มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปริศนาธรรมแห่งชีวิต




. .อะไรเอ่ย สี่คนหาม สามคนแห่ หนึ่งคนนั่งแคร่ สองคนพาไป

คำเฉลยปริศนาธรรมนี้ อยู่ที่ตัวตนสมมุติของทุกคนนั่นเองคือ

๑. สี่คนหาม ได้แก่ ธาตุ ๔ ที่ประกอบเป็นร่างกาย

๒. สามคนแห่ ได้แก่ ไตรลักษณ์ที่มีอำนาจครอบงำร่างกาย ให้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

๓. คนหนึ่งนั่งแคร่ หมายถึง จิตหรือวิญญาณในร่างกาย

๔. สองคนพาไป หมายถึง กุศลกรรม กรรมดี และ อกุศลกรรม กรรมชั่ว หรือบุญกับบาป ที่คอยจัดสรรให้ทุกคนเป็นไปต่างๆ นานา สุขบ้าง ทุกข์บ้าง

แล้วจะมาขยายให้ฟังต่อนะครับ


.

โดย พี่เณร [27 ก.ค. 2545 , 07:50:18 น.] ( IP = 203.170.141.118 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ขอบพระคุณครับ

โดย เฉลิมศักดิ์ [28 ก.ค. 2545 , 04:27:50 น.] ( IP = 203.113.81.169 : : )


  สลักธรรม 2

ขอบคุณค่ะพี่เณร น้องเล็กจะคอยติดตามอ่านขยายความต่อไปนะค่ะ

โดย เพ็ญภัทร์ ภิญโญวัฒนศิลป์ [28 ก.ค. 2545 , 20:37:44 น.] ( IP = 203.107.143.71 : : )


  สลักธรรม 3


ปริศนาธรรมเรื่องนี้ อ่านวันก่อนก็ได้ข้อคิดอีกแบบหนึ่ง มาอ่านคราวนี้ คงต้องบอกว่าจะไม่หันหลังกลับกับเป้าหมายของชีวิต เพราะสิ่งที่นำไปได้ ก็มีแต่กุศล กับอกุศล แต่ขอเลือกกุศลดีกว่าค่ะ

โดย หมออุ๊ [29 ก.ค. 2545 , 11:53:19 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )


  สลักธรรม 4

มาฟังคำขยายปริศนาธรรมค่ะ ....แต่ว่าพี่เณรคงจะไม่ว่าง..แล้วจะมาใหม่ค่ะ...ขอบคุณค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.ค. 2545 , 12:53:31 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 5

กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ

โดย ข้าวนอกนา [29 ก.ค. 2545 , 13:00:36 น.] ( IP = 202.6.107.20 : : )


  สลักธรรม 6

. มาแล้วครับจะรีบไปไหนๆกันจ๊ะ...

.ธาตุลักษณะที่ ๑ เรียกว่า ปฐวีธาตุ ธาตุดิน เพราะมีลักษณะแข้นแข็งกินเนื้อที่

ธาตุลักษณะที่ ๒ เรียกว่า อาโปธาตุ ธาตุน้ำ เพราะมีลักษณะเอิบอาบ เหลว ไหล ซึม หล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย

ธาตุลักษณะที่ ๓ เรียกว่า วาโยธาตุ ธาตุลม เพราะมีลักษณะ เคลื่อนไหว พัดขึ้นลงในที่ว่างของร่างกาย

ธาตุลักษณะที่ ๔ เรียกว่า เตโชธาตุ ธาตุไฟ เพราะมีลักษณะร้อนหรืออบอุ่น
........




เพราะเหตุที่ธาตุทั้ง ๔ มารวมตัวกันตามเหตุปัจจัยจึงถูกบัญญัติ

หรือสมมติขึ้นว่า สวยงาม น่าดู น่าชม น่าอภิรมย์รักใคร่ได้ชั่วระยะหนึ่ง

ต่อไปธาตุทั้ง ๔ แยกตัวเองสลายไปคนละทิศละทาง

คือ ส่วนที่เข้นแข็ง สลายไปเป็นธาตุดิน

ส่วนที่เอิบอาบเหลวไหล สลายไปเป็นธาตุน้ำ

ส่วนที่พัดเคลื่อนไหวในช่องว่างของร่างกายก็สลายไปเป็นธาตุลม

ส่วนที่ร้อนและอบอุ่น ก็สลายไปเป็นธาตุไฟ เหมือนสภาวะเดิมของมันทุกอย่าง
.


เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญาจริง จึงไม่ลุ่มหลงมัวเมาในร่างกาย หรือสังขารนี้

เมื่อไม่ลุ่มหลงมัวเมาในร่างกายนี้ก็ไม่มีความยึดถือมั่นด้วยอำนาจอุปทาน

เมื่อไม่มีความยึดถือมั่นด้วยอำนาจอุปทานย่อมไม่สร้างภพ ไม่สร้างชาติ

เมื่อไม่สร้างภพไม่สร้างชาติ ก็ย่อมไม่ต้องวนเวียนมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกต่อไปไงละ
.

เดี๋ยวมาต่ออีกกั้บผม

โดย พี่เณร [29 ก.ค. 2545 , 15:04:58 น.] ( IP = 203.170.146.11 : : )


  สลักธรรม 7

สี่คนหาม จึงเป็นเครื่องเตือนใจทุกคนได้เป็นอย่างดีว่า

แม้สี่คนจะหามเรา เราก็ต้องรู้จักรู้เท่าทัน รู้จักปล่อย รู้จักวาง อย่าหาบหามภาระหนักโดยไม่วาง ไม่ปล่อย

..เพราะปล่อย เพราะวาง ..จึงจะสุขสบายใจ
หายเหนื่อย

คำเฉลยปริศนาธรรมข้อที่ ๒ ท่านว่า สามคนแห่ สามคนนั้นคือ ไตรลักษณ์

แปลว่า ลักษณะ ๓ หมายถึง อำนาจในธรรมชาติที่ครองงำบังคับให้สังขาร ร่างกาย ชีวิต และทุกสิ่ง ทุกอย่างต้องมีอันเป็นไป

กล่าวคือ อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง ทุกขตา ความเป็นทุกข์ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ อนัตตตา ความมิใช่ตัวตนของเรา

ไม่มีใครและไม่มีอะไรในโลกนี้ และโลกอื่นๆ ที่เที่ยงแท้ถาวรไม่เปลี่ยนแปลงคุณภาพ ...

คือ สวยงาม ดี แข็ง อยู่เหมือนเดิมไม่ได้ ต้องแปรเปลี่ยนไปจากสวย กลายเป็นโทรม

จากดีเป็นด้อย จากแข็งแรงเป็นอ่อนแอ
จากของใช้เป็นประโยชน์ได้ เป็นของไร้ประโยชน์ใช้ไม่ได้

เพราะทุกอย่างตกอยู่ในอำนาจของ อนิจจตา ความไม่เที่ยง ทุกขตา

ความเป็นทุกข์ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ อนัตตตา ความมิใช่ตัวตนของเราจริงบังคับไม่ได้

เราทุกคนตกอยู่ในลักษณะ ๓ นี้ทั้งหมด

วันนี้มาเผาศพเขา

พรุ่งนี้เขามาเผาศพเรา

วันนี้สุขสันต์ วันหน้าเศร้าโศก

วันนี้ถึงคิวของเขา พรุ่งนี้ถึงคิวของเรา

จงจำไว้ว่า เกียรติชื่อเสียงเหมือนความฝัน

รูปโฉมโนมพรรณเหมือนดอกไม้

หมายความว่า ชีวิตดำรงอยู่ชั่วระยะไม่นาน ที่ได้สุขสันต์ ทุกวันนี้ก็เหมือนนิมิตฝันไปเท่านั้น

จะสุขสันต์มั่นคงเป็นไม่มีแน่

ความสวยหล่อของรูปร่างหน้าตาก็เหมือนบุปผาชาติงดงามด้วยดอกบาน

ดอกบานแล้วก็มีแต่จะเหี่ยวเฉาร่างโรย หลุดพ้นจากขั้ว ตกลงเกลือกกลั้วแผ่นดิน สิ้นความหมายในที่สุด

เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญาจึงควรจะหยุดความยึดถือมั่น หยุดหลงเพลิดเพลินในสิ่งที่ไม่มีสาระจริงเสียบ้าง

อย่าให้ตัณหาอุปาทานมีอำนาจบังคับให้ประพฤติผิดเสียหายทำลายคุณธรรม ทำลายวงศ์ตระกูล ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์





โดย พี่เณร [29 ก.ค. 2545 , 20:23:46 น.] ( IP = 203.146.127.62 : : )


  สลักธรรม 8

คำเฉลยปริศนาธรรมข้อที่ ๓ หนึ่งคนนั่งแคร่ ซึ่งหมายถึง จิต นั่นเอง

จิต นั่งแคร่ คือ อัตภาพ สังขาร ร่างกาย เพราะเป็นสิ่งที่มีอำนาจเหนืออัตภาพ

ธรรมชาติที่รู้เรียกว่า จิต จิตนี้อาศัยอัตภาพร่างกายอยู่ เพราะจิตเป็นนามธรรม ไม่กินเนื้อที่

เข้าไปอยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ทุกส่วน ถ้าจิตไม่เข้าไปสอดแทรกในหน้าที่ต่างๆ ของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่จะต้องมองรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ ก็จะเป็นผลร้ายคือ

มองรูปไม่เห็น ฟังเสียงไม่ได้ยิน ดมกลิ่น ไม่รู้หอมเหม็น ลิ้นรสไม่รู้รสชาติ ถูกต้องอะไรก็เฉยๆ เหมือนศพที่ถูกมนุษย์มีชีวิตจับต้อง

แม้ว่าจิตจะเป็นผู้อาศัยร่างกายอยู่ แต่จิตก็อาศัยอยู่ในฐานะผู้เป็นเจ้านายของร่างกาย

ร่างกายอยู่ในฐานะทาส หรือบ่าวไพร่คอยรับใช้ของจิต

ถ้าจิตขาดการฝึกอบรมให้เหมาะสมก็จะกลายเป็นเจ้านายที่โง่เขลา มิจฉาทิฐิ

เมื่อจิตเป็นมิจฉาทิฐิ คือเห็นผิดเสียแล้ว ก็จะทำให้เกิดผลร้ายมากมาย เป็นต้นว่า ทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว เมื่อทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว ก็ต้องรับผลในทางเลวทราม ต่ำช้า


ทำให้ตนเองและสังคมวุ่นวาย ประเทศชาติ ศาสนาก็เสื่อมเสีย ทั้งนี้เพราะจิตได้กลายเป็นศัตรูร้ายที่น่ากลัวยิ่งกว่าศัตรูภายนอกกายหลายร้อย หลายพันเท่า ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า...

จิตที่ตั้งไว้ผิด พึงทำคนให้เสียหายยิ่งกว่า โจรกับโจร หรือศัตรูกับศัตรู พึงก่อความพินาศให้แก่กันเสียอีก (ขุ.ธ. ๒๕/๒๐)


ตามพระพุทธภาษิตนี้ คนมิจฉาทิฐิเห็นผิด เป็นคนที่มีจิตใจเป็นศัตรูร้าย คอยทำลายตัวเองให้สูญเสียคุณภาพ สูญเสียคุณธรรม สูญเสีย ความสุขสงบที่มีคุณค่ามาก และต้องได้รับผลทางเลวร้ายต่อไปอีกหลายชาติ

คนมิจฉาทิฐิเป็นคนโง่ คนพาล คนร้าย

ในชาตินี้กลายเป็นคนหลง คิดผิดๆ โดยไม่มีเหตุผล

เท่ากันเป็นผู้สร้างไฟมาสุมอยู่ในอก

ยกนรกมาฝังในใจ คนมิจฉาทิฐิแม้มีฐานะร่ำรวย

ตำแหน่งสูงส่งและผิวพรรณสุดสวย ก็ไม่สามารถช่วยให้เขามีสุขใจได้

เพราะบุคคลเช่นนี้มีแต่จะคิดทำพูดชั่วร่ำไป ทำให้ไม่รู้จักพอ ใจโหยหิวละโมบมากอยากใหญ่ยิ่ง ไม่เลือกทางและสร้างความกลัวไว้ให้หัวใจหวั่นไหวระแวงภัย โดยไร้เหตุผลไม่ว่างเว้น

เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญาจึงจำต้องขวนขวายฝึกอบรมจิตให้เป็นสัมมาทิฐิ เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม และมีคุณธรรมสำหรับคุ้มครองบำรุงจิต



โดย พี่เณร [29 ก.ค. 2545 , 20:31:58 น.] ( IP = 203.146.127.62 : : )


  สลักธรรม 9

คำเฉลยปริศนาธรรมข้อที่ ๔ "สองคนพาไป"
หมายถึง กรรม ๒ ประเภท ได้แก่

กรรมดีอันเป็นกุศลหรือบุญ ๑
กรรมชั่วอันเป็นอกุศล หรือบาป ๑

กรรม ๒ ประเภทนี้ เรียกว่า สองคนพาไป เพราะบุคคลเกิดมาแล้วถึงจะมั่งมีศรีสุข
มีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล เขาก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย

สิ่งที่จะเอาไปได้ตอนตาย ก็คือบุญกับบาป เมื่อเราทำบาปบุญไว้ บาปบุญติดอยู่ที่จิต ไม่ใช่ติดอยู่ที่กายหยาบๆ

ถึงกายจะสลาย บาปบุญก็ไม่สูญสลายตามร่างกาย บาปย่อมนำสัตว์และคนผู้ทำให้ไปสู่อบายทุคตินรก

ส่วนบุญก็ย่อมนำสัตว์และคนผู้ทำให้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ นักกวีผู้หนึ่งได้เขียนคำกลอนไว้ว่า

ยศและลาภ หาบไป ไม่ได้แน่
เว้นเสียแต่ ต้นทุน บุญกุศล
ต้องละทิ้ง สิ่งที่หวง ให้ปวงชน
แม้ร่างตน เขายังเอา ไปเผาไฟ
ตอนเกิดมา เจ้ามี มือเปล่าเปล่า
เจ้าจะเอา แต่สุข สนุกไฉน
มามือเปล่า เจ้าจะ เอาอะไร
เจ้าก็ไป มือเปล่า เหมือนเจ้ามา

พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนว่า

คนบางพวกเข้าสู่ครรภ์เป็นมนุษย์ ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมเข้าถึงนรก

คนทำกรรมดีย่อมไปสู่สวรรค์ ส่วนท่านผู้หมดอาสวะ ย่อมปรินิพพาน (ขุ.ธ.๒๕/๓๑)

จากพระพุทธภาษตินี้ ผู้ที่เชื่อพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีปัญหา เพราะได้เตรียมทำความดี

มีทาน ศีล ภาวนา ไว้มากเพียงพอ ย่อมทำให้อุ่นใจได้ว่า คติในชาติหน้ามีแต่สูงส่ง

แต่อย่าเสี่ยงทำบาปอกุศลในระหว่างที่ยังมีชีวิตนี้ก็แล้วกัน เพราะความชั่วแม้แต่เพียงเล็กน้อย
ก็สามารถทำให้คนตกสวรรค์ได้

ตัวอย่างเคยมีมาแล้วเช่น พระนางมัลลิกา ทรงบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนามาเป็นนิตย์ กิจกรรมการบุญการกุศล ได้ทำเป็นประจำ

แต่ก็ยังพลัดพลั้ง เพราะถูกอกุศลจิตครอบงำเผลอทำชั่ว ละเมิดศีล ๕ ครั้นใกล้จะสิ้นพระชนม์

มีพระทัยกังวลถึงความชั่วนั้น พระทัยจึงเศร้าหมองไป ครั้นสิ้นพระชนม์ ก็ต้องถึงทุคติคือ ตกนรก ๗ วัน ทั้งนี้เป็นไปตามเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า

จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา

เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้ (ม.มู. ๑๒/๖๔)

โดย พี่เณร [29 ก.ค. 2545 , 20:38:08 น.] ( IP = 203.146.127.62 : : )


  สลักธรรม 10

กราบขอบพระคุณค่ะ ที่ได้ขยายความ ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ในปริศนาธรรมแห่งชีวิต

ถ้าได้นำไปใช้ ระลึกบ่อยๆ ก็จะช่วยให้คลายจากความยึดถือมั่นด้วยอำนาจอุปทานในชีวิตได้ เพราะมีแต่ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และ ความมิใช่ตัวตน บังคับไม่ได้

แล้วรีบเร่งสร้างแต่กรรมดี ที่จะติดตามเราไปในภพชาติหน้า




โดย เซิ่น [29 ก.ค. 2545 , 23:23:34 น.] ( IP = 203.146.130.43 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org