| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สปาใจ
สลักธรรม 1
นี่คือการนำธรรมะมาใช้ คำว่า "คุณธรรม" เป็นของดี และคุณธรรมนี้ไม่ใช่รอให้คนอื่นทำ แต่เราต้องทำเอง ไม่ใช่ธรรมฝ่ายชั่วที่เรียกว่า เธอนะทำ แต่ฉันไม่ทำ ธรรมฝ่ายดีก็คือ คุณ(หันนิ้วมาชี้ที่ตัวเอง) ธรรม เพราะบาปหรือบุญก็ดีต่างเกิดขึ้นที่เราคนเดียว จึงไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาแก้บาปให้เราหรือผลักบุญใส่ใจเรา เรื่องของสภาพจิตใจเป็นเรื่องของเราคนเดียว คนอื่นเขาจะเป็นอย่างไร? ก็ช่างเขา แต่ต้องถูกต้องตามวินัย หรือเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม เพราะทุกที่มีกฎมีระเบียบ เราจึงต้องอยู่อย่างมีระเบียบมีกฎ แต่ถ้าเป็นเรื่องบาปบุญนั้นใครทำใครก็ได้ บาปบุญเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ดีชั่วเป็นเรื่องส่วนรวม
ฉะนั้น บางครั้งในสิ่งที่เราทำเราก็ต้องคำนึงถึงส่วนรวมด้วย และถ้าเราทำแล้วจิตของเราเกิดโทสะขึ้นมา มีเจตสิกประกอบ ๒๒ ดวง คือ สัพพสาธารณะเจตสิก ๗ ปกิณณกเจตสิก ๕ (เว้นปีติ) โมจตุกะ ๔ โทสจตุกะ ๔ ถีทุกะ ๒ เราจะเห็นว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นที่เรา โทจตุกะ ๔ มีอะไรบ้าง? โทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ โมจตุกะ ๔ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ ถีทุกะ ๒ ถีนะ มิทธะ เราจะเห็นได้ว่า สิ่งเหล่านี้แต่ละชื่อ นั้น มองรู้เลยว่า ถ้าเผื่อเราตายด้วยโทสะก็ต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรก ทั้ง ๆ ที่วันนี้เราเป็นสัตว์ประเสริฐ ซึ่งเคยบอกแล้วว่าเราจะมีวันพรุ่งนี้เป็นอนาคตของชาตินี้หรือเป็นอนาคตของชาติหน้าก็ได้ เพราะอนาคตชาตินั้นใกล้นิดเดียว เมื่อจุติจิตเกิดขึ้นปฏิสนธิก็เกิดทันที
ฉะนั้น วันนี้เราอยู่คิดดูให้ดี ถึงจะจนจะมีอย่าไปสร้างเวรกรรม ขืนทำชั่วไปอาจต้องใช้กรรมเวร อย่างมงายโลภหลงเพราะคงจะเกิดกรรมเวร สร้างบุญหลวงพ่อคงเห็น ร่มเย็นพ้นความกังวล ถึงวิบัติขัดสนผลบุญนำให้ศีลธรรมมั่นใจไม่ต้องไปกังวล ถึงจะมีจะจนเกิดกุศลดลใจ ... ถ้าเผื่อเรามีอันนี้อยู่แม้จะตายวันนี้ก็ไม่เป็นไร
พูดถึงธรรมที่ใกล้ตัวที่สุดไม่มีอะไรเกินจุติจิตกับปฏิสนธิจิต นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นบาปหรือเป็นบุญ ยังต้องมี อตีตภวังค์ ภวังคจลนะ ภวังคุปปเฉทะ ปัญจทวาราวัชชนจิต จักวิญญาณ สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ กว่าจะ โวฏฐัพพนะ แล้วจึงจะเป็นบุญ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ซึ่งยังมีระยะ ให้คิดได้ แต่จุติกับปฏิสนธินั้นไม่มีระยะให้คิด
อย่างเรามาเรียนอาทิตย์ละครั้งก็รู้น้อย แต่เมื่อเรียนบ่อยๆ ก็รู้มากขึ้น แต่รู้แล้วเราทำหรือยัง? ต้องบอกเลยว่าครั้งหนึ่งเคยพูดกับพระอาจารย์บุญมีว่า ธรรมะไม่ใช่วัคซีนกันสุนัขบ้า ที่ฉีดไปแล้วจะไม่บ้า เพราะอาจจะบ้าขึ้นมาก็ได้ เช่น บ้าความรู้ บ้าสรรเสริญ ว่าฉันมี ว่าฉันเป็น ซึ่งอาจารย์บุญมีท่านก็บอกว่า ใช่
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ส.ค. 2553 , 15:53:16 น.] ( IP = 125.27.181.167 : : )
สลักธรรม 2
ฉะนั้น ถ้าเรามีมาตรฐานคิดไว้ว่าถ้าเรียนธรรมะแล้วต้องดี นั่นเป็นการคิดที่ผิด เพราะธรรมะไม่ใช่วัคซีนกันสุนัขบ้า ไม่ใช่เซรุ่มกันงูพิษ และถึงจะเป็นหมือนวัคซีน แต่วัคซีนนี้ก็มีอายุ ไม่ใช่ฉีดเพียงเข็มเดียวแล้วอยู่จนตาย มันต้องเติมเข้าไปบ่อย ๆ เราต้องสำรวจตัวเองว่า เรามีภูมิคุ้มกันพอไหม? ซึ่งก็ต้องตอบว่าไม่พอ จึงต้องรีบเข้าสปา หาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาชำระล้าง เพราะเรายังโลภ โกรธ หลง กันสารพัด ซึ่งเป็นความโชคดีของตัวเองที่รู้ว่าเจตสิกพวกนี้กำลังวิ่งเข้ามาในใจมากมาย ฉะนั้น จึงคิดว่าสวดมนต์บทอนัตตลักขณสูตรดีกว่าเพราะยังจำไม่ค่อยได้ ตาก็จะได้ดู หูก็จะได้ฟังให้เข้าจังหวะกับเขา
สิ่งที่เรียนรู้จากพระอภิธรรมจัดเป็นคุณธรรม ขณะที่เรียนกุศลจิตก็เกิดขึ้นในกลุ่มมหากุศลจิต ๘ ดวง คุณธรรมนี้ก็เป็นคุณธรรมขั้นหนึ่งคือขั้นฟัง กับขั้นที่ตอบได้คือขั้นจำ แต่ต้องเอามาทำไม่ใช่รอให้ผู้อื่นทำ เพราะถ้าไม่ทำเราก็ได้บาป บอกแล้วว่าถ้าเราตายด้วยโทสะก็ไปเป็นสัตว์นรก ถ้าเราตายด้วยโมหะที่ไปคือสัตว์เดรัจฉานมี จระเข้ เป็นต้น
ทำไมถึงยกจระเข้ขึ้นมา? เพราะจระเข้ไม่รู้รสชาติ โยนอะไรใส่ปากก็งับหมด ไม่รู้รสของความชั่วว่าเป็นอย่างไร หรือรสของความดีเป็นอย่างไร สัตว์เดรัจฉานประเภทจระเข้ก็เหมือนเราในบางครั้งที่ไม่ทราบว่าชั่วแล้วให้ผลอย่างไร? ดีแล้วให้ผลอย่างไร? ปากก็แค่ขยับตอบเท่านั้นเอง .. แค่รู้ตอบ แต่ไม่รู้รสชาติไม่เคยได้เคยชิม เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกงที่คนอยู่นั่นแหละในหม้อแก่งแต่คนอื่นได้ชิมรสกันหมด
แล้วทุกวันนี้เรามีหูก็จริงแต่หูของเราค่อนข้างเป็นหูกะทะ ฟังออกไหมว่าอะไรดีอะไรชั่ว เราจึงมี เธอนะทำมากกว่า คุณธรรม ถ้าเราไม่รู้จักหัดนำสิ่งที่เป็นคุณธรรมมาใช้มาสปาตัวเองแล้วเราก็ยากที่จะมีคุณธรรมได้ และเมื่อเรารู้ว่าเราไม่ดี เราก็ต้องยอมรับตัวเองให้ได้ก่อนว่าเราไม่ดี นี่เป็นก้าวแรกของความดี แต่เมื่อใดเรารู้ว่าเราดีไปหมด เริ่ดไปหมด เก่งไปหมด ฉลาดไปหมด รู้มากไปหมด เมื่อนั้นเรากำลังอยู่บนเก้าอี้โยกเยกซึ่งอยู่กับที่ และเมื่อเรายอมรับด้วยตัวเราเองแล้วก็ ไม่ต้องบอกใครด้วย เมื่อจิตชั่วเกิดขึ้นมาแล้วก็หางานดี ๆ มาทำนั่นแหละคือการก้าวออกจากจิตชั่ว
เมื่อสักครู่อาจารย์บอกว่าตัวเองเกิดโทสะคือความไม่พอใจ ขณะนั้นอาจารย์ก็มีจิตชั่ว เมื่อรู้แล้วแล้วยอมรับ และถ้ารักษาหรือครอบครองเขาต่อไป ก็จะชั่วมากขึ้นความชั่วมีอุณหภูมิสูงขึ้น ก็เลยมาสวดมนต์ดีกว่า เมื่อสวดอนัตตลักขณสูตรจบแล้ว ก็ก้าวต่อไปสวดโพชฌงค์เพราะตัวเองก็รู้สึกไม่ค่อยสบายด้วย แล้วสวดพุทธมงคลคาถาต่อก็รู้สึกว่าดีขึ้นเพราะนึกถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเจอสาหัสสากรรจ์กว่าเราอีก ทุกคนในห้องนี้เอาทุกข์มารวมกันก็ไม่เท่าที่พระพุทธองค์แต่พระองค์ก็ทรงชนะมาร จึงให้สวดชัยสิทธิคาถานำผู้ที่เรายอมรับว่าประเสริฐที่สุดเป็นบุคคลตัวอย่าง เราอย่าไปเลือกบุคคลหน้าอย่างนี้หน้าอย่างนั้นมาเป็นตัวอย่างเลย เพราะเขาก็เหมือนเราที่บางครั้งก็เหมือนจระเข้
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ส.ค. 2553 , 15:53:53 น.] ( IP = 125.27.181.167 : : )
สลักธรรม 3
หัวใจของเรานอกจากจะบรรจุไปด้วยบาปอกุศลแล้วเราก็ต้องพยายามหากุศลมาบรรจุไว้ด้วย หัวใจของเรามีสี่ห้องที่จะต้องบรรจุไปด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แต่บอกจริง ๆว่าเป็นเรื่องที่ทำยากเพราะเป็นธรรมของพระพรหม พระพรหมนี้จิตท่านสงบเย็นด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แต่พวกเรานั้น พอเราเห็นใครแล้วเรามีเมตตาตลอดไหม เราเห็นใครในโลกนี้แล้วเรากรุณาตลอดไหม เราเห็นใครได้ดีเรามุทิตาตลอดไหม เราเห็นใครแล้วเราก็ไม่ลำเอียงตลอดไหม? เราทำไม่ได้ตลอด ถ้าทำได้ตลอดก็จะไม่ทำให้เราเกิดโทสะ
พระพรหมท่านมีธรรมเหล่านี้จึงข่มโทสะไว้ได้ แต่เมื่อตายจากพระพรหมแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ก็มีโทสะเกิดขึ้นได้อีก เพราะไม่ได้ถูกตัดเป็นสมุทเฉทปหาน เพียงแต่มีฌานข่มไว้เป็นวิขัมภนปหานเท่านั้น แต่การตัดเป็นสมุทเฉทปหานต้องอาศัยมัคคจิตเป็นตัวตัด แต่ไม่ใช่ฌานจิตเป็นตัวตัด เมื่อเราได้รู้ว่าจิตของพระพรหมเป็นอย่างนี้ แม้จะทำได้ยากก็ต้องทำให้เกิดขึ้นบ้างก็ยังดี
เราเป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณายากเพราะเรามีอคติ พอมีเสียงมากระทบหูปุ๊บ ก็ตีเทียบแล้วเติมความไม่ชอบส่วนตัวลงไป จากที่รู้สึกกับเขาติดลบบาง ๆ ก็ติดลบหนาขึ้น ๆ เติมความไม่ชอบส่วนตัวลงไปจากอคติ
ความรู้สึกด้านบวกของเราจึงไม่ค่อยมีและถึงจะมีก็เป็นบวกแบบบาง ๆ เพราะเราไม่ค่อยตั้งใจเขียนบวกให้ใคร ส่วนมากเราชมคนอื่นอย่างเสียไม่ได้ บางทีก็ชมโดยถูกบังคับ ฉะนั้น เราไม่ใช่พระพรหมเราจึงร้อนและเดือดร้อนตลอดเวลา
ฉะนั้น วันนี้จึงขอให้ทฤษฎีคลายร้อนด้วยการเข้าสปาใจด้วยการสวดมนต์ไหว้พระ เพราะจิตเราเปื้อนมีตะกอนหัวใจทุกวัน การสวดมนต์เท่ากับอาบน้ำให้ใจล้างความสกปรกแล้วก็ฟอกสบู่
และเข้าสปาใจด้วยคำที่ว่า ..คิดทุกคำที่พูด ไม่ใช่พูดทุกคำที่คิด คิดทุกสิ่งที่ทำ ไม่ใช่ทำทุกสิ่งที่คิด เพราะคำพูดจะเป็นพิษถ้าไม่คิดก่อนพูด การกระทำจะเป็นพิษถ้าไม่คิดก่อนทำ พูดมากผิดมากเพราะคำพูดของเรามันก็จะออกจากความรู้สึกของเรา อย่าลืมนะว่าเราเป็นปุถุชนผู้หนาแน่นด้วยกิเลส ที่มีรัก เกลียด ชอบ ชัง ฉะนั้น บางคำหรือบางเรื่อง ไม่ต้องพูดก็ได้ คิดทุกสิ่งที่ทำ ไม่ใช่ทำทุกสิ่งที่คิด เพราะว่า ถ้าเผื่อใครสามารถใช้คำแนะนำนี้แล้วทำได้ ชีวิตก็จะเป็นประโยชน์ เพราะกุศลจิตคือสติก็จะเกิดขึ้น และไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลังว่ารู้อย่างนี้ไม่ทำดีกว่า
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ส.ค. 2553 , 15:54:19 น.] ( IP = 125.27.181.167 : : )
สลักธรรม 4ขอบพระคุณมาครับน้องกิ้ฟ สำหรับบทความสปาใจ อ่านทบทวน 2 รอบครับทำให้รู้สึกดีขึ้นมากเลย จากใจที่กังวล
แต่พออ่านจบรอบที่ 2 แต่ต่างเวลากันนะครับ จิตใจก็สงบลงแล้วครับผม เพราะคำสอนนี้ก็มาสปาใจตนเองเช่นกันครับผม.โดย พี่เณร [25 ส.ค. 2553 , 12:04:47 น.] ( IP = 58.9.62.7 : : )
สลักธรรม 5ล้างกายยังไม่พอ จะต้องสปาใจด้วยการกระทำความดีด้วย
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ
ขอบพระคุณและอนุโมทนากับน้องกิ๊ฟ ที่นำธรรมะมาฝากไว้ค่ะโดย เซิ่น [27 ส.ค. 2553 , 12:35:36 น.] ( IP = 61.90.167.18 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |