มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หลายชีวิต..จิตมนุษย์






หลายชีวิต จิตมนุษย์


เป็นประโยคที่รวมความรู้สึกได้หลากรสจริงๆนะคะ และยังเป็นข้อความที่เป็นปริศนาในจิตใจของคนเราได้อย่างดี ที่สามารถเก็บมูลรากอนุสัย จริต ขันธสันดาน และถูกเชื่อต่อไว้ด้วยภพอย่างเหนียวแน่น..!

ใบโพธิ หรือ ต้นโพธิ

เป็นสัญลักษณ์ที่เราชาวพุทธทราบดีว่า..เสมือนแทนคำบอกว่ารู้แจ้งเห็นจริง รู้ได้ถึงอะไรดี - อะไรชั่ว อะไรควรทำ - อะไรไม่ควรทำนั่นเอง

หากในยามผิดหวังเศร้าใจในมนุษย์นั่นแล้ว ลองพิศภาพนี้ดูอาจช่วยให้คลายโทมนัสลงได้...ก็เพราะ



ภาพผู้ที่นั่งหน้าโพธิได้อย่างมั่นคง
คือพระผู้ละกิเลสได้นั่นเอง
หาใช่ปุถุชนคนธรรมดาไม่
นอกนั้นหลายชีวิต..จิตมนุษย์

โดย พี่ดอกแก้ว [20 ส.ค. 2553 , 09:20:27 น.] ( IP = 58.9.209.246 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ][ 2 ][ 3 ] [ 4 ] [ 5 ][ 6 ][ 7 ][ 8 ]


  สลักธรรม 31

สวัสดีค่ะพี่เณร และน้องกิ้ฟ

อ่านเรื่องการอยู่ในระเบียบวินัยที่น้องกิ้ฟเล่ามาแล้ว เห็นด้วยค่ะ ว่าถ้าเราต่างรักษากฏระเบียบ และอยู่ในวินัยแล้ว การปกครองก็ไม่ยากลำบากเลย เพราะต่างคนต่างรู้หน้าที่ของตนและประพฤติตนให้เหมาะสมนั่นเอง

ขึ้นชื่อว่าความรับผิดชอบคำๆนี้ครอบคุมไปมากมายเลย ทั้งหน้าที่การงานทางโลก และการใช้ชีวิตให้เดินอยู่ในทางธรรม ต่างก็ต้องอาศัยความรับผิดชอบทั้งนั้น และสิ่งที่คนต่างรู้ได้ยากถ้าขาดการเรียนรู้เรื่องกรรม ก็จะไม่มีทางเข้าใจเลยว่า เราเองนะเป็นผู้รับผิดชอบการกระทำของตนเอง คือกรรมทั้งดีและชั่วเพียงลำพังจริงๆ เพราะเมื่อกรรมถึงเวลาให้ผลแล้ว เรานั่นละรับผิดชอบไปเลย

ที่น้องกิ้ฟยกโฆษณา ที่มี Before กับ After นั้นพี่ดอกแก้วก็เคยดูค่ะ จำได้ว่าเป็นการโฆษณาครีมทาหน้า ว่าก่อนใช้หน้าคล้ำมีรอยฝ้าดำๆ พอหลังใช้ หน้ากับขาวนวล พี่ดอกแก้วก็พลอยนึกไปถึงคนที่หันกลับมาอาศัยชีวิตในทางธรรมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการทำจิตให้มีสมาธิ

จะเห็นได้ว่าพระภิกษุที่มีชื่อเสียงแถบภาคอีสานที่ชำนาญในสมาธิ เช่นหลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว เคยท่านแค่รูปถ่ายยังรู้ชัดได้ถึงใบหน้าที่เปี่ยมความสุขความสงบ มีรังสีในดวงหน้ามากเลยนะคะ นี่ถ้าพวกเรามีความจริงจังกับความดีได้จริงๆ ใบหน้าที่เคยหมองคล้ำด้วยความทุกข์ ความไม่สบายใจ คงจะขาวนวลมี "ออร่า " กันไปหมด ด้วยคุณของศีลของธรรมที่มาประทับอยู่ในใจสามารถปรากฏออกมาทางกายได้จริงๆ

ยิ่งน้องกิ้ฟได้อธิบายถึง วิบากทั้งหลายเราเป็นผู้ทำมาเอง จะไปโทษใครอื่นไม่ได้ เพราะถ้าไปลงโทษเข้าโง่หลายด่านเลยนะคะ จึงต้องเร่งฝึกฝนจิตให้รู้ทันกรรมและวิบากเข้าไว้มากๆ จะได้ไม่เป็นพวกติดบ่วงความโง่ และพลาดท่าให้แสงตะวันวูบดับลงง่ายๆ

หลวงพ่อท่านถึงสอนลูกศิษย์เพื่อไม่ให้โง่เสมอ ว่า ให้คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป ซึ่งคำสอนนี้สำคัญตรง "มองตนให้มาก" เพราะชีวิตคนเราชอบไปมองผู้อื่นมากกว่าเสมอ มองอย่างเดียวไม่พอ ยังไม่ชอบคิดบวกด้วยนะคะ

นอกจากน้องฝนแล้วยังมีพี่เณรเข้ามาร่วมวงสนทนาอีก ทำให้รู้สึกว่าเราได้มีส่วนทำให้หลวงพ่อเสือท่านปิติใจนะคะที่ยังมีลูกๆที่นำคำของท่านมาใช้มาทำที่ตนกัน ท่านจะได้อุ่นใจขึ้นบ้างในเส้นทางแห่งสังสารวัฏฏ์ของลูก ซึ่งปลายทางแห่งชาติเราคงได้เห็นหัวใจรักของท่านเป็นอารมณ์เกาะไปได้ค่ะน้องกิ้ฟ.

โดย พี่ดอกแก้ว [31 ส.ค. 2553 , 17:25:37 น.] ( IP = 58.9.44.48 : : )


  สลักธรรม 32




สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้วกับพี่เณร

เช้านี้ไปประชุมมาราธอนมาค่ะ เริ่มประชุมเก้าโมงเช้ากว่าจะเลิกประชุมก็บ่ายกว่าๆ หลายคนบ่นหิวข้าวกันงึมงัมแต่ไม่มีใครกล้าโวยวายเพราะผู้ตรวจราชการท่านผูกขาดการใช้ไมโครโฟนแต่เพียงผู้เดียว อิอิ..พอมาอ่านเรื่อง"ออร่า"ที่พี่ดอกแก้วเขียนแล้วก็ย้อนกลับไปนึกถึงหน้าตาแต่ละคนในช่วงเที่ยงๆ เห็นชัดเลยนะคะว่าช่วงนั้นหน้าตาแต่ละคนไม่ค่อยมีสง่าราศีกันแล้วบางคนก็ดูง่วงซึมหม่นมัว บางคนก็ดูกระวนกระวายขาดความสงบผ่องใส

เวลาที่อกุศลมาครอบครองใจนี่พลอยทำให้รูปธรรมมีความหลากหลายไปในอากัปกิริยาและสีสันวัณณะนะคะ ซึ่งที่พี่ดอกแก้วยกตัวอย่างมาเกี่ยวกับพระสงฆ์ผู้ทรงสมาธิแถบภาคอีสานนั้นก็เคยได้เห็นภาพของหลายๆท่านมาเหมือนกันค่ะที่ดูสว่างสดใสชวนให้รู้สึกน่าศรัทธา และขอสารภาพว่าเมื่ออ่านความเห็นของพี่ดอกแก้วจบแล้วก็ยื่นหน้าไปส่องกระจกสำรวจออร่าตัวเองทันทีเลยค่ะ พบความมัวซัวมากๆ ..ขำ สงสัยเย็นนี้ต้องกลับไปเติมบุญเข้าชีวิตสักหน่อยบำรุงออร่ากันสักนิดแระ

ในขณะที่อยู่ท่ามกลางคนหมู่มากนี่ถ้ามีหลักที่ดีตามที่หลวงพ่อท่านให้ไว้ว่า "ดูดีเก็บไปใช้ ดูชั่วเก็บมาละ" ก็จะเป็นประโยชน์แก่ชีวิตมากเลยนะคะ อิอิ.. แล้วก็ขอขำ(ขัน)อีกนิดนะคะ ที่ตอนแรกที่ได้ฟังคำสอนนี้ก็ฟังไม่เข้าใจเพราะได้ยินไปว่า "ดูชั่วเก็บมะระ" จึงสงสัยว่าเกี่ยวกับ "มะระ" ตรงไหน ที่แท้ก็ "มาละ" นี่เอง

การดูดีเก็บไปใช้... นอกจากจะได้ประโยชน์ที่ตนแล้ว ยังทำให้เป็นคนมีเมตตารู้จักมองโลกในด้านดีมีการเห็นคุณค่าของคนอื่น และก็มีความไม่ยึดมั่นฟันธงตัดสินใครว่าเป็นคนดีหรือเป็นคนไม่ดีแต่มุ่งมองไปที่"พฤติกรรม"มากกว่า ซึ่งนั่นก็คือการมองบุคคลเหล่านั้นในฐานะเป็นตัวอย่างหรือครูนั่นเอง

การดูชั่วเก็บมาละ... ช่วยให้เรามีความแม่นยำในเรื่องของอกุศกรรมบถได้มากขึ้นเลยค่ะ เพราะหากเราจะรู้ว่าอะไรชั่วได้เราก็ต้องแม่นยำในทฤษฎีนั้นก่อนแล้วจึงนำมาใช้เป็นมาตรฐานตัดสิน พูดเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงที่หลวงพ่อให้การบ้านไปท่องจำผลของอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ข้อนะคะ ..ความทรงจำเหล่านั้นช่วยทำให้เกิดหิริ-โอตตัปะได้มากเลย เพราะทำให้เรากลัวที่จะไปรับผลของบาปเหล่านั้น

และคำว่า "การดูชั่วเก็บมาละ"นี้ ทำให้เราเห็นชั่วที่ภายนอกและภายในเลยนะคะ เพราะนอกจากจะเห็นความไม่ดีที่ผู้อื่นทำแล้วก็ยังสอนใจตนเองได้มากจากผลของอกุศลที่ปรากฏแก่ตนเหมือนมองกระจกเงา ที่ทำให้เรารู้ว่าเรามีอดีตกรรมที่ค่อยจะโสภากันสักเท่าใด เป็นความเข้าใจอันสำคัญที่ช่วยให้มีแรงผลักดันกระทำกรรมดีๆ ให้มากขึ้น ซึ่งหลังจากพอจะเข้าใจหลักการ "ดูชั่วเก็บมาละ" แล้วก็พยายามปรับปรุงตัวเองใหม่ค่ะ แทนที่จะ "ดูชั่วเก็บมานินทา" ก็กลายเป็นพยายามเจริญเมตตาให้มากขึ้นเมื่อต้องพบเห็นเรื่องไม่ดีหรือคนที่ทำไม่ดีเหล่านั้นและก็อธิษฐานคือตั้งใจที่จะไม่ทำตามหรือนำพาชีวิตของตนให้ไปตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นด้วย

ตอนนี้ฝนใกล้จะตกอีกแล้วค่ะ...แต่ก่อนที่จะส่งข้อความก็ขอคารวะในอรรถธิบายเรื่อง "เรียบร้อยโรงเรียนจีน" ฉบับหลวงพ่อลีด้วยนะคะ แล้วพี่เณรเองก็ช่างคิดและเพียรค้นคว้าหาคำตอบในสิ่งที่สงสัยดีจังเลยค่ะ ไม่สงสัยแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ซึ่งเมื่อได้คำตอบมาแล้วก็นำมาแจกจ่ายเป็นประโยชน์ให้แก่น้องๆ ได้อีกด้วย สาธุ สาธุ สาธุ และก็ขอแจ้งข่าวให้พี่เณรทราบว่า กิจการรำมวยจีนที่บ้ายปิดตัวลงแล้วค่ะ เนื่องจากฝนฟ้าไม่อำนวย ..อิอิ

กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วและพี่เณรเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะที่มาให้ข้อคิดข้อควรรู้ในแง่มุมต่างๆ


โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ย. 2553 , 16:37:15 น.] ( IP = 125.27.172.108 : : )


  สลักธรรม 33

ก่อนอื่นต้องร้องเฮ้อ..หลังรับทราบจากคุณกอลฟ์ ผู้ให้เช่าลานธรรมนี้ แจ้งมาว่ากระทู้ที่ลงหลังเที่ยงคืนวันที่ 31 นั้นหายไปแล้วขอโทษมานะครับ เพราะมีการแก้ไข เป็นอันว่ากระทู้ของพี่เณรที่มีรูปรำมวยจีนหายไป แต่ไม่เป็นไรน้องกิ้ฟและอีกหลายๆท่านคงได้เข้ามาอ่านก่อนบ่ายโมง ก่อนที่กระทู้จะหายไป

เห็นไหมครับน้องๆ กรรมนี่จำเพาะเจาะจงจริงๆเลยนะครับ ของใครๆก้อยู่หมด แต่ของพี่เณรหาบวับ ๕๕๕๕ นึกแล้วก็ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนนะครับ แต่ก็เป้นวิบากของคนที่เข้ามาอ่านไม่ทันด้วยนะครับ เอ...พี่เณรจำรายละเอียดที่เขียนไปไม่ได้เสียด้วย จะชัดตรงรำมวยจีนนั่นเอง

อ้าวนอนกิ้ฟจบหลักสูตรไปแล้วหรือนี่ ไม่เป้นไรไปเรียนดนตรี สีซอกันต่อก็ได้ครับ

ขำฮาไปเลย น้องกิ้ฟตลกจริงๆ "เก็บมะระ" เป็นพี่เณรคงนึกต่อไปนะว่า เอามะระไปต้มเสียเลย เพราะมะระมันขม เปรีนบได้กับความชั่ว ต้องต้มให้สุก เพื่อทานได้ไงครับ ๕๕๕

โดย พี่เณร [1 ก.ย. 2553 , 17:14:05 น.] ( IP = 58.9.56.33 : : )


  สลักธรรม 34

สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟ กว่าพี่ดอกแก้วจะบรรจงห่อของขวัญให้แก่ตนเองเสร็จด้วยความตั้งใจ ใช้เวลานานมากพอควรค่ะ เพราะหลวงพ่อเสือท่านสอนว่า." จงให้ของขวัญแก่ตนเองทุกวัน ด้วยการสร้างความดีงาม " ยิ่งวันนี้เป็นวันพระแรม ๘ ค่ำเดือน ๙ จึงตั้งใจมากที่จะให้ของขวัญชิ้นงามๆโตๆให้แก่ตนเองนะคะ คือได้สวดมนต์ทำวัตรเช้า สวดพระธรรมจักร และสวดอนัตตลักขณสูตร ทำสมาธิ แผ่เมตตา และระลึกบูชาคุณของครูอาจารย์ทั้งหลายที่ทำให้มีความรู้ความสามารถในการใช้ชีวิตมาเยี่ยงนี้

ยังนึกถึงน้องกิ้ฟเลยนะคะว่าคงรักษารอยทางเช่นที่คุ้นๆที่น้องกิ้ฟเคยเล่าไว้ วันนี้มีพวงมาลัยแล้วหรือยังคะ

มารับทราบว่ากระทู้ของพี่เณรหายไป และดูจากรูปเด็ก เณรน้อยเกาหัว รู้สึกได้เลยถึงอารมณ์ของพี่เณร และก็ยิ้มไปกับคำบอกเล่าของน้องกิ้ฟ เรื่องที่ได้ยินเพี้ยนไปจาก มาละ เป็นมะระ นะคะ

และก็ทราบซึ้งไปกับการแยกแยะการ นำดีเก็บมาใช้ และนำชั่วเก็นมาละ (ที่ตน) ของน้องกิ้ฟอย่างยิ่งเลย เห็นด้วยเลยคะว่าการมองดีเราจะได้กำไรมากมายทั้งเป็นตัวอย่างให้แก่ใจ และเกิดกุศลได้ในการมองนั้นๆ ส่วนการมองร้าย คิดร้ายนั้นขาดทุนจริงๆเลย จิตใจก็ขุ่นมัวเป็นอกุศล และอย่างที่น้องกิ้ฟบอกนะคะ เราเอาความคิดเราไปฟันธงเขาซึ่งอาจไม่จริงอย่างที่เราคิดเราพูดก็ได้ ทุกอย่างนั้นอยู่ที่การคิดทั้งนั้นเลย อนุโมทนาด้วยค่ะกับการใช้ชีวิตที่รอบคอบของน้องกิ้ฟ

พูดถึงการคิด ก็นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อท่านได้อีกประโยคและมีความสำคัญมากๆเลยคือ อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับหมู่มิตรให้ระวังคำพูด จะเห็นความน่ากลัวของความคิดมากมาย และเป็นความคิดที่เข้าข้างตัวเอง และผลักไสความผิดไปยังผู้อื่นเสมอ นี่คือความคิดสั้นจริงๆนะคะ

คิดสั้น นี้ไม่ใช่คิดฆ่าตัวตายหรอกนะคะ หากแต่เป็นการฆ่าจิตให้ตายจากกุศล และเปิดทางให้อกศลเกิดแทนนั่นเอง เพราะการนึกถึงตนเองเป็นใหญ่ ขณะนั้นมีมานะนั่นเอง และขบวนการของมานะที่มีพรรคพวกมากเข้าร่วม (เจตสิกต่างๆ) นี้มีกำลังที่จะมองร้ายคิดร้ายให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นอำนาจของทิฏฐิ ที่ได้การปูทางจากมานะนั่นเอง

เมื่อมานึกถึงผังจิตแล้ว จะเห็นชัดเลยว่าทิฏฐิและมานะทำงานเคียงคู่กันอย่างไร และยังนึกถึงพระคุณของหลวงพ่อเสือท่านนะคะน้องกิ้ฟ ที่ท่านพยายามที่จะใช้คำสอนแบบคำคมง่ายๆให้แก่พวกเรา เพื่อถอดรหัสกรรมชั่วๆออกจากชีวิตของเรานั่นเอง

ตัวพี่เองก็ยังตกอยู่ในภาวะที่ความเสียใจ น้อยใจ เศร้าใจบ่อยอยู่นะคะน้องกิ้ฟ แต่ก็ไม่ถึงกับเอาความรู้สึกนั้นมองพุ่ง หรือปาหอกออกไปว่า คนนั้นทำเรา คนนี้ว่าเรา คนนี้เข้าใจเราอย่างนั้นอย่างนี้ แบบโอดครวญพร่ำเพ้อเจ้อ หาคนผิดนะคะ เพราะความคิดเช่นนั้นขาดสติมากๆเลย เรียกว่าขาดชนิดปัญญาหาทางเข้ามาสู่จิตไม่ได้เลย เพราะในความจริงแท้แล้ว ไม่มีคนสัตว์ เธอ ฉัน ที่ไหนมาทำเราได้นอกเสียจาก กรรมตามสนอง นั่นเอง

ขอให้วันนี้เป็นอีกวันที่แสงแห่งกุศลที่น้องกิ้ฟเพียรทำไว้ กลับมาคุ้มครองใช้มีจิตสดใส ร่างกายแข็งแรง การงานลุล่วงไปได้โดยดี หน้าตามี "ออร่า" นะคะ

โดย พี่ดอกแก้ว [2 ก.ย. 2553 , 09:42:11 น.] ( IP = 58.11.8.227 : : )


  สลักธรรม 35


สวัสดีค่ะพี่เณรและพี่ดอกแก้ว

พี่เณรหายคันศีรษะที่กระทู้หายหรือยังคะ ? ๕๕๕ กระทู้หายเป็นเรื่องธรรมชาติ ดีนะคะที่เมื่อวานเปิดกระทู้ทิ้งไว้ก่อนที่จะไปทานข้าวกลางวันและทำงานอื่นๆ ก่อนที่จะมาตอบกระทู้ก็เลยได้อ่านกระทู้ก่อนที่จะหายไป

วันนี้ใช้เวลาทำเรื่องโอวาทพระเถระอยู่นานเหมือนกันค่ะ ตั้งใจว่าจะทำกุศลที่ประณีตๆ สักชิ้นหนึ่งและจะเกื้อกูลให้ประโยชน์คนอื่นได้อ่านกันในวันนี้ และก็ "เรียบร้อยโรงเรียนจีน"แล้วค่ะ คือสามารถลงกระทู้ให้อ่านกันได้แระ สำหรับเรื่องราวของ"เรียบร้อยโรงเรียนจีนจีน" ฉบับหลวงพ่อลีก็มีอยู่ว่า ที่เขาใช้สำนวนนี้ก็เพราะโรงเรียนจีนเขามักจะมีการฝึกวิชาฝีมือที่ต้องออกท่าทางกันเสมอ และท่าทางที่แสดงออกมาอย่างสวยงามได้ก็ต้องอาศัยใจที่มีความวินัยและมีความอดทนในการด้วยค่ะ จึงปรากฏเป็นความเรียบร้อยที่หาดูได้ในโรงเรียนจีนมากกว่าโรงเรียนไทย ..จำได้แค่นี้แหละค่ะ สำหรับโอกาสต่อไปพวกเราจะ"เรียบร้อยโรงเรียนซอ" หรือไม่ก็ต้องรอการพิสูจน์ก่อนนะคะ ระหว่างครูกับลูกศิษย์ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน

อิอิ สำหรับการเก็บมะระของน้องกิ๊ฟนั้น เป็นการฟังไม่ได้ศัพท์เมื่อยี่สิบก่อนซึ่งยังละอ่อนอยู่ ไฉนเลยจะมีปัญญาไวอย่างพี่เณรที่จะคิดไปไกลถึงการ "เก็บมะระ" มาต้มให้สุกได้ ซึ่งก็เข้าท่าดีนะคะที่ความชั่วเหมือนความขม แต่บางคนบอกว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา ถ้าอย่างนั้นเราอาจจะสรุปว่า ความชั่วเป็นยาด้วยหรือเปล่าคะ ...๕๕๕ ขำ

มาอ่านความเห็นของพี่ดอกแก้วแล้วทำให้รู้สึกดีที่ได้เดินตามรอยทางของหลวงพ่ออีกประการหนึ่งคือ "การห่อของขวัญ"ให้ตนเองทุกวัน และวันนี้น้องกิ๊ฟห่อของขวัญให้ตัวเองแล้วชิ้นใหญ่เสียด้วยค่ะด้วยการทำงานเรื่องโอวาทพระเถระ รวมทั้งไม่ประมาทรอคนขายพวงมาลัยมาส่งให้ที่สำนักงานด้วย( และวันนี้เขาก็ไม่ได้มาส่งอีกแล้วค่ะ) แต่ได้ไปซื้อที่ตลาดมาบูชาพระเรียบร้อยแล้วซึ่งก็ได้ความจากแม่ค้าว่า ตอนนี้ดอกมะลิราคาแพงมากกิโลกรัมละ ๖๐๐ บาทค่ะแน่ะ ซึ่งก็ได้นำพวงมาลัยไปบูชาพระและตั้งเจตนารักษารอยทางไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ

อิอิ ..และในฐานะที่ถูกขนานนามว่าเป็นคนปากจัดคนหนึ่ง ก็ดูจะต้องใส่ใจในเรื่องของ "คำพูด" ให้มากๆ เพราะพิจารณาจากคำสอนของหลวงพ่อนั้นท่านให้คำคมกำชับเรื่อง"คำพูด" ไว้มากมาย แล้วเราก็ได้ยกคำคมเหล่านั้นมาคุยกันหลายครั้งแล้วก็ดูจะยังไม่ครบ ยิ่งมาในวันนี้พี่ดอกแก้วมาเสนอเรื่อง "อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับหมู่มิตรให้ระวังคำพูด " เพิ่มเติมอีกก็ยิ่งรู้สึกว่าหลวงพ่อท่านตั้งใจจะเจียระไนชีวิตพวกเราให้เป็นเพชรจนครบทุกเหลี่ยมมุมเลยนะคะ

หลวงพ่อท่านพยายามสรรหาคำมาสอนใจให้ตระหนักอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นทั้งในขณะที่อยู่ตามลำพังและในขณะที่อยู่กับคนหมู่มาก และเมื่อนำมาเทียบเคียงกับสภาวธรรมที่เราศึกษาแล้วก็ทำให้เห็นความชัดเจนในกระบวนการทำงานที่มีความสัมพันธ์กันของกลุ่มเจตสิกต่างๆ อย่างที่พี่ดอกแก้วอธิบายให้ความรู้เพิ่มเติมไว้เลยค่ะ

และตามที่พี่ดอกแก้วแสดงให้เห็นถึงพิษภัยของการคิดผิดจนทำให้ชีวิตตายไปจากกุศลนั้น เห็นชัดเลยว่าเรามักเป็นกันบ่อยและเป็นมากเมื่ออยู่คนเดียว แสดงให้เห็นชัดเลยนะคะว่าเรายังต้องมีกัลยาณมิตร มีครู หรือมีคำของครูมาช่วยกอบกู้ใจเพื่อไม่ให้อยู่คนเดียวตามลำพังนานนัก แม้จะหลบไปอยู่ในเรือนกรรมฐานแล้วก็ยังระวังความคิดกันได้ยากเย็นเหลือเกิน อย่างบางคนบอกว่า ปลงได้แล้ว แต่พอมีปัจจัยมาเกื้อหนุนนิดหน่อยโทโส จ โมโห ก็เฟื่องฟูขึ้นมาอีกแบบฆ่าไม่ตายเสียที

"ฆ่าตัวตายจากกุศล" ..คำนี้คมมากเลยค่ะ แต่เรื่องของ "ความคิด" ที่เป็นพิษนี้ก็ไม่ค่อยมีใครกลัวทั้งที่เป็นโทษมาก เพราะเมื่อคิดบ่อยๆ ก็กลายเป็นความคุ้นที่นอกจากจะทำลายกุศลตนเองในขณะนั้นให้ย่อยยับแล้ว ยังเป็นเหมือนคนใจร้ายขาดเมตตาที่ไปเบียดเบียนทำลายกุศลของผู้อื่นไปด้วยเมื่อพูดออกมาด้วยความเคียดแค้นหรือชิงชัง เพราะเราต่างก็ยังมีกิเลสกันอยู่เป็นปกติวิสัย หากขาดสติปัญญาที่ว่องไวแล้วก็ตกเป็นเหยื่ออารมณ์กันแทบทั้งนั้น

หรือบางทีที่ผู้ฟังมีความปรารถนาดีให้คำปลอบโยนไปแต่ผู้เล่าก็ยังคุกรุ่นอยู่กับอารมณ์นั้นไม่เลิกก็อาจเกิดความขัดแย้งระหว่างกันขึ้นมาได้ทั้งที่ในตอนเริ่มต้นก็ยังพูดกันดีอยู่แท้ๆ ..นั่นก็คงเป็นแง่หนึ่งในเรื่องการไม่ทันระวังคำพูดกับหมู่มิตรนะคะเลยกลับมาทะเลาะกันเสียเอง อิอิ ..คิดๆ ไปแล้ว นอกจากอยู่กับหมู่มิตรให้ระวังคำพูดแล้ว ยังต้องระวังการถูกวางยาพิษแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์จากหมู่มิตรด้วยนะคะ

กราบอนุโมทนากับพี่เณรและพี่ดอกแก้วด้วยนะคะที่ทำกุศลห่อของขวัญให้ตนเองในวันนี้ ..สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2553 , 15:57:32 น.] ( IP = 125.27.171.45 : : )


  สลักธรรม 36

สวัสดียามเย็นครับน้องกิ้ฟ


หายแล้วครับ เลิกเกาแล้วครับ และก็รีบตามไปอ่านกระทู้ "โอวาทพระเถระ" มาแล้วด้วยครับ ดีจริงๆกับโอวาททั้งหมดนั้น

น้องกิ้ฟอุส่าห์จำเรื่องโรงเรียนจีน ที่พี่เณรเขียนเล่าและกระทู้นั้นก็ถูกลบหายไปเสียด้วย เก่งจริงๆ พี่เณรพอนึกออกเลาๆครับว่า สาเหตุที่เราลงท้ายด้วยคำพูดว่า "เรียบร้อยโรงเรียนจีน" ด้วยเพราะมีการฝึกกำลังภายในกันมาก และพี่เณรได้บอกไปว่า ทุกอย่างออกจากจากภายในคือจิตไง จะเป็นพูดดี ทำดี พูดชั่ว ทำชั่ว ล้วนมีคำสั่งจากจิตทั้งสิ้น จึงต้องฝึกจิตเหมือนฝึกกำลังภานในให้คล่องด้วยกุศล

ส่วนที่น้องกิ้ฟถามว่า " หวานเป็นลม ขมเป็นยา ถ้าอย่างนั้นเราอาจจะสรุปว่า ความชั่วเป็นยาด้วยหรือเปล่า " พี่เณรว่าแปลกนะ ถ้าความชั่วจะเป็นยา ก็คงเป็น ยาพิษ กระมัง รับรองไม่ใช่ยาตำราหลวงแน่นอน เพราะผู้กินอาจถึงตายได้เลย

เช่นถ้าชั่วไปฆ่าสัตว์ ทรมานสัตว์มีการตบยุงให้ตายแบบแบนแต๊ดแต้ ผิดศีลข้อที่ ๑ เวลาผลกรรมส่ง อาจถูกปั่นจั่นตกใส่ หรือถูกรถทับได้ ๕๕๕๕๕ ถึงตายได้เพราะยาพิษ คือความชั่วที่ตนทำเองไงครับ

อ่านมาถึงเรื่อง ความคิด พี่เณรก็เห็นด้วยสุดๆไปเลย เพราะเรื่องแบบนี้เกิดบ่อยๆกับพี่เณรเลย เวลาอารมณ์บ่อจอย ด้วยเรื่องมากมายในใจ ซึ่งที่เรียกๆกันว่า เก็บกด พอมีการพูดคุยกันถ้าไม่ถูกใบหู เพราะเข้าไปในรูหูสู่ ภายกระบวนการเร็วมาก และไม่มีมนสิการดีแล้ว เฮ้อ..โทโส จ โมโห...ก็เกิดตามมาทันที

ยิ่งถ้าเป็นพวกเจ้าคิดเจ้าแค้นด้วยแล้ว กระบวนการแห่งจิต ก็จะรวบรวมเรื่องราวครั้งอดีตโบราญกาลมาเป็นฉากๆเลย และสรุปออกมาเป็นความ ไม่พอใจฉัน พี่เณรว่าแบบนี้ไม่แฟร์เลยนะ เพราะไม่ได้นึกถึงผู้อื่นเลย เขาอาจจะพอใจเช่นนั้นก็ได้ แต่เราเองต่างหากใจแคบ ไม่ยอมแยกเขาแยกเราเอาเลย ถือตัวตนเป็นใหญ่นั่นเอง

หลวงพ่อท่านถึงสอนๆๆลูกๆว่า การมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น เป็นทุกข์ยิ่งนัก เพราะจะทำให้หวั่นไหวง่าย หวาดระแวงง่ายไปหมดเลยครับ

พี่เณรขอตัวไปสร้างเสริมสิริมงคลแล้วนะครับ วันนี้ต้องสวดมนต์ และสวดโอวาทปาฏิโมกข์ด้วย เพื่อเป็นการเตือนตนให้อยู่ใน หลักธรรม ๓ ประการ คือ ละความชั่ว สร้างกรรมดี ทำจิตให้ผ่องแผ้ว นั่นเองครับ

โดย พี่เณร [2 ก.ย. 2553 , 19:07:44 น.] ( IP = 58.11.8.227 : : )


  สลักธรรม 37

สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟและพี่เณร

เช้านี้อากาศดีมากเพราะเมื่อคืนฝนได้กระหน่ำไปทั่งกรุงเลยค่ะ แต่ฟ้าหลังฝนนอกจากจะชำระความร้อนไปแล้ว ฟ้าหลังฝนงามตาด้วยรุ้งกินน้ำ

ซึ่งคงไม่ต่างไปจากชีวิตของเราที่ต้องผจญมรสุมวิบาก ซาดซัดมาในทิศต่างๆ แต่พอทุกอย่างจบลง ก็เกิดความสบายใจได้ สีสรรของชีวิตก็เริ่มบรรเทิงขึ้นใหม่อีก

แต่ห้ามประมาทนะคะ เพราะเมื่อแดดออกรุ้งกินน้ำก็พลันหายไป ดังนั้นมือจะต้องถือร่มติดตัวไว้ตลอดเลย จะได้กางกั้นความร้อนจากแสงแดดทัน ไม่เผากายเผาใจได้ทัน ทางที่ดีต้องใช้ sunblock ทาทั่วๆไว้เลยนะคะ สำหรับพี่ดอกแก้วแล้ว sunblock ที่ใช้ทานั้นคือคาถาของหลวงพ่อท่านนั่นเอง คือ " ไม่มีใครทำให้เราโกรธได้ เราโกรธเอง " ซึ่งเป็นตัวยาใจชนิดดีเยี่ยมเลยนะคะ ทำให้ไม่ดูดซึมแสงยูวี เข้าสู่ใจ

แสงที่กลัวกันคือแสง UV ถ้าเรามาแยก U = you ส่วน V = we ..ก็คือเขากับเรานั่นเอง ซึ่งตรงนี้หลวงพ่อท่านก็สอนอีกว่า " เขาก็คือเขา เราก็คือเรา เราจะสุข เราจะทุกข์ เขาจะสุขเขาจะทุกข์ ต่างคนต่างทำต่างคนต่างได้ " จริงเลยนะคะที่ชีวิตเราเขาต่างทำกรรมมาไม่เหมือนกัน ที่สำคัญต่างสร้างนิสัยมาไม่เหมือนกันด้วย จึงทำให้ความคิด ความประพฤติต่างกันออกไป

นี่คือสิ่งที่ต้องระวัง โดยเฉพาะระวังใจตนเอง อย่างให้การกระทำคำพูดคนอื่นมามีอิทธิพลต่อใจเรานั่นเอง

สำหรับเช้านี้ พี่ขออวยพรให้น้องกิ้ฟ มีเกาะป้องกันภัยที่จะมาสู่ใจได้ตลอดทั้งวันนะคะ ยาลืมทายาที่หลวงพ่อท่านให้ไว้ด้วยนะคะ

โดย พี่ดอกแก้ว [3 ก.ย. 2553 , 08:57:17 น.] ( IP = 58.9.74.241 : : )


  สลักธรรม 38



สวัสดีค่ะพี่เณร

น้องกิ๊ฟก็กวนพี่เณรไปอย่างนั้นเองค่ะเรื่องที่จะสรุปว่า "ความชั่วเป็นยาด้วยหรือเปล่า" เพราะสมัยนี้มักจะมีการใช้ตรรกะกันแปลกๆ สรุปเหตุสรุปผลไปคนละเรื่องเลย แล้วก็น่ากลัวตรงที่มีคนเชื่อถือผู้ที่นำมาพูดโดยไม่ทันได้พิจารณาให้กระจ่างชัด


อย่างในสมัยที่เรียนวิชาปรัชญาจำได้เลาๆ ในหนังสือเขายกตัวอย่างมาว่า "ของที่มีราคาแพง เป็นของหายาก ..ขี้ฟันเสือ เป็นของหายาก ..เพราะฉะนั้นขี้ฟันเสือจึงเป็นของที่มีราคาแพง" อิอิ ตอนที่เรียนนั้นรู้สึกขำและก็คิดว่าในชีวิตจริงคงไม่มีใครนำตรรกะเพี้ยนๆ อย่างนี้มาใช้หรอก แต่ความจริงกลับไม่ใช่อย่างนั้น เพราะมีนักเกลี้ยกล่อมมากมายที่ใช้หลักสืบทอดเหตุผลอย่างนี้


แต่กับพี่เณรนั้นนอกจากไม่เสียหลักกับตรรกะที่น้องกิ๊ฟนำเสนอแล้ว ยังสามารถตีแผ่ "ยา" ออกมาเป็นยาพิษได้อย่างคม ชัด ลึก ไปจนถึงอกุศลกรรมบถและการให้ผลในปวัตติกาลโน่นเลย ... อิอิ กำไรดีจัง แถมยังได้ความนัยของ "เรียบร้อยโรงเรียนจีน" มาเพิ่มอย่างสมบูรณ์อีกด้วย

แถมยังมีกำไรต่อเนื่องมาในคำอธิบายการ "เก็บกด" ที่แปรสภาพจากโทสมูลจิตไปสู่โลภมูลจิตคือมีทิฏฐิและมานะที่พอกพูนขึ้นด้วยความถือตนเป็นใหญ่ พลอยทำให้เห็นหมวดธรรมอาฆาตวัตถ ๑๐ ขึ้นมาด้วยค่ะ

กราบอนุโมทนากับพี่เณรด้วยนะคะที่สร้างกุศลอย่างเต็มที่ในวันพระ ....สาธุ





สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว

คราวนี้ต้องแยกการสวัสดีจากแบบหมู่คณะมาเป็นปัจเจกบุคคล ..๕๕๕ เพราะบรรยากาศของพี่เณรกับพี่ดอกแก้วต่างกันมากเลย อิอิ ..แล้วก็สงสัยอยู่ว่าเมื่อคืนที่ กทม.คงมีฝนตกหนักเพราะทีวีที่บ้านรับสัญญาณดาวเทียมไม่ได้ เลยอดดูเขาเฉลยมายากลชุดสุดท้ายในรายการ "sponge ฉลาดสุดๆ" ทางช่อง ๙ เลยค่ะ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะได้สวดมนต์และนอนพักผ่อนเร็วขึ้น

ชอบคำเปรียบของพี่ดอกแก้วจังเลยค่ะทั้ง sunblock และรังสี UV ที่แปลงสภาพจากเรื่องประทินโฉมมาเป็นเรื่องประทินใจ ...ไม่มีใครทำให้เราโกรธได้ เราโกรธเอง... ที่เรามักจะพลาดกันเสมอที่จะโทษคนอื่น ไว้ก่อน และบางทีก็ทำสวนทางไตรลักษณ์คือ มุ่งบังคับบัญชาอยากให้ "เขาเป็นเหมือนเรา" เพื่อที่เราจะได้พอใจ

ซึ่งถ้าเรารู้จักแยก U แยก V ได้ โลภ โกรธ หลง ก็คงจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยนะคะ เพราะไม่เข้าไปก้าวก่ายกับชีวิตใคร และไม่นำคำพูดหรือการกระทำของใครมาผูกพ่วงไว้กับความรู้สึกนึกคิด ดังนั้น หากใช้ชีวิตตามหลัก UV ได้แต่ละคนก็คงจะไม่ทุกข์ใจกันมาก และก็มีพลังที่จะเดินไปสู่เป้าหมายของตนๆ ด้วยใจที่มีอิสระมากขึ้น

และเมื่อพูดถึงเรื่องคำสอนของหลวงพ่อแล้วก็ให้นึกถึงบรรยากาศในห้องเสือพิทักษ์สมัยก่อนนั้นนะคะ เวลาที่หลวงพ่อท่านสอนจบแล้วท่านเคยถามอยู่หลายๆ ครั้งว่า ..ใครรู้สึกว่าธรรมะที่หลวงพ่อสอนในวันนี้เป็นเรื่องของตนเองบ้าง .. และก็จะมีหลายคนออกมารับว่าเป็นเรื่องของตนเองทั้งนั้น แล้วบางคนก็ยังบอกว่า "วันนี้โดนหลวงพ่อว่า" อิอิ ตลกดี

ซึ่งก็แปลกนะคะที่หลายคนรู้สึกตรงกันอย่างนั้นได้ ทั้งที่แต่ละคนต่างก็มีปัญหากันคนละแบบเลย แต่เมื่อพิจารณาจากคำสอนของหลวงพ่อท่านแล้วก็ล้วนแต่ผลักดันให้ทุกคนปฏิบัติธรรมเพื่อประโยชน์ของตนเองทั้งสิ้น ทั้งยังเป็นการกำจัดจุดอ่อนของทุกชีวิตอย่างเสมอหน้า ที่ไม่หนีไปจากเรื่องของโลภ โทสะ และโมหะที่แต่ละคนมีอยู่เหมือนมีแผลสดอยู่ติดกาย เมื่อมาถูกหลวงพ่อทายาด้วยธรรมะโอสถเข้าก็คงจะรู้สึกแสบๆ ขึ้นมาบ้างตามปฏิกริยา

กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วมากค่ะในคำอวยพรในวันนี้โดยเฉพาะการเตือนไม่ให้ลืม "ร่มธรรม" ด้วยการทายารักษาแผลและการหาเกราะไว้ป้องกันภัย ซึ่งทำให้นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อที่ว่า "ภัยที่น่ากลัวที่สุดคือวาทภัย" แต่ "อุปสรรคท้าทายความสามารถ วิบากท้าทายปัญญา" ฉะนั้น วันนี้ สู้ๆ ค่ะ ขอให้พี่ดอกแก้วและพี่เณรมีความปลอดจากภัยและมีความสุขมากๆ นะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.ย. 2553 , 17:13:55 น.] ( IP = 58.9.212.222 : : )


  สลักธรรม 39

สวัสดียามเย็นครับน้องกิ้ฟ และพี่ดอกแก้ว

อ่านเรื่องสารป้องกันแสง UV และเปรียบเทียบกับ ยูๆไอๆ ของพี่ดอกแก้วแล้ว ทำให้พี่เณรนึกไปว่า..จะต้องใช้ค่า SPF เท่าไหนถึงจะพอต้านแสงแดดได้ เพราะชั้นผิวแต่ละคนไม่เท่ากัน เหมือนใจของคนเราเปาะบาง ความหนาบางก็ต่างกัน ๕๕๕๕



วิชาปรัชญาที่น้องกิ้ฟเรียนคงวุ่นวายนิ นี่ถ้าเป็นพี่เณรเรียนคงงงมาก เพราะถ้ายกตัวอย่างพิลึกๆแบบนั้น มาตอนนี้วิชาที่พี่เณรรู้สึกว่าปลอดภัยไม่ทำให้ชีวิตผิดเพี้ยนเห็นจะมีแต่ วิชาธรรมมานามัย นี่ละ เพราะมุ่งสร้างจิตให้มีอนามัย อ้วนพีด้วยความเห็นถูก ซ้ำยังมียาขัยพยาธิทั้งหลายแหล่ให้ออกจากจิตใจได้ด้วย เช่นพยาธิตัวตืด ต้องอาศัย ...ศรัทธากับวิริยะ พยาธิเส้นตัวกลม...๕๕๕ พี่เณรนึกถึงตัวอุปาทานเลยละ ตัวนี้ต้องอาศัย มรรคจิตประหานแล้วละ เพราะมรรคจิตเมื่อเกิดขึ้นครั้งแรก ก็ประหานสักกายะทิฏฐิขาดสะบั่นเลย เจ้าตัวกลมๆที่จับกลุ่มเป็นกลุ่มเป็นก้อนกระจายเลย

ใช่เลยครับน้องกิ้ฟ ธรรมะเปรียบเสมือนยาจริงๆ โดยเฉพาะยาชนิดร้อนแสบ “ทิงเจอร์” ถ้าทาลงบนแผลสดๆแล้วสะดุ้งโหยงกันเลย จะว่าไปแล้วก็โดนกันทั่วหน้าละครับ จะเป็นหลวงพ่อสอน หรือใครสอนก็ตาม เพราะธรรมะนั้นต่างชี้ให้เห็นรากเหงาของกิเลสทั้งหลาย เผอิญตอนนั้นไปจี้จุดแผลเราเข้านั่นเองเลยแสบๆไป



พี่เณรว่าถ้าเราทนได้และยอมรับความจริงในเนื้อหาธรรมะแล้วกลับมาพิจรณาตนด้วยใจมีธรรม ก็จะสามารถห่างถอยจากความชั่วได้ อย่างน้อยก็ยอมรับว่าตนเองนั้นมีกิเลสชนิดไหน มานะ หรือ ทิฏฐิ อิสสา มัจฉริยะ และอีกเพียบที่ฝังตัวกลมๆอยู่แบบพยาธิ ซึ่งเจ้าพยาธิทั้งหลายอาศัยของเหม็นๆ คืออึ อยู่นั่นเอง ไม่ต่างไปจากใจที่เหม็นๆไปด้วยกองอาสวะกิเลสทั้งหลาย

แต่อย่างว่าละน้องกิ้ฟ โบราญจึงมีคำคมว่า “ คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัว “ ฮ่าๆๆๆ เพราะต่างยังรักตัวกันอยู่มากมาย ซึ่งหลวงพ่อเสือท่านได้บอกว่า ..ไม่มีใครไม่ทำเพื่อตัวเอง แม้แต่มารดาบิดา ที่ฟูมฟักถนุถนอมลูก อยากให้ลูกได้ดี เพื่อมีอนาคตที่ดี ก็เพื่อพ้นอกนั่นเอง “ ทำให้พี่เณรนึกเสมอว่า เมื่อรักตนทำเพื่อตนแล้ว เลือกสร้างเหตุดีๆให้ตนเองดีกว่า เพราะเราเป็นเจ้าของการกระทำทั้งปวง จริงไหมครับน้องกิ้ฟ.

โดย พี่เณร [3 ก.ย. 2553 , 18:51:21 น.] ( IP = 58.9.48.93 : : )


  สลักธรรม 40

สวัสดีเช้าวันหยุดราชการแต่ไม่หยุดจากงานกุศล กับน้องกิ้ฟและพี่เณรค่ะ

ดูพี่เณรช่างเปรียบเทียบจังเลยนะคะ โดยเฉพาะเรื่องพยาธิ ขำดี แต่พอนึกไปถึงความจริงของที่อยู่เขาเหล่านั้นทั้งสกปรก ทั้งอับชื้นเลยนะคะ น่ารังเกลียดมาก ทำให้นึกได้ถึงพระพุทธพจน์ที่กล่าวว่า ร่างกายของเราเป็นรังของโรค และมีความสกปรกมาก ส่วนจิตใจก็เช่นเดียวกัน มักดองไปด้วยกิเลสอาสวะ

การที่พระองค์ทรงแสดงเช่นนั้นก็เพื่อชี้ให้เห็นถึงการไม่น่าเกิดเลย เพราะการเกิดเป็นทุกข์ ต้องแบกรับทุกข์นั้นๆไปตามลำพัง " ภาราหเวปัญจขันธา ภารหาโรจปุคคโล " และที่ทรงแสดงไว้ไม่ว่าไหนสูตรอื่นๆ ล้วนบ่งชี้ถึงชีวิตที่เป็นทุกข์ทั้งสิ้น

การที่ไม่รู้และไม่ยอมรับรู้ หรือจะรู้แต่ไม่เพียรละเหตุแห่งทุกข์ กลับจมดิ่งอยู่กับอารมณ์ใคร่ต่างๆที่มากระทบทวารทั้ง ๖ นั้น เป็นชีวิตที่น่าวิตกมากเลย เพราะไม่ต่างจากพยาธิที่หลงหมักตนอยู่ในสิ่งโสโครก และยังกินสิ่งโสโครกนั้นอย่างเพลิดเพลิน

มาถึงตรงที่น้องกิ้ฟเล่าว่า เวลาหลวงพ่อสอนธรรมจบลง ก็จะมีหลายคนออกมารับว่าเป็นเรื่องของตนเองทั้งนั้น แล้วบางคนก็ยังบอกว่า "วันนี้โดนหลวงพ่อว่า" ทำให้อดขำไปกับการเล่านี้ไม่ได้ และยังสังเวชใจมากเลยกับคนที่เสียใจ น้อยใจ และเกิดจิตพาลขึ้น

คนพาล คือ คนที่มีจิตใจขุ่นมัวเป็นปกติวิสัย แม้ใครจะพูดดี ชี้แนะตักเตือน ก็ไม่ชอบ เพราะมีอัตตาสูง คนเช่นนี้พี่ดอกแก้วไม่ใส่ใจหรอกคะ เสียเวลาเตือนสอน ออกห่างๆดีกว่า เพราะในมงคลสูตรก็เตือนไว้แล้ว อเสวนา จะ พาลานัง : ไม่คบคนพาลเป็นมงคลชีวิตข้อแรกเลยทีเดียว ขืนใส่ใจกับคนพวกนี้ มงคลอีก ๓๗ ประการเกิดได้ยากเลยค่ะ หลวงพ่อเสือท่านยังบอกไว้เลยนะคะว่า คนไม่มีปัญญา เวลาสุขก็มัวเมา เวลาเศร้าก็มืดมน นี่ละคะผลของการเป็นคนพาล

ขอวันนี้จงเป็นวันที่น้องกิ้ฟ และพี่เณร มั่นคงในการใช้ชีวิตด้วยดี มีกุศล และพาตนพ้นภัยจากกิเลสตนและกิเลสคนรอบข้างได้นะคะ

โดย พี่ดอกแก้ว [4 ก.ย. 2553 , 08:34:57 น.] ( IP = 58.9.147.204 : : )
[ 1 ][ 2 ][ 3 ] [ 4 ] [ 5 ][ 6 ][ 7 ][ 8 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org