภาพของใจที่เข้มแข็งและความประเสริฐของการเจริญสติปัฏฐานที่สับรางใหม่ให้ชีวิตอยู่ในกุศลและพ้นภัยได้
กราบขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่านโดย น้องกิ๊ฟ [6 ก.ค. 2553 , 12:47:27 น.] ( IP = 125.27.178.214 : : )
สลักธรรม 5ไม่ควรปล่อยจิตให้เป็นไปตามยะถากรรม
แต่ให้ผึกเจริญสติ บ่อยๆ ใช้โอกาสที่จิตเป็นอกุศลอยู่
พิจารณาจิต ละความอยากความต้องการที่จะให้จิต
เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ทันทีที่รู้ตัวนึกขึ้นได้ก็ให้
เจริญสติในทันที เราสามารถเจริญสติได้ทุกขณะจิต
ไม่ว่าจิตนั้นจะเป็นกุศลหรืออกุศล ดัง ตอนหนึ่งในพระ
สูตรสติปัฎฐานว่า
เมื่อจิตมี โลภะ ก็รู้ว่า จิตมีโลภะ
เมื่อจิตมี โทสะ ก็รู้ว่า จิตมีโทสะ
เมื่อจิตมี โมหะะ ก็รู้ว่า จิตมีโมหะโดย มโน [7 ก.ค. 2553 , 09:53:01 น.] ( IP = 118.173.220.61 : : )
สลักธรรม 6จะขออธิบายเพิ่มต่อจากเดิม ว่าจะพิจารณาจิตได้อย่างไร
คำที่กล่าวว่าพิจารณาจิตนั้น ไม่ได้หมายความว่า ให้ค้นหาหรือเข้าไปดู ตัว โลภะ โทสะ
หรือโมหะ อย่างที่เราได้ยินได้ฟังกันทั่วไป แต่ความหมายของคำว่าพิจารณาในที่นี้ เป็น
การมุ่งหมายให้ทำความรู้ สภาวธรรมนั้นๆ
ลักษณะแรกคือ ความเป็นอนิจจัง ความไม่เที่ยง หรือความแปรปรวนเปลี่ยนแปลง
ลักษณะที่สองคือความเป็นทุกข์ ความทนอยู่ไม่ได้ ความบีบคั้นที่ต้องเปลี่ยนไปตาม
ความแปรปรวน
ลักษณะที่สามคือ ความเป็นอนัตตา สภาพที่ไม่ใช่ตัวตน
ทั้งสามประการนี้เป็นหัวใจในการพิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป
เราไม่สามารถดู ตามจับ ตะครุบหรือยึดจับ สภาวธรรมได้เลย เพราะธรรมเป็น
ไตรลักษณะ ทันทีที่เข้าไปดูไปรู้ ก็กลายเป็นความคิดที่จะดู ส่วนสภาวะที่ต้องการดูก็ดับ
ไปแล้วแต่เราทำความรู้ในลักษณะของสังขารที่ปรุงจิตนี้ได้ ว่าสิ่งที่เราตามดูนั้น เกิดดับ
ไม่เที่ยง ไม่อาจจับหรือตะครุบไว้ได้ เพราะนี่ไม่ใช่ตัวตน ความจริงการทำความรู้ยังมีอีก
หลายประการ ยากที่จะยกมาได้ทั้งหมดแต่ที่นำมาก็เป็นเพียงตัวอย่างอธิบายเท่านั้น เป็น
สิ่งที่ผู้พิจารณาจะต้องทำความเพียร ศึกษาทำความรู้เอาเอง ส่วนความต้องการที่จะให้จิต
เป็นแต่กุศลนั้น ต้องเป็นไปทีละขั้นตอน ละสิ่งที่เป็นอกุศลหยาบๆก่อน เจริญกุศลที่ง่ายๆ
ก่อน ค่อยๆละไปทีละน้อย การเร่งจนเกินไปก็เป็นทุกข์ วางเฉยเกินไปก็ไม่ถูกต้อง
ผู้ปฎิบัติต้องมีสติทำในสิ่งที่เป็นสายกลางไม่ตึงหรือหย่อนยานเกินไปโดย มโน [7 ก.ค. 2553 , 10:33:02 น.] ( IP = 118.173.220.61 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |