มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หลายชีวิต..จิตมนุษย์






หลายชีวิต จิตมนุษย์


เป็นประโยคที่รวมความรู้สึกได้หลากรสจริงๆนะคะ และยังเป็นข้อความที่เป็นปริศนาในจิตใจของคนเราได้อย่างดี ที่สามารถเก็บมูลรากอนุสัย จริต ขันธสันดาน และถูกเชื่อต่อไว้ด้วยภพอย่างเหนียวแน่น..!

ใบโพธิ หรือ ต้นโพธิ

เป็นสัญลักษณ์ที่เราชาวพุทธทราบดีว่า..เสมือนแทนคำบอกว่ารู้แจ้งเห็นจริง รู้ได้ถึงอะไรดี - อะไรชั่ว อะไรควรทำ - อะไรไม่ควรทำนั่นเอง

หากในยามผิดหวังเศร้าใจในมนุษย์นั่นแล้ว ลองพิศภาพนี้ดูอาจช่วยให้คลายโทมนัสลงได้...ก็เพราะ



ภาพผู้ที่นั่งหน้าโพธิได้อย่างมั่นคง
คือพระผู้ละกิเลสได้นั่นเอง
หาใช่ปุถุชนคนธรรมดาไม่
นอกนั้นหลายชีวิต..จิตมนุษย์

โดย พี่ดอกแก้ว [20 ส.ค. 2553 , 09:20:27 น.] ( IP = 58.9.209.246 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ] [ 6 ] [ 7 ][ 8 ]


  สลักธรรม 51



สวัสดีค่ะพี่เณรและพี่ดอกแก้ว

โห..วันนี้ภารกิจเยอะมาก กว่าจะเข้ามาตรงนี้ได้ตาก็เริ่มจะปรือแระค่ะ ..

ความสุขอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ก็คือ การที่รู้ตนว่าสามารถทำตามข้อธรรมที่ควรประพฤติหรือคำสอนของครูบาอาจารย์ได้แล้วในบางเรื่องที่แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ การที่รู้ว่าสามารถกำจัดสิ่งไม่ดีหรือหลีก ละ ลด เลิกได้ในบางเรื่องเหล่านั้นเป็นเหมือนชัยชนะที่นึกถึงทีไรก็ภาคภูมิใจและมีความสุขได้เสมอ ซึ่งเป็นเหมือนแรงผลักดันให้กล้าที่จะมีความเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้นเพื่อที่จะก้าวไปสู่ "การแจ้งแก่ใจ สลดจิต เปลี่ยนวิถีชีวิต และไม่คิดกลับคืน" ตามคำที่หลวงพ่อสอน

การที่รู้ว่าเรายังไม่ดีในส่วนไหนและดีขึ้นแล้วในส่วนไหน .. เป็นเรื่องส่วนตัวที่สำคัญมากของแต่ละคนเพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อปัจจุบันชาติและอนาคตชาติ หลายคนหวังที่จะทำดีอย่างโน้นอย่างนี้แล้วก็มีความหวังไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยย้อนกลับมาประเมินผลความประพฤติของตนเท่าใดนัก โอกาสที่จะได้ชื่นชมกับความสำเร็จของตนก็เลยน้อย จึงไม่ค่อยมีทุนใจที่จะก้าวไปข้างหน้า ถ้าหากเราจดจำความดีของตนเองได้บ้างก็คงไม่ต้องรอกำลังใจจากใคร คิดแล้วก็นึกถึงคำของหลวงพ่อที่มักตักเตือนพวกเราเสมอว่า "ความจำดี มีแต่เรื่องอกุศล" อิอิ..ขำ

แล้วก็ขอขำต่อตรงที่พี่เณรตั้งใจงดข้าวเย็น อิอิ ...เดี๋ยวใครมาอ่านแล้วจะเข้าใจผิดได้ว่า เณรที่นี่แอบฉันข้าวเย็น โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นนามแฝงของอาจารย์เทพธรรมเท่านั้น ๕๕๕

เรื่องของการสร้างบารมีนี่เป็นเรื่องราวที่เหมือนยาขมเลยนะคะ ช่างฝืนความรู้สึกเสียจริงๆ ในการรับประทาน แล้วก็มองเห็นความเกี่ยวเนื่องของสัจจะบารมีที่เป็นสิ่งเกื้อกูลบารมีอื่นๆ ให้เต็มพร้อม ... หากขาดเสียซึ่งความจริงใจที่จะกระทำแล้ว ก้าวแรกแห่งการกระทำก็ย่อมไม่เกิดขึ้น และหากไม่มีกำลังแห่งความซื่อสัตย์ต่อเป้าหมายแล้วก้าวสุดท้ายของความสำเร็จก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้เช่นกัน... นึกถึงเรื่องราวการสร้างบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์แล้วล้วนเริ่มจาก "มโนปณิธาน" ความมุ่งมาดปรารถนาที่จะกระทำให้สำเร็จแล้วก็มีการตั้งสัจจะผสานไปกับมโนปณิธานในเรื่องต่างๆ และนอกจากจะนึกถึงเรื่องของพระโพธิสัตว์แล้วก็ยังนึกถึงครูบาอาจารย์ทุกท่านด้วยค่ะ ที่แต่ละท่านต่างก็ "พูดจริง ทำจริง" ถ่ายทอดสิ่งที่ดีและเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่พวกเราเสมอ

อ่านประสบการณ์ความพลัดพรากของพี่ดอกแก้วแล้วเห็นถึงความน่ากลัวของความทุกข์ซึ่งเราผู้เป็นปุถุชนนั้นหลีกเลี่ยงยากเหลือเกินที่จะไม่เผชิญกับความทุกข์ชนิดนี้ และยิ่งมีชีวิตที่แวดล้อมไปด้วยญาติมิตรด้วยแล้ว ทุกข์ชนิดนี้ก็ตามมาแผ้วพานได้มาก ..แล้วก็เห็นถึงความเก่งกาจของพี่ดอกแก้วที่สามารถพลิกฟื้นเปลี่ยนแปรความทุกข์ที่ได้รับให้กลายมาเป็นความสุขในการสืบสานงานเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาคุณ ซึ่งมีจุดยืนที่ไม่สร้างเครื่องร้อยรัดใจขึ้นใหม่ด้วยการใช้ชีวิตอย่างสันโดษพร้อมบำเพ็ญเนกขัมบารมีไปด้วยในตัว และในที่สุดพี่ดอกแก้วก็ย้อนกลับมาที่หัวข้อกระทู้อีกครั้ง "หลายชีวิต จิตมนุษย์"

กราบขอบพระคุณพี่เณรและพี่ดอกแก้วค่ะ ที่ให้กำลังใจกับน้องกิ๊ฟมาเสมอ ...สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ก.ย. 2553 , 20:16:35 น.] ( IP = 61.90.93.143 : : )


  สลักธรรม 52

สวัสดีตอนเช้าครับน้องกิ้ฟ

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณน้องกิ้ฟมากที่มีไหวพริบดีมาก ที่มาช่วยป้องกันความเข้าใจผิดของผู้คนที่เข้ามาอ่านจะเข้าใจผิดว่าเณรแอบทานข้าวเย็น ๕๕๕๕ พี่เณรก็ลืมคิดข้อนี้ไป ปรบมือให้ดังๆ เลยรอบคอบจังครับ

อ่านความสุขเล็กๆที่โผล่ขึ้นในใจของน้องกิ้ฟแล้วชื่นชมครับที่สามารถก้าวข้ามสิ่งไม่ดีของตนเองได้บ้างแล้ว โดยที่ไม่มองผ่าน ตรงนี้ละครับที่เป็นการเริ่มต้นที่วิเศษ ที่คนทั่วๆไปปฏิเสธหรือไม่ก็มองผ่านไป ชนิดที่จะเอื้อมไปคว้าดาวเลย ต่างตั้งใจเปลี่ยนวิถีชีวิตชนิดเอาจริงเอาจัง อิอิ..แค่ ๗ วัน ๑๐ วันเป็นต้น ด้วยการหอบผ้าขาวไปนอนค้างแรมในค่ายธรรมต่างๆ โดยลืมนึกไปว่า ชีวิตทั้งชีวิตที่เหลืออีก ๓๕๘ วันหรือ ๓๕๕ วันนั้น ยังมีความไม่ดีและกิเลสลอยนวลสบายๆ

เอาแค่ความเพ้อเจ้อ ความฉุนเฉียวของจิต น้อยใจง่ายๆ แค่นี้ละครับ ถ้าเราไม่หัดทุกๆวันทุกๆครั้งที่มีเรื่องมากระทบอารมณ์ ให้มีสติระลึกว่า ที่กระทบคือวิบากแล้ว กรรมวาจาที่ออกไปก็ไร้ดีเลย ดังนั้นการที่น้องกิ้ฟเก็บเล็กผสมน้อยเหมือนหยอดกระปุกออมบุญไว้ เวลาเทออกมาสิ่งที่มีค่าเล็กๆนั้นเองก็มีมูลค่ามากได้ อนุโมทนานะครับ

ใช่เลยครับ "มโนปณิธาน" นั้นยิ่งใหญ่นัก และเป็นเครื่องจักรที่สำคัญในการลากจูงชีวิตให้ไปในทิศที่ตั้งใจได้ ถ้าเอามาเทียบเคียงกับกรรม ก็คือ เจตนาที่ในมหากุศลญาณสัมปยุตจิตเลยครับ คือการทำดีทุกอย่างด้วยความมีปัญญา

การจะมีปัญญานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆอย่างที่คิดเลย ต้องเป็นปัญญาที่รู้เข้าไปถึงเหตุ และอยู่กัยเหตุให้ตรงให้มั่นด้วยสตินั่นเอง คนส่วนมากไปรู้ถึงผลเสียมากกว่าจึงเป็นการเอื้อมไปในอนาคตกันมาก เช่นขอให้ข้าพเจ้าเป็นโน่นเป็นนี่ โดยหารู้ไม่ว่า ไปแล้วเป็นทุกข์ทั้งนั้น แต่เพราะเห็นผิดว่าดีจึงทำความดีเพื่อผล ไม่ใช่ทำความดีเพื่อออกจากวัฏฏะสงสาร

นี่ละครับพี่เณรจึงใช้คำว่า เอื้อมไปคว้าดาวกันหมด โดยลืมไปว่า กว่าจะไปเป็นดาวดาราเด่นได้นั้น ต้องเป็นตัวประกอบที่ดี ให้ได้เสียก่อน คือต้องเอาสิ่งที่ประกอบกับชีวิตประจำวันให้ดีให้ได้ ด้วยการละกิเลสเล็กๆน้อยๆให้ได้นั่นเอง เหมือนที่หลวงพ่อท่านสอนๆๆว่า อดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน แต่ปัจจุบันนั้นคือความจริง...แล้วปัจจุบันนี้เราดีจริง ทำได้จริงหรือยัง ตรงนี้สำคัญกว่า

ขอให้เป็นเช้าที่สดใส มีจิตใจเบิกบาน นะครับน้องกิ้ฟ

โดย พี่เณร [11 ก.ย. 2553 , 07:44:38 น.] ( IP = 58.9.151.156 : : )


  สลักธรรม 53



สวัสดีค่ะพี่เณร

แหม! พี่เณรก็ช่างรอบคอบหักกลบลบหนี้การเข้าปฏิบัติเจ็ดวันสิบวันออกจาก ๓๖๕ วันให้ด้วยเลยนะคะ ..ดีจัง เพราะถ้าเป็นปกติที่เราพูดกันเราก็จะไม่บอกจำนวนวันที่เหลือในหนึ่งปีนั้นด้วย ก็เลยไม่มีใครจะเฉลียวใจกันนักว่ายังเหลืออีกตั้งสามร้อยกว่าวันที่จะต้องให้ความใส่ใจดูแลความประพฤติของตนเองด้วย

เมื่อได้เทียบจำนวนวันแล้วก็น่ากลัวกับการใช้ชีวิตที่อยู่นอกห้องกรรมฐาน ชัดเจนมากเลยละค่ะกับการมุ่งคว้าดาวโดยไม่มีบันไดหนุนรองรับเท้าให้ก้าวไปอย่างมั่นคง คิดๆ ดูแล้วระยะเวลาเจ็ดวันหรือสิบวันนี้ก็คงคล้ายกับการพยายามกระโดดขึ้นไปไขว่คว้านะคะ แล้วก็ตกลงมามือเปล่าที่แถมพกกับความไม่สมหวัง

แล้วก็ทำให้นึกถึงการอ่านพระสูตรเรื่องต่างๆ ขึ้นมา ที่ในตอนจบสุดท้ายมักจะแสดงไว้ว่ามีผู้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลขั้นโน่นขั้นนี้กี่หมื่นกี่แสนท่าน ซึ่งถ้าผู้อ่านประทับใจเพียงแค่ตรงนี้แล้วพลอยตั้งความหวังชนิดที่เทียบตนกับพระอริยะแล้วก็ดูจะประมาทจนน่าสลดใจ เหมือนจะมุ่งเอาที่ผลเพียงอย่างเดียวแบบที่พี่เณรบอกเลย โดยลืมคิดไปถึงเงื่อนไขสำคัญ คือ การสร้างบารมี

เพราะคนที่จะไปพบพระพุทธเจ้าในแต่ละสมัยและได้บรรลุธรรมนั้นก็คงต้องมีคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดาเลย และการสั่งสมคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดานี้ก็จะต้องใช้ความสามารถมากโดยผ่านช่วงเวลาที่ไม่น้อยทั้งการสร้างเสบียงในการดำเนินชีวิตและความรู้ทางปริยัติ-ปฏิบัติ

นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อเสือที่ว่า "ทางโลกให้มองทางต่ำ ทางธรรมให้มองทางสูง" ขึ้นมาเลยนะคะ หลวงพ่อท่านให้หลักคิดในขณะที่เราประสบทุกข์ได้ยากว่า ให้มองหากลังใจจากคนเขาทุกข์ยากกว่าเราในทางโลกเพื่อที่เราจะได้ไม่คิดว่าตนเองโชคร้ายอยู่คนเดียวและมองไม่เห็นความโชคดีที่ตนเองมีเสียเลย และท่านก็ให้มองหาแรงผลักดันจากคนที่ดีกว่าเราในทางธรรมหรือหลักความประพฤติที่เรายังทำไม่ได้ เพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่นิ่งนอนใจในสิ่งที่เราทำได้บ้างแล้วและหยุดอยู่กับที่เพียงเท่านั้นเพราะคิดว่าตนเองดีแล้ว เราคงจะหยุดกันอยู่แค่เรื่องของ "ทาน" ไม่ได้ เพราะยังมีเรื่องของ "ศีลและภาวนา" รออยู่อีก และเราจะข้ามขั้นไปยัง "ภาวนา" โดยไม่สนใจบันไดขั้นทานและศีลก็คงไม่ได้อีกด้วย

ฉะนั้น คำสอนนี้นอกจากจะเป็นการสร้างกำลังใจและแรงขับเคลื่อนแล้วยังสร้างความไม่ประมาทเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ เพราะนอกจากจะสร้างสรรค์มุมมองบวกในทางโลก ยังสอนให้รู้จักเรื่องของกรรมและวิบากที่สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตนๆ ด้วย ทั้งยังบอกให้ทราบไปในตัวเลยว่า ผลไม่ดีที่ได้รับมาจากเหตุไม่ดี แล้วก็ยังมีผู้ทำเหตุไม่ดีมามากกว่าเขาจึงรับผลที่แย่ยิ่งกว่า และถ้าไม่อยากแย่ไปกว่านี้ก็อย่าทำเหตุไม่ดีนั้นๆ อีก ..เมื่อมองทั้งทางโลกและทางธรรมแล้วก็มีแต่จะต้องเร่งเดินทางไปสู่เป้าหมายให้เร็วที่สุด

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากนะคะที่มาให้สิ่งดีๆ ตั้งแต่เช้าเลย ขอให้พี่เณรมีความสุขมากๆ ค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.ย. 2553 , 21:50:59 น.] ( IP = 58.9.212.221 : : )


  สลักธรรม 54

สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟ และพี่เณร

เช้านี้เข้ามาอ่านมารับทราบถึงความเคลื่อนไหวของชีวิตของทั้งสองท่าน ที่ต่างมีมุมมองชีวิตที่ต่างจากคนทั่วๆไปโดยอาศัยหลักธรรมและคำสอนของหลวงพ่อเสือท่านมาหล่อหลอมใจให้คิดได้ เห็นถูก

การที่คนเราจะคิดได้หรือได้คิดนั้น ต้องผ่านกาลเวลามามากและยังต้องประสบพบครูผู้ช่วยเหลือให้ทางออกของปัญหา ที่สำคัญคือความศรัทธาทั้ง ๔ ที่เกิดจากการเรียนรู้ธรรมในหลักของพระพุทธศาสนา ซึ่งล้วนพิสูตรได้จริงตามหลักปฏิจสมุปบาทนั่นเอง

จริงเลยค่ะน้องกิ้ฟที่คนเราเวลาประสบความทุกข์ไม่ว่าทางกายหรือใจ จะคิดว่าตนเองตกอยู่ในสภาพที่แย่มากๆกว่าใครทั้งหมด จนทำให้ท้อแท้โอดครวญไปถึงเบื่อหน่ายชีวิตคิดจะฆ่าตัวตายไปให้พ้นๆ จิตที่มืดมนนั้นทำให้คิดไม่ได้ว่าคนที่เขาแย่กว่าเราก็ยังมีมากมาย ตรงกันข้ามเมื่อเวลาทำอะไรได้นิดได้หน่อย (แบบชั่วคราว) ก็ลิงโลดไปกับความมีความเป็นของตนเองอย่างมาก โดยลืมความจริงไปเลยว่า ผู้ที่รู้จริงๆได้จริงๆแบบไม่ชั่วคราวด้วย กำลังมองเห็นสภาพน่าสงสารอยู่

ใบประกาศนียบัตรที่ออกมารับรองการได้ผ่านชีวิตที่เข้ามาอบรมกรรมฐานก็ดี คำแสดงความยินดีด้วยของคนรอบข้างก็ดี อาจทำให้ชีวิตตกอยู่ในความประมาทได้จริงๆ เพราะในการจะมีชีวิตที่ปลอดภัยที่แท้นั้นคือการสิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิดลงได้ โดยอาศัยปัญญาขั้นสูงที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมมาเป็นตัวประกาศแจ้งในจิตตนว่า " รูปํ อนิจจํ " เป็นต้นจนกระทั่งมารับรองรองชีวิตผู้นั้นว่าจะไปตกต่ำได้แน่นอนแล้ว คือความเป็นพระโสดาบันบุคคล และปัญญาบารมีที่มีกำลังนี้เองจะเป็นเครื่องนำออกจากวัฏฏะสงสารได้ในที่สุด โดยความเสร็จกิจทั้งหลายลงแล้ว ได้แก่พระอรหัตน์นั่นเอง.

จากการใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบ โดยมีศีลเป็นผู้กำกับ และดำรงชีวิตอย่างมั่นคงได้ โดยอาศัยสมาธิกำกับอารมณ์ไม่ให้ฟุ้งซ่านซัดซ่ายไปกับกิเลสกามและมีพลังที่ยิ่งใหญ่จากปัญญาบารมีเป็นเครื่องประหานอนุสัยกิเลสให้หมดไป ถ้าชีวิตมุ่งเพียรอยู่ในทางดังกล่าวได้แล้ว ความปลอดภัยที่แท้คือความสิ้นสุดจากทุกข์จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

ขอให้เส้นทางอันจะมุ่งออกจากทุกข์ดังกล่าวจงบังเกิดขึ้นได้โดยไวในชีวิตของน้องกิ้ฟและพี่เณรนะคะ สวัสดีค่ะ

โดย พี่ดอกแก้ว [13 ก.ย. 2553 , 10:45:53 น.] ( IP = 58.9.58.239 : : )


  สลักธรรม 55


สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว

กราบขอบพระคุณคำให้พรเป็นอย่างยิ่งเลยนะคะ เพราะเป็นการให้พรที่เป็นเรื่องราวของความสุขอย่างแท้จริง นับเป็นวิบากที่ดีประการหนึ่งที่ได้รับรู้ทางตาและรับทราบทางใจในวันนี้ .. สาธุ

ชอบเนื้อความที่พี่ดอกแก้วเขียนไว้ว่า "การที่คนเราจะคิดได้หรือได้คิดนั้นต้องผ่านกาลเวลามามาก และยังต้องประสบพบครูผู้ช่วยเหลือให้ทางออกของปัญหา ที่สำคัญคือความศรัทธาทั้ง ๔ ที่เกิดจากการเรียนรู้ธรรมในหลักของพระพุทธศาสนา ซึ่งล้วนพิสูจน์ได้จริงตามหลักปฏิจสมุปบาทนั่นเอง" ตรงนี้เป็นสิ่งที่บอกเลยค่ะว่า "ระยะเวลา" เป็นเงื่อนไขที่สำคัญมากในความสำเร็จทั้งปวง

เพราะระยะเวลาช่วยบ่มเพาะให้ความรู้สุกงอมไปสู่ความเข้าใจ ..ระยะเวลาช่วยให้ซาบซึ้งถึงความช่วยเหลือของครูและแนวทางการแก้ไขปัญหา ..รวมถึงระยะเวลาจะค่อยๆ บ่มศรัทธาให้เติบโตไปพร้อมกับการเรียนรู้ ...และระยะเวลาอีกนั่นแหละที่พิสูจน์ถึงวงจรของปฏิจสมุปบาทที่ทั้งทำงานข้ามชาติและหมุนอยู่ในชาติปัจจุบัน ฉะนั้น คนที่ใจร้อนจนลืมเงื่อนไขเกี่ยวกับ "ระยะเวลา" นี้จึงมักพบความผิดหวังและความล้มเหลวได้ง่ายเสมอ

อย่างตอนแรกที่ฝึกหัดปฏิบัติวิปัสสนาใหม่ๆ ก็มีความใจร้อนและคาดหวังสูงว่า เราน่าจะทำอย่างนั้นหรือกำหนดรู้อย่างนี้ได้หรือได้เห็นได้รู้อะไรสักอย่างที่แปลกไปจากเดิม และเมื่อยังไม่เห็นอะไรที่แปลกใหม่ก็พลอยรู้สึกเหมือนเรื่อยเฉื่อยเพราะทำแล้วไม่ได้อะไร ..อิอิ ครูก็ต้องมาช่วยเติมกำลังใจช่วยบอกต่อว่า แม้คิดว่าไม่ได้อะไรแต่เราก็ได้อะไรบางอย่างที่สำคัญมา นั่นคือความชำนาญที่เกิดขึ้นในการเปลี่ยนการเรียกชื่อที่บัญญัติด้วยวิปลาสมาสู่ชื่อที่มีความจริงรองรับสภาพธรรม และก็ได้ความว่องไวของสติและความชำนาญในการทำความรู้จักความเป็นไปของชีวิตทางทวารต่างๆ ที่เราไม่เคยสังเกต และไม่เคยคิดจะหยุดสังเกตด้วยความตั้งใจ เพราะมัวแต่รับอารมณ์ไปเรื่อยๆ แล้วก็ตอบโต้ไปเรื่อยๆ

และบางทีพอกำหนดวิปัสสนาแล้วก็เริ่มรู้สึกว่า พบอะไรๆ ก็พลอยทำให้ใจเห่อเหิมขึ้นมา..ครู ก็มาบอกต่อว่า เป็นเรื่องธรรมดามากที่จะเห็นอะไรได้ชัดขึ้นจากการที่เริ่มอยู่นิ่งๆ ไม่ได้มีอะไรพิเศษพิสดารเลย ..โห ฟังแล้วเหมือนเป็นอึ่งอ่างพุงแฟ่บ..ถูกเจาะลมกระทันหัน ๕๕๕

"ระยะเวลา" ที่ผ่านไปทำให้เริ่มเข้าใจบางเรื่องที่ได้ฟังได้อ่านและได้ศึกษา และต่อมาก็สามารถที่จะวางแผนเพื่อบริหารเวลาในชีวิตที่เหลืออยู่ให้เป็นประโยชน์ขึ้นมาได้บ้าง

การได้สมาคมกับสัปบุรุษนี้ช่วยบรรเทาสาธารณะภัยได้มากมายเลยนะคะ พูดโดยย่อก็คือไม่ก่อภัยที่ตนและไม่ก่อภัยที่คนอื่นให้ต้องไปรับทุกขเวทนาและโทมนัสเวทนาในภายภาคหน้า แต่อย่างไรก็ตามการได้สมาคมนั้นจะสัมฤทธิ์ผลดีก็ต่อเมื่อพัฒนาตัวเองให้เป็นสัปบุรุษตามไปด้วยจะได้ไม่เป็นเพียงผู้โชคดีแค่เพียงชาติเดียว อย่างที่หลวงพ่อท่านให้คำตักเตือนไว้ว่า "อย่าปล่อยให้ความโชคดีเป็นเพียงแค่ความรู้สึก" เพราะมักจะได้ยินผู้คนชื่นชมวิบากกุศลของตนเองเสมอๆ ว่า โชคดีอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งความโชคดีที่แท้นั้นควรจะเป็นความโชคดีที่สิ้นทุกข์มากกว่า

การได้สมาคมกับสัปบุรุษจะสอนให้เรารู้จักการวางแผนชีวิตที่ดีเพื่อไปสู่ผลที่เรามุ่งมาดปรารถนา และช่วงของการวางแผนนี้หากจัดแล้วก็คงเปรียบเหมือนกาลแห่งบุพพเจตนานะคะ ที่เราจะตระเตรียมความพรั่งพร้อมให้รอบด้านอย่างสมดุลไม่เป็นสื่อที่นำพาไปสู่ความสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง เพราะโดยปกตินั้นหากเราไม่ได้รับคำแนะนำที่ดีเราก็จะทำไปตามความชอบและความชำนาญของเราเอง

การได้สมาคมกับสัปบุรุษจะช่วยให้เราตรวจสอบเป้าหมายและวิธีการได้บ่อยๆ เพราะท่านมักจะช่วยกระตุ้นในยามที่เราเริ่มแชเชือนและคอยตักเตือนเมื่อเราบีบคั้นตนเองจนไปผิดทาง และท่านมักจะกำชับให้เราใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างมีค่าเสมอ อย่างคำให้พรของพี่ดอกแก้วก็เช่นกันค่ะที่เหมือนอ้อมมาบอกว่า เมื่อดำเนินชีวิตทางโลกได้ดีระดับหนึ่งแล้วก็ควรเดินออกไปให้พ้นโลกด้วยจึงจะดีที่สุด

วันนี้ฝนตกมากมายตั้งแต่บ่าย เพิ่งจะหยุดเมื่อสักครู่นี้เองค่ะ เลยได้โอกาสมาคุยกับพี่ดอกแก้วในช่วงเย็น ..ขอให้สุขภาพแข็งแรงและมีความสุขนะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ก.ย. 2553 , 17:03:19 น.] ( IP = 125.27.180.101 : : )


  สลักธรรม 56

สวัสดียามเย็นค่ะน้องกิ้ฟ

ได้คุยกับน้องกิ้ฟแล้วรู้สึกสบายใจมากค่ะ เพราะการสื่อภาษากันนี้ไม่ต้องคอยตามอธิบายมากมาย เพียงยกหัวข้อธรรมนำมาเป็นประเด็นให้เห็นชัดถึงกลไกในการแก้ไขเท่านั้น ก็สามารถสร้างอารมณ์ให้เกิดสว่างไสวในข้อธรรมนั้นๆได้เป็นอย่างดี ด้วยเพราะกาลเวลาที่น้องกิ้ฟอบรมบ่มเพาะพระธรรมลงสู่จิตใจมานาน อีกทั้งได้นำไปปฏิบัติหัดใช้กับชีวิตควบคู่เสมอมานั่นเอง

การที่นำพระธรรมมาใช้นั้น ย่อมเกิดผลแน่นอนจากน้อยไปสู่มาก แต่ถ้าเพียงนำมาคิดเพื่อจะรู้เข้าไปนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก และอาจจะไร้ผลเอาเลย โดยเฉพาะเรื่องของวิปัสสนากรรมฐานนี้ ตนเองจะต้องเข้าไปพิสูตรเองและเห็นผลได้เอง ถึงจะมีครูอาจารย์แจกแจงให้ได้ ก็ได้แค่ความเข้าใจในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่จะให้เข้าถึงนั้นยากหากการการนำไปฝึกฝนใช้กับตนเอง การรู้จักหน้าที่ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ

และหน้าที่ของผู้ปฏิบัติแรกเริ่มก็คือทำความเห็นให้ตรง คือเห็นไปตามกำหนดไปตามขั้นตอน โดยจะต้องไม่หวังผล เพราะลงตั้งหวังผลไปก่อนทำหน้าที่เป็นเห็นจะเป็นเรื่องลำบาก แบบที่น้องกิ้ฟบอกนั่นละคะ ว่าผู้นั้นมักพบความผิดหวังและความล้มเหลวได้ง่ายๆ ยิ่งถ้ามีการพูดคุยซักถามกับผู้รู้แล้ว ท่านก็จะตักเตือนและอาจจะใช้คำว่า " ไม่ใช่ " " ไม่ถูก "เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าการกระทำเช่นนั้น การคิดไปเช่นนั้น มันเกินจากหน้าที่ที่ควรทำ หรือจะกล่าวกันตรงๆว่า ปัญญาแค่เราๆนี้อย่าเพิ่งไปอยากรู้อยากเห็นในสิ่งไกลๆเกินฐานะเลย ซึ่งคำเตือนเหล่านี้เองสามารถกระชากจิตให้ผิดหวังและเลิกล้มความเพียรไป

พูดถึงความเพียร ก็อยากจะยกความเพียรใน สัมมัปทาน ๔ ขึ้นมากล่าวสักหน่อย เพราะทั้ง ๔ นี้จะว่าไปก็คือ กิจหน้าที่นั่นเอง ที่ผู้ปฏิบัติทั้งหลายจะต้องเข้าใจ และตั้งชีวิตอยู่ในกิจนี้ให้ได้เท่านั้น

เพียรละ....คือละบาปอกุศล ด้วยการมีสติและปัญญากำกับชีวิต
เพียรระวัง...คือระวังบาปเก่าๆ คือความวิปลาสทั้งหลายที่เคยหลงว่ารูปนามเป็นเราอย่าให้เกิดขึ้นได้
เพียรสร้าง...คือสร้างความคุ้นชินในการรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง คือรู้ว่าเป็นรูป รู้ว่าเป็นนาม
เพียรรักษา....คือรักษาความรู้สึกในรูป ในนามไว้นั่นเอง

ความเพียรทั้ง ๔ นี้ไม่ใช่ทำทีละอย่างๆ แต่เกิดขึ้นได้พร้อมๆกัน ในขณะที่กำหนดรู้ลงไปในปัจจุบันนั้นๆว่าเป็นรูปหรือเป็นนามนั่นเอง ซึ่งตรงนี้นี่ละคะ ที่ผู้เริ่มต้นใหม่ขาดการใส่ใจในหน้าที่ โดยเอื้อมไปอยากรู้ในสิ่งที่จะต้องเกิดที่หลังความเพียรเช่นนี้ และก็ไปติดข้องอยู่ พอตนเองลงมือบ้างก็คิดเอาโดยเอาสิ่งที่ชอบที่ติดนั้นมาคิดและสรุปไปต่างๆนานา นี่ละคะคืออุปสรรคของวิปัสสนาจริงๆ อย่าเพิ่งไปกลัว อุปสรรคในเรื่องนิกันติเลย

พี่ดอกแก้วได้ฟังๆจากพี่เณรมาเล่าให้ฟังบ้าง มาถามปัญหาที่ผู้อื่นสงสัยฝากมาบ้าง จำได้ว่าไปเน้นกันตรง วิปัสสนูปกิเลส เกรงกันไปว่าจะไปติดอย่างนั้นอย่างนี้และจะทำให้วิปัสสนาไม่เจริญต่อ พี่ดอกแก้วตอบพี่เณรไปนะคะว่า โถ..ขอให้เกิดเถิดตรงนั้นนะ เพราะอย่างน้อยก็ผ่านวิปัสสนามาตั้ง ๓ ขั้นแล้ว และวิปัสสนูปกิเลสนี้ ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอย่างที่คิดๆกันเลย ที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือ การที่ยังไม่เริ่มใช้ชีวิตออกเดินทางจากความคิดมาทำความรู้สึกในรูปนามนั่นเอง เพราะจะทำให้เสียเวลาของชีวิตไปโดยไไร้ประโยชน์แท้จริง

"ระยะเวลา" เท่านั้นที่นำสัตวโลกหมุนวนอยู่ในกงกรรมกงเกวียน และ "ระยะเวลา" อีกนั่นละคะ ที่เพาะบ่มชีวิตของปุถุชนให้เป็นอริยชนได้ในที่สุด

ก่อนจะค่ำลงในวันนี้พี่ดอกแก้วขออวยพรให้น้องกิ้ฟ มั่นคงด้วยกำลังศรัทธา ที่จะพาชีวิตอยู่ในหน้าที่ไปพร้อมๆกับระยะเวลาที่ผ่านไปๆได้ด้วยความเพียรชอบประกอบไปด้วยสติปัญญานะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

โดย พี่ดอกแก้ว [13 ก.ย. 2553 , 19:04:30 น.] ( IP = 58.9.58.239 : : )


  สลักธรรม 57





สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว

ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า..ขำ พี่ดอกแก้วดักคอผู้ที่กลัววิปัสสนูปกิเลสแต่ยังไม่รู้ว่าจะมีญาณแรกๆ เป็นสมบัติเลยสักนิดหรือเปล่า ..นี่ละมังคะ "อุปสรรคของปริยัติ" แต่ที่จริงน่าจะบอกว่า "อุปสรรคของการปฏิบัติ" มากกว่านะคะ เพราะปริยัติทำให้เฟื่องฟูในความคิดเพราะมีความอยากรู้อยากเห็นซึ่งมีอารมณ์ตรงกันข้ามกันเลยกับการปฏิบัติที่ให้รู้หรือรู้สึกโดยไม่มีความอยากรู้อยากเห็น

คิดว่าลำพังแค่ตั้งใจปฏิบัติไปอย่างเดียวก็ยากที่จะทำความเห็นให้ตรงกับปัจจุบันอารมณ์แล้วนะคะ การที่ปฏิบัติไปเรียนไปวิเคราะห์ทฤษฎีไปนี่คงจะวุ่นวายมาก เพราะปฏิบัติก็ยังไม่เกิดผลใดๆ แต่ก็ไปอยากรู้อยากเห็นมากๆ ในผลขั้นสูงๆ ซึ่งถึงแม้ผู้รู้จะอธิบายอย่างละเอียดขนาดไหนก็ไม่มีทางที่จะซาบซึ้งเข้าถึงความจริงนั้นๆ ได้ และผู้ที่อยากรู้แบบนี้ก็มักจะค้นคว้าจากหลายตำรามาเทียบเคียงกันจนในที่สุดระบบความรู้ที่มีอยู่ก็วุ่นวายไปหมด...สุดท้ายก็เลยไม่มั่นใจอีกว่าที่รู้อยู่นั้น ถูกหรือผิด? และที่ทำอยู่นั้น ถูกหรือผิด? เข้าทำนองความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด..อิอิ เป็นการสรรหาความไม่สัปปายะมาใส่ตัวจริงๆ

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมนุษย์ในสมัยที่ค่อนมาทางปลายพุทธกาลแล้วอย่างนี้ เพราะเพียงแค่จุดเริ่มต้นก็ยัง "ทำหน้าที่" กันไม่ถูก ที่มักจะทำเกินหน้าที่กันเสมอโดยมุ่งไปหวังผลที่จะได้มากกว่าการทำความเห็นให้ตรงอย่างที่พี่ดอกแก้วบอก และยิ่งมีความรู้ทางปริยัติมาสอดแทรกเป็นหย่อมๆ อยู่ด้วยแล้วก็จะยิ่งสับสนได้ง่าย และขาดความมุ่งตรงในการเดินทางเพราะมักยูเทิร์นกลับมาตั้งหลักที่ปริยัติมากกว่าจะจับจักรยานที่ล้มในการกำหนดอารมณ์ไม่ทันมาตั้งขึ้นแล้วเริ่มถีบไปบนเส้นทางปฏิบัติเสียใหม่ ดูๆ ไปแล้วอัธยาศัยเช่นนี้บ่งบอกเลยนะคะว่ายังอีกนานที่จะไปถึงภาวนามยปัญญา

ชีวิตของผู้ปฏิบัติคงจะง่ายขึ้นเลยนะคะถ้าทำตามที่พี่ดอกแก้วบอก คือ เริ่มต้นก็ให้รู้จักหน้าที่ของตนว่าควรทำอย่างไร และควรมีความเพียรอย่างไรเพื่อที่จะไปให้ถึงผลนั้นๆ "สัมมัปปธาน ๔" ที่พี่ดอกแก้วแยกให้เห็นถึงกิจทั้ง ๔ อย่างในการกระทำเพียงครั้งเดียวนี้ ดูแล้วก็น่าจะทำให้เรากำจัดกิเลสให้เบาบางลงได้ง่ายๆ นะคะ ...ถ้าตั้งใจทำอย่างเต็มที่ แต่ก็อีกนั่นแหละ ในค่อนปลายพุทธกาลอย่างนี้ "ศรัทธา"ที่มั่นคงคงจะเกิดขึ้นได้ยากกับผู้ที่บำเพ็ญบารมีมาแบบกระพร่องกระแพร่ง ก็เลยวิ่งวนอยู่กับจุดเริ่มต้นแบบยังไม่ได้เดินทางไปไหนสักที

คำสอนของหลวงพ่ออีกคำหนึ่งที่ชอบมาก และมากถึงขนาดเขียนติดผนังไว้เลยในช่วงที่เริ่มหัดปฏิบัติใหม่ๆ คือคำว่า "รูปอยู่ตรงไหน นามอยู่ตรงนั้น" ในความเข้าใจนั้นคำนี้แสดงถึงความเป็นปัจจุบันกาลและหมายถึงสติปัฏฐานโดยตรง และบ่งบอกถึงความคับแคบของชีวิตเลยว่า มีแต่รูปกับนามเท่านั้น และทั้งรูปและนามต้องทำงานประสานกันโดยมีนามเป็นตัวรู้ เวลาที่ฟุ้งซ่านมากๆ ก็จะมีคำสอนนี้เข้ามาเตือนใจเสมอๆ ซึ่งก็จะทำให้สามารถรวมพลังได้เร็วในการกำจัดความฟุ้งออกไปโดยดึงความสนใจกลับมาที่อิริยาบถและความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงในขณะนั้น และเมื่อเวลาของการฝึกหัดผ่านไปเป็นปีๆ แล้วก็เริ่มจะมีความรู้ .. รู้สึก มาปรากฏโฉมบ่อยๆ โดยไม่ต้องเรียงลำดับว่ารูปแล้วค่อยเป็นนามเท่านั้น

คำอธิบายของพี่ดอกแก้วในวันนี้นอกจากระรักษาโรคตีตนไปก่อนไข้ได้ชะงัดแล้วยังตะล่อมให้กลับมาสู่จุดเริ่มต้นได้อย่างเป็นระเบียบด้วยนะคะ และก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่าอายอะไรที่เราจะเริ่มต้นฝึกปฏิบัติกันใหม่ไปตามลำดับขั้น เพราะทุกสิ่งที่เราทำลงไปก็้วนเป็นสมบัติติดตัวเราไปทั้งนั้น เมื่อมีโอกาสที่จะปรับปรุงแก้ไขก็น่าจะเลืกสมบัติดีๆ ที่ถูกต้องติดตัวไปมากกว่า ความเสี่ยงที่จะพลัดหลงไปเป็นสหายในหมู่ผู้รู้ผิดและทำผิดก็จะได้ไม่เกิดขึ้น

กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วค่ะที่ให้คำพรเพื่อเพิ่มพลังได้เสมอ และต้องขออนุญาตลาหยุดไปจากกระทู้สักสามวันนะคะ ...ขอให้พี่ดอกแก้วมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.ย. 2553 , 15:03:38 น.] ( IP = 125.27.170.119 : : )


  สลักธรรม 58

สวัสดียามสายครับพี่ดอกแก้ว และน้องกิ้ฟ

กว่าจะผ่านการทำงานที่ต้องทำมาได้อ่านก็สายเชียววันนี้ครับ เพราะต้องออกไปหาซื้อของเพื่อเตรียมไปธุระเช้านี้นะครับแต่ด้วยคำสอนของหลวงพ่อเสือท่านเมตตาตักเตือกไว้ว่า งานมี ๒ ชนิดคือ

๑.ทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปทำ อันนี้ง่ายครับแค่ไม่ทำเท่านั้น เช่นใครมาชวรไปตกปลาฆ่าสัตว์ หรือทำบาปทุจริต ปฏิเสธได้ทันทีทันใดเลยครับ

๒.ไม่ทำไม่ได้ ข้อนี้ต้องอาศัยความคิดแบบรอบคอบด้วย เพราะไม่เช่นนั้นกิเลสจะมาบงการว่าไม่ทำไม่ได้ ซึ่งในภาระกิจของเราที่จำเป็นต้องทำ เช่นไปทำงานทุกๆวันทั้งๆที่เบื่อ ก็ต้องทนไปเพราะไม่ทำไม่ได้ เราต้องรับผิดชอบชีวิตของเราให้ดีบางเรื่องที่ไม่ทำไม่ได้ดูอาจจะต้องฝืนความรู้สึกบ้างในบางครั้งกับบางคน แต่เพื่อสิ่งที่ดีตามมาก็เลยไม่ทำไม่ได้ครับ

ในการปฏิบัติธรรมนี้ก็เช่นกัน การทำไม่ได้ก็คือ อย่าให้ตัณหา และอวิชชามาเป็นตัวบงการชีวิตเรา คือทำอะไรๆด้วยความอยาก เช่นอยากได้ความสงบ อยากได้รูปได้นาม ถ้ามีอารมณ์อยากเช่นนั้นนั่นละครับ ท่านไม่ให้ทำคือทำไม่ได้ เพราะขืนทำไปก็ไม่สามารถขึ้นจากหลุมบ่อที่เต็มไปด้วยกิเลสอาสวะเลย

ส่วน ไม่ทำไม่ได้ก็มี คือเราไม่เปลี่ยนอิริยาบถไม่ได้ ไม่กินไม่ได้ ไม่ถ่ายไม่ได้ เพียงแต่จะต้องรู้เสียก่อนว่า ทำไมต้องทำ เพื่อเปิดทางให้สติและเป็นการป้องกันกิเลสนั่นเอง

ดูไปแล้ว คำสอนของหลวงพ่อท่าน ใช้ได้ทุกกาล คือนำมาใช้ร่วมกับชีวิตตนได้เสมอเลย นอกจากนั้นพี่เณรเห็นน้องกิ้ฟกับพี่ดอกแก้วคุยเรื่องวิปัสสนากัน พี่เณรก็ประสพคำถามมากมาย นี่ถ้าหลวงพ่อท่านอยู่แล้วมาตอบเอง..ท่านจะต้องตอบว่า..อย่าคิดมาก คิดให้น้อย แต่คิดให้ถูก เพราะความคิดที่มากเกินไปจึงทำให้การงานที่เกิดขึ้นไปถูกนั่นเอง

ถ้าอาศัยสติปัญญาถูกแล้วเรื่องน้อยจริงๆ ก็ดูไปซิครับ เมื่อเกิดที่รูปก็รู้ที่รูป ที่นามก็รู้ที่นาม ทำได้แค่นี้เพียงพอแล้ว และเมื่อรูปนามที่หมั่นระลึกรู้อยู่บ่อยๆ จงทราบเถิดว่านั่นละครับ เป็นการให้พื้นที่ใจของตนเองแก่สติปัญญาจริงๆเลย เมื่อสติปัญญามีพื้นที่กว้างมากขึ้นๆ คราวนี้ละกิเลสถูกกระชับพื้นที่ไปเลย และสติที่มีกำลังปัญญาที่มีความสามารถเข้าไปรู้จริง ก็เกิดขึ้นแน่นอน เรียกว่าได้ครูจริงๆเกิดขึ้นแล้วคือ รูป นาม นั่นละครับจะมาเป็นครูในเอง

อีกสักครู่ใหญๆ พี่เณรก็ต้องออกไปทำธุระ ที่ไม่ทำไม่ได้แล้วครับ กลับมาจะมาสนทนาด้วยอีกนะครับผม.

โดย พี่เณร [15 ก.ย. 2553 , 09:00:02 น.] ( IP = 58.9.213.227 : : )


  สลักธรรม 59

สวัสดีวันศุกร์ค่ะ พี่เณร และน้องกิ้ฟ

คงยังไม่มีน้องกิ้ฟเข้ามาแสดงทัศนะ ๒ วันแล้ว ทราบว่าไปเฝ้าคุณพ่อที่ป่วยอยู่ อย่างไรก็ขออนุโมทนาในกตเวทิตาธรรมของน้องกิ้ฟด้วยนะคะ

แต่ก็ยังได้อ่านเรื่องที่พี่เณรได้เขียนเอาไว้ถีงวิธีการตั้งจิตไว้ให้ดีด้วยธรรม ด้วยวิธีการ "คิดให้น้อย แต่คิดให้ถูก " ดีจังเลยนะคะ เพราะโดยปกติวิสัยของเราๆ ชอบคิดมาก คิดกว้างและคิดผิดๆ มากกว่าจึ้งทำให้ความคิดนั้นเป็นพิาภัยต่อตนเอง และลามไปในหมู่คณะด้วย เรื่องทำไม่ได้ และไม่ทำไม่ได้ ที่หลวงพ่อท่านสอนไว้นั้น ล้วนเป็นการสกัดกั้นจิตที่ซัดซ่ายวุ่นวาย ทั้งในชีวิตปกติในประจำวัน อีกทั้งในขณะที่กำลังกระทำกิจอันเป็นกุศลด้วยเลยนะคะ

มีคำพูดว่า คนแก่ชอบคิดมาก ก็จริงนะคะ แต่ยังมีอีกแก่นะคะ " คือแก่ความรู้ " ก็เช่นกัน "แต่ไม่เก่งในการปฏิบัติ " ชอบคิดไปต่างๆนานา ด้วยเอาทฤษฎีที่ตนมีมากมาคิด จะว่าไปก็ดีค่ะแต่ลักษณะนั้น จิตตนกำลังฟุ้งอยู่ก็หารู้ไม่

หลากหลายอารมณ์ที่ตนเองนึกขึ้น คิดขึ้น ทำให้ชีวิตปกติหาความสุขได้ยาก คนแก่บางคนน้อยใจง่าย เสียใจง่าย หงุดหงิดง่าย ตีโพยตีพายง่าย ดูเรื่องที่ไม่ดีจะเกิดขึ้นง่ายมาก นี่เพราะขาดการชำนาญในการมีสติและขันตินั่นเอง ดูๆไปน่าสงสารนะคะเพราะถ้าปล่อยความคิดไปตามความคุ้นชินเช่นนั้น แลายทางชีวิต จะแย่เพราะอารมณ์ที่พุ่งพลานได้ง่ายๆนี้เองจะมาเป็นกรรมอารมณ์นำให้ไปทุคติง่ายๆอีกเช่นกัน

การที่จะมีชีวิตที่ดี เรียบง่ายจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาความสันโดษให้แก่ตนเอง ซึ่งเป้นเรื่องยากเสมอสำหรับชีวิต เพราะตลอดชีวิตเรานั้นต้องพบปะคุ้นชินกับผู้คนมาตั้งแต่เกิด เริ่มตั้งแต่ คุณพ่อ คุณแม่ พี่น้อง จนมาถึงชีวิตในการเรียนต้องมีเพื่อนฝูง ทำให้จิตของเรายอมรับในสิ่งที่เห็นนั้นๆและอุปาทานเอาไว้ จนรู้สึกว่า ชีวิตนี้อยู่คนเดียวไม่ได้

เมื่อสภาพรวมของชีวิตต้องแวดล้อมไปด้วยคนอื่น การที่จะมีจิตสงบก็ยากลงๆ " เพราะใจเขาใจเราไม่เท่ากัน " ไม่เท่าด้วยภูมิธรรม ไม่เท่าด้วยสติปัญญา และจริต จึงเป้นเหตุให้การลงรอยกันนั้นสะดุดบ่อยๆ

ห้องกรรมฐาน จึงเป็นที่ ที่เราจะต้องหัดใช้ชีวิตใหม่แบบสันโดษ ยินดีเท่าที่มี ยินดีเท่าที่ได้ มาสร้างความมักน้อย และปฏิเสธความต้องการออกไป มีหน้าที่ดูแลชีวิต แก้ไขทุกข์อย่างผู้รู้ ซึ่งเป็นสภาพตรงกันข้ามกับโลกเก่าๆของเรา ที่มีแต่ความหวัง ความต้องการนั่นเอง

ห้องกรรมฐาน จึงมีความสงบจากกิเลสตัณหาได้ถ้าผู้นั้นเข้าใจ

วันนี้น้องกิ้ฟคงจะได้กลับเข้ามาอ่านและสนทนากันต่อ ฉะนั้นพี่ดอกแก้วขอโอกาสคุยไว้เท่านี้ก่อนนะคะ จะอาศัยเวลาว่างหลังจากนี้ เปิดห้องกรรมฐานให้แก่ตนเองแล้วนะคะ สวัสดีค่ะ

โดย พี่ดอกแก้ว [17 ก.ย. 2553 , 11:26:05 น.] ( IP = 58.11.57.228 : : )


  สลักธรรม 60


สวัสดีค่ะพี่เณร ...สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว

ตั้งใจที่จะกล่าวคำว่า "สวัสดี" สองครั้งเลยค่ะ เพราะไม่ได้มาสร้างกุศลตรงนี้เสียหลายวัน อ่านที่พี่เณรเขียนแล้วก็ทำให้เข้าใจคำสอนของหลวงพ่อที่ใช้ได้ทั้งทางโลกและทางธรรมได้เพิ่มเติมขึ้นมากเลยค่ะ เพราะคำว่า "ทำไม่ได้"นั้นเข้าใจอยู่แต่เดิมก็เพียงว่า เป็นการทำงานทางโลกที่ไม่ควรปล่อยให้การผิดศีลเกิดขึ้น..คือมีศีลเป็นหลักในการดำเนินชีวิตนั่นเอง ส่วน"ไม่ทำไม่ได้"นั้นเมื่อก่อนก็เข้าใจเพียงว่าเป็นภารกิจหรือภาระที่เรามีความจำเป็นที่จะต้องกระทำด้วยความรับผิดชอบ ..เหมือนเป็นยาที่เราจำเป็นจะต้องรับประทานเพื่อรักษาโรคอย่างนั้นเลยค่ะ

แต่พอมาอ่านที่พี่เณรบอกว่า "การทำไม่ได้"ในการปฏิบัติธรรม ก็คือ ไม่ปล่อยให้ตัณหาและอวิชชามาเป็นตัวบงการชีวิต ..ตรงนี้ย้ำให้เห็นชัดเลยนะคะว่า การพ้นทุกข์หรือบรรลุมรรคผลนั้นขึ้นอยู่กับตัวเราเองจริงๆ เพราะการกีดกั้นอวิชชาและตัณหาไม่ให้มาบงการได้นั้นก็อยู่ที่เรานั่นแหละว่าจะเลือกใช้สติปัญญามาเป็นเกราะป้องกันหรือเปล่า เราเองนี่แหละที่เป็นผู้มีความสามารถโดยตรงที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จ และถ้าเราต้องการพ้นทุกข์งานกรรมฐานก็เป็นงานที่ "ไม่ทำไม่ได้" อีกด้วยดังที่พี่เณรอธิบายในเรื่องของการแก้ไขทุกข์ที่เกิดขึ้น ฉะนั้น เมื่อมองในแง่การปฏิบัติธรรมแล้วเงื่อนไขทั้งสองประการนั้นก็กลายเป็นเรื่องเดียวกันในทันที

ในเบื้องต้นนี้ต้องกราบขอบพระคุณพี่เณรเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะที่กรุณาอธิบายจนทำให้เห็นคุณค่าในคำสอนของหลวงพ่อยิ่งขึ้นไปอีก และที่สำคัญก็คือคำอธิายนี้ยังทำให้ทราบถึงสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการปฏิบัติธรรมด้วยค่ะ

อิอิ ...แล้วก็ชอบมากเลยค่ะกับคำเตือนของหลวงพ่อที่บอกว่า "อย่าคิดมาก คิดให้น้อย แต่คิดให้ถูก" เพราะอย่างที่พี่ดอกแก้วบอกน่ะค่ะว่า คนแก่ชอบคิดมาก ..มากจนใจตนเองวุ่นวายมากจนหาจุดจบไม่ค่อยลงตัว แล้วคนแก่นี่คงจะไม่ได้หมายถึงคนชราเท่านั้นนะคะ เพราะคนที่อายุมากกว่าก็จัดว่าเป็นคนที่แก่ได้เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงวัยเดียวกัน และก็ชอบใจมากตรง "คนแก่ความรู้แต่ไม่เก่งในการปฏิบัติ" คนแก่ลักษณะนี้ดูน่ากลัวนะคะเพราะอาจมีทิฏฐิที่แก่กล้าพ่วงติดตามมาด้วย ซึ่งนี่ก็ทำให้เห็นโทษของความสุดโต่งในการศึกษาได้เหมือนกัน

ส่วนการ"คิดให้ถูก" นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ อย่างเมื่อก่อนที่หลวงพ่อท่านยังมาให้ความรู้กับพวกเรานั้น พอท่านให้คำสอนคมๆ มาเราก็นำมาใช้กันใหญ่ แต่ใช้กันไปคนละทิศคนละทางแล้วแต่ใครจะมีเหตุผลส่วนตัวอย่างใดมารองรับ ..ซึ่งด้วยความเมตตาของหลวงพ่อท่านก็ได้กรุณาเพิ่มเติมให้ว่า "คิดให้ถูก"นั้นก็คือถูกตามสภาพธรรมนั่นเอง เพื่อป้องกันความถูกตามความคิดของแต่ละคน

และ"คิดให้ถูก" นี้ก็ให้คิดในขณะปัจจุบัน เพื่อกระชับพื้นที่กิเลสให้แคบลงอย่างที่พี่เณรบอกนั่นเอง ๕๕๕..ขำ พี่เณรใช้ภาษาทันสมัยกับ"ครูใน" เสียด้วย

และขอกราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วด้วยนะคะที่มาอนุโมทนากับน้องกิ๊ฟในภารกิจลูกกตัญญูอันเป็นงานที่ไม่ทำไม่ได้เลยถ้าหากคิดที่จะเป็นคนดีและต้องการที่จะมีความเจริญก้าวหน้า เพราะหากไม่มีความกตัญญูเป็นพื้นฐานแล้วเราก็จะไม่เห็นคุณค่าของใคร ความกตเวทิตาคุณก็ไม่เกิดขึ้น การกระทำก็จะเป็นไปเพื่อการหวังผลที่เป็นความโลภเท่านั้น

และในภารกิจลูกตัญญูครั้งนี้ทำให้ทราบชัดถึงความแน่นหนักของความกตเวทิตาที่ต้องใช้อำนาจใจและความกรุณาอย่างมหาศาลเพื่อที่จะกระทำกิจต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงซึ่งต่างจากความกตัญญูที่เป็นเพียงนามธรรมเท่านั้น..ในการทำความดีชนิดต่างๆ นั้นพิจารณาแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้เลยนะคะที่จะต้องมีเจตสิกกลุ่มต่างๆมาร่วมทีมทำงานกันอย่างแข็งขัน

หลายวันที่แม้จะอยู่ไกลห้องธรรมะแต่ก็ได้มีโอกาสพบเห็นสภาพความเป็นไปของบุคคลรอบข้าง ..ก็ดีเหมือนกันนะคะ เหมือนได้ออกศึกสงครามได้มีโอกาสนำความรู้ออกมาใช้เป็นอาวุธบ้างตามสมควร อิอิ ..แต่บางคราวก็มีบาดแผลบ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง ยังไม่ถึงขนาดสิ้นชีพกลางสมรภูมิอารมณ์ ๕๕๕

ได้กลับมาอ่านสิ่งดีๆ ที่นี่อีกครั้งรู้สึกได้ถึงโอกาสดีๆ ที่ตนเองได้รับมากเลยค่ะ กราบขอบพระคุณพี่เณรและพี่ดอกแก้วอีกครั้งนะคะ และกราบอนุโมทนากับการเข้าห้องกรรมฐานของพี่ดอกแก้วด้วยค่ะ ..สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [18 ก.ย. 2553 , 17:06:45 น.] ( IP = 110.168.130.112 : : )
[ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ] [ 6 ] [ 7 ][ 8 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org