| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หลายชีวิต..จิตมนุษย์
สลักธรรม 21สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟ
วันนี้วันสุดท้ายในปลายสัปดาห์ ที่คนทำงานจะได้มีวันพรุ่งนี้เป็นวันหยุดอีกแล้วนะคะ เวลาช่างรวดเร็วเหลือเกิน และเดือนนี้ สิงหาคม ก็กำลังจะใกล้หมดลงแล้วด้วย อีก ๔ เดือนเท่านั้นก็จะขึ้นปีใหม่อีกแล้ว
เมื่อถึงวันศุกร์ ก็จะตามมาด้วยวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ ผู้คนก็หยุดพัก พักจากหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ ไปทำอีกทีก็วันจันทร์ แต่ความดีไม่มีวันหยุด และเราก็หยุดไม่ได้ด้วยนะคะน้องกิ้ฟ ยังคงต้องเดินหน้า สวดมนต์ ไหว้พระ รักษาศีล หางานที่เป็นมงคลทำ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เก้าอี้ดนตรีตัวเดียวนี้ จะถูกอกุศลมานั่งที่แทนเสีย
วันเดือนปีล่วงไปเป็นธรรมดาจริงๆนะคะ แต่ชีวิตคนเรานี่เองไม่ธรรมดา จะปีเก่า ปีใหม่ หรือปีไหนๆ ชีวิตของเรานี้ก็มีเรื่องราวมากมายมากระทบใจตลอดเวลา บางเรื่องก็ดีใจ บางเรื่องก็เสียใจ และเราเองคนเดียวอีกนั่นละต้องรับอารมณ์นั้นๆไปตามลำพัง
ที่พี่ดอกแก้วว่าไม่ธรรมดาก็เพราะ กรรมนั่นเอง ช่างมีอำนาจยิ่งใหญ่เสมอ โดยเฉพาะอดีตกรรม แต่มาวันนี้ถ้าเรายอมรับในเรื่องกรรมที่ตนทำมาเองได้ ก็เบาใจได้มากเลยนะคะ จะเหลือแต่ปัจจุบันกรรมเท่านั้นที่เราจะต้องเลือกทำอย่างรอบคอบที่สุดเลย
มานึกถึงเจตนาและความเมตตาของหลวงพ่อเสือท่านแล้ว ยิ่งใหญ่มากเลยนะคะที่ท่านเพียรสอนอบรมบ่มเพาะชีวิตลูกศิษย์มาเป็นเวลานาน เพียงเพื่อเดินเป็น และเดินไปในหนทางที่ควร อีกทั้งดูแลใจของแต่ละคนมาอย่างมากมาย
![]()
ท่านเพียรพยายามบรรจุเสบียงใจไว้ให้แก่ทุกคน ให้ร่มไว้ด้วยเพื่อใช้กางในยามร้อนและมีฝนพายุ ให้คำพูดที่แสนอบอุ่นแทนเสื้อกันหนาวเวลาต้องผจญวิบากกรรมตามลำพัง ท่านพูดเสมอว่า "พ่อจะคอยดูแลลูกของพ่อเสมอ เงาของลูกคือพ่อที่คอยเดินใกล้ๆตามคุ้มครอง ในที่ร่มไม่มีเงาได้แต่หัวใจที่เต้นอยู่นั้น เสมือนพ่ออยู่กับลูกตลอดเวลา" น้ำคำที่มากไปด้วยน้ำใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตากรุณาของหลวงพ่อท่าน มีคุณค่าต่อเราๆมากเลยนะคะน้องกิ้ฟ
ยิ่งคำว่า " รักพ่อ ศรัทธาพ่อ เดินตามพ่อมาซิ" จะมีสักกี่คนนะคะที่เดินตามรอยเท้าพ่อได้อย่างเสมอมา เช่นมีขันติให้ได้เหมือนท่าน แค่นี้ก็ทำลำบากมากจริงๆ แต่พี่ดอกแก้วก็จะไม่ย้อท้อนะคะ จะพยายามฝึกใจตนให้ทนทานต่อวิบาก จะมีความอดกลั่นอดทนต่อสิ่งที่มากระทบให้มากขึ้นๆ เพื่ออย่างน้อย รอยเท้าของหลวงพ่อท่าน ไม่ห่างไปไกลจนตามไม่ทัน
ขอให้น้องกิ้ฟทำงานวันสุดท้ายในสัปดาห์ได้ตามเป้าหมายนะคะ และขอให้เดินทางกลับมาที่บ้านของพ่อ คืออภิธรรมมูลนิธิได้โดยปลอดภัยค่ะ และที่น้องกิ้ฟบอกว่าต้องอาศัยร่มหลายคันเลยและต่างสีสรรกัน พี่ดอกแก้วนำมาฝากด้วยนะคะน้องกิ้ฟ หยิบใช้ได้เลย อิอิ.
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [27 ส.ค. 2553 , 11:15:31 น.] ( IP = 58.9.67.206 : : )
สลักธรรม 22สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว และพี่กิ๊ฟ
ต้องขอบอกว่า ข้อคิดจากธรรมะที่พี่ดอกแก้วและพี่กิ๊ฟได้สนทนากัน ล้วนเป็นประโยชน์อย่างมาก ขณะที่อ่านแล้วคิดตามไปด้วย เกิดความซาบซึ้งใจในธรรม ถ้าทุกคนสามารถสร้างโอกาสให้ชีวิตมีร่มธรรม อันเป็นวัคซีนที่ใช้ป้องกันกิเลสได้ ความวุ่นวายต่างๆคงน้อยลงนะคะ
ขออนุโมทนาค่ะโดย ฝน [27 ส.ค. 2553 , 14:40:08 น.] ( IP = 202.28.12.94 : : )
สลักธรรม 23
สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้วและน้องฝน
ขอบพระคุณค่ะพี่ดอกแก้ว น้องกิ๊ฟกลับมาถึงบ้านด้วยความปลอดภัย ภารกิจทั้งหลายก็ลุล่วงไปด้วยดีค่ะ
ร่มหลากสีของพี่ดอกแก้วช่างกระจ่างตาจังเลยนะคะ ช่วงเวลาของการสนทนาแลกเปลี่ยนทัศนะกันนี้ เป็นความสุขที่สงบร่มเย็นใจจริงๆ เหมือนได้นั่งคุยกันในที่ร่มและมีอากาศที่สบายไร้ฝุ่นผงและควันพิษ ความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นได้ก็คงเป็นเพราะเราได้อยู่กับกุศลกันจริงๆนะคะและกิเลสได้ถูกประหานไปชั่วคราวด้วยการสนทนาธรรม
ซึ่งน่าสนใจมากและก็เห็นภาพเลยค่ะกับเก้าอี้ดนตรีที่มีเจ้าของเก้าอี้ได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ..หากโฟกัสภาพของเก้าอี้ดนตรีได้ถนัดตาว่าเก้าอี้ไม่เคยว่างจากผู้นั่ง ก็จะกระจ่างใจได้ว่า เราควรจะเปิดโอกาสให้ใครมาเป็นผู้นั่งเก้าอี้คือใจของเรานี้ แต่บ่อยครั้งที่เราปล่อยปละละเลยให้เก้าอี้ถูกยึดครองด้วยอกุศลในขณะที่เวลาในชีวิตของเรานับถอยหลังลงไปเรื่อยๆ และอนุญาตให้ความดีมีวันหยุดได้บ่อยๆ
แล้วก็ทำให้นึกถึงเรื่องการฝึกม้าที่หลวงพ่อท่านเคยสอน ..เอาม้าตัวเก่งไปเก็บไว้ในคอกเฉยๆ แล้วก็เอาม้าตัวไม่เก่งออกมาวิ่งบ่อยๆ ม้าตัวที่เคยไม่เก่งก็จะเก่งขึ้นและมีโอกาสชนะในการแข่งขันได้ ... ซึ่งถ้าหากเราฝึกใจอย่างไม่ท้อถอยสักวันหนึ่งเราคงชนะอุปสรรคได้ราบคาบและวิบากทั้งหลายก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปนะคะ
หลวงพ่อเสือท่านเมตตาลูกๆ มากเลยนะคะเพราะท่านมอบกำลังใจให้อย่างเต็มที่และเพียรพยายามอย่างอดทนที่จะฝึกให้เราคุ้นเคยกับการทำกุศลต่างๆ แล้วก็ให้การบ้านเพื่อให้มีความสม่ำเสมอการฝึกฝน และความอดทนอดกลั้นที่หลวงพ่อท่านมีนั้นทำให้ชีวิตของผู้อยู่ใกล้ไม่ร้อนรุ่ม และเกิดศรัทธามากในความสงบงามแห่งบุคลิกลักษณะ ...เป็นอีกหนึ่งภาพที่ประทับใจเป็นเหมือนนิมิตได้อย่างดีเลยค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2553 , 21:17:40 น.] ( IP = 61.90.64.196 : : )
สลักธรรม 24สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟ และน้องฝนด้วยนะคะ
จริงอย่างที่น้องกิ้ฟรู้สึกเลย การได้สนทนาธรรมกันนั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูด หรือการอ่านและเขียนโต้ตอบกันนี้ ล้วนนำมาซึ่งความร่มเย็นแก่จิตใจ เพราะขณะนั้นความฟุ้งซ่านลำคาญใจก็ไม่ได้เกิดขึ้นเลย ทั้งยังมีการรับความรู้สึกที่ดีและตั้งใจที่จะถ่ายทอดธรรมที่ตนเองเคยได้ยินได้ฟังออกมาเป็นตัวหนังสือ เรียกได้ว่ามีฉันทะในธรรมนั่นเอง
ทำให้คิดถึงกลไกของชีวิตในเรื่องวิถีจิตได้อย่างชัดเจน ที่ทุกอย่างคืออารมณ์ภายนอกอย่างใดอย่างหนึ่งมากระทบจิตที่อดีตภวังค์ และต่อๆไปจนถึง โวฏฐัพพนะ และเกิดชวนะจิตขึ้นตามมา และเราก็รู้ๆว่าวิถีจิตของปุถุชนทั้งหลายจะมาด้วย อกุศลชวนะนั่นเอง จะเป็นโลภชวนะ หรือโทสชวนะ ก็ตามล้วนเกิดขึ้นภายหลังการตัดสินอารมณ์นั้นๆไป
แต่การที่ได้มาอ่านเรื่องราวที่คุยแลกเปลี่ยนกันอยู่นี้ รูปารมณ์ที่วิ่งเข้ามาสู่จิต จนมาถึงชวนะนั้นๆล้วนเป็นสิ่งดีงามทั้งสิ้น (กุศลชวนะ) เป็นเป็นความดีที่ไม่ก่อกิเลสให้กำเริบได้ แต่กลับเป็นการบั่นทอนความคิดผิดออกไป และเพิ่มเติมศรัทธาในทางที่ควรดำเนินมากขึ้น
การที่เรากล่าวถึงหลวงพ่อท่านก็ดี หรือนำความจำในคำสั่งสอนที่ท่านพร่ำเตือนมากล่าวให้กันระลึกไปนั้น ล้วนเสริมสร้างปิติในธรรมที่เคยมีมาให้มีเกิดขึ้นอีกนะคะน้องกิ้ฟ ตรงนี้ไงค่ะสามารถจัดได้เลยว่าเป็นมงคลของชีวิต..เอตัมมังคะละมุตตะมัง ทีเดียวนะคะ
ซึ่งในการโต้ตอบนี้อีกนั่นละคะ เราต้องมีความประณีตในการใช้ภาษา และการใส่สีต่างๆเน้นคำ ล้วนเป็นสิ่งที่ดีงามทั้งสิ้น ไม่เหมือนกับการพูดคุยกัน ตรงนั้นวจีทุจริตเกิดขึ้นได้ง่ายๆเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเพ้อเจ้อ ส่อเสียด คำเหล่านั้นหลุดออกมาได้เป็นแถว โดยเฉพาะกับคนสนิทชิดเชื้อ ด้วยเพราะขาดความเกรงใจ การชั่งใจไว้ให้ดีนั่นเอง
เนื้อหาตั้งแต่สลักธรรมที่ ๑ มาจนถึงสลักธรรมนี้ ที่ ๒๔ เราทั้งสองต่างไม่ตกอยู่ในความประมาทเพราะต่างคิด พิจรณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วจึงถ่ายทอดออกมาไงค่ะ นี้ก็เป็นหลักที่หลวงพ่อเสือท่านสอนแก่ลูกศิษย์เสมอมาอีกข้อหนึ่ง เหมือนจับมือกันจูงกันไปด้วยความรักแห่งเมตตาเลยนะคะ
![]()
พี่ดอกแก้วต้องขอขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากเลยนะคะที่เข้ามาตอบ มาแต่งเติมให้การงานที่ควรเกิดขึ้นในชีวิตของพี่นะคะ ขอให้ธรรมนั้นคุ้มครองน้องกิ้ฟให้เจริญยิ่งขึ้นในธรรมนะคะโดย พี่ดอกแก้ว [28 ส.ค. 2553 , 19:10:10 น.] ( IP = 58.11.36.9 : : )
สลักธรรม 25
สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว
กราบขอบพระคุณค่ะในคำให้พรของพี่ดอกแก้ว ..นับเป็นการรับอารมณ์ที่ดีมากก่อนที่จะเข้านอน
ใช่เลยค่ะ การพูดคุยกับคนที่เราสนิทสนมนั้นก่อให้เกิดความพลาดพลั้งทำวจีทุจริตได้ง่ายๆ และภาษาที่ใช้ก็ขาดความสำรวม การมาพูดคุยกันในที่นี้จึงเสมือนเป็นการฝึกจิตให้มีความประณีต มีการสร้างสรรค์และกลั่นกรองความคิดได้อย่างเป็นระบบและถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาที่เรียงร้อยอยู่ในเรื่องกุศล ซึ่งเป็นช่วงเวลาพิเศษที่มาเว้นวรรควิถีจิตที่มีชวนะประเภทอกุศลให้ห่างออกไปได้บ้าง
และก็เป็นเหมือนการสร้างความคล่องคุ้นให้ชำนาญอยู่ในบทธรรมและคำสอนที่มีค่าที่เคยได้รับมาในอดีตจากหลวงพ่อเสือท่าน ซึ่งเป็นทั้งการตรวจตราความประพฤติตนและขจัดความสับสนในระบบความคิดออกไปได้อีกด้วย ทำให้ชีวิตมีมงคลเกิดขึ้นหลายประการอย่างที่พี่ดอกแก้วกล่าวเลยค่ะ
ชีวิตของคนเรานั้นหลายครั้งที่มีโอกาสรับอารมณ์ที่ดีแต่พิจารณาได้ไม่ดีก็เลยทำให้เกิดจิตไม่ดีอย่างมากมาย แต่ในการเข้ามาอ่านและเขียน ณ ที่ตรงนี้มีอารมณ์ที่ดีและการพิจารณาที่ดีเกิดขึ้นมาโดยตลอดทำให้วิถีจิตกุศลเกิดขึ้นมากมายมหาศาล และก็เป็นเสมือนสถานที่ที่ทำให้รู้สึกว่าอยู่ไม่ไกลจากพระพุทธองค์และหลวงพ่อเสือ
ซึ่งปกตินั้นก็รู้สึกอยู่เสมอว่า เมื่อใดที่ทำตามคำที่หลวงพ่อสอนเมื่อนั้นแหละก็เหมือนกับมีหลวงพ่อมาอยู่ใกล้ๆ เมื่อใดที่ปฏิบัติตามธรรมเมื่อนั้นแหละก็จะรู้สึกปลอดภัยที่กำลังดำเนินรอยตามพระบรมศาสดาแล้วก็เป็นการสร้างหลักประกันว่าน่าจะไม่เป็นผู้ห่างไกลรัศมีพระธรรมในอนาคตชาติ ...เส้นทางชีวิตทุกวันนี้จึงดูอบอุ่นแม้จะต่างคนต่างเดินไปตามลำพังก็ตาม
รู้สึกดีใจค่ะที่ได้ร่วมสร้างประโยชน์กับพี่ดอกแก้วไว้ในที่นี้ และก็รู้สึกว่าได้ทำสิ่งที่มีค่าเมื่อได้ทราบว่าผู้ที่เข้ามาอ่านได้รับประโยชน์อยู่บ้าง ..รวมความแล้วก็รู้สึกดีที่มีชีวิตอยู่ในถิ่นที่เป็นมงคลและได้สร้างมงคลชีวิตให้เกิดขึ้น
กราบขอบพระคุณอีกครั้งนะคะกับถ้อยคำดีๆ ของพี่ดอกแก้ว ..ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ส.ค. 2553 , 23:17:06 น.] ( IP = 61.90.101.230 : : )
สลักธรรม 26กว่าจะมาได้อ่านข้อความที่น้องกิ้ฟตอบไว้ ก็ผ่านไปหลายชั่วโมงเอาจริงๆ เกือบ ๒๔ ชั่วโมงเลยนะคะกว่าจะมานั่งกดตอบนี้ ด้วยเพราะงานของชีวิตมีมากมาย และการงานที่ต้องรับผิดชอบในช่วงวันก็จำเป็นยิ่ง
แต่ถึงกระนั้นพอได้มาอ่านก็รู้สึกได้ถึงโลกที่สงบ ปราศจากคนหมู่มาก ซึ่งทำให้จิตไม่กวัดแกว่งไปกับเรื่องราวที่ผ่านเข้าออกทางตา ทางหู ทางใจ จะมีก็แต่ความรู้สึกตามไปในเนื้อหาที่กำลังจดจ่อนั่นเอง และล้วนแต่เป็นการ สอนใจ ฝึกจิต ผลิตปัญญา ให้เกิดขึ้นกับตน
เราต่างก็ได้นำคำสอนของหลวงพ่อที่จำมาได้ในอดีต มากล่าวให้กันนี้เท่ากับเป็น การสอนใจ ตนเองอีก และตั้งแต่ได้สนทนากันต่างก็มีวิธีการรับมือกับวิบาก ( ฝนตก แดดร้อน และฝุ่นละออง) ที่ได้ยกขึ้นมาอุปมากันตั้งแต่ต้นนั้นก็จัดเป็น การฝึกจิต ตนเองให้ชำนาญในการหาวิธีอย่างแยบคาย และในวิธีนั้นๆก็ต้องประกอบไปด้วยปัญญาด้วย นับ ผลิตปัญญา ครบถ้วนเลยนะคะน้องกิ้ฟ
เช่นเดียวกันค่ะพี่ดอกแก้วก็รู้สึกดีใจมากๆ ที่ช่วงวันเวลานั้นไม่ได้ผ่านไปอย่างไร้สาระ และไม่มีชีวิตเพื่อเพียงปะทะแค่วิบากอย่างเดียว แต่ได้ทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นในชีวิตได้บ้างนั่นเอง ดูไปแล้วเห็นค่าของชีวิตจริงๆก็ตรงสามารถเลือกทำในสิ่งที่ดีมีกุศลหลอมใจนะค่ะน้องกิ้ฟ
และขอเป็นหนึ่งเสียงที่ยืนยันกับน้องกิ้ฟว่า ชีวิตที่หมั่นกระทำความเพียรในการนำธรรมะมาใช้ หรือเพาะบ่มจิตใจด้วยคำสอนของหลวงพ่อท่าน แน่นอนจริงเลยค่ะว่าเราจะไม่ไกลจากรัศมีพระธรรมและเดินไปในเส้นทางที่จะพบหลวงพ่อท่านไม่ยากเลยค่ะ.โดย พี่ดอกแก้ว [29 ส.ค. 2553 , 19:21:59 น.] ( IP = 58.9.98.38 : : )
สลักธรรม 27
สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว
กราบขอบพระคุณในเสียงยืนยันของพี่ดอกแก้วค่ะ ...สาธุ เมื่อวานมีอาการระคายเคืองตานิดหน่อยค่ะก็เลยไม่ได้เข้ามาอ่านความเห็นของพี่ดอกแก้ว อิอิ..อยู่ดีๆ ก็มีอกุศลวิบากมาเป็นอุปสรรคซะงั้น เลยต้องแก้ไขทุกข์..โรคภัยที่มาเบียดเบียนให้ทุเลาเสียก่อน และเช้านี้ก็อาการดีขึ้นมากแล้วค่ะ ไม่ต้องให้ใครมาแลบลิ้นใส่เพราะกลัวเป็นตาแดง
"การสอนใจ ฝึกจิต ผลิตปัญญา" ที่พี่ดอกแก้วขยายความในคราวนี้ทำให้เห็นชัดเลยนะคะว่า เราสามารถสร้างกำไรให้เกิดขึ้นกับชีวิตได้เสมอในการรับอารมณ์ต่างๆ ถ้าเราใช้คำสอนนี้เป็น ซึ่งชีวิตของเรามักจะขาดทุนเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น เพราะช่วงเวลาที่อยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก ดูจะเป็นช่วงเวลาแห่งความอันตรายได้ทุกนาทีเลยนะคะ เพราะสิ่งที่เราพบทำให้เราก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ เพื่อก่อกรรม โอกาสที่เราจะได้หยุดเพื่อพิจารณาตนและนำพระธรรมคำสอนหรือคำสอนหลวงพ่อมาใช้นั้นก็น้อยมากเสียเหลือเกิน เพราะเรามักฉับไวในปฏิกิริยาตอบโต้ไปตามแบบฉบับของตนๆ
ซึ่งแตกต่างจากการได้นั่งฟังคำสอนในห้องบรรยายธรรมหรือได้นั่งอ่านข้อความต่างๆ ที่ปรากฏในลานธรรมนี้ เพราะในการฟังหรือการอ่านนั้นเป็นไปด้วยความสงบ และแม้จะมีการขบคิดเกิดขึ้นตามเนื้อหา ก็เป็นการขบคิดเพื่อพิจารณาข้อดีข้อเสียของตน ซึ่งความเข้าใจที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความสงบนี้ทำให้เกิดความกระจ่างชัดในปัญหาและวิธีการแก้ไข
อย่างในคราวก่อนที่เคยบอกพี่ดอกแก้วว่า ตัวเองนั้นใช้คาถาสำคัญของหลวงพ่อเสืออยู่คาถาหนึ่งในการดำเนินชีวิตแต่ละวันคือ "เดินหน้า ไม่ว่าของเก่า ไม่เล่าอดีต" ซึ่งเป็นคาถาละลายเรื่องราวและความทรงจำอันเลวร้ายได้อย่างฉมังไม่ย้ำคิดย้ำทำ ทำให้อปราปรเจตนาในเรื่องอกุศลต่างๆ ลดลงได้เป็นจำนวนมาก และคิดว่าน่าจะช่วยลดความเสี่ยงของเรื่องอกุศลที่จะมาปราฏในมรณาสันนกาลอีกด้วยค่ะ
และก็ต้องขอสารภาพอีกค่ะว่ายังใช้อีกคำสอนหนึ่งที่เป็นเงาควบคู่กับคาถานี้เพื่อสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับชีวิตได้ง่ายและรวดเร็ว นั่นก็คือ "คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป" คำสอนนี้เป็นคาถาที่สร้างพลังแห่งการเริ่มต้นก้าวครั้งใหม่ด้วยความสดชื่น ไม่ถอยท้อห่อเหี่ยวไปกับเรื่องราวที่ผ่านๆ มา ทั้งยังสกัดกั้นการก่อเวรระหว่างกันและกันอีกด้วยค่ะ เพราะสร้างความสำรวมในทวารต่างๆ สร้างความสันโดษให้แก่ชีวิตที่ต้องคลุกคลีกับหมู่คณะได้โดยไม่ต้องไปประกาศป่าวร้องกับใคร
วันแวลาที่ผ่านไปควบคู่ไปกับประสบการณ์ที่มากขึ้น ทำให้รู้สึกตัวเลยว่า พบคุณค่าในคำสอนของหลวงพ่อเสือมากขึ้นกว่าเดิม มองเห็นแง่มุมที่ลึกซึ้งขึ้น ยิ่งเมื่อพี่ดอกแก้วนำมาเสริมไว้ในความคิดเห็นแต่ละคราวก็ยิ่งรู้วิธีที่จะนำไปใช้ได้มากขึ้นไปอีกค่ะ
ตอนนี้ฝนใกล้จะตกอีกแล้ว ยังไม่ทราบว่าจะต้องใช้ร่มหรือเปล่า เพราะยังอยู่ในตัวอาคาร แต่ก็เตรียมร่มไว้แล้วค่ะเผื่อต้องออกไปนอกตึก ..อิอิ ขอให้พี่ดอกแก้วมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีความสุขมากๆ นะคะ
โดย น้องกิ๊ฟ [30 ส.ค. 2553 , 11:18:49 น.] ( IP = 125.27.181.69 : : )
สลักธรรม 28สวัสดียามเย็นค่ะน้องกิ้ฟ
ตอนนี้ตะวันใกล้จะตกแล้ว บ่งบอกถึงเวลาที่ใกล้จะมืดนั่นเอง แต่ตะวันที่พี่ดอกแก้วกล่าวถึงนี้เป็นไปตามธรรมชาติ มีการขึ้นและการตกลงไปจากขอบฟ้า แต่แล้วพรุ่งนี้เช้าตะวันก็สามารถโผล่ขึ้นมาอีกได้
ซึ่งผิดกับแสงตะวันในดวงจิตของบางคน ที่แสงดับวูบลงเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจ หรือไม่ก็เกิดจากกรรมมาตัดรอนลงให้ต้องจากไปจากแสงธรรมที่กำลังสาดส่องได้อยู่ บางคนก็ดำเนินชีวิตอย่างประมาทขาดสติ ทำให้ก้าวพลาดจากทางที่ควรดำเนินก็มี เฮ้อ.. ตะวันชิงพลบ นั่นเองไงค่ะน้องกิ้ฟ
พี่ดอกแก้วนึกไปในเรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของพี่ และได้พิจรณาดูก็มั่นใจจริงๆนะคะว่า ไม่มีใครทำให้เราตกต่ำได้ หากเราไม่ยินยอม และที่สำคัญการอยู่ร่วมกับคนหมู่มากอันตรายจริงๆอย่างที่น้องกิ้ฟรู้สึกนะคะ เพราะแต่ละคนต่างพกเอามานะทิฏฐิมาด้วยกันทั้งนั้น มากบ้างน้อยบ้างในบางโอกาส แต่ดูจะยากนะคะที่จะน้อย จึงเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาที่แก้ไม่มีทางจบ ไม่ว่าจะในวงการใดๆ หรือองค์กรใดๆก็ตาม
ทำให้นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อท่านที่เตือนพวกเราเสมอมาว่า ความวุ่นวายจะไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่หยุดที่ตน ตรงนี้นี่เองที่ประจักษ์ชัดได้เลยนะคะน้องกิ้ฟ ถึง การชั่งพูด ชั่งเล่า แต่ขาดการชั่งใจ ว่าสิ่งนั้นๆจะก่อปัญหาตามมาไหม เพราะต่างชินคุ้นกับการใช้วาจาโดยขาดสติปัญญาตลอดมา หลวงพ่อท่านคงทราบถึงภัยอันน่ากลัวนี้ จึงได้พร่ำสอนให้ลูกๆระวังคำพูด
น้องกิ้ฟคงจำได้นะคะว่า ท่านสอนบ่อยมากเลยว่า พูดมาก ผิดมาก ไม่พูดเลยไม่ผิดเลย นั่นคือการสอนให้เราระวังคำพูดของตนเอง แต่เมื่อขาดการระวังไป แม้จะเป็นปัญหาขึ้นมาแล้วทำให้เรื่องกระพือไป ท่านก็ยังให้วิธีระงับยับยั้งปัญหานั้นๆไม่ให้ลามต่อด้วยคำที่ว่า "ความวุ่นวายจะไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่หยุดที่ตน " นั่นเอง.
ใช่ค่ะคำสอนของหลวงพ่อท่านมีค่าเจิดจรัสมากเลย ก็ตอนที่เราประสบเรื่องราวต่างๆทั้งดีและร้าย แต่ทว่าหากเราสามารถใช้สิ่งที่ท่านสอนไว้มาเป็นระบบป้องกันเสียก่อนปัญหาเกิด ชีวิตคงจะสงบสุขกว่านี้นะคะ
แต่พี่ดอกแก้วก็ยังหาทางเข้าข้างตนเพื่อปลูกกำลังใจให้สู้กับการก้าวเดินได้อย่างรอบคอบ และทำตนเองให้ดี เหมือนที่หลวงพ่อท่านเพียรสอนมาด้วยการนึกถึงคำอบอุ่นของท่านอีกคำหนึ่งนะคะว่า ไม่มีใครทำอะไรครั้งเดียวสำเร็จ แต่ขอให้อย่าหยุดทำต่อไป มีกำลังใจขึ้นไหมคะน้องกิ้ฟ ที่จะเดินหน้าต่อไปด้วยความศรัทธาในเส้นทางที่น้องกิ้ฟเลือกแล้วและพยายามอยู่
ขอเป็นกำลังใจให้น้องกิ้ฟเสมอนะคะ และพร้อมที่จะเดินกางร่มไปด้วยกัน เพื่อไปให้พ้นแสงแดดที่ร้อนแรง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับภัยภายนอก เพราะเรานั้นยังต้องพบคนหมู่มากอยู่ เราห้ามใครไม่ได้จริงๆแต่เราห้ามใจของเราเองได้แน่นอน เพียงแต่ตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างฝึกกำลังภายในอยู่ไงคะ.โดย พี่ดอกแก้ว [30 ส.ค. 2553 , 19:06:42 น.] ( IP = 58.9.71.33 : : )
สลักธรรม 29สวัสดีครับน้องๆ พี่เณรได้ติดตามอ่านการสนทนากันระหว่างพี่ดอกแก้ว กับ น้องกิ้ฟ มาตลอด เหมือนได้เข้ามาแวะในศาลาพักใจเลย วันนี้ก็ได้ย้อนกลับไปอ่านใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง บอกจริงๆว่าได้สาระประโยชน์ แง่คิดเพื่อเปลี่ยนทัศนะของตนเองได้อย่างมากเลยครับ
เพราะทั้งสองท่าน ได้นำธรรมะมาควบคุมใจ และชี้ให้เห็นว่าเวลามีอะไรมาปะทะกับชีวิต ควรจะคิดอย่างไรทำอย่างไรถึงจะปลอดภัยที่สุด มิหนำซ้ำยังมีการเตรียมพร้อมด้วยการวางใจให้คุ้นเคยกับความดี เพื่อวันนั้น..วันที่ชีวิตจะต้องจากไปจากภพนี้สู้ภพหน้า
" ธรรมะเท่านั้นเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง " แต่มีหลายคนเลยที่คิดว่า ธรรมะนั้นต้องเป็นภาษา เช่นภาษาบาลี หรือต้องมีองค์ธรรมเข้ามาประกอบจึงจะเป็นธรรมะ หรือไม่ก็เป็นเนื้อหาในพระไตรปิฏก
การมีความยึดเช่นนั้นนั่นเองจะมีผลน้อยกับชีวิต เพราะถ้าไม่เข้าใจในเหตุผลกลไกของ กรรมและวิบากให้ดีแล้ว เวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับชีวิต ก็ยากที่จะควบคุมความรู้สึกได้ และพลาดในการรับรู้ตรงนั้นว่าเป็นธรรมะชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นมาตามเหตุปัจจัย
พูดถึงเหตุปัจจัย ทำให้นึกได้ว่า ต่างไปนึกถึงเหตุ ๖ กันเป็นแถว แต่ลืมนึกถึงอดีตกรรม ซึ่งอดีตกรรมนี่แหละเกิดขึ้นมาจากเหตุ ๖ เลยทีเดียว เช่นเราได้รับวิบากดี เช่นได้ยินเสียงดีๆไพเราะ ก็เป็นผลจากอดีตกรรม เพราะอดีตอาจเคยสร้างระฆังถวายวัดมา ในการกระทำตรงนั้น ก็มีเหตุคือ อโลภะเหตุ อโทสะเหตุ ทำให้เกิดการทำทานตรงนั้น การมองย้อนแบบปฏิโลมลงไป ก็จะพบเหตุได้ ส่วนมากมาหยุดแค่ วัตถุทาน ไม่ได้นึกต่อไปในเหตุที่ทำให้เกิดทานนั้นๆ
แต่ก็หนีไม่พ้นคำว่า กรรมและวิบาก ซึ่งหลวงพ่อเสือท่านให้มีสติระลึกให้ได้ในกรรมและวิบากของตนเอง แถมยังให้วิธีคิดง่ายๆเพื่อคลายจากความยึดมั่นในอารมณ์อีกว่า ที่กระทบคือวิบาก แต่ที่กำลังกระทำ คือกรรม เพราะถ้าไม่มีสติระลึกรู้เช่นนี้แล้ว เนื้อเรื่องคือบัญญัติธรรมทั้งหลายก็โหมกระหน่ำใจเข้าจังๆไปเลย บางอารมณ์จึงเป็นความพอใจ (ยิ่ง) บางอารมณ์ก็ชื่นขมจัง จริงไหมครับ.
วันนี้เลยมาร่วมเสวนาธรรมด้วยครับ ไม่ใช่แค่มาอ่าน.โดย พี่เณร [31 ส.ค. 2553 , 09:14:32 น.] ( IP = 58.9.66.5 : : )
สลักธรรม 30
สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว สวัสดีค่ะพี่เณร
วันนี้และพรุ่งนี้เจ้านายใหญ่มากมาตรวจราชการ เลยพากัน"ปลูกผักชี"มาหลายวันแล้วเพื่อเตรียมไว้โรยหน้ารับแขก อิอิ .. แต่ก็ดีนะคะทำให้หลายคนกระตือรือร้นจัดระเบียบการทำงานของตนเองเสียใหม่โดยไม่ต้องรอให้ถูกตำหนิเสียก่อน เวลาที่ทุกคนอยู่ในระเบียบวินัยนี่ดูดีจังเลยนะคะ และสำหรับพุทธศาสนิกชนอย่างพวกเราหมู่คณะที่มีวินัยและดูดีที่สุดก็คงไม่พ้นไปจากพระสงฆ์ซึ่งดูสงบสำรวมเรียบร้อยสามารถสร้างศรัทธาให้กับผู้พบเห็นได้เป็นอย่างมาก ..นี่คงเป็นความงดงามภายนอกที่เกิดจากอานุภาพของศีลประการหนึ่งนะคะ
คนหมู่มากที่มีพื้นฐานของวินัยหรือศีลดีก็คงจะมีปัญหาน้อย ยิ่งถ้ามีสติปัญญามากในแต่ละคนด้วยแล้วก็คงยากที่จะเห็นความไม่งดงามของหมู่คณะ แต่ที่เราเห็นความวุ่นวายของการอยู่ร่วมกันกับคนหมู่มากก็คงเป็นเพราะแต่ละคนต่างไม่ควบคุมกิเลสไม่ให้มาเบียดเบียนผู้อื่นแล้วก็โทษกันไปมาจนวุ่นวายว่าคนนั้นคนนี้เป็นสาเหตุ
โดยเฉพาะในเรื่องของคำพูดอย่างที่พี่ดอกแก้วยกขึ้นมาเป็นประเด็นในหลายคราวว่าเป็นส่วนที่ก่อให้เกิดปัญหามากมาย แม้จะคิดดีพูดดีแต่หากไม่เหมาะกับผู้ฟังแล้วก็เกิดโทษได้ และถ้ายิ่งพูดไม่ดีด้วยแล้วไม่ว่าจะพูดกับใครก็เป็นโทษตลอดตั้งแต่เริ่มพูด ซึ่งในส่วนนี้ก็ได้พยายามฝึกจิตใจเสมอๆค่ะ เพื่อให้ยอมรับได้จริงๆ ว่า เราจะโทษใครไม่ได้เลยและเห็นว่าคนหมู่มากเป็นสาเหตุของอันตรายก็ไม่ได้ด้วย เพราะนั่นเป็นการเห็นว่าคนอื่นไม่ดีแต่ตนเองเป็นคนดี แต่ที่จริงนั้นเราเองนั่นแหละที่ยังมีกิเลสมากยังมีโคลนตม ความขุ่นจึงเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อถูกกระทบ
ซึ่งในเรื่องของเหตุผลนั้นก็แสดงอย่างชัดเจนว่า วิบากทั้งหลายเราเป็นผู้ทำมาเอง ..การโทษคนอื่นจึงเป็นเหมือนความโง่ด่านแรกที่จะฉุดให้ลงสู่ที่ต่ำ เมื่อได้รับวิบากแล้วก็ยังมีการตอบโต้ไปด้วยกิเลส...นั่นก็เป็นความโง่ด่านที่สองที่ทำให้ชีวิตถลำลึกไปในบาปมากขึ้น และเมื่อทำสิ่งต่างๆ ไปแล้วก็หวนกลับมาระลึกตรึกตรองย้ำคิดย้ำทำตัดใจไม่ได้..นั่นก็เป็นความโง่ด่านที่สามที่จะกักขังชีวิตให้อยู่กับความทุกข์อย่างยาวนานขึ้น
ยิ่งมาอ่าน "ตะวันชิงพลบ" ในความเห็นของพี่ดอกแก้วด้วยแล้ว ก็ยิ่งดูน่ากลัวกับการร่วงหล่นไปอย่างรวดเร็วของชีวิตที่คิดผิด "ตะวันชิงพลบ" จึงไม่ใช่ปรากฏการณ์ของเส้นทางชีวิตที่พลิกผันสู่ความตกต่ำเท่านั้นแต่ยังแสดงถึงความหนาแน่นของกิเลสที่อยู่ในใจเป็นอย่างมากด้วย เพราะการที่ตัดสินใจปิดสวิตซ์ความสว่างลงอย่างฉับพลันนั่นก็แสดงว่าภายในใจเกิดความมืดทึบขึ้นอย่างมหาศาลจนกลบแสงสว่างไปเสียจนหมด ซึ่งก็เข้ากันมากกับคำของพี่ดอกแก้วที่บอกว่า "ไม่มีใครทำให้เราตกต่ำได้ หากเราไม่ยินยอม" และทำให้เข้าใจยิ่งขึ้นว่าทำไมพี่ดอกแก้วจึงใช้ข้อความนี้เป็นข้อคิดประจำตัวบนเว็บไซด์
คำสอนของหลวงพ่อเสือนั้นไม่ว่าจะเป็นคำสอนใดก็ล้วนให้ทำที่ตน อย่างที่พี่ดอกแก้วยกขึ้นมาในคราวนี้ช่างสอดคล้องกันเลยค่ะกับการระมัดวังก่อนเกิดเหตุ คือ "พูดมาก ผิดมาก ไม่พูดเลยไม่ผิดเลย" และภายหลังจากเกิดเหตุแล้ว "ความวุ่นวายจะไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่หยุดที่ตน" อิอิ..พลอยให้นึกถึงโฆษณาที่มีเรื่องราวประเภท Before กับ After ทำให้รู้สึกว่าคำสอนของหลวงพ่อนั้นทันสมัยอยู่เสมอและควรนำมาใช้ให้มากๆ เพราะยังหนีไม่จากคนหมู่มากไม่ได้
และความเห็นของพี่เณรในคราวนี้เหมือนแยกแยะความเป็นกลุ่มก้อนออกเป็นส่วนๆ ให้ดูง่ายเลยนะคะ ชี้แจงคำที่มักเข้าใจแบบแคบๆ ให้เห็นถึงกลไกที่กว้างขวางขึ้นคือในคำว่า "เหตุ" กับอดีตกรรม และที่สำคัญและน่าสนใจมากๆ ก็คือตรงที่พี่เณรบอกว่า "พลาดในการรับรู้ตรงนั้นว่าเป็นธรรมะชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นมาตามเหตุปัจจัย" พออ่านตรงนี้แล้วเห็นภาพชัดเลยค่ะว่า ความเป็นตัวตนคนสัตว์ไม่มี ไม่ว่าจะเป็นในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตก็ตาม
เมื่อมาอ่านความเห็นของพี่เณรในตอนท้ายแล้วก็รู้สึกตลกขึ้นมาเลย ไม่ใช่เพราะเนื้อหามีความขบขันอะไรหรอกนะคะแต่เป็นเพราะนึกถึงคำของหลวงพ่อคำนี้อยู่พอดี คือ "ที่กระทบคือวิบาก แต่ที่กำลังกระทำคือกรรม น้องกิ๊ฟก็ใช้คำนี้มาบริกรรมย้ำเตือนตนบ่อยๆ เพื่อปลุกใจตนให้ชัดเจนไม่หวั่นไหวในเจตนาและป้องกันใจตนไม่ให้ไหลไปตามเรื่องที่มากระทบ ซึ่งก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้างแต่ก็พยายามทำให้ได้ต่อไป
อิอิ..ประเดี๋ยวจะต้องออกไปทำธุระข้างนอกแล้วค่ะ กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วและพี่เณรเป็นอย่างยิ่งเลยนะคะที่เข้ามาให้กำลังใจและให้ความรู้
โดย น้องกิ๊ฟ [31 ส.ค. 2553 , 13:12:02 น.] ( IP = 125.27.172.84 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |