มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หลายชีวิต..จิตมนุษย์






หลายชีวิต จิตมนุษย์


เป็นประโยคที่รวมความรู้สึกได้หลากรสจริงๆนะคะ และยังเป็นข้อความที่เป็นปริศนาในจิตใจของคนเราได้อย่างดี ที่สามารถเก็บมูลรากอนุสัย จริต ขันธสันดาน และถูกเชื่อต่อไว้ด้วยภพอย่างเหนียวแน่น..!

ใบโพธิ หรือ ต้นโพธิ

เป็นสัญลักษณ์ที่เราชาวพุทธทราบดีว่า..เสมือนแทนคำบอกว่ารู้แจ้งเห็นจริง รู้ได้ถึงอะไรดี - อะไรชั่ว อะไรควรทำ - อะไรไม่ควรทำนั่นเอง

หากในยามผิดหวังเศร้าใจในมนุษย์นั่นแล้ว ลองพิศภาพนี้ดูอาจช่วยให้คลายโทมนัสลงได้...ก็เพราะ



ภาพผู้ที่นั่งหน้าโพธิได้อย่างมั่นคง
คือพระผู้ละกิเลสได้นั่นเอง
หาใช่ปุถุชนคนธรรมดาไม่
นอกนั้นหลายชีวิต..จิตมนุษย์

โดย พี่ดอกแก้ว [20 ส.ค. 2553 , 09:20:27 น.] ( IP = 58.9.209.246 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ] [ 5 ] [ 6 ][ 7 ][ 8 ]


  สลักธรรม 41


สวัสดีค่ะพี่เณรและพี่ดอกแก้ว

แหม ! พี่เณรช่างประยุกต์ได้ตามสมัยกับพี่ดอกแก้วจริงๆ เลยค่ะ ๕๕๕ ตลกดีกับความหนาบางของพื้นผิวที่ต่างกันมีผลต่อค่า SPF ที่จะนำมาเป็นเกราะป้องกันผิวที่พี่เณรตั้งข้อสังเกตมา .. ใช่เลยค่ะ แต่ละคนมีความหนาบางของใจรวมไปทั้งหิริ-โอตตัปปะที่ไม่เท่าเทียมกัน หลักธรรมะที่จะนำไปใช้ก็คงต้องเหมาะสมกับชีวิตแต่ละคนด้วย คงจะไปเลียนแบบใครเพื่อให้ได้ผลดีเหมือนเขาก็ไม่ได้

วิชาปรัชญาที่น้องกิ๊ฟเคยเรียนนั้นก็เพื่อหา"ความจริง" ในยุคสมัยต่างๆ แต่พอเรียนจนจบแล้วก็ยังหากันไม่เจอ พบแต่ความมึนงงกันไปเป็นแถบๆ ต่างกับวิชาธรรมะที่พอเริ่มเรียนแล้วก็พบความจริงหลายอย่างที่น่าตกใจและน่าสลดใจ แล้วก็ตลกมากกับวิชาธรรมมานามัยที่พี่เณรจาระไนสรรพคุณอย่างน่าอัศจรรย์ กำจัดได้ทั้งพยาธิตัวตืดตัวกลมที่ฝังอยู่ในชีวิตหากเรามีความเพียรกันอย่างจริงจัง

คำสอนของหลวงพ่อที่พี่เณรยกมาในคราวนี้ที่บอกว่า "ไม่มีใครไม่ทำอะไรเพื่อตัวเอง" นั้นเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะและคงต้องหวนกลับมาใส่ใจให้มากๆ เพราะเมื่อเราเข้าใจคำว่า "ใครทำใครได้"แล้วเราก็จะทำไม่พลาดที่จะทำเพื่อตัวเองให้ดีขึ้น

และต้องกราบอนุโมทนากับพี่ดอกแก้วด้วยนะคะที่เบิกอรุณวันหยุดราชการด้วยกุศลที่ไม่หยุดตามไปด้วย ..เมื่ออ่านความเห็นของพี่ดอกแก้วแล้วก็ทำให้รู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างสกปรกชะมัด ที่เชื่อมโยงจากพยาธิของพี่เณรจนเรากลายมาเป็นตัวพยาธิเสียเองที่กินสิ่งโสโครกกันอย่างเพลิดเพลิน

ซึ่งเมื่อพิจารณากันให้ถ่องแท้แล้ว เราก็คือผู้ป่วยที่ไม่เคยขาดจากโรคกันเลยนะคะเพราะคลุกคลีอยู่กับสิ่งสกปรกอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ขาดไปหมดทั้งเครื่องป้องกันU V และ SPF แต่เราชอบคิดว่าตัวเองเป็นคนแข็งแรงกัน ซึ่งเมื่ออยู่ในภาวะปกติเราก็คงดูกันไม่ออกว่าใครป่วยเป็นโรคอะไร แต่พอมีของแสลงเข้ามาสักนิดหน่อยพยาธิทั้งหลายหรือโรคร้ายก็พร้อมจะออกอาการกันแทบทั้งนั้น ต่างกันก็ตรงที่ว่าใครจะมีความอดทนควบคุมอาการได้มากกว่ากันเท่านั้น

ทำให้นึกถึงคำสอนอีกคำหนึ่งของหลวงพ่อคือ "คำพูดฟ้องปัญญา กิริยาฟ้องขันติ" คำสอนนี้อย่างน้อยก็ทำให้เราหมั่นดูแลความอดทนของตนได้มากขึ้น และไม่พลาดพลั้งที่จะพูดหรือทำอะไรแบบใจเร็วด่วนได้หรือแฉกำพืดออกไป อย่างน้อยก็ไม่ส่งเสียงกรี๊ดๆ ตอนที่โดนทิงเจอร์ราดแผลกิเลสสดๆ ซึ่งเสียบุคลิกอันเสงี่ยมหงิมไปมากเลย หรือกลายเป็นคนพาลอย่างที่พี่ดอกแก้วบอกซึ่งทำให้มงคลต้องเสียหายไปหลายอย่าง

กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วและพี่เณรมากค่ะ ที่มาเติมความรู้ มาช่วยกางร่มให้ใจไม่ร้อนรนไปกับวิบากในวันหยุดราชการคราวนี้ ..สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [4 ก.ย. 2553 , 16:17:17 น.] ( IP = 110.168.129.24 : : )


  สลักธรรม 42

"คำพูดฟ้องปัญญา กิริยาฟ้องขันติ" คำของหลวงพ่อท่านคำนี้ทำให้เกิดการหยุดชะงักได้ดีเลยนะครับน้องกิ้ฟ เพราะไม่เช่นนั้นอาจเสียค่าโง่ไปแบบที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเอาเลยจริงๆ เพราะเราประมาทคนรอบๆตัวเราไม่ได้เลยจริงๆ พอทิ้งโง่ไปเขาก็น๊อกเอาเลย

พูดถึงเรื่องปัญญา นี่กว้างขวางมากและมีหลายระดับด้วย ทั้งขั้นสุตะ ขั้นจินตะ และขั้นภาวนา ตรงนี้กระมังที่หลวงพ่อท่านพยายามควบคุมเราๆไว้ ด้วยคำคมเช่นนั้น เพราะส่วนมากจะพูดคุยตามๆกันมาจากปริยัติซึ่งก็เป็นเนื้อธรรมที่ดีมีประโยชน์แก่การแก้ความเห็นผิด เช่นเห็นผิดว่า ตนเป็นรูป รูปเป็นตน มาเห็นถูกว่าเป็นเพียงขันธ์ คือรูปขันธ์ และนามขันธ์เท่านั้น แต่ถ้าเราไม่เข้าไปศึกษาด้วยการปฏิบัติแล้ว ปัญญาขั้นรู้จริงเห็นจริงจะไม่ปรากฏแน่ จะรู้ก็แค่สุตะเท่านั้นเอง ยิ่งถ้าเรียนผ่าน เรียนพ้น ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่นะครับ

เรียนผ่าน คือเคยผ่านๆมาแวะเรียน แล้วก็โอ้อวดว่าตนเคยเรียนพระอภิธรรมมาแล้ว ซ้ำยังอ้างครูด้วย โดยเฉพาะพี่เณรเห็นอ้างเสมอคือ ท่านอาจารย์บุญมี นั่นเอง เฮ้อ..ใครจะไปรู้ได้ว่าเรียนมามากน้อยแค่ไหน รู้จริงแค่ไหน ยิ่งท่านผู้ถูกอ้างไม่อยู่ให้ถามแล้วด้วย

เรียนพ้น คือถูกเกณฑ์มาเรียน มาอบรมอะไรทำนองนั้นนะครับ อาจใช้เวลาแค่ ๔-๕ วัน เพื่อให้พ้นจากข้อกำหนดที่ตนต้องรับผิดชอบหน้าที่ แล้วก็พ้นหน้าที่ไป พอถูกถามก็แสดงตนว่าเคยผ่านการอบรมมาแล้ว ฟังมาแล้ว รู้มาแล้ว สารพัดที่จะตอบออกไป
สรุปว่าทั้งเรียนผ่านและเรียนพ้น นี่ละครับสร้างความเสียหายมาแล้วมากต่อมาก ซ้ำยังมีทิฏฐิโอ้อวดแอบอ้างมากมาย

และเรื่องการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือวาจา เพราะอย่างที่น้องกิ้ฟบอกนั่นละครับ เสียบุคลิกอันเสงี่ยมไปเลย ทำให้มองเห็นถึงความอดกลั้นอดทนว่ามีมากน้อยแค่ไหน การแสดงออกที่เกิดขึ้นจากความคิดความรู้สึกตนนี่เอง ฟ้องได้ถึงขันติแบบที่หลวงพ่อบอกเลยนะครับ

การอยู่กับคนหมู่มากต้องระวังจริงๆนะครับ นอกจากจะต้องควบคุมวาจาและใจให้ดีโดยธรรมแล้ว พี่เณรว่าต้องใช้หลักของหลวงพ่ออีกหน่อยด้วยเพื่อปลอดภัยยิ่งขึ้น คือ...ไม่รู้ไม่เห็นเป็นดีที่สุด ถ้าจำเป็นจะต้องดูก็ดูเฉยๆไม่ต้องพูด และพูดให้น้อยที่สุด ผิดจะน้อยที่สุดตามนั่นเอง

นี่ก็ดึกแล้ว พี่เณรขอสนทนาธรรมเพียงแค่นี้ก่อนนะครับ ขอให้ธรรมคุ้มครองน้องกิ้ฟนะครับ สวัสดีครับ.

โดย พี่เณร [4 ก.ย. 2553 , 20:29:09 น.] ( IP = 61.90.94.161 : : )


  สลักธรรม 43



สวัสดีค่ะพี่เณร

กว่าจะเข้ามาอ่านได้ก็ค่ำมืดดึกดื่นไปเสียแล้ว และก็พาลให้ง่วงนอนขึ้นมาอีก รู้เลยละค่ะว่าใจมีความหนืดและหนักไม่ขยันในกิจการอันเป็นกุศล ซึ่งพอรู้สึกอย่างนี้แล้วก็เหมือนจะตาสว่างขึ้นมาเพราะทำให้นึกถึงกลุ่มของโสภณสาธารณเจตสิกที่อยู่ในกลุ่มของความเบา - อ่อน - ควร และตรงต่อการงาน ...เข้าใจเลยละค่ะว่าเป็นความรู้สึกคนละแบบกันเลย ซึ่งทำให้เข้าใจกระบวนการทำงานของกลุ่มเจตสิกตามปริยัติได้เพิ่มขึ้นอีกนิด

แล้วก็คงปฏิเสธคำพูดของพี่เณรไม่ได้หรอกนะคะที่บอกว่า "ถ้าเราไม่เข้าไปศึกษาด้วยการปฏิบัติแล้ว ปัญญาขั้นรู้จริงเห็นจริงจะไม่ปรากฏแน่" เพราะนักปริยัติคุยกันก็เห็นมีแต่เรื่อง บางทีก็พลอยจะได้บาปมากขึ้นไปอีกเพราะไปอวดรู้คาดคะเนเอาตามทฤษฎีที่ตนศรัทธา หรือไม่ก็ปะติดปะต่อเรื่องราวไปคนละขั้นคนละตอน

การศึกษาปริยัติหรือแม้กระทั่งการปฏิบัติชนิด "เรียนผ่าน เรียนพ้น" นั้นดูไม่น่าไว้วางใจเลยสักนิดนะคะ ให้โทษแก่ตนและคนอื่นได้ง่ายๆ เลย อ่านที่พี่เณรเขียนแล้วก็รู้สึกสงสารครูบาอาจารย์ท่านเหมือนกันที่ถูกนำมาอ้างเมื่อความชอบธรรมของใครต่อใครโดยที่ไม่สามารถโต้แย้งหรืออธิบายใดๆ เพิ่มเติมได้เลย ...นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อท่านนะคะที่บอกว่า "ไม่รู้จริงนิ่งเสียดีกว่า ไม่รู้แจ้งอย่าแสดงปัญญา ไม่รู้ทางข้างหน้าอย่ากล้าเดิน" เพราะถ้ากล้าพูดกล้าแสดงกล้าเดินไปโดยไม่รู้จริงแล้วคงต้องพบความเสี่ยงและความเสียหายเป็นอันมาก

สมัยที่สนใจศึกษาพระอภิธรรมมากๆ นั้นรู้สึกว่าตนเองโชคดีที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากหลวงพ่อเสือควบคู่ไปด้วย ทำให้ชีวิตปลอดภัยมากขึ้นในการใช้เวลาไปกับภาคปริยัติและปฏิบัติ รวมทั้งได้รับคำคมจากหลวงพ่อท่านมาสอนใจเพื่อขัดเกลาความประพฤติในชีวิตประจำวันให้ดูดีขึ้นด้วยค่ะ

เพราะหากเราจะมุ่งไปกำจัดกิเลสเพียงเฉพาะอยู่ในระหว่างการเข้าปฏิบัติธรรมก็คงไม่ได้ เพราะกิเลสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลากับชีวิตที่ขาดสติปัญญา และช่วงเวลาที่เราใช้ปฏิบัติธรรมก็น้อยกว่าที่เราใช้ไปในการดำเนินชีวิตที่อยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก

คำคมและคำสอนของหลวงพ่อนั้นช่วยจัดระเบียบชีวิตประจำวันให้อยู่ในกรอบของทาน ศีล ภาวนาได้อย่างมากมายและไม่รู้สึกขัดกับวิถีชีวิตตามปกติ ทำให้รู้สึกว่าแม้ในชีวิตประจำวันเราก็มีโอกาสกำจัดกิเลสแบบชั่วคราวได้บ่อยๆ หากนำคำสอนของหลวงพ่อมาปฏิบัติ โดยไม่ต้องไปเพื้อฝันว่าจะขุดรากถอนโคนกิเลสให้ได้เมื่ออยู่ในห้องปฏิบัติเท่านั้น หรือไม่คิดแต่เพียงว่าการศึกษาพระอภิธรรมคือการทำกุศลชั้นเลิศเพราะเป็นการสร้างปัญญาโดยตรง ซึ่งเมื่อคิดอย่างนั้นก็เท่ากับเป็นการดูถูกบุญชนิดอื่นและบุญที่ผู้อื่นทำไปด้วยโดยปริยาย ...เลยได้บาปมากขึ้นไปอีกเพราะความเปรียบเทียบบุญนี่แหละ

อิอิ ...รู้สึกว่าจะดึกมากแล้วค่ะ และก็ต้องขอลาหยุดจากการอ่านกระทู้สักสองวันนะคะเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ในการงานอาชีพ กราบขอบพระคุณ"ร่มธรรม"คำแนะนำดีๆ จากพี่เณรค่ะ






โดย น้องกิ๊ฟ [5 ก.ย. 2553 , 22:33:02 น.] ( IP = 58.9.130.166 : : )


  สลักธรรม 44

สวัสดีครับน้องกิ้ฟ

วันนี้กว่าพี่เณรจะเข้าอินเตอร์เน็ตได้ก็เที่ยงกว่าแล้วครับ การเชื่อมต่อดูรวนๆพิกล รู้สึกว่าเป็นกันหลายที่เชียว นี่ละครับการกระจายอะไรให้มีปริมาณมากๆแต่ขาดการดูแลตรวจสอบคุณภาพ

ทำให้พี่เณรนึกไปถึงกลุ่มคน ที่บางที่ต้องการปริมาณคนมากๆ และรู้สึกว่าสิ่งที่ตนหวังนั้นสมหวังตรงเห็นคนมากนั่นเอง แต่ขาดการตรวจดูคุณภาพของคนเหล่านั้น เพราะการที่มุ่งมองแต่ปริมาณนั้นสร้างความเสียหายได้นะครับน้องกิ้ฟ

เพราะเราไม่สามารถเชื่อมสัญญานความดี ความเห็นถูกให้ติดต่อเนื่องกับจิตคนได้อย่างถาวร บางครั้งดูเหมือนดีแล้วแต่หารู้ไม่ว่า มีไวรัส เข้ามาทำลายความดีนั้นได้เสมอ ไวรัสที่ว่านี้คือทิฏฐิเป็นตัวร้ายกาจเลย ลงได้เข้ามาแทรกซึมในฮาทดิสของชีวิตคือจิตแล้ว โอ๊ย..อย่าให้พูดเลย สร้างความอวดดื้อถือดี ส่งเสริมเจตสิกตัวรองคือมานะให้ลำพองตนว่ารู้แล้ว ดีแล้วสารพัดเลยครับ

ซึ่งตรงแป๊ะกับที่น้องกิ้ฟบอกเลยครับว่า.." อวดรู้คาดคะเนเอาตามทฤษฎีที่ตนศรัทธา หรือไม่ก็ปะติดปะต่อเรื่องราวไปคนละขั้นคนละตอน " อันตร้าย..อันตราย" ไม่เพียงแต่หลวงพ่อนะครับที่คอยตะล่อมจิตเราไม่ให้กระเจิงไปด้วยความเห็นผิดและนึกผิดๆ สมัยที่พี่เณรเรียนพระอภิธรรมกับอาจารย์พระมหาแสวง โชติปาโล ก็เช่นกัน ท่านมีกลยุทธ์มากจริงๆ เล่นเอาพี่เณรตอบอะไรไปไม่เคยที่ท่านจะคอนเฟิร์มทันทีว่า ใช่ ถูก มีแต่มองหน้า (ลอดแว่น)เสมอ

เช่นท่านถามว่า ทุกข์เกิดขึ้นที่ไหน พี่เณรรีบตอบด้วยความมั่นใจเลยว่า เกิดขึ้นที่ปัจจุบัน ๕๕๕๕ ท่านนิ่งไม่บอกว่าถูกต้อง และท่านก็ไม่ได้บอกว่าไม่ถูก สักครู่ใหญ่ท่านก็แสดงธรรมะและชี้ให้เห็นว่า ทุกข์มันเกิดขึ้นตามทวาร เป็นต้นและยังมีคำถามคำตอบแบบนี้มีมากมาย

พี่เณรยอมรับในความสุขุมลุ่มลึกของท่านมาก และตระหนักดีว่า การเรียนรู้อะไรนั้นต้องรู้ให้รอบคอบละเอียด เพราะแค่ทุกข์คำเดียวที่ท่านถามยังตอบได้หลายแง่มุม ซึ่งล้วนถูกต้องทั้งนั้น พี่เณรว่าเป็นวิธีการปราบทิฏฐิมานะได้ดีเยี่ยมเลยนะครับ ว่าอย่าทะนงตนไปว่ารู้ไปหมด เพราะยังมีผู้ที่รู้กว้างขวางยังมีอยู่ ตรงนี้ละครับทำให้ชะงักได้ในการแสดงทัศนะของตนเองออกไปแบบเสี่ยงๆ

ซึ่งตรงเลยครับกับหลวงพ่อเสือท่านสอนเตือนที่น้องกิ้ฟยกมานะครับว่า "ไม่รู้จริงนิ่งเสียดีกว่า ไม่รู้แจ้งอย่าแสดงปัญญา ไม่รู้ทางข้างหน้าอย่ากล้าเดิน" นี่ไงครับ "ครู" ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสองที่พี่เณรกับน้องกิ้ฟได้เคยพบกับท่าน และถูกท่านขัดเกลาชีวิตมา โชคดีๆจริงๆ

ว้า..น้องกิ้ฟไม่ว่างด้วย ๒ วันแนะ ดังนั้นพี่เณรก็จะขอคุยไว้แค่นี้ก่อนนะครับ และขอให้น้องกิ้ฟปลอดภัยในทุกสถานในกาลทุกเมื่อนะครับ

โดย พี่เณร [6 ก.ย. 2553 , 17:39:37 น.] ( IP = 58.9.91.37 : : )


  สลักธรรม 45



สวัสดีค่ะพี่เณร

กราบขอบพระคุณคำให้พรของพี่เณรเป็นอย่างสูงค่ะ และก็ชัดเจนเลยค่ะกับภาพ "ไวรัสในฮาร์ดดิสก์" ของชีวิตที่ขาดคุณภาพแต่มากไปด้วยปริมาณ ชีวิตที่ขาดคุณภาพนั้นแม้จะมีปริมาณน้อยก็สร้างความเดือดร้อนให้กับส่วนรวมได้มาก แต่ชีวิตที่มีคุณภาพแม้จะมีเพียงหนึ่งหรือสองก็สามารถสร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมได้มากเช่นกัน อย่างชีวิตที่มากไปด้วยคุณภาพของหลวงพ่อเสือและหลวงพ่อแสวงที่ท่านสามารถขัดเกลาชีวิตของพวกเราหลายคนให้งดงามขึ้นมาได้ทั้งในการปฏิบัติและด้านปริยัติ...นับเป็นความโชคดีจริงๆ ที่ได้เกิดมาแล้วพบกับทั้งสองท่าน


นึกถึงสมัยที่เรียนกับหลวงพ่อแสวงแล้ว นับเป็นห้องเรียนที่ทำให้พวกเราดูเป็นเด็กน้อยด้อยปัญญาไปเลยนะคะ เวลาเรียนพระอภิธรรมกับท่านนั้นเหมือนเล่มเกมฝึกสมอง แล้วพวกเราก็ได้โชว์โง่กันอยู่เรื่อยๆ ..อิอิ ท่านถามอะไรมาก็ตอบถูกยากเหลือเกิน แต่ก็น่าแปลกนะคะที่หลวงพ่อแสวงท่านไม่เคยอารมณ์เสียเลยที่เราตอบไม่ได้ แถมจะดูอารมณ์ดีด้วยซ้ำเหมือนทำให้เราจนมุมได้อยู่เรื่อยๆ และที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือทั้งที่ท่านเป็นผู้ทรงความรู้และชื่นชอบการอ่านตำราแต่ท่านมักจะเตือนพวกเราเสมอไม่ให้หลงไหลปริยัติจนขาดการปฏิบัติหรือเที่ยวอ้างตำราจาก "ฎีกา" ให้ระวังเป็น "ดีกู" ๕๕๕ ..ขำ

และก็ใช่เลยค่ะ การเรียนกับหลวงพ่อแสวงนั้นปราบทิฏฐิและมานะลงได้มาก การตอบไม่ถูกตรงนัยคำถามบ่อยๆ เป็นการฝึกนิสัยให้เราเป็นคนไม่กล้าอวดรู้ หรือเอาความรู้ไปข่มใคร จะพูดจะตอบอะไรก็ต้องใคร่ครวญแล้วใคร่ครวญอีกให้รอบด้านเท่าที่จะทำได้แม้จะมีคำตอบบางอย่างอยู่ในใจแล้วก็ตาม และท่านก็ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการรับฟังผู้อื่นด้วยความสงบ เป็นมารยาทที่น่าประทับใจมากเลยค่ะกับการเก็บคมไว้ในฝัก ...บุคลิกลักษณะเช่นนี้ทำให้นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อเสือเลยนะคะที่ท่านบอกว่า "การยอมรับฟังไม่ได้หมายความว่าจะต้องเห็นด้วย"

ในตอนแรกๆ ที่ฟังคำสอนนี้ก็มีการคิดออกนอกลู่นอกทางไปนิดหน่อยว่า "ก็ในเมื่อไม่เห็นด้วยแล้วจะไปฟังเขาให้เสียเวลาทำไม?" เพราะถ้ายอมฟังเขาอยู่นิ่งๆ นั้นอาจทำให้คนพูดเข้าใจผิดว่าเรายอมรับเรื่องเหล่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปๆ ก็ทำให้มองเห็นประโยชน์ได้มากขึ้นจากถ้อยคำนี้ เพราะนอกจากจะได้รู้ว่าเขาผู้นั้นมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไรแล้ว ยังเป็นการรักษาไมตรีและมีมารยาทให้เกียรติแก่กัน และยังเป็นการแสดงถึงความเมตตาที่ให้โอกาสผู้อื่นได้พูดในสิ่งที่ต้องการพูดโดยไม่ตัดรอนให้เสียน้ำใจ เพราะบางครั้งเวลายังไม่สุกงอมพอที่จะโต้แย้งหรือผู้โต้แย้งยังมีบารมีไม่มากพอที่จะทำให้แย้งแล้วไม่เกิดเรื่อง และที่สำคัญก็คือคำพูดนี้บ่งบอกถึงจุดยืนของผู้ฟังที่มีความมั่นคงมากในเรื่อง "ความจริง" อย่างที่หลวงพ่อเสือท่านให้ไว้เป็นคำคมว่า "ความจริงมีหลายระดับ จริงของเขา จริงของเรา และจริงของพระพุทธเจ้า"

อิอิ...การเป็นนักเรียนในห้องของหลวงพ่อเสือและหลวงพ่อแสวงนี่ ทำให้พวกเราเห็นข้อบกพร่องของตนเองอย่างมากมายเลยนะคะ แต่ก็พร้อมที่จะยอมรับเพื่อแก้ไขอย่างมีกำลังใจกันด้วย คืนนี้ขอราตรีสวัสดิ์ก่อนนะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ก.ย. 2553 , 22:38:35 น.] ( IP = 115.87.143.133 : : )


  สลักธรรม 46

สวัสดีตอนเช้าครับน้องกิ้ฟ

เช้านี้พี่เณรเปิดหน้าโฮม http://www.abhidhamonline.org/ และฟังเสียงที่คุณชินกร ไกรลาศขับร้องบทเพลงที่กล่าวถึงท่านอาจารย์บุญมี ตอนหนึ่งที่บอกว่า.." ห้องเรียนเสือพิทักษ์ ที่พิงพักนักศึกษา คือแหล่งแห่งปัญญาชื่อว่าอภิธรรม " ฟังแล้วอบอุ่นมากเลยนะครับ เพราะเป็นห้องที่มีหลวงพ่อเสือ อาจารย์บุญมี และหลวงพ่อแสวง เคยมาสร้างชีวิตใหม่ให้แก่เราท่านมานานแล้วนาน จวบจนวันนี้ ยังเป็นที่พักพิงใจของเราได้มีการสวดมนต์ สร้างทางให้แก่ตนเองเสมอมา และยังเป็นห้องที่ อ.บุษกร เมธางกูร (พี่ดอกแก้ว) มาปฏิบัติหน้าที่ให้ชีวิตเป็นทาน พร้อมทั้งข้อคิดมากมาย อีกทั้งแสดงจุดยืนของตนเองอย่างมั่นคงมายาวนาน

หลายชีวิตที่ได้เข้ามาพิงพักเพื่อรักษาตนให้เกิดความเห็นถูก มาเพื่อบำบัดทุกข์ต่างๆที่ต่างพกมาหาทางแก้ไข โดยมีหลวงพ่อเสือท่านให้ความเมตตากรุณาต่อทุกชีวิต จนต่างมีอาวุธประจำตัวไปกันทั่วถ้วน อยู่ที่ว่าจะสามารถหยิบออกมาใช้ได้มากน้อยกันแค่ไหน

ภาพต่างๆในอดีตไม่ว่าตอนหลวงพ่อเสือท่านอยู่เป็นประธานในห้อง ลูกศิษย์มากมายล้นหลามต่างมีสีหน้าสดชื่น ปิติยินดีกันที่ได้รับฟังธรรมที่ไหลพรั่งพรูออกมา ทั้งแง่ธรรมและคำคมสอนและเตือนใจ ..ภาพท่านอาจารย์บุญมี ในวัยชราที่ควรหยุดพัก แต่ท่านก็พยุงร่างกายที่ป่วยมากมาสอนธรรมะ ในบ่ายวันเสาร์ ด้วยจิตที่แข็งแกร่งในอุดมการณ์ แหละภาพหลวงพ่อแสวงที่มาประจำเพื่อสอนพระอภิธรรมแทนหลังจากที่ท่านอาจารย์บุญมีมรณะภาพลง จนกระทั่งท่านเองล้มป่วยเข้าออก รพ.หลายครั้ง ท่านก็ยังมุ่งมั่นสอนพวกเราให้รู้ถึงพระอภิธรรม จวบจนวาระสุดท้ายของท่าน..

พระคุณทั้ง ๓ งดงามแจ่มใสเสมอ พี่เณรระลึกในพระคุณของท่านตลอดมา และเป็นภาพในอดีตที่งดงามหาผู้ใดแทนมิได้เลยจริงๆ

มาบัดนี้กาลเวลาได้ผ่านพ้นไปนานเหลือเกิน เชื่อว่าหลายคนยังคงสะท้อนหัวใจกันมิใช่น้อยเลย ที่ครานั้นต่างชะล่าใจกันมาก โดยให้เวลาแห่งชีวิตตอนนั้นน้อยไป ในขณะที่ผู้ทรงความรู้ความสามารถยังอยู่เป็นร่มไทรของเรา จะเหลือก็คือความทรงจำในคำสอน อีกทั้งตัวอย่างการใช้ชีวิตครูอย่างสุขุมเยือกเย็น หนักแน่น

แต่ก็เชื่อว่ายังมีลูกศิษย์อีกหลายๆท่าน ที่นำความรู้ที่ครูได้ถ่ายทอดไว้ นำกลับมา สอนใจ ฝึกจิต และผลิตปัญญา ให้แก่ตัวเอง คำนี้อีกนั่นแหละ ที่หลวงพ่อเสือท่านเพียรบอกเราเสมอว่า ธรรมะเมื่อฟังแล้ว ต้องนำธรรมนั้นมาสอนใจตนเอง ไม่ใช่ไปสอนคนอื่นโดยไม่สอนตน ต้องนำมาฝึกจิตให้คล่องในการคิดดี นึกดี เช่น รู้กระทบและรู้กระทำ ว่าที่กระทบคือวิบาก แต่ที่กำลังกระทำคือกรรม เมื่อหมั่นฝึกรู้เช่นนี้ก้เป็นการผลิตปัญญาให้เกิดและกลับมาคุ้มครองกรรมใหม่ที่ตนจะทำได้นั่นเอง

เช้านี้ฝนตั้งเค้าแต่เช้าเลยนะครับน้องกิ้ฟ รักษาสุขภาพด้วย ระวังโดนฝน เดี๋ยวจะเป็นหวัด กางร่มนะครับ เพื่อป้องกันทั้ง ไข้กาย และไข้ใจ นะครับ รับรองว่า ถ้าร่มธรรมที่หลวงพ่อท่านให้เราไว้ กางให้แก่ตนเองเสมอ พายุอารมณ์ หรือไตฝุ่นที่พัดมาจากภายนอก ไร้อิทธิพลจริงๆครับ

และที่สำคัญขอบุญกุศลที่น้องกิ้ฟเพียรสร้างสมมา อีกแรงกุศลของพี่เณรด้วย รวมกันให้มีพลัง ส่งผลไปคุ้มครอง คุณพ่อของน้องกิ้ฟ ให้ฟื้นจากความเจ็บป่วยตอนนี้โดยไว สามารถกลับมามีชีวิตที่สมบรูณืพร้อมให้สติปัญญาเกิดขึ้นได้ง่ายๆ บ่อยๆนะครับ. โอมเพี้ยงๆ พี่เรรขอส่งใจไปเป่าให้ครับ.

โดย พี่เณร [8 ก.ย. 2553 , 08:50:25 น.] ( IP = 58.9.75.198 : : )


  สลักธรรม 47

สวัสดีค่ะพี่เณร และน้องกิ้ฟ ที่คิดถึง

วันนี้ได้มีโอกาสกลับมาที่กระทู้นี้อีก จึงทราบว่าคุณพ่อของน้องกิ้ฟป่วย พี่ดอกแก้วขอให้อำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และอำนาจแห่งกรุณาธรรมของหลวงพ่อเสือท่าน ช่วยขจัดปัดเป่าให้ท่านทุเราและหายโดยเร็วนะคะ

ย้อนไปอ่านที่น้องกิ้ฟกับพี่เณรคุยกัน ดีมากๆนะคะที่ต่างมีจุดยืนในการที่จะประคองใจตนเองให้ดีด้วยคำสอนของครู ที่ท่านได้ให้ทางออกของปัญหาไว้

หลายสิ่งหลายอย่างที่ชีวิตต้องพบเจอกับหลายถ้อยคำที่นำมาแก้ไข ล้วนทำให้ชีวิตเดินก้าวออกจากปัญหาต่างๆได้ สมกับที่หลวงพ่อเสือท่านสอนเลยนะคะว่า " มองให้รู้ ดูให้จำ ทำให้เลือก " เข้าใจว่าท่านคงต้องการสื่อให้เรา มองให้รู้ว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนชั่ว มองให้เห็นคุณธรรมและอธรรมที่มีอยู่ในตนและคนอื่นๆ มองจากพฤติกรรมที่ทำๆกันนั่นเอง และให้จำว่าการทำนั้นๆให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ ซึ่งก็คือตัวเราเองทั้งนั้นเป็นเจ้าของกรรมเหล่านั้น

เมื่อมองรู้ดูจำแล้ว ก็ให้เลือกทำ อย่าทำในสิ่งที่เราเองก็เห็นว่าไม่ดีให้ได้ ด้วยการพยายามย้ายใจออกจากเรื่องราว มีสติระลึกรู้สึกตัวอยู่เสมอๆ เพราะสตินี้เองจะทำให้เราหยุดยั้งความหยาบทั้งกายและใจของตนเองได้

หลวงพ่อท่านยังสอนอีกนะคะว่า " ไม่มีอะไรเที่ยงแท้มั่นคง ไม่มีอะไรดำรงอยู่ได้ " จะยึดมั่นถือมั่น รัก เกลียด ชอบ ชังกันไปใย ไม่นานเราก็ต้องพลัดพรากจากไปจากสิ่งทั้งหลาย จากคนทั้งหลายทั้งที่รักเรา เรารัก เป็นต้น

เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้ว หน้าที่ที่ควรทำเพื่อจะได้เก็บจำแต่อารมณ์ที่ดีน่าปรารถนาก็คือ ความดีทั้งปวงเอาไว้มากๆ เพราะกำลังแห่งความดีเท่านั้นที่จะมาปกป้องคุ้มครองเราได้

ดีใจด้วยนะคะในเส้นทางแห่งความดีนั้นที่ทั้งน้องกิ้ฟและพี่เณรดำเนินอยู่ อาจจะเจอไตฝุ่นแบบพี่เณรว่านะคะ มาโดยอพยบใจไม่ทันบ้างทำให้รู้สึกท้อแท้ แต่อย่าลืมนะคะห้ามท้อถอยหลวงพ่อท่านสั่งไว้ค่ะ.

โดย พี่ดอกแก้ว [8 ก.ย. 2553 , 14:08:40 น.] ( IP = 58.9.75.198 : : )


  สลักธรรม 48




สวัสดีค่ะพี่เณรและพี่ดอกแก้ว

กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงเลยค่ะที่ทั้งพี่เณรและพี่ดอกแก้วให้ความเมตตาส่งพลังใจ พลังกุศล พลังแห่งพระรัตนธรรม และน้อมนำพลังกรุณาจากหลวงพ่อเสือไปคุ้มครองรักษาคุณพ่อของน้องกิ๊ฟที่กำลังไม่สบายอยู่ในขณะนี้ ก็คงเป็นธรรมดากับความเจ็บป่วยของบิพามารดาที่ผู้เป็นลูกจะต้องมีความวิตกกังวลใจในโรคภัยที่เกิดขึ้น แม้จะพิจารณาได้ว่าถึงวัยชราที่ความเสื่อมมาถึงและเป็นอกุศลวิบากของท่านก็จริง แต่นั่นเป็นการพิจารณาตามปริยัติเท่านั้นความฟุ้งซ่านทั้งหลายจึงยังเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลาฉุกเฉินที่ดูจะมีความกังวลกันมากเป็นพิเศษ

แต่ก็เป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ได้ฟังคำสอนของหลวงพ่อเสือมาเป็นระยะเวลาไม่น้อย เลยทำให้วางใจได้และดำเนินชีวิตอย่างมีสติปัญญาเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ สถานการณ์หรือวิบากที่เข้ามาสู่ชีวิตนั้นพิสูจน์ได้เลยนะคะว่า เรามีรากธรรมหยั่งลงได้ชีวิตมากน้อยขนาดไหน ..ในยามที่เราเป็นผู้ดูหรือผู้ฟังเราอาจมีจินตนาการไปว่า เขาน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ และสามารถวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของผู้อื่นได้เป็นฉากๆ ไปเลยก็มี แต่เมื่อถึงคราวที่ตนเองต้องตกอยู่ในฐานะของผู้เผชิญคือพบเรื่องราวเหล่านั้นบ้างก็ทีนี้จะรู้แล้วละว่า เราเก่งสมกับปากที่พูดไว้หรือเปล่า หรือว่าดีแต่ปากไปเท่านั้น

อย่างในสมัยก่อนตอนที่เห็นสติ๊กเกอร์คำว่า "สติ" แล้วมีรูปหลวงพ่อเสืออยู่ด้วยนั้น ก็รู้สึกเพียงเป็นภาพสัญลักษณ์ที่กันความซุ่มซ่ามเพราะเขาชอบติดไว้ตามประตูกระจกและตามประตูตู้ จึงเข้าใจว่าติดไว้เป็นคำเตือนที่ต้องการให้ระวังไม่ให้เดินชนกระจกหรือเปิดตู้แล้วมีของหล่นใส่ ..อิอิ แต่เมื่อได้ฟังคำสอนของหลวงพ่อมาเรื่อยๆ คำว่า "สติ" กลายเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์มาก และมากเกินกว่าที่จะกันแค่ความซุ่มซ่ามในการเดินชนกระจกหรือเปิดตู้ เพราะไม่ว่าจะเหยียดมือเหยียดขา อ้าปากพูดจา หรือนึกคิด ก็ต้องใช้สติให้มากๆ เพราะจะเป็นบันไดสู่ความดีงามได้ประณีตขึ้น สติเป็นเหมือนความสงบที่สยบความเคลื่อนไหวที่ทำให้เห็นอะไรได้ชัดและกลายเป็นขุมพลังที่จะขับเคลื่อนกุศลให้กล้าแข็งยิ่งขึ้นๆ

การได้ฟังคำสอนจากหลวงพ่อมานานทำให้มีโอกาสได้ฟังแง่มุมต่างๆที่ท่านนำมาอธิบาย และได้หัดใช้คำสอนของท่านในชีวิตในเรื่องเล็กๆ น้อย มาเรื่อยๆ ผ่านระยะเวลาหลายๆ ปี ..ทำให้มีความชำนาญในการรับมือได้ดีขึ้นกับเรื่องราวทั้งหลาย คำสอนหนึ่งที่ปรากฎขึ้นมาท่ามกลางเรื่องราวที่หลากหลายก็คือ "ให้ทำเต็มความสามารถ เพราะเกินความสามารถไม่มีใครทำได้" เมื่อคิดอย่างนี้ได้ก็จะมีจุดยืนที่สงบบนความวุ่นวาย ไม่พะวักพะวนห่วงหน้าพะวงหลังจนทำให้การงานเสียหายไปทั้งหมด เพราะเมื่อสิ่งหนึ่งกำลังเกิดปัญหาแต่ว่าเราไม่มีความสามารถแก้ไขได้ทั้งที่ใช้ความสามารถอย่างที่สุดแล้ว เพราะคนเราอาจจะเก่งเกินกันแต่ไม่เก่งเกินกรรม จึงควรใช้เวลาในช่วงดังกล่าวไปทำอย่างอื่นที่ดีกว่าการวิตกกังวลฟุ้งซ่าน และก็ไม่ต้องมานั่งสำนึกเสียใจในภายหลังว่าพลาดอะไรไปหรือน่าจะทำให้ดีกว่านี้

การที่พี่เณรกล่าวถึงพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร นั้นทำให้น้องกิ๊ฟรู้สึกว่า เป็นผู้หนึ่งที่ชะล่าใจอยู่เหมือนกัน เพราะถึงจะได้มาพบกับท่านไม่นาน ซึ่งในความไม่นานนั้นก็ยังมีโอกาสที่จะได้ศึกษาและซักถามปัญหาพระอภิธรรมกับท่าน...แต่ก็ไม่ได้ทำ จนกระทั่งมาศึกษาพระอภิธรรมกับหลวงพ่อแสวงซึ่งมีความยากมากในการเริ่มต้น ก็เลยหันกลับมาพึ่งท่านอาจารย์บุญมีด้วยการอ่านหนังสือของท่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าและฟังเทปบรรยายพระอภิธรรมที่มีอยู่ในมูลนิธิ ซึ่งจำได้แม่นเลยค่ะว่าเทปบรรยายพระอภิธรรมปริจเฉทที่ ๑ จำนวนร้อยกว่าม้วนนั้น หลวงพ่อเสือท่านเป็นสปอนเซอร์ให้การสนับสนุนซื้อเทปจากมูลนิธิให้พวกเราฟัง ..อิอิ ซึ่งนั่นก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่ทำให้เกิดความพยายามศึกษา

และแล้วก็เหมือนประวัติศาสตร์ซ้ำรอยโดยที่เราไม่ได้ใช้ชีวิตแบบ " มองให้รู้ ดูให้จำ ทำให้เลือก " เพราะเมื่อสิ้นท่านอาจารย์บุญมีไปแล้วเราก็ยังไม่รู้สึก ไม่ได้จดจำ และไม่ได้เลือกทำให้ดีเพราะคิดว่ายังมีตัวช่วยยังมีคนนั้นคนนี้ให้พึ่งพาอาศัย ตอนที่หลวงพ่อแสวงท่านยังมาสอนได้ก็ไม่ค่อยจะกระตือรือร้นเท่าใดนัก ตำราที่ท่านแจกก็วางไว้ทิ้งๆ ขว้างๆ แต่พอท่านจากไปแล้วก็ขวนขวายหาหนังสือของท่านและนำมาอ่านอยู่บ่อยครั้ง และก็ใช้เป็นหนังสือหลักในการค้นคว้าหาคำตอบปัญหาทางพระอภิธรรมตลอดมาด้วย ...อิอิ เป็นเรื่องตลกที่ไม่น่าขำเลยนะคะ เพราะเสียโอกาสดีๆ ในชีวิตไปมากเลย และถึงเราจะเกเรกันมากสักหน่อยในสมัยก่อน..แต่พระครูผู้เมตตาทั้งสามท่านก็ยังมอบภาพดีๆ ไว้เราจดจำรำลึกถึงได้เสมอ แล้วก็เป็นแรงดึงดูดดันอันสำคัญที่ทำให้เราไม่เดินไปนอกเป้าหมาย

กราบขอบพระคุณพี่เณรและพี่ดอกแก้วอีกครั้งนะคะสำหรับสิ่งดีๆ ที่นำมาเขียนและถ่ายทอดให้ด้วยความเมตตาน่ะค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ย. 2553 , 10:24:06 น.] ( IP = 125.27.183.3 : : )


  สลักธรรม 49

สวัสดียามบ่ายครับน้องกิ้ฟ

วันนี้น้องกิ้ฟร่ายยาวเลย แต่ก็เป็นประโยชน์มาก ทำให้พี่เณรคิดตามไปแล้วเข้าใจอะไรๆขึ้นอีกหลายๆอย่าง และเห็นถึงพลานุภาพของสติ ที่มาช่วยป้องกันอกุศลจิตได้อย่างเยี่ยมยอดตามที่น้องกิ้ฟเล่ามา

สติ๊กเกอร์ "สติ" พอน้องกิ้ฟพูดถึง พี่เณรก็เห็นภาพเลย รูปหลวงพ่อและคำว่าสติ เป็นคล้ายยันต์ที่กันชนกระจก แม้แต่ตู้เย็นที่ลูกศิษย์บางท่านนำไปติด ๕๕๕ ซึ่งในสมัยนั้นเบอร์ ๕ ประหยัดไฟยังไม่มีติดมากับตู้เย็น แต่มีหลวงพ่อแทน เพื่อให้ประหยัดในการใช้ชีวิตอยู่กับกิเลส เพราะเวลาจะเปิดตู้เย็นหยิบอะไรทานกัน จะได้ชะงักลงบ้าง

แต่ไม่มีอะไรเก่งเกินกรรม ตรงนี้พี่เณรหมายถึงอาจิณกรรมนะครับ ต่อให้ติดหลวงพ่อไว้เต็มไปหมด แต่ถ้าความสันทัดในการกินอยู่ ขอใช้คำว่า " พระก็ช่วยไม่ได้ " จะเปิดหาของกินเสียอย่าง

ต้องอาศัย รากธรรม (คำนี้ของน้องกิ้ฟเพราะจัง)ที่หยั่งรากลงสู่ใจอย่างแข็งแรงเท่านั้นที่จะต่อต้านกับวัชพืช คือกิเลสต่างๆได้

ในพรรษานี้พี่เณรเองก็ตั้งใจงดอาหารเย็น โดยไม่ทานอะไรหลังบ่าย ๓ โมง แต่ในที่สุดก็แพ้ครับ มิหนำซ้ำยังมีคำต่างๆที่มาเข้าข้างตนเองมากมาย เป็นต้นว่า ไม่เป็นไรเราต้องทานยา หรือเมื่อต้องออกไปกับเพื่อนหรือลูกศิษย์ ทานเถอะเพื่อเเขาจะได้ไม่เสียน้ำใจอะไรต่อมิอะไรที่จะนำมาหักล้าง นี่ไงครับความไม่เด็ดเดี่ยวของเราเอง

การตั้งใจทำอะไรแล้วทำได้ นับเป็นเรื่องยากมาก ต้องอาศัยการฝึกฝนจริงๆ โดยเฉพาะต้องมีการเคารพในคุณและศรัทธาในเหตุแห่งความดีงาม มิเช่นนั้นพ่ายแพ้กิเลสตนเองไปหมดดังคำหลวงพ่อท่านสอนว่า " จริงเสียอย่างเดียว สำเร็จได้ทุกอย่าง " แต่เป็นเพราะขันติธรรมที่ยังไร้รากแก้ว จึงทำให้การปลูกต้นไม้ใจล้มลงกลางคันบ่อยๆ

ทำให้นึกไปถึงการมุ่งสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ท่าน กว่าจะสมบูรณ์ต้องแลกด้วยชีวิตเป็นอนันตชาติ หลวงพ่อท่านเคยกล่าวกับพี่เณรว่า ท่านเหล่านั้นล้วนมีความสามารถที่จะก้าวออกจากกองเพลิงแห่งทุกข์ได้ แต่ด้วยสัจจะอธิฐาน ที่จะนำชีวิตที่เปี่ยมด้วยบารมีแล้วมาช่วยรื้อขนสัตวโลกผู้หลงทาง ให้สามารถรู้ธรรมอันเป็นทางนำออกจากความทุกข์ไปด้วย
ท่านจึงไม่ก้าวออกไป ตรงนี้พี่เณรซาบซึ้งในพระคุณที่ยิ่งใหญ่นั้นมาก นึกทีไรน้ำตาจะไหลเสมอ และก็ต้องกลับมามองเป้าหมายของตนเอง การกระทำที่ยังขาดความอดทน คือขันติธรรมอยู่อย่างมาก ทั้งๆที่เสียงของหลวงพ่อท่านก้องในใจบ่อยๆว่า "จงทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ อย่าทำเพื่อแก้ยาก"

สำหรับการวางใจของน้องกิ้ฟที่มาเป็นผู้เผชิญอยู่นั้น พี่เณรว่าน้องกิ้ฟเก่งมากเลยนะครับ ที่พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเต็มความสามารถ และจิตก็สงบจากความกังวลลงไปได้ พี่เณรขออนุโมทนาจริงๆครับ

โดย พี่เณร [9 ก.ย. 2553 , 14:13:14 น.] ( IP = 58.9.148.159 : : )


  สลักธรรม 50

สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟ ... สวัสดีค่ะพี่เณร

มาอ่านที่น้องกิ้ฟเขียนคราวนี้ทำให้คิดถึงคุณพ่อ ( อาจารย์บุญมี เมธางกูร ) มากเลยค่ะ ๒๕ พฤศจิกายน ที่จะมาถึงนี้ ก็ ๑๙ ปีเต็มแล้วที่คุณพ่อท่านจากไป จำได้ว่าความรู้สึกตอนนั้นมันทรมานมาก มีอาการที่เด่นชัดจนได้ว่า ปวดและแน่นหนักในหัวใจ รับรู้สึกได้ถึงกลิ่นเลือดที่มันไหลข้างในเลยค่ะ และตามมาด้วยอาการอีกสารพัดที่โหมเข้ามา อ่อนแรง หมดอาลัยในชีวิต แม้กระทั่งน้ำที่ดื่มผ่านคอไปนั้นมันช่างแสนยาก

ความพลัดพราก เป็นความทุกข์จริงๆ ทั้งๆที่ทราบว่า " ท่านก็ได้จากไปด้วยอาการสงบ " ปราศจากความเจ็บปวดลงแล้ว แต่ผู้ที่อยู่นี่ซิคะเป็นผู้เจ็บปวดแแทนต่อไป

ความยึดถือ สร้างความปวดร้าวอย่างยิ่งเมื่อต้องพบความพลัดพรากนั้น ดังนี้เองพระพุทธองค์จึงทรงตรัสไว้ว่า " ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข "

หลังจากพยายยามรักษาไข้ (ใจ) ด้วยรับเอาธุระทั้งหลายต่อจากคุณพ่อ ..เอาความดีเป็นยา เอาเจตนาที่จะดูแลมูลนิธิ เป็นเครื่องบูชารำลึกถึงท่าน... ก็นานหลายปีกว่าใจจะหายปวด บาดแผลจากการยึดนั้น เป็นบทเรียนที่มีค่าที่สุด ทำให้พี่ไม่เคยเอาใจไปผูกพันกับสิ่งใดหรือคนใดอีกเลย เพียงทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เต็มความสามารถ ดั่งที่หลวงพ่อเสือท่านสอนไว้ และใช้เวลาที่เหลือของตนเองให้เกิดประโยชน์ที่สุดนะคะ ทุกวันนี้สบายใจมากที่ไม่มีที่รักที่ชัง และอาศัยการอยู่ลำพังนี้ให้คุ้นชิน เป็นการป้องกันใจตนเองไม่ให้ทุกข์อย่างแสนสาหัสเหมือนที่เคยมีอีกแล้วนะคะ

ไม่ใช่เก็บกักตัวเอง แต่เป็นการไม่ปล่อยใจให้โลดแล่นได้อิสระแบบเดิมๆเท่านั้น เกรงฤทธิ์ของกิเลสที่พร้อมจะพุ่งพรวดออกจากหม้อดินที่เพียรปิดฝาไว้ แล้วถ่วงน้ำให้จมมากที่สุดเท่านั้นเองนะคะ เพราะถ้าประมาทเผลอเมื่อไหร่ โหยหวนยิ่งกว่าแม่นาคเสียอีกนะคะ

ดีใจกับน้องกิ้ฟด้วยจริงๆ ที่ยังใช้โอกาสที่เหลือ พัฒนาความรู้ในด้านพระอภิธรรม เสียงของคุณพ่อท่านฟังง่าย และฟังแล้วอารมณ์ดีด้วย คุณพ่อท่านมีเมตตามากแม้กระทั่งในน้ำเสียง พี่เองก็ทราบว่า ซีดีการสอนพระอภิธรรม ๙ ปริเฉทของท่านแผ่หลายมาก และก็ยังคงความมีประโยชน์อย่างยิ่งแม้ว่าท่านจะจากไปนานแล้ว

ส่วนที่พี่เณรยกคำสอนของหลวงพ่อเสือที่ว่า " จริงเสียอย่างเดียว สำเร็จได้ทุกอย่าง " เห็นด้วยค่ะเพราะถ้าลงตั้งใจทำแล้วโดยไม่หมดศรัทธาเสีย ไม่ว่าสวรรค์ก็ไปได้ พระนิพพานไปถึงได้แน่นอนค่ะ แต่ด้วยจิตใจที่ซัดส่ายมักมากและขี้เบื่อของปุถุชนนั่นเอง จึงทำให้เป้าหมายกระจัดกระจาย และในที่สุดก็ จริงไม่ได้สักอย่างเลย นี่ละค่ะ หลายชีวิต จิตมนุษย์

โดย พี่ดอกแก้ว [9 ก.ย. 2553 , 18:36:16 น.] ( IP = 58.9.232.242 : : )
[ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ] [ 5 ] [ 6 ][ 7 ][ 8 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org