
จากข้อมูลที่ผู้วิจัยได้นำเสนอมาโดยสังเขปนี้ แสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาเถรวาทได้เผชิญหน้ากับการโต้แย้งและการตั้งคำถามเรื่องกรรมกับอนัตตามาตลอดประวัติศาสตร์ ทั้งจากชาวพุทธเองและคนในลัทธิฝ่ายตรงข้าม ยิ่งฝ่ายตรงข้ามได้พัฒนาตรรกศาสตร์หรือเหตุผลในการโต้แย้งให้มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งกระตุ้นให้มีการพัฒนารูปแบบการตอบปัญหาให้สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาว่าตั้งแต่ยุคสมัยพุทธกาลจนถึงยุคหลังพุทธกาลโดยมีอรรถกถาฎีกาเป็นหลักฐาน พระพุทธศาสนาเถรวาทได้เผชิญกับปัญหาข้อโต้แย้งเรื่องกรรมกับอนัตตาอย่างไรบ้าง และได้พัฒนารูปแบบและวิธีการตอบปัญหานี้อย่างไรบ้าง
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการตอบปัญหาเรื่องกรรมกับอนัตตาของพระนาคเสนที่ปรากฏในคัมภีร์มิลินทปัญหา โดยจำกัดขอบเขตของการเขียนเฉพาะที่ปรากฏในมิลินทปัญหาและอรรถกถา ฎีกาของมิลินทปัญหาเท่านั้น
การปฏิเสธอัตตา ของพระนาคเสน
พระนาคเสนมีอายุในปี พ.ศ.ที่เท่าใดยังไม่มีหลักฐานชัดเจน มีแต่สัณฐานตามลักษณะประวัติของกรีกคือยุคพระยามิลินท์หรือเมนันเดอร์ที่มาปกครองอินเดียทางภาคเหนือ(พ.ศ.๓๘๘-๔๑๓) และการแต่งคัมภีร์นี้น่าจะอยู่ในช่วงพ.ศ. ๕๐๐๑๖ ส่วนประวัติของพระนาคเสนตามคัมภีร์นี้ระบุว่าท่านเกิดที่หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อคชังคละ ข้างภูเขาหิมพานต์ เมื่ออายุ ๗ ปีได้ศึกษาจบไตรเพทและต่อมาเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา โดยมีพระโรหณะเป็นอุปัชฌาย์๑๗ พระเถระมีความรู้แตกฉานในคัมภีร์พระพุทธศาสนา เป็นผู้ที่ได้ทำการกอบกู้สถานการณ์พระพุทธศาสนาซึ่งกำลังย่ำแย่เพราะถูกโจมตีจากราชาปราชญ์คือพระยามิลินท์กษัตริย์แห่งโยนกได้ตั้งข้อสงสัยและถามเมื่อประมาณ ๒,๐๔๖ ปีมาแล้ว ข้อสงสัย ประเด็นคำถามและคำตอบของนักปราชญ์ทั้งสองได้ดำเนินไปอย่างดุเดือดชนิดที่ฝ่ายหนึ่งเอาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นพระราชามาเป็นเดิมพัน และอีกฝ่ายหนึ่งก็เอาความมั่นคงของ
พระพุทธศาสนาเป็นประกัน แม้ว่าเรื่องนี้จะผ่านมาแล้วสองพันกว่าปีก็ตาม แต่ยังดูเหมือนว่าคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เนื่องจากว่าเป็นประเด็นเกี่ยวกับหลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนาซึ่งเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตมนุษย์ในสังคมทั้งโดยตรงและโดยอ้อม โดยพระยามิลินท์สวมบทบาทของผู้ครองเรือน ส่วนพระนาคเสนสวมบทบาทตัวแทนทางศาสนาที่จะต้องตอบปัญหาให้กระจ่าง ไม่ทิ้งหลักพุทธธรรม และไม่สร้างปัญหาสังคมภายหลัง เพราะถ้าพระนาคเสนตอบปัญหานี้ผิดจากแนวพุทธศาสนา นั่นก็แสดงว่าปริยัติธรรมถูกท้าทายต่อการพิสูจน์จากกระแสสังคม จะส่งผลต่อการปฏิบัติศาสนา ปฏิเวธธรรมก็จะเปล่าประโยชน์ แต่เหตุการณ์นี้ได้ผ่านบทพิสูจน์ไปได้ด้วยดี วีรธรรมของนักปราชญ์ทั้งสองที่ได้ทำไว้ยังอยู่ในความทรงจำของชาวพุทธตลอดมา
สำหรับปัญหาที่นักปราชญ์ทั้งสองได้ถามตอบกันนั้นมีหลายประเด็น ในที่นี้จะพิจารณาเฉพาะการปฏิเสธอัตตา ของพระนาคเสนเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา แนวการปฏิเสธของพระเถระพอสรุปได้ดังนี้
การปฏิเสธอัตตา ด้วยวิธีการวิภัชชวาที
วิธีการนี้เป็นวิธีการตอบปัญหาแบบจำแนกแยกแยะคำถามและคำตอบอย่างละเอียด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปัญญา ปฏิภาณไหวพริบของผู้ถามและผู้ตอบได้อย่างชัดเจน เป็นวิธีการที่พระพุทธเจ้าและพระสาวกร่วมสมัยเคยใช้มาแล้ว ต่างกันเพียงวิธีการ(เทคนิค) บุคคล เวลาและสถานที่เท่านั้น ส่วนเนื้อหายังคงเหมือนเดิม จะเห็นได้จากการปฏิเสธเรื่องบุคคลหรืออัตตาในปัญญัตติปัญหา หรือนามปัญญัตติ โดยที่พระยามิลินท์ได้ถามพระนาคเสนว่าพระผู้เป็นเจ้ามีชื่อว่าอย่างไร พระนาคเสนถวายพระพรว่า อาตมภาพชื่อนาคเสน สหพรหมจารีก็เรียกอาตมภาพว่านาคเสน ส่วนโยมมารดาบิดาเรียกชื่อว่า นาคเสนบ้าง สูรเสนบ้าง วีรเสนบ้าง สีหเสนบ้าง แต่ชื่อนาคเสนนั้นเป็นสักแต่ว่าชื่อใช้เรียกขาน เป็นสมัญญา เป็นบัญญัติ เป็นโวหาร ไม่มีบุคคล(อัตตา)ในชื่อนั้น เมื่อพระนาคเสนกล่าวอย่างนี้ พระยามิลินท์เห็นโอกาสที่จะจับผิดคำพูดของพระเถระจึงประกาศให้ชาวโยนก ๕๐๐ และภิกษุ ๘ หมื่นรูปได้เป็นพยานว่า พระนาคเสนกล่าวว่าไม่มีบุคคลในชื่อนั้น ซึ่งก็คือการปฏิเสธว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่อัตตา นั่นเอง โดยท้าวเธอได้ถามอีกว่า ถ้าไม่มีบุคคล(อัตตา) แล้ว ใครถวายบริขารมีจีวรเป็นต้น แก่พระผู้เป็นเจ้า ใครใช้สอยบริขารนั้น ใครรักษาศีล ประกอบภาวนา ใครทำให้แจ้งมรรคผลนิพพาน ใครฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์...ใครทำอนันตริยกรรม เพราะฉะนั้น กุศลอกุศลก็ไม่มี กรรมดีกรรมชั่วที่บุคคลทำเองและให้ผู้อื่นทำก็ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วก็ไม่มี ถ้ามีผู้มาฆ่าพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่เป็นบาป แม้อาจารย์ อุปัชฌาย์และอุปสมบทของพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่มี แล้วอะไรกันละเป็นนาคเสน ผมเป็นนาคเสนหรือ ขน เล็บ...สมอง พระเถระถวายพระพรว่า ไม่ใช่ทั้งนั้น พระราชาจึงถามว่าขันธ์ ๕ แต่ละอย่างเป็นนาค
เถระถวายพระพรไม่ใช่เหมือนเดิม
ซึ่งเมื่อกล่าวโดยสรุปปัญหาคือ ถ้าไม่มีบุคคลหรืออัตตาแล้ว ใครเป็นผู้ทำกรรมและรับผลของกรรม