มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กรรมกับอนัตตา




ในโอกาสวันอาฬหบูชานี้ขอนำบทความนี้มาเป็นพุทธบูชา


ธัมมสันตติ :
วิธีการตอบปัญหา
เรื่องกรรมกับอนัตตาของพระนาคเสน


บทความนี้ได้ปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิต เรื่อง การศึกษาวิเคราะห์พัฒนาการแห่งการตอบปัญหาเรื่องกรรมกับอนัตตาในพระพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งได้เสนอต่อบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อปีการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๐ วิธีการตอบปัญหาของพระนาคเสนนี้เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนได้รวบรวมและวิเคราะห์ไว้ และเป็นวิธีการที่มีหลักการตอบที่น่าศึกษาเพราะเต็มไปด้วยอรรถรสทางภาษาและปฏิภาณของผู้ตอบ ทำให้เข้าใจประเด็นปัญหาและวิธีการตอบอย่างชัดเจน ดังนั้น จึงได้ปรับปรุงและสรุปวิเคราะห์วิธีการตอบปัญหาของพระนาคเสนมาลงตีพิมพ์ในวารสารบัณฑิตปริทัศน์ฉบับนี้

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
แนวคิดเรื่อง “กรรมกับอัตตา(อาตมัน)” เป็นที่ยอมรับของสำนักปรัชญาอินเดียโบราณเกือบทุกสำนักและสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะสำนักปรัชญาที่เชื่อถือคัมภีร์พระเวท เพราะแนวคิดนี้สามารถตอบปัญหาและแก้ข้อสงสัยต่างๆ ของมนุษย์ได้อย่างกลมกลืนและลงตัว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องชีวิตหลังความตาย การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ การทำกรรมและการรับผลของกรรม ตลอดทั้งอุดมคติของชีวิตคือการบรรลุโมกษะและการเข้าถึงปรมาตมัน เป็นต้น สำนักปรัชญาอินเดียโบราณทั้งหลายที่เชื่อถือคัมภีร์พระเวท หรือแม้กระทั่งศาสนาเชน (ที่ไม่เชื่อถือคัมภีร์พระเวท) ต่างก็มีความเห็นร่วมกันอย่างหนึ่งว่าชีวิตร่างกายของมนุษย์และสรรพสัตว์เป็นของไม่เที่ยงแท้ มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และในที่สุดต่างก็จะละโลกนี้ไป ทว่าในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องมีสภาพบางอย่างที่เที่ยงแท้ถาวรซ่อนอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นั้น สภาพบางอย่างที่ว่านี้นักคิดแต่ละสำนักต่างเรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น “อัตตา” “อาตมัน ปรมาตมัน” “ชีวาตมัน” “สัตว์” “บุคคล” หรือ “ชีวะ” ๑ เป็นต้น


ชื่อเรียกเหล่านี้เป็นการบ่งบอกถึงสภาพที่เป็นแก่นแท้ของชีวิตที่อยู่ เบื้องหลังการทำกรรมดีและกรรมชั่วของมนุษย์ เป็นผู้ที่คอยรับผลของกรรมทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เป็นผู้ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏและเข้าไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพรหมันในที่สุด นักคิดเหล่านี้มองว่าสำนักปรัชญาใดก็ตามที่เสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องกรรม การเวียนว่ายตายเกิดและอุดมคติของชีวิตโดยปราศจากการยอมรับความจริงทางอภิปรัชญาว่ามีอัตตาถาวรเป็นฐานรองรับ ต้องถือว่าแนวคิดนั้นหรือระบบปรัชญานั้นเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย

พระพุทธศาสนามีแนวคิดและคำสอนบางอย่างร่วมกับสำนักปรัชญาอินเดียโบราณ เช่น แนวคิดเรื่องกรรม การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏและความหลุดพ้น เป็นต้น แต่แนวคิดที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนที่ทำให้พุทธปรัชญาแตกต่างจากปรัชญาอินเดียโบราณ คือพุทธปรัชญาไม่เชื่อว่ามีอัตตา หรือตัวตนอันเป็นแก่นแท้ที่อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อัตตาเป็นเพียงสมมติบัญญัติที่มนุษย์ใช้เรียกเพื่อสื่อสารกันเท่านั้น นี้คือแนวคิดใหม่และทวนกระแสที่พุทธปรัชญาเสนอต่อสังคมสมัยนั้น เมื่อพุทธปรัชญายอมรับเรื่องกรรม แต่ไม่ยอมรับว่ามีอัตตา หรือสอนเรื่องกรรมและสอนเรื่องอนัตตา แนวคิดนี้จึงขัดแย้งกับสามัญสำนึกของคนทั่วไป ทันทีที่พุทธปรัชญาเสนอแนวคิดนี้ขึ้นมา ทั้งคำถาม ข้อสงสัยและข้อโต้แย้งได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเลยทีเดียว เช่น ปัญหาว่ากรรมกับอนัตตาขัดกันเองหรือไม่ ถ้าไม่ยอมรับว่ามีอัตตาจะตอบปัญหาเรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดได้อย่างไร ถ้าไม่มีอัตตาเสียแล้วใครเป็นผู้ทำกรรมและรับผลของกรรม กรรมที่อนัตตากระทำจะตกอยู่กับใคร เป็นต้น

โดย ธีรวัส MA.ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ค. 2553 , 06:58:20 น.] ( IP = 58.9.108.172 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11

(๕) ที่อยู่ของบุญและบาปในขณะรอให้ผล
พระเจ้ามิลินท์ถามว่า บุญและบาปที่ยังไม่ให้ผลไปรออยู่ที่ไหน พระนาคเสนตอบว่า ติดตามผู้ทำไปดุจเงาตามตัว ถ้าได้โอกาสเมื่อใด ก็ให้ผลเมื่อนั้น แต่ไม่สามารถจะบอกได้ว่ามันอยู่ไหน
อุปมาเหมือนต้นไม้เมื่อยังไม่ออกผล ย่อมไม่สามารถชี้ได้ว่า ผลอยู่ที่นั่นที่นี่ บุญบาปก็เป็นเช่นเดียวกับผลไม้นั้น คือเมื่อกำลังติดตามไป ก็รู้ไม่ได้ว่า เวลานี้อยู่ที่นั่นที่นี่ ผู้ที่จะต้องบังเกิดต่อไป เขารู้ตัวว่าจะต้องไปเกิดอีก เหมือนชาวนาเมื่อหว่านข้าวปลูกลงในพื้นนาแล้ว ฝนก็โปรยปรายลงมาโดยลำดับ เมื่อนั้นชาวนาเขาจะรู้ได้ว่า ข้าวปลูกจักงอกงาม ผู้ที่จะบังเกิดต่อไป ก็รู้ตัวเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะว่าพืชคือบุญบาปซึ่งเป็นเหตุให้เกิดยังเพาะยังทำอยู่๔๐
การอุปมาว่าบุญและบาปนั้นเหมือนเงาติดตามตัว ได้โอกาสเมื่อใดย่อมให้ผลเมื่อนั้น เหมือนต้นไม้ที่ยังไม่ออกผล เราไม่สามารถชี้ได้ว่าผลมันอยู่ที่ไหน กลางต้นหรือกิ่งของมัน แต่รู้ได้แน่นอนว่ามันต้องให้ผล เหมือนชาวหน้าหว่านพืชในนาย่อมทราบว่ามันต้องให้ผลแน่นอน เพราะมันมีปัจจัยพร้อม การตอบปัญหาข้อนี้จึงมีเหตุผลชัดเจนและสอดคล้องกับพุทธภาษิตในธรรมบทที่ว่า กรรมชั่วติดตามมนุษย์ไปเหมือนล้อติดตามรอยเท้าโค ส่วนกรรมดีติดตามคนทำไปเหมือนเงาตามตัว แม้ว่าพยัญชนะจะไม่ตรงกันเสียทีเดียว แต่โดยสาระแล้วไม่ขัดแย้งกัน

(๖) ความหนักเบาแห่งบุญและบาป กฎหมายกับกฎแห่งกรรม
บุญและบาปเป็นนามธรรมอย่างหนึ่งที่คนทั่วไปก็ไม่รู้ว่าอย่างไหนหนักเบากว่ากัน แต่ดูเหมือนว่าบาปมีสภาพหนักกว่าบุญ เพราะเวลาคนทำบาปมักได้รับโทษหรือกรรมเห็นทันตาคือให้ผลเร็วกว่าทำบุญ พระเจ้ามิลินท์ก็สงสัยในข้อนี้เหมือนกันจึงถามพระนาคเสนและได้รับคำตอบว่า บุญมีกำลังมากกว่า เช่น นายปุณณกะ ผู้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระสารีบุตร แล้วได้รับตำแหน่งเศรษฐีในวันนั้น นางโคปาลมาตา ถวายบิณฑบาตแก่พระมหากัจจายนเถร แล้วได้รับตำแหน่งพระอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทนในวันนั้น นางสุปปียาอุบาสิก เถือเนื้อของตนแกงถวายพระภิกษุไข้ ถึงวันที่ ๒ แผลก็หายสนิทไม่มีแผลเป็นเลย นางมัลลิกาถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระพุทธเจ้าแล้วได้รับตำแหน่งพระอัครมเหสีของพระเจ้าโกศลในวันนั้น นายสุมนมาลาการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกมะลิ ๘ กำมือ แล้วได้ทรัพย์สมบัติมากมายในวันนั้น เอกสาฏกพราหมณ์บูชาพระพุทธเจ้าด้วยผ้าห่ม แล้วได้รับพระราชทานทรัพย์สมบัติต่างๆ ชนเหล่านี้ได้รับผลแห่งบุญกุศลในปัจจุบันทั้งนั้น พระเจ้ามิลินท์ได้แย้งว่า จำนวนผู้ได้รับผลบุญในปัจจุบันยังมีน้อย ยกตัวอย่างอสทิสทาน (คือทานที่ไม่มีคราวไหนจะเปรียบได้) ที่พระเจ้าโกศลทรงบริจาคในพระพุทธศาสนานั้น หลังจากทรงบำเพ็ญทานแล้ว พระเจ้าโกศลก็มิได้ทรงรับยศศักดิ์หรือทรัพย์สมบัติซึ่งเป็นผลของทานในทันที ฉะนั้นบาปมีผลแรงกว่าบุญ พระนาคเสนได้อุปมาว่า ข้าวเบาทำได้รับผลเร็ว แต่ได้ผลน้อย ข้าวหนักทำได้รับผลช้า แต่ได้ผลมาก บุญบาปก็เป็นเช่นเดียวกัน คือ บุญมีผลมากกว่าแรงกว่าจึงได้ผลช้า ส่วนบาปมีผลน้อยกว่าเบากว่า จึงให้ผลเร็ว

พระเจ้ามิลินท์กล่าวเปรียบเทียบว่า ทหารที่สามารถจับศตรูได้โดยเร็วพลันชื่อว่าเป็นผู้องอาจแกล้วกล้ามีกำลังมากกว่า นี่คือสิ่งที่แปรไปเร็วให้ผลเร็ว ก็เพราะสิ่งนั้นเป็นสภาพที่มีกำลังเช่นกับทหารผู้กล้าหาญนั้น หรือ คนที่ฆ่ามนุษย์หรือลักทรัพย์เขา ถาเจ้าพนักงานจับตัวได้ก็ต้องนำไปให้พระราชาลงโทษทันที พระนาคเสนกล่าวว่า อันนั้นเป็นเรื่องของการลงโทษตามกฎของบ้านเมืองเพราะการกระทำนั้นๆ เป็นความผิดที่ได้ระบุไว้ และจะจัดว่าเป็นโทษของบาปก็ถูก แต่ว่านี้พระองค์ทรงยกมาด้วยมีพระประสงค์จะแสดงให้เห็นว่า บาปกำลังมากกว่าบุญนั้นไม่ได้ เพราะการทำบุญกฎหมายมิได้ระบุผลที่จะพึงได้รับไว้ ฉะนั้นจึงไม่มีทั่วไปว่า คนทำบุญได้รับผลทันทีเหมือนคนทำบาป ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่ถือว่าเป็นสิ่งใหม่ในที่นี้คือ การพยายามที่จะเปรียบเทียบกฎแห่งกรรมกับกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งพระเจ้ามิลินท์พยายามอ้างว่าคนทำชั่วกฎหมายยังลงโทษทันที กฎแห่งกรรมน่าจะเป็นอย่างนั้น แต่พระนาคเสนกล่าวว่าจะนำกฎหมายมาเทียบกับกฎแห่งกรรมไม่ได้ เพราะเป็นคนละเกณฑ์ กฎหมายเป็นเรื่องของมนุษย์ในสังคมตกลงกติกากันเอง ส่วนกฎแห่งกรรมเป็นกฎธรรมชาติเป็นกรรมนิยาม เมื่อบุคคลทำกรรมใดลงไปแลวย่อมได้รับผลทันที กล่าวคือสภาวะทางจิตได้สั่งสมกรรมไว้แล้ว รอเวลาให้ผลเท่านั้น ส่วนกฎหมายนั้นต้องรอการสืบสวนสอบสวนจากหลักฐานข้อเท็จจริง ทั้งฝ่ายโจทและจำเลย และดำเนินการตัดสินชี้ผิดถูกโดยคณะบุคคล ซึ่งคณะดังกล่าวก็อาจมีอคติในการตัดสินได้๔๑ สรุปความว่ากฎแห่งกรรมครอบคลุมเรื่องกฎหมาย และกฎกติกาสังคม

โดย ธี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ค. 2553 , 07:20:56 น.] ( IP = 58.9.108.172 : : )


  สลักธรรม 12

จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า พัฒนาการแห่งการตอบปัญหาของพระนาคเสน มี ๒ ลักษณะ คือ (๑) รูปแบบการสนทนาแบบปฏิปุจฉา ซึ่งต้องมีกติกาในการสนทนากันโดยให้บอกชื่อของกันและกัน ต้องเป็นการสนทนาแบบบัณฑิต ที่เรียกว่า บัณฑิตสัลลาปะ ต้องรู้จักผูกปัญหาและแก้ปัญหา กล่าวข่มกันได้ โต้ตอบกันได้ ยอมรับได้ ปฏิเสธได้ และไม่โกรธ ที่สำคัญต้องเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ โดยรูปแบบการสนทนานี้ส่วนหนึ่งได้พัฒนาจากคัมภีร์กถาวัตถุ (๒) หลักธัมมสันตติ ซึ่งเป็นคำที่สังเคราะห์ขึ้นใหม่ โดยนำแนว สันตติ จากคัมภีร์อภิธรรม มาใช้อธิบายกรรมและผลของกรรม กรรมและการเกิดใหม่ และหลักอนัตตาได้อย่างสอดคล้องกับพระไตรปิฎกและอรรถกถาทั้งหลาย สิ่งที่โดดเด่นในการอธิบายนี้คือลักษณะของอุปมาอุปไมยสิ่งที่เป็นนามธรรมให้มองเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน พร้อมด้วยปฏิภาณโวหาร แตกฉานในหลักพุทธธรรมอย่างน่าอัศจรรย์
นอกจากนี้ยังปรากฏแนวคิดเรื่องธัมมสันตตินี้ที่มีอิทธิพลมาถึงยุคฎีกา โดยปรากฏในคัมภีร์วชิรพุทธิฎีกา และ คัมภีร์สารัตถทีปนีฎีกา ซึ่งคัมภีร์ฎีกาทั้งสองนำ “สนฺตติ” และ “ธมฺมสนฺตติ” มาอธิบายตัดสินการทำปาณาติบาต และใช้ “ธมฺมสนฺตติ” ขยายความคำ “ปเวณี” ที่แปลว่าเชื้อสายหรือ
วงศ์๔๒ ซึ่งอิทธิพลนี้ทำให้มองเห็นว่า ธัมมสันตติ ได้ผ่านการกลั่นกรองมาหลายร้อยปีจนเป็นที่นับถือของปราชญ์รุ่นหลัง

สรุป
ในสมัยพระนาคเสน มีพัฒนาการวิธีการตอบ ๒ แบบคือ (๑) การสนทนาแบบปฏิปุจฉา ซึ่งมีกติกาในการสนทนาบางส่วนสืบทอดมาจากตรรกนัยของพระโมคคัลลีบุตร (๒) หลักธัมมสันตติ คือการอธิบายความสืบต่อแห่งธรรมที่เป็นกระแส มีอุปมาอุปไมยประกอบ โดยมีจุดร่วมกับสมัยพุทธกาลคือใช้ขันธ์ ๕ เป็นหลักและตอบแบบจำแนกโดยชธัมมสันตติเป็นตัวเชื่อมให้เห็นความสืบต่อแห่งนามรูป กรรมและผลของกรรม สิ่งที่ต้องการยืนยันคือขันธ์ ๕ ไม่ใช่อัตตา สิ่งที่ใช้ในการอธิบายคือธัมมสันตติ โดยวิธีการสนทนาแบบปฏิปุจฉา
ธัมมสันตติคือความสืบต่อแห่งสภาวธรรม เป็นคำที่พระนาคเสนนำมาใช้ตอบปัญหาเรื่องนามรูปที่ว่า “ผู้นั้นก็ไม่ใช่ ผู้อื่นก็ไม่ใช่” ที่พระเจ้ามิลินท์ถามว่า “ ผู้ใดเกิดก็เป็นผู้นั้นหรือหรือว่าเป็นผู้อื่น” พระนาคเสนได้อธิบายอย่างละเอียดพร้อมทั้งยกอุปมาให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บุคคลคนเดียวกันนั้น ในตอนเป็นเด็กกับตอนเป็นผู้ใหญ่ในปัจจุบัน จะว่าเป็นคนละคนก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นคนเดียวกันก็ไม่ใช่ แต่ทั้งสองนั้นเกิดเพราะอาศัยกันอย่างต่อเนื่อง หากตอบว่าเป็นคนละคนก็จะมีปัญหาเรื่องกรรมและผลของกรรม จะกลายเป็นว่าคนหนึ่งทำกรรมอีกคนต้องมารับผลของกรรมแทน ถ้าตอบว่าเป็นคนเดียวกันก็ขัดกับความเป็นจริงจะกลายเป็นความเที่ยง จึงมีอุปมาว่าเหมือนดวงประทีปที่ลุกโพลงอย่างต่อเนื่อง หรือนมสดที่กลายเป็นนมข้น ชีวิตคนก็เหมือนกัน พัฒนาการมาตั้งแต่กลละจนเป็นผู้ใหญ่ กำหนดเรียกได้ว่าเป็นคนนั้นคนนี้เพราะกำหนดปัจจุบันที่เขาเป็นอยู่และเรียกตามภาษาสมมติ

พระนาคเสนอธิบายนามรูปว่ามีการสืบต่อแบบสันตติ โดยเริ่มจากอวิชชาคือความไม่รู้อริยสัจ ๔ มีทุกข์เป็นต้นว่า อวิชชาทำให้สัตว์ทำกรรมดีบ้างกรรมชั่วบ้าง กรรมดีกรรมชั่วนั้นเป็นเหตุให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณ เมื่อมีปฏิสนธิวิญญาณเป็นรากแก้วอยู่ ก็เกิดนามรูปแตกกิ่งก้านเป็นตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นประตูสำหรับรับอารมณ์มีรูปเสียงเป็นต้น เมื่อประสบสิ่งที่ชอบใจ ก็รู้สึกยินดีมีความสุขใจ เมื่อถูกสิ่งแสลงใจมากระทบ ก็รู้สึกยินร้ายเป็นทุกข์ใจ เมื่อได้ความสุขก็ดิ้นรนจะให้ความสุขนั้นยั่งยืน เมื่อได้ความทุกข์ก็ดิ้นรนจะหนีทุกข์ให้พ้น และอวิชชานี้ทำให้ยึดถือขันธ์ ๕ ว่าเป็นอัตตา และสร้างแนวคิดทฤษฎีต่างๆ ขึ้นมาแล้วยึดไว้ ความยึดถือก็จะทำให้สัตว์ทำกรรมดีกรรมชั่วอีก กรรมดีกรรมชั่วก็จะส่งผลทำให้เกิดมีนามรูปต่อ ๆ ไป เหมือนต้นไม้แรกปลูกก็ยังไม่มีใบไม่มีดอก

โดย ธี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ค. 2553 , 07:24:22 น.] ( IP = 58.9.108.172 : : )


  สลักธรรม 13


ต่อมาพอต้นไม้เจริญเติบโตก็ผลิดอกออกผล ในที่สุดใบและดอกเหล่านั้นก็ร่วงหล่นไปหมดสิ้น จะมีเหลืออยู่ก็แต่ต้นและกิ่งซึ่งถึงคราวก็เกิดใบเกิดดอกใหม่อีก นามรูปก็เป็นเช่นเดียวกับใบไม้ ดอกไม้ คือเดิมก็ไม่ปรากฏแต่เนื่องด้วยมีบุญบาปซึ่งตนได้กระทำไว้ในอดีตเป็นเหตุอยู่ บุญบาปเป็นลำต้นให้เกิดมีนามรูปติดต่อขึ้นมาในระหว่างได้ ครั้นเกิดเป็นตัวตนขึ้นแล้ว ถึงวาระที่สุดก็ทอดทิ้งร่างกายสูญหายไป สิ่งที่ยังคงมีอยู่ก็คือบุญบาป ซึ่งจะให้เกิดนามรูปต่อไปอีกเท่านั้น บุคคลทำกรรมดีบ้าง กรรมชั่วบ้าง ด้วยนามรูปนี้ แล้วส่งผลให้เกิดนามรูปใหม่ ปฏิสนธิวิญญาณจึงเกิดเพราะกรรมนั้น
พระนาคเสนได้อุปมาให้พระเจ้ามิลินท์ฟังอีกหลายอย่าง คือ อุปมาด้วยบุรุษขโมยมะม่วง อุปมาด้วยบุรุษก่อไฟ อุปมาด้วยบุรุษจุดประทีป อุปมาด้วยบุรุษหมั่นสาว อุปมาด้วยบุรุษซื้อนมสด ส่วนบุญและบาป เมื่อยังไม่ให้ผลก็จะติดตามผู้ทำไปดุจเงาตามตัว ถ้าได้โอกาสเมื่อใด ก็ให้ผลเมื่อนั้น ตรงนี้ก็สอดคล้องกับพระพุทธภาษิตที่ว่า กรรมชั่วติดตามบุคคลไปเหมือนล้อเกวียนตามรอยเท้าโค กรรมดีติดตามไปเหมือนเงาตามบุคคลไป๔๓

โดย ธี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ค. 2553 , 07:30:42 น.] ( IP = 58.9.108.172 : : )


  สลักธรรม 14

เชิงอรรถ
๑ เช่น ที่ปรากฏในศรีมัทภควัทคีตาว่า
น ชายเต มริยเต วา กทาจินฺนายํ ภตฺวา ภวิตา วา น ภูยะ / อโช นิตฺยะ ศาศฺวโต’ ยํ ปุราโณ น หนฺยเต หนฺยมาเน ศรีเร //๒๐// ศิริณ(อาตมัน/ชีวาตมัน)นี้ไม่เคยเกิดไม่เคยตาย จะไม่เป็นอีก เมื่อได้เป็นแล้ว ศิริณนี้ไม่เกิด
เที่ยงในภายหน้า และเที่ยงมาแล้ว ย่อมฆ่าไม่ตาย ในเมื่อร่างกายถูกฆ่า (อัธยายที่ ๒ บท ๒๐) ศาสตราจารย์ ร.ต.ท.แสง มนวิทูร(ผู้แปล), ศรีมัทภควัทคีตา (กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา, ๒๕๒๗), หน้า ๒๖.
และของศาสนาเชน(Jaina) ว่า egayā devalokesu, naryesu vi egayā egayā āsuram kāyam, āhākammehim gacchaī. ชีวะบางครั้งเกิดในเทวโลก บางครั้งก็เกิดในนรก บางครั้งเป็นอสูร ทั้งหมดนี้เป็นเพราะกรรมกำหนด
๒ วิ.ม.(บาลี) ๔/๒๐-๒๓/๑๗-๑๙, สํ.ข.(บาลี) ๑๗/๕๙/๕๕-๕๖.
๓ Stischandra Chatterjee and Dhirendronmohan Datta, An Introduction to Indian Philosophy, pp. 147-148.
๔ ม.อุ.(บาลี) ๑๔/๙๐/๗๐–๗๑, ม.อุ.(ไทย) ๑๔/๙๐/๑๐๒, สํ.ข.(บาลี)๑๗/๘๒/๘๓, สํ.ข.(ไทย)๑๗/๘๒/๑๓๙.
๕ ม.มู.(บาลี)๑๒/๓๕๖/๓๑๙, ม.มู.(ไทย)๑๒/๓๕๖/๓๙๒.
๖ ม.มู.(บาลี) ๑๒/๒๔๔/๒๐๖–๒๑๐,๓๐๖/๒๖๙, ม.มู.(ไทย) ๑๒/๒๔๔/๒๖๐–๒๖๖,๓๐๖/๓๓๘–๓๓๙, ม.อุ.(บาลี) ๑๔/๘๕–๙๐/๖๗–๗๑, ม.อุ.(ไทย) ๑๔/๘๕–๙๐/๙๖–๑๐๔, สํ.ข.(บาลี) ๑๗/๘๒/๘๑–๘๔, สํ.ข.(ไทย) ๑๗/๘๒/๑๓๔–๑๔๐.
๗ ม.มู.(บาลี) ๑๒/๓๐๖/๒๖๙, ม.มู.(ไทย) ๑๒/๓๐๖/๓๓๘., วิสุทฺธิ.(บาลี) ๒/๖๗๒/๒๕๗.
๘ สํ.ส.(บาลี) ๑๕/๑๗๑/๑๖๓, สํ.ส.(ไทย) ๑๕/๑๗๑/๒๒๘.
๙ ผู้สันนิษฐานในลักษณะนี้ เช่น พุทธทาสภิกขุ พระญาณดิลก(ชาวเยอรมัน) คัสสิอุส เอ. เปไซรา(Cassius A.Peseira) เฮรี่ ซิงห์ กอร์(Hary Singh Gour) และ เสถียร โพธินันทะ ดู พุทธทาสภิกขุ, อภิธรรมคืออะไร ใน สันทัสเสตัพพธรรม, (ไชยา : ธรรมทานมูลนิธิ, ๒๕๓๘), หน้า ๓๖๔-๔๓๒, เสถียร โพธินันทะ, ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑), หน้า ๘๖–๙๐.
๑๐ อภิ.ก.(บาลี) ๓๗/๑-๒๓๘/๑-๖๙, อภิ.ก.(ไทย) ๓๗/๑-๒๓๘/๑-๑๐๘, อภิ.ปญฺจก.อ.(บาลี) ๑-๒๓๗/๑๒๙-๑๖๐.
๑๑ อภิ.ก.(บาลี) ๓๗/๒๘๒-๒๙๘/๑๗๕-๒๒๙, อภิ.ปญฺจก.อ.(บาลี) ๒๘๒-๒๙๘/๑๗๐-๑๗๘.
๑๒ อ้างในบทนำ มิลินฺทปญฺหปกรณํ (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์วิญญาณ, ๒๕๔๐), หน้า ๒๘-๓๐.
๑๓ นอกจากนี้ยังปรากฏในหัวข้ออื่นๆ เช่น ธมฺมสนฺตติปญฺห นามรูปเอกตฺตนานตฺตปญฺห กมฺม-ผลอตฺถิภาวปญฺห เป็นต้น ดู มิลินฺท.(บาลี) ๑/๒๕–๒๘,๑/๔๒–๔๓. และ The Questions of King Milinda- 2nd edition : Edited by N.G.K.Mendis – Kandy Buddhist Publication Society, 2001.
๑๔ เช่น พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๖, (กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๘๔. ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่ พระพรหมคุณาภรณ์
๑๕ อภิ.วตาร (บาลี) ๑๐๘, อภิ.วตาร(ไทย) ๓๐๑ (แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์ )
๑๖ มิลินฺท.(บาลี) อ้างในบทนำ หน้า [๒๓]
๑๗ มิลินฺท.(บาลี) ๙/๙.
๑๘ สํ.ส.(บาลี) ๑๕/๑๗๑/๑๖๓.
๑๙ มิลินฺท.อ. (บาลี) ๑/๑๐๐.
๒๐ มิลินฺท.(บาลี) ๖/๓๒.
๒๑ มิลินฺท.(บาลี) ๑/๔๒.
๒๒ มิลินฺท.อ.(บาลี) ๑/๑๒๓.
๒๓ The Question of King Milinda, 2nd edition edited by N.G.K. Mendis, (Kandy Sri Lanka : Buddhist Publication Society, 2001), p. 8.
๒๔ พระปิฎกจูฬาภัย, คัมภีร์มิลินทปัญหา ไทย-บาลี, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ประยูร พริ้นติ้ง, ๒๕๕๐) หน้า (๔๑) พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระพุทธิวงศมุนี(บุญมา ทีปธมฺโม สุดสุข)
๒๕ มิลินฺท.(บาลี) ๓/๒๙, มิลินฺท.อ.(บาลี) ๓/๑๐๓, มิลินฺท.ฏีกา(บาลี) ๓/๑๑.
๒๖ มิลินฺท.(บาลี) ๔๓๖.
๒๗ มิลินฺท.(บาลี) ๑/๔๒.
๒๘ มิลินฺท.(บาลี) ๑/๔๒. ในฉบับอังกฤษปรากฏข้อความว่า “Even so, sire, a continuity of phenomena is linked together. It uprises as one and ceases as another, linked together as though there were no before and no after.Hence it is neither the same nor another, but the subsequent conciousness is reckoned (together with) the preceding conciousness.” The Question of King Milinda, pp. 40-41.
๒๙ อภิ.สํ.(บาลี) ๓๔/๕๘๔/๑๗๐, อภิ.สํ.(ไทย) ๓๔/๕๘๔/๑๗๓
๓๐ อภิ.สํ.(บาลี) ๓๔/๕๘๕/๑๗๐, อภิ.สํ.(ไทย) ๓๔/๕๘๕/๑๘๑
๓๑ อภิ.สํ.(บาลี) ๓๔/๖๔๒/๑๙๖, อภิ.สํ.(ไทย) ๓๔/๖๔๒/๒๐๕
๓๒ อภิ.ก.(บาลี) ๓๗/๖๒๕/๓๗๙-๓๘๐, อภิ.ก.(ไทย) ๓๗/๖๒๕/๖๘๒.
๓๓ อภิ.ก.(บาลี) ๓๗/๖๒๖/๓๘๐, อภิ.ก.(ไทย) ๓๗/๖๒๕/๖๘๓-๖๘๔,อภิ.ปญฺจก.อ.(บาลี) ๖๒๕/๒๕๙.
๓๔ ขุ.ม.(บาลี) ๒๙/๖/๙, ขุ.ม.(ไทย) ๒๙/๖/๒๓.
๓๕ วิ.อ.(บาลี) ๑/๑๗๒/๔๗๖-๔๗๗, โมหวิจฺเฉทนี(บาลี) ๒๐๐, สารตฺถ.ฏีกา(บาลี) ๒/๒๗๘/๕๑๔.
๓๖ มิลินฺท.(บาลี) ๖/๔๘.
๓๗ มิลินฺท.(บาลี) ๖/๔๙.
๓๘ มิลินฺท.(บาลี) ๖/๕๐-๕๑.
๓๙ มิลินฺท.(บาลี) ๖/๒๘๒.
๔๐ มิลินฺท.(บาลี) ๘-๙/๘๐.
๔๑ มิลินฺท.(บาลี) ๓/๓๐๐-๓๐๔.
๔๒ ปเวณีติ ธมฺมสนฺตติ ธมฺมสฺส อวิจฺเฉเทน ปวตฺติ. สารตฺถ.ฏีกา(บาลี) ๑/๑๐๔, วชิร.ฏีกา(บาลี)๑๗๒/๑๙๖-๑๙๘.
๔๓ ขุ.ธ.(บาลี) ๒๕/๑-๒/๑๕, ขุ.ธ.อ.(บาลี) ๑/๑-๒/๑๗,๒๘. Krishan, Yuvraj, The Doctrine of Karma, (Delhi : Motilal Banarsidass Publishers Pvt Lid., 1997), p. 43.


บทความนำมาจาก
ธัมมสันตติ : วิธีการตอบปัญหาเรื่องกรรมกับอนัตตาของพระนาคเสนโดย ดร.ประพันธ์ ศุภษร
ป.ธ.๗, พธ.บ., ศศ.ม., พธ.ด.อาจารย์ประจำคณะพุทธศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย

โดย ธี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ค. 2553 , 07:31:42 น.] ( IP = 58.9.108.172 : : )


  สลักธรรม 15


ศึกษาคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
แหล่งรวบรวม อนุรักษ์ คัมภีร์ และงานวิจัย
ที่เวบมูลนิธิเบญจนิกาย วัดศรีประวัติ

http://www.sriprawat.net/

โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ค. 2553 , 07:42:49 น.] ( IP = 58.9.108.172 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org