มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คณะสำรวจจิต Unseen myself








คณะสำรวจจิต Unseen myself

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
บรรยายเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๓



เมื่อเรามานั่งอยู่เบื้องหน้าองค์พระปฏิมา และมีความตั้งใจว่า “ขอตั้งมโนมอบ ขอกายถวายชีวิตเดินตามทางรอยพระบาทพระศาสดา” คำพูดนี้เราท่านทั้งหลายพูดได้ไม่เต็มปากว่าเรามั่นใจว่าจะทำได้ เพียงแต่เรากำลังสร้างทางนั้นด้วยความวิริยะ แต่เมื่อใดที่ความตั้งใจในการกระทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ให้เกิดพร้อมด้วยสติและสัมปัชชัญญะ รู้ในสภาวธรรมตามความเป็นจริงของรูปนาม และมีบารมีพร้อมแล้ว เราก็จะพูดได้เต็มปากเลยว่า มั่นใจ แต่ถ้าวันนี้เราไม่มีความมุ่งมั่น นั่นก็เป็นแค่การที่มีแต่ความหวังโดยปราศจาความเพียร ซึ่งหลวงพ่อท่านบอกว่า หวังมากผิดหวังมาก ไม่หวังเลยไม่ผิดหวังเลย

หากเรามีความมุ่งมั่นและจัดสรรเวลาให้เป็นคือ ขณะนี้เราไม่ได้อยู่ในห้องปฏิบัติเราก็ใช้ชีวิตคือกายและใจมาศึกษาเล่าเรียนมาเพียรสร้างสรรค์คุณงามความดี แต่เมื่ออยู่ในห้องปฏิบัติแล้วก็รู้จักแยกแยะว่า อะไรคือรูป อะไรคือนาม เพราะความดีงามทั้งปวงนี้เป็นกุศล และก็เป็นผลให้เราเดินต่อไปในภพในชาติได้อย่างสง่าผ่าเผย และการที่เรามีชีวิตที่ดีก็จะต้องทำลายอัตตา เพราะอัตตาของเรามีมาก คือคำว่า ตัวตน คน สัตว์ ฉัน และ เขา คำเหล่านี้แหละที่ทำให้ชีวิตของเราดีไม่ได้ เพราะเรามีความเห็นผิดตั้งแต่แรกแล้ว

ฉะนั้น ความตั้งใจที่จะปฏิบัติบูชาที่เรากล่าวว่า “ขอตั้งมโนมอบ” นี้ก็จะต้องเพียรพยามระลึกถึงคำสั่งสอนขององค์พระพุทธเจ้าให้ได้ การระลึกได้นั่นแหละก็คือขอตั้งมโนมอบ ไม่ใช่มานั่งกราบไหว้เพียงอย่างเดียว แต่เอาความจริงไปประพฤติปฏิบัติ นั่นแหละคือการมอบกายถวายชีวิต และเราต้องรู้จักขอบพระคุณด้วย คือ พระมหากรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ ด้วยการจงรักภักดีต่อเส้นทางสายนี้ไปจนกระทั่งไม่เกิด

และในการสวดมนต์วันนี้ก็มีข้อความที่เราได้อ่านคำแปลกันว่า “ เราทั้งหลายชายหญิง จงเป็นผู้ได้ประโยชน์ถึงซึ่งความสุข งอกงามในพระพุทธศาสนา เป็นผู้หาโรคมิได้ สำราญกายและพร้อมด้วยญาติทั้งปวงเทอญ” คำแปลนี้เป็นคำอวยพรของบรรดาพระเถรานุเถระทั้งหลาย ซึ่งใคร ๆ ก็ชอบ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [10 ส.ค. 2553 , 09:13:30 น.] ( IP = 125.27.176.79 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



แต่เมื่อมาดูความจริงก็จะพบว่า เราแต่ละท่านไม่ได้เป็นผู้งอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนา สิ่งที่ทำให้เราไปได้ช้า และเข้าไม่ถึงความงอกงามไพบูลย์นั้น ก็เพราะหัวใจของเราทุกคนนี้แหละ ที่บรรจุไว้แต่สิ่งที่เป็นโทษ ก็ขอ ให้แต่ละคนลองวาดรูปหัวใจขึ้นมา แล้วเขียนคำที่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงลงไปในรูปหัวใจนั้น เช่น ใจร้าว ใจเสาะ หงุดหงิด จู้จี้ ขี้โกรธ โมโห เดือดดาล เป็นต้น ซึ่งถ้าเราเขียนความรู้สึกกันจริงๆ แล้วตัวหนังสือก็คงจะล้นภาพหัวใจนั้น

อย่างที่เขียนคำว่า “ใจร้าว” ขึ้นมา ก็เพราะเกิดความรู้สึกว่า ตั้งแต่เมื่อวานนี้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดระหว่างคนสองคน ซึ่งฝ่ายหนึ่งนั้นหวังดี แต่อีกฝ่ายนั้นมีแต่ความไม่ยินดี ซึ่งก็บอกตนเองตลอดเวลาว่า ไม่ใช่เรื่องของเรา เพราะได้เคยสอนไปแล้วเคยให้คำแนะนำไปแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกใจร้าวอยู่ดี และสิ่งนี้แหละที่ทำให้ใจไม่ทะลุเข้าไปถึงความงอกงามได้ก็เพราะใจของมันร้าวอยู่

หรืออย่าง “ใจเสาะ” เราก็จะเห็นจากเด็กๆ เลยว่า พอพูดว่า “ตุ๊กแก” ก็ใจเสาะกลัวขึ้นมาแล้ว หรืออย่างคำว่า “หงุดหงิดง่าย” ก็ลองมาดูคนที่เริ่มจะแก่สักหน่อยก็ได้ ที่นอกจากจะหงุดหงิดง่ายแล้วก็ยังจู้จี้ขี้บ่นอีกด้วย ส่วนคำอื่น ๆ อย่าง โมโห โกรธา เดือดดาล ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ รำคาญง่าย ไม่พอใจ เสียใจ น้อยใจ เศร้าใจ ปวดใจ เจ็บใจ แสลงใจ สะใจ ซึ่งเป็นขบวนการของใจของเราเหล่านี้ ไม่ใช่คำที่พระท่านให้พรเลย

แต่ทำไมใจของเราเป็นแบบนี้? >ก็เพราะใจของเราทุกคนจมดิ่งอยู่ในขันธสันดานอันสกปรก แล้วเราก็ยังไม่ยอมกระทุ่มน้ำหรือหัดว่ายน้ำนี้จึงทำให้เราจมอยู่ในขันธสันดาน ซึ่งเปรียบว่า เรื่องของการว่ายน้ำนี้ เด็กเกิดใหม่ไม่มีใครว่ายน้ำเป็นหรอก แต่เด็กจะต้องเรียนและฝึกหัด ต้องเกาะขอบสระและหัดกระทุ่มน้ำที่มีความทึบหนาและมีแรงดึงดูดให้แตกออกเพื่อที่จะมีความเบา แล้วก็หัดว่ายน้ำ แต่เราเป็นผู้ไม่หัดทั้งสองอย่าง คือ ไม่หัดว่ายน้ำ และไม่หัดไหว้คน เพราะใจของพวกเราแต่ละคนมากล้นด้วยอคติ ฉะนั้น ถึงเวลาหรือยังที่เราจะขออิสรภาพของใจคืนมา

หัวใจของเราไม่มีอิสรภาพ เพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของหัวใจของเราเลย เรายกสัมปทานหัวใจของเราให้คนอื่นคือยกให้ความอคติไปจนหมดพื้นที่ ถามว่า เราให้สัมปทานความโลภ ความโกรธ ความหลง และความเคียดแค้นพยาบาทกันมากี่ชาติแล้ว ? ชาตินี้พื้นที่ใจของเราจึงเหลืออยู่น้อยกลายเป็นคนใจดำ คนใจแคบ ทำอะไรๆ ไปตามอคติ จะยกตัวอย่างให้ดูได้ง่าย ๆ ดังนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ส.ค. 2553 , 09:14:13 น.] ( IP = 125.27.176.79 : : )


  สลักธรรม 2



ขอเชิญคุณ ก. คุณ ข. คุณ ค. คุณ ง. คุณ จ. และคุณ ฉ. ออกมาที่หน้าห้อง แล้วให้ทุกท่านที่เหลือมองไปที่แต่ละท่านอย่างช้าๆ พร้อมกับตรวจดูความรู้สึกนึกคิดว่า เห็นหน้าเขาแล้วรู้สึกอย่างไร โดยในการตอบออกมานี้ขอให้แต่ละคนมีความซื่อสัตย์ ไม่เสแสร้ง

นี่คือจิตวิทยาอย่างหนึ่งที่เราจะสำรวจจิตใจของตนเอง เป็นการเปิดมุมมองใหม่ Unseen myself ไม่ใช่ unseen in Thailand เพราะสิ่งที่แต่ละคนที่ถูกถามแล้วบอกความรู้สึกออกมานั้น ก็มีทั้งชื่นชม ทั้งเฉยๆ ทั้งสงสัย แตกต่างกันไปตามบุคคลที่ได้มองเห็น ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราปิดบังใจตนเองไม่ได้ และการที่ยกบุคคลขึ้นมาให้พิจารณา ๖ ท่านนี้ก็เป็นเพียงตัวอย่าง ซึ่งในชีวิตจริงเราไม่ได้พบเจอบุคคลมาสารพัด

ฉะนั้น การที่จะมองใครสักคนหนึ่งด้วยธรรมชาติที่หัวใจของเราให้สัมปทานอคติไปหมดแล้ว เราจะมีแต่ความลำเอียง อย่างใน ๖ ท่านนี้ถ้าเป็นบุคคลที่เรารู้จักสักหน่อยเราก็จะให้คะแนนบวกไป แต่ถ้าเป็นคนที่เราไม่ชอบ เราก็จะให้ลบไปเลย จึงไม่ค่อยมีความเป็นกลางในการที่เราเห็นแต่ละบุคคล

ถามว่าบวกมาจากไหน มาจากฉันทาคติ ลบมาจากไหน? มาจากโทสาคติ และทั้งสองอย่างนี้ก็มีโมหะคือความหลงเป็นแม่ หัวใจของเราจึงไม่ว่างพอที่จะให้พระธรรมเข้ามาเดิน เมื่อเราไม่มีพื้นที่ให้พระธรรมเข้ามาเดินแล้ว เราก็อยู่กับอคติพวกอย่างนี้ เมื่อมีความยินดีในบุคคลนี้ซ้ำก็จะมี “บวก” มากขึ้น และเมื่อบุคคลนี้ทำให้เราเสียใจมันก็เป็น”ลบ” แล้วก็เป็นตัวลบเข้ม ๆ ด้วย เพราะเราย้ำคิดอยู่นั่นแหละ

เราจึงไม่เคยให้คะแนนใครได้ยุติธรรมเลย แต่ให้ตามความรู้สึกที่เป็นอคติทั้งสิ้น แล้วตัวเราเองก็ต้องถูกให้คะแนนจากคนอื่นที่มองดูเราเหมือนกัน ฉะนั้น เพื่อจะเน้นให้เห็นว่า เราไม่มีอิสรภาพ จริงๆ แต่เราถูกอคติสัมปทานหัวใจของเราไปหมด ถ้าหากเป็นคนที่เราชอบและชอบมาก ๆ ด้วยจนกระทั่งสนิทชิดเชื้อ เราสามารถ Take Over เขาได้ด้วย คือยอมรับเขาหมดเลย

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ส.ค. 2553 , 09:15:43 น.] ( IP = 125.27.176.79 : : )


  สลักธรรม 3


ทั้งๆ ที่เราเรียนธรรมะแล้วรู้ว่า ทุกสิ่งล้วนมีความไม่เที่ยง แต่ความมีอคติเหล่านี้ก็ทำให้เราต้องเจอกับความผิดหวัง การมองอะไรอย่างเป็นกลาง มองด้วยความไม่เป็นอคติ เรายังทำไม่ได้เลย แล้วธรรมที่เลิศ จิตที่ประเสริฐดวงนี้ คือโสดาปัตติมรรคจิตจะเกิดกับเราได้ไหม? ไม่ได้ เพราะในใจของเรานี้มีทั้งใจร้าวปวดใจ เจ็บใจ ขี้โกรธ เดือนดาล เสียใจ น้อยใจ เศร้าใจ ไม่พอใจ จู้จี้ รำคาญใจ ใจเสาะ แสลงใจ สะใจ ก็คือ “บวกกับลบ” ทั้งสิ้น คือ โลภกินใจ โกรธกัดใจ เราจึงขออิสรภาพของใจคืนมาไม่ได้ ถ้าไม่ล้างอคติออกไปจากจิตใจของเรา

ถ้าไม่นำเรื่องนี้มาพูดก็จะไม่รู้สึกตัวกันว่า ทฤษฎีที่อยู่ในแผนผังจิต-เจตสิก-รูปบนกระดาน เราก็รู้แค่ว่าอยู่บนกระดาน เรามองเห็นแผนผังบนกระดานแล้วรู้ว่า โลภมูลจิต ไม่ดี โทสมูลจิต ไม่ดี โมหมูลจิต ไม่ดี ความสะใจเป็นสิ่งไม่ดี ความหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน อะไร ๆ ก็ไม่พอใจ เป็นสิ่งไม่ดี โลภมูลจิตทำให้ไปเกิดเป็นเปรต โทสมูลจิตทำให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก โมหมูลจิตทำให้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แล้วใครต้องไปเกิดเป็นสัตว์เหล่านั้น ...เราเอง เพราะเรามีจิตเหล่านั้นๆ กันมาก ...ฟังแล้วรู้สึกสะใจไหม? สะใจ

เห็นไหมว่า เรื่องนิดๆหน่อยๆ เราก็สะใจได้ง่ายๆ แล้ว เราจะเห็นเลยว่าสิ่งที่เราเรียนแล้วนั้น(อกุศลจิต ๑๒) แต่เราไม่เพียรทำลาย และมหากุศลจิต ๘ เป็นสิ่งที่เราต้องเพียรก่อสร้าง แต่เรียนแล้วเราก็ไม่เพียรก่อสร้าง เมื่อเราเป็นกันแบบนี้อิสรภาพของใจของเราจึงไม่มี พื้นที่ใจของเราก็แคบ และถ้าหากใครมองใครรแล้วเกิดความรู้สึกลบบ่อย ๆ ผลพลอยได้ต่อมาก็คือความหมางเมิน ไม่รู้จะพูดอะไรกัน แล้วก็อยู่กันแบบอึดอัด ซึ่งทำให้คนกลางอึดอัดไปด้วย ชีวิตก็ติดลบไปหมด

เมื่อเรามองใครติดลบ เราก็ได้ความติดลบที่ตัวเองด้วย เพราะเมื่อเรามองคนอื่นแล้วตีตราเขาไว้ลบ เราได้โทสมูลจิตเข้ามายึดครองพื้นที่แล้ว เรามองคนอื่นบวก เราก็ได้มหากุศลเข้ามายึดครองพื้นที่

ความติดลบนั้นก็เหมือนกับเราทิ้งก้อนดินลงไปหนึ่งก้อนกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง แล้วก้อนดินมันก็ไปตกเป็นตะกอนอยู่ในใจทำให้ จิตใจของเรามันมี ๓ ขั้น คือ ตะกอนใจ ก้อนกรวด และสนิมใจ

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ส.ค. 2553 , 09:16:25 น.] ( IP = 125.27.176.79 : : )


  สลักธรรม 4


๑. ขั้นตะกอนใจ เหมือนมีดกรีดน้ำที่ร่องรอยหายไปได้เร็ว ความขุ่นใจง่ายหรือหงุดหงิดง่ายจะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีอะไรไปกวนมันไม่ขุ่น และเมื่อได้รับอารมณ์ใหม่ที่ถูกใจความขุ่นมัวก็หายไปได้แล้ว แต่ถ้าเราไม่รู้จักแก้ไขปล่อยให้ตะกอนหนาอยู่อย่างนั้นเมื่อผ่านไปนานเข้าตะกอนนี้ก็จะกลายเป็นก้อนกรวด

๒. ขั้นก้อนกรวด เหมือนมีดนั้นกรีดอยู่ในดิน ซึ่งมีรอยชัดแต่ก็ยังลบเลือนได้ เมื่อมีความโกรธที่เกิดจากความหงุดหงิด ไม่พอใจ เช่น ถามลูกน้องแล้วเขาตอบไม่ได้ ใจมันเริ่มขุ่น ๆ ขึ้นมาแล้วหงุดหงิด แล้วก็เริ่มตะเบ็งเสียง จากความรู้สึกในใจที่ผลักดันออกมาเป็นวาจานี้ก็เป็นเหมือนก้อนกรวดที่มีน้ำหนักมากขึ้น และหากไม่นำกุศลไปชะล้างให้รอยหาย รอยนี้ก็จะฝังแน่นขึ้นและกัดกินเป็นสนิมใจ

๓. ขั้นสนิมใจ สนิมเหล็กนั้นเกิดขึ้นที่เหล็กอันแข็งแกร่ง แต่เมื่อใจของเรามีสนิมเกิดขึ้นแล้วใจก็ถูกทำลายลงด้วยทิฏฐิมานะของตน เชื่อมั่นตัวเองที่สุด มีมานะถือตัวที่สุด สนิมใจนี้ก็เหมือนรอยมีดที่กรีดลงบนหินที่เกิดรอยชัดแจนและลบเลือนยาก แล้วโทษก็มีมาก

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ส.ค. 2553 , 09:17:02 น.] ( IP = 125.27.176.79 : : )


  สลักธรรม 5


เราจึงต้องพยายามเรียนเพื่อให้รู้และนำไปปฏิบัติให้ได้ อย่างตนเองนั้นก็มีการเรียนรู้เรื่องใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ซึ่งมีความกระทบเทือนอย่างแรงมาก แต่แล้วก็ยอมรับได้ว่า บุคคลนี่แหละคือครูของเรา เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้วก็ยกมือขอบคุณ ที่ได้เปิดเผยความจริงออกมา เพราะถ้าไม่แสดงทุกอย่างออกมา เราก็จะไม่รู้จัก นี่คือความเป็น “คุณ คือ คุ-นะ” เพราะสอนให้เรามองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างไปจากเดิม

และเมื่อพิจารณาจนวางลงได้แล้วก็เหมือนกับการเปิดทางให้ธรรมะเข้าไปกระชับพื้นที่ใจ มุมมองของอคติที่ลดลงนั้นได้เปิดพื้นที่ว่างให้กว้างขึ้น ให้โอกาสแก่เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาเข้าไปสร้างความสมดุล มองเหตุผลได้ถูกตรง และก็ยอมรับได้ว่า สิ่งที่กระเทือนใจเรานั้นก็คือ ครูธรรมะเราเอง ทุกอย่างเป็นครูธรรมะหมด ถ้าเห็นไม่ดีนั่นก็เป็นครูธรรมะของเรา คือ "อธรรม" เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ถ้าเผื่อเห็นดีก็ควรทำเพราะเป็นธรรมที่ควรดำเนินตาม ทุกอย่างรอบ ๆ ตัวเราเป็นครูธรรมะของเราได้ ถ้าเผื่อเราคิดได้

หลวงพ่อบอกว่า รัชกาลที่ ๕ ทรงเลิกทาสมานานแล้ว แม้พุทธเจ้าท่านก็ทรงให้โอกาสเราเลิกเป็นทาสมานานแล้วเหมือนกัน แต่เราก็ยังเป็นทาสกิเลสด้วยความอคติ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ ฉะนั้น เราต้องเปลี่ยนความรักมาเป็นความเมตตา เปลี่ยนความชังมาเป็นการให้อภัย พื้นที่ของเราที่เคยใจร้าว ปวดใจก็จะได้หายไป เมื่อความไม่ดีหายไปแล้วเรื่องนั้นก็จบลง ความฟุ้งซ่านไปหายไปแล้ว

เมื่อเรารู้จักเลิกให้สัมปทานอคติพื้นที่ใจของเราก็กว้างขึ้นด้วย และ ไม่มีใครทำให้เราตกต่ำได้ ถ้าเผื่อเราไม่ยินยอม เพราะฉะนั้น ในขณะที่เรามองใครลบเราก็ทำตัวเองตกต่ำด้วยความโกรธความกลัว หรือในขณะที่เรามองใครแล้วเราลำเอียงเข้าข้างว่าเป็นพวกหรือรู้ไม่เท่าทันแล้วให้คะแนนบวก เราก็ตกต่ำเช่นกัน ฉะนั้น เราจึง ตกต่ำอยู่ตลอด แต่เมื่อใดที่เรามีสติ สติจะทำให้เราไม่ตกต่ำ การมีสติอยู่กับปัจจุบันแล้วรู้ทันวิบาก พื้นที่ว่างของใจเราก็จะมีมากขึ้น และทางวิทยาศาสตร์นั้นบอกว่าหัวใจมี ๔ ห้อง เราจึงต้องบรรจุพรหมวิหารลงไปในแต่ละห้องนั้นด้วย

อย่างเมื่อเช้าเมื่อมาถึงมูลนิธิก็ได้ยินลูกศิษย์คนหนึ่งทักทายอีกคนหนึ่งว่า “หน้าไปตกกระด้งแป้งมาเหรอ?” นี่แสดงถึงความไม่ค่อยชอบใจ แต่ถ้าคิดได้ว่า คนที่เขาทาแป้งมาเขาชอบก็ชอบของเขา เขาก็คิดว่าสวยของเขา ทรงผมที่เขาทำมาก็สวยของเขา คิดอย่างนี้ก็จะสบายใจ ฉะนั้น เราต้องมีมุทิตายินดีเมื่อเขามีความสุข ไม่ใช่ไปออกปากทักว่า ตกกระด้งแป้งมาเหรอ? หรือถ้าตอนแรกมากว่าขาว ก็ให้คิดว่าขาวดีกว่าดำ หรือมองว่าดำก็คิดเสียว่า ดำดีกว่าถ่าน ถ้ามองเห็นเป็นถ่านก็คิดเสียว่าถ่านก็ยังดีกว่าขี้เลนเพราะถ่านยังจุดไฟได้ หรือบางคนอาจคิดดูหมิ่นว่า เป็นเราเราไม่กล้าออกจากร้าน ความรู้สึกเช่นนี้ถ้ามีแล้วก็ขอให้มีแป๊บเดียว ไม่ใช่ปล่อยให้อยู่จนเนิ่นนานให้เป็นสนิมกินใจ

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ส.ค. 2553 , 09:18:59 น.] ( IP = 125.27.176.79 : : )


  สลักธรรม 6



วันนี้พาท่านเปิดโลกทัศน์ ให้เห็น Unseen myself ของแต่ละคนแล้วว่าเราเป็นแบบนี้ ก็ขอให้ทุกคนเลิกให้สัมปทานหัวใจกับกิเลสและอคติให้ได้ เพราะเราอยู่ร่วมกันไม่นานแล้ว ขอให้รักกันเหมือนพี่ดีกันเหมือนน้อง บางท่านสูงอายุมาแล้วนั่นก็แสดงถึงความใกล้ตายเข้ามาทุกที หรืออาจจะมาที่นี่ไม่ได้เพราะความชรา หรือบางคนอาจคิดว่าคนนั้นคนนี้อายุยังน้อย คงจะอยู่อีกนาน นั่นก็ไม่แน่หรอกว่าจะมาที่นี่ได้อีกนานแค่ไหน เพราะเราคิดว่าเขาอยู่นานตามความคิดของเรา แต่กรรมที่เขาทำก็ไม่แน่ คนเราจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ ฉะนั้น อย่าคิดว่าจะดีกว่าคนแก่

ทั้งเราทั้งเขาไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน เมื่อเราอยู่กันไม่นานก็อย่าให้สัมปทานหัวใจอคติกันเลย เรียกพื้นที่ว่างนั้นกลับคืนมาอย่าให้กิเลสกระชับมันไว้ มีเมตตากรุณาต่อกัน อย่างตนเองนั้นมีอุดมการณ์เหมือนอย่างในบทเพลงว่า ความรักคือการให้ และ เคยบอกกับทุกคนแล้วว่าถ้าเกิดเป็นนกที่โผบิน ก็จะบินเอาความเสรีไปให้ทุกคน และถ้าหากเกิดเป็นเมฆก็จะไปบังแดดไม่ให้ทุกคนร้อนมาก และถ้าเผื่อเมฆอิ่มตัวก็จะขอเป็นฝนไปชะล้างความสกปรกของร่างกายของแต่ละคนที่เปื้อนฝุ่นให้มากที่สุด นี่คือความตั้งใจ

ฉะนั้น ขอให้ทุกคนเลิกสัมปทานความอคติ และผู้พูดอาจจะอยู่ไม่นาน แต่ลูกศิษย์เรียนแล้วไม่ทำกันเลย ครูตายไปเยอะแล้วนะ พระอาจารย์บุญมีก็ตายแล้ว หลวงพ่อเสือก็ตายแล้ว หลวงพ่อแสวงก็ตายแล้ว หลาย ๆ ท่านที่จิตใจที่ค่อนข้างเย็นแล้วดีมีความคิดแต่จะให้ต่างก็ตายไปเยอะแล้ว วันนี้ขอเป็นนกพิราบขาวที่หวังดี ที่กล้าออกมาสอนอย่างนี้ ไม่ได้มาทำร้ายใคร แต่ถ้าเผื่อไม่เจียรนัย Unseen myself ให้คุณเห็น แต่ละคนก็คิดว่าตัวเองดี แล้วมองตรงนี้ว่าไม่ดี แล้วมองแค่ตรงนี้ว่าไม่ดี จับแค่ตรงนี้ไม่ดี แต่ไม่เคยจับในใจตัวเองว่าไม่ดี

ขออานุภาพแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอให้ทุกท่านมีพื้นที่ที่กว้างใหญ่ไพบูลย์ด้วยเมตตา กรุณา เมตตา มุทิตา อุเบกขา ขอให้ทุกท่านมีความร่มเย็น มีพื้นที่ที่กว้างที่เปิดทางให้พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้กระทั่งคำสอนของครูบาอาจารย์เข้าไปปักหลักในใจ ของท่านได้ และขอสุดท้ายของชีวิตท่าน เมื่อสิ้นลมหายใจ ขอให้ไม่เกิดได้โดยเร็วทุกคน

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ส.ค. 2553 , 09:20:49 น.] ( IP = 125.27.176.79 : : )


  สลักธรรม 7

ตามอ่านตั้งแต่อักษรตัวแรก จนตัวสุดท้ายในบรรทัดสุดท้ายเลยครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณและอนุโมทนาสาธุกับน้องกิ้ฟที่ตั้งใจนำมาลงให้อ่านกันพร้อมทั้งรูปแต่ละสลักธรรมที่นำมาประกอบ สะดุดตาสะดุดใจมากครับผม

เนื้อเรื่องที่ถูกถ่ายทอดออกมานี้ ล้วนเป็นการชำแรกจิตของเราท่านให้เห็นถึง ตะกอนหัวใจ ที่จมลึกและพร้อมจะแสดงออกมาต่างๆในรูปของ อคติของหัวใจเลยนะครับ ความรักก็ดีความชังก็ดีเวียนแวะมาในใจของเราตลอดในการเห็นรูปและการได้ยินเสียงต่างๆ จึงเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดความแตกร้าว ความแตกแยก แตกสามัคคีจริงๆเลย

ไม่ได้การแล้ว พี่เณรจะต้องให้เวลาสำรวจใจตนเองมากขึ้นๆแล้ว เพราะไม่เช่นนั้น "อย่าหวังเลยว่า ความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส ที่หวังไว้จะเป็นไปได้" น่ากลัวจังเลยครับ กับการยกพื้นที่ของใจให้สัมปทานไปแก่กองกิเลส.

คุรั

โดย พี่เณร [10 ส.ค. 2553 , 09:31:50 น.] ( IP = 58.9.139.188 : : )


  สลักธรรม 8

เป็นการเปิดเผยจิตใจที่เต็มไปด้วยตะกอนของอกุศล ถ้าไม่ลดละออกไป ก็จะยิ่งติดแน่นมากขึ้น

จึงต้องปรับเปลี่ยนชีวิต เพื่อจะได้มีที่ว่างเติมฝ่ายกุศลลงไปได้

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนากับน้องกิ๊ฟค่ะ

โดย เซิ่น [11 ส.ค. 2553 , 12:38:25 น.] ( IP = 61.90.167.18 : : )


  สลักธรรม 9

ขอบคุณพี่น้องกิ๊ฟ ที่ถ่ายทอดเนื้อหาที่อาจารย์สอนมาให้อ่าน เพราะฟังมาไม่ทันมะคะ ขอบพระคุณอาจารย์ค่ะที่วางมาตรการกระชับพื้นที่กิเลส ขอคืนพื้นที่สีขาวให้หัวใจ แล้วชี้จุดบอดในหัวใจสะออนๆของเรา กราบขอบพระคุณมะคะ ช้างจะนำไปปฏิบัติมะคะ

โดย ช้างน้อยเจ้าค่ะ [12 ส.ค. 2553 , 03:27:52 น.] ( IP = 183.89.102.239 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org