| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
โอวาทพระเถระ
สลักธรรม 1
ข้อที่ ๑ ชีวิตนี้ย่อมเป็นไปตามกฎแห่งกรรม วอนขออะไร พระเถระท่านได้กล่าวไว้แค่นี้ แล้วหลวงพ่อเสือท่านได้ให้คำอธิบายเติมไว้ว่า แล้ววอนขอไปทำไม คือทุกอย่างมันเป็นไปตามกรรม เราทำกรรมอะไรมามันก็ต้องได้รับผลกรรมอันนั้น แต่ด้วยความไม่รู้ว่าชีวิตมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ และมีกรรมเป็นแดนเกิดก็คือเป็นที่พึ่งที่อาศัย ชีวิตนี้ไม่ว่าใครทั้งสิ้น ย่อมเป็นไปตามกรรม เราเคยทำกรรมอะไรมา ก็ย่อมเป็นไปตามอำนาจกรรมนั้น ฉะนั้น จะวอนขอไปทำไม แต่เราจะเห็นได้ว่า คนเราส่วนมากขอว่าขอให้ฉันเป็นนั้นเถอะ ขอเป็นอย่างนี้เถอะ ขอให้อย่างนั้นขอให้อย่างนี้ การขอโดยปราศจากการกระทำเหตุก็ย่อมไม่มีผล
ข้อที่ ๒ วันนี้ไม่รู้เหตุการณ์ในวันพรุ่งนี้ กลุ้มเรื่องอะไร วันพรุ่งนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นเรายังไม่รู้เลยแล้วจะกลุ้มไปทำไม อย่างเราส่งหลานเรียนนั่นเป็นเรื่องอนาคตทั้งสิ้น แต่แล้วเรากลุ้มที่ปัจจุบันว่า จะเรียนจบไหม? จะเรียนเป็นอย่างไร? จะกลุ้มไปทำไมในเมื่อเราไม่อาจรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้เลย
ข้อที่ ๓ คนไม่เคารพบิดามารดาแต่เคารพผู้อื่น เคารพทำไม มีไหมคนพวกนี้ มีพ่อแม่ไม่สนใจ ฝากไว้ที่บ้านคนชรา แต่ไปเคารพคนอื่น ถึงเวลาถือดอกไม้ ถือผลไม้ไปงานวันเกิดไปหาคนอื่นหมด แต่กับพ่อแม่ไม่เคารพ แล้วเราจะเคารพคนนี้ไปทำไม เพื่ออะไร
ข้อที่ ๔ พี่น้องคือผู้ที่เกิดตามกันมา ทะเลาะกันทำไม พี่น้องสายโลหิตเดียวกัน ยังไม่ถูกโรคกัน แล้วจะให้ใครมาเหมือนเรา ขนาดสายโลหิตเดียวกันนิสัยยังไม่เหมือนกันเลย ชอบไม่เหมือนกัน ฉะนั้น จะให้ใครมาเหมือนเรา ไม่ต้องไปรอหรอกว่า คงมีสักวันที่ใครเข้าใจเราหรือทำได้เหมือนเรา
ข้อที่ ๕ ลูกหลานทุกคนล้วนมีบุญตามลิขิต ห่วงใยทำไม ลูกหลานต่างมีกรรมเป็นของเขา คือเราทำตามหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แล้วหยุดแค่นั้น ทำอย่างเต็มความสามารถ เพราะเกินความสามารถไม่มีใครทำได้ เรามีหน้าที่ส่งเสียลูก เราก็ดูแลเอาใจใส่แต่อย่าเอาใจติดคือไปยึดติด เอาใจใส่ก็เช่น ทำไมกลับไม่ตรงเวลา ทำไมไม่ทำการบ้าน นี่ใครเพื่อนลูกหรือ มีเพื่อนผู้หญิงหรือเอาใจใส่หน่อย แต่อย่าเอาใจไปติด เพราะว่าต่างมีกรรมเป็นของเขา แม่เบ่งลูกออกมาได้แต่เบ่งกรรมออกมาให้ด้วยไม่ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2553 , 15:59:50 น.] ( IP = 125.27.171.45 : : )
สลักธรรม 2
ข้อที่ ๖ ชีวิตใช่จะพบรอยยิ้มกันทุกวัน ทุกข์ใจไปทำไม เพราะวิบากนั้นมีทั้งดีกับไม่ดีและมีมากมาย อย่างอักษรตัวนี้ ชชชชชชช ท่านที่เพิ่งจะมาเรียนก็อาจไม่เข้าใจ แต่หลายคนที่มองปุ๊บก็รู้ทะลุปรุโปร่งเลยว่าหมายถึงอะไร เพราะนี่คือ ชวนจิต เป็นที่สั่งสมหรือเป็นที่เกิดของบุญและบาป เราเรียนแล้วก็จะรู้ว่า ชวนะมี ๗ ดวงด้วยกัน ชวนะดวงที่ ๑ หรือปฐมชวนะให้ผลในชาติปัจจุบัน ชวนะดวงที่ ๗ ให้ผลในชาติหน้าคือชาติที่ ๒ ส่วนชวนะดวงที่ ๓ ๖ ให้ผลในชาติที่สามไปจนเป็นอโหสิกรรม เรามาดูเรื่องการให้ผลแบบง่ายๆ ก็คือ ถ้าเราทำดีเช่น สวดมนต์ ก็อาจจะมีการให้ผลของชวนะดวงที่ ๑ ได้เพราะตอนสวดมนต์มีความสบายใจมีความสงบเป็นการให้ผลในปัจจุบัน
อย่างเมื่อสักครู่ที่พอฟังเพลงแล้วรู้สึกฟุ้งซ่านวิตกกังวลแต่พอมาสวดมนต์ซึ่งเป็นการสร้างกรรมใหม่ ที่เป็นกุศลกรรมมีมหากุศลจิตดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวง เกิดขึ้นก็สบายใจ ความสบายใจเกิดขึ้นจากจิตที่สงบจากเรื่องราว หรืออย่างจิตที่มีศรัทธาในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น เมื่อเราสวดอนัตตลักขณสูตรเราก็มีความเข้าใจในถ้อยคำนั้นเราก็จะมีศรัทธาเกิดขึ้นได้ หรือผู้ที่เรียนพระอภิธรรมก็จะเข้าใจได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้เรียน หรือผู้ที่แปลพระบาลีได้ก็จะเข้าใจในเนื้อหาสาระได้ดีกว่าผู้ที่แปลไม่ได้ ก็จะเห็นว่าปฐมชวนะนี้แหละมาให้ผล
หรืออย่างการสวดมนต์เมื่อสักครู่นี้ที่เราได้มองพระพุทธรูปก็จะเป็นสิ่งที่ไปให้ผลเมื่อเราใกล้จะตายได้ เพราะเวลาใกล้ตายก็จะมีอารมณ์มาปรากฏทั้งกรรมนิมิต กรรมอารมณ์ และคตินิมิตอารมณ์ และใน ๓ แบบนี้ จะมีแยกออกไปอีกอย่างละ ๒ ฉะนั้น เมื่อเราใกล้ตายแล้วมีคนมาชวนเราสวดมนต์มาชวนให้เราทำใจให้ดีๆ เราก็จะสวดตามได้ ซึ่งอย่าไปห่วงเรื่องกุศลที่เกิดขึ้นมาโดยมีการชักชวน เพราะบางทีความที่มีทุกขเวทนาเกิดขึ้นมาก็ทำให้เรานึกไม่ออกทำเองไม่ได้ เมื่อมีผู้มาชวนแล้วเราก็ทำกุศลที่มีการชักชวนเกิดขึ้นเราก็จะมีโอกาสได้รับอารมณ์ที่ดีใกล้ตายได้
อย่าไปกลัวว่าชาตินี้จะต้องทำกุศลที่จะต้องไม่ให้มีใครชักชวนเท่านั้น เพราะบางคนพอเรียนแล้วนี่กลัวกุศลชักชวน ซึ่งคิดหรือว่าจะสามารถมีกุศลที่เกิดขึ้นเองเดี่ยวๆได้ ฉะนั้น เมื่อชวนกันสวดมนต์ก็สามารถสวดตามๆ กันไปได้ เมื่อถึงปลายชีวิตแล้วมีผู้มาชักชวน แล้วจิตนี้ก็อาจนึกถึงห้องนี้ได้ ว่าเราเคยร่วมกระทำสันติบาตรสโมสรที่นี่ เราได้ทำสิ่งที่เป็นมงคล แล้วเราก็อาจเห็นภาพปรากฏคือ ภาพที่ตนเองสวดมนต์ แล้วก็เห็นพระพุทธรูปองค์นี้เกิดขึ้น เขาเรียกว่ากรรมนิมิตเกิดขึ้น เมื่อมรณาสันนกาลเกิดขึ้นแล้วก็เกิดมรณาสันนวิถีขึ้นมา ถามว่านึกอย่างนี้ได้ ไปดีหรือไม่ดี? ไปดี ก็จะเห็นว่าเนื่องด้วยการสวดมนต์นี้ไปเป็นตัวกระตุ้นเตือนให้อำนาจของกุศลเคยสั่งสมไว้มาปรากฏในวาระสุดท้ายได้แล้วก็มีชาติหน้าที่เป็นสุคติ แต่ก็อย่าลืมว่ายังเหลืออีกชวนจิตอีก ๕ ดวงที่อยู่ตรงกลางยังรอการให้ผลอยู่
เมื่อเรารู้แล้วว่าเป็นอย่างนี้แล้ว ชีวิตใช่จะมีรอยยิ้มกันทุกวัน เพราะว่าในแต่ละวันๆ ยังมีวิบากที่ให้ผลได้อยู่ในชาติที่ ๓ และถึงปรินิพพานหรือไม่เกิด แต่ปัจจุบันนี้เรามีดีมีชั่วมากมายไปหมด ถ้าเรามีดีอย่างเดียว เราก็ยิ้มได้อย่างเดียว เรามีชั่วอย่างเดียวเราก็ร้องไห้อย่างเดียว แต่จะทุกข์ใจไปทำไม เพราะว่ามันเป็นเรื่องของกรรมเก่า
โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2553 , 16:00:39 น.] ( IP = 125.27.171.45 : : )
สลักธรรม 3
ข้อที่ ๗ ผ้าขาดปะแล้วกันหนาวได้ อวดโก้ทำไม เราดูว่าผ้าที่ขาดแล้วไม่มีค่าเลย แต่ถ้าเอามาปะติดกันก็ใช้สวมใส่หรือห่มกันความหนาวได้ อย่างตัวเองนั้นเคยใช้มุ้งที่แม่ทำให้โดยเย็บซ้อนๆ กันเป็นผ้าห่มกันหนาวเพราะผ้ามุ้งนี่อุ่นมากเลย ก็จะเห็นว่าเราใช้ประโยชน์เพื่อกันความหนาวแล้วจะอวดกันไปทำไม
ข้อที่ ๘ อาหารผ่านลิ้นแล้วกลายเป็นอะไร อร่อยไปใย รสอาหารผ่านลิ้นแล้วก็กลายเป็นมูตรคูถ หรือแม้ยังไม่เป็นมูตรคูถแต่พอเราหยิบเข้าปากไปเคี้ยวโดนน้ำลายโดนแล้วก็ลองคายออกมาซิจะเห็นว่าน่ารังเกียจแล้ว หลวงพ่อท่านจึงสอนให้กินเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่กินเพื่อแก้อยาก อร่อยหรือไม่อร่อย อิ่มได้เหมือนกัน
ข้อที่ ๙ ตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้สักบาทเดียว จะตระหนี่ไปทำไม
ข้อที่ ๑๐ ที่ดินเป็นสิ่งที่คนรุ่นหลังครอบครอง จะโกงกันไปทำไม สัญลักษณ์แสดงความเป็นจำของที่ดินเรียกว่า โฉนด ถึงจะกำไว้ด้วยตอนตายแต่พอโดนไฟเผาก็ไหม้อยู่ดี เอาติดตัวไปด้วยไม่ได้เลย
ข้อที่ ๑๑ โอกาสจะได้กลายเป็นเสีย โลภมากทำไม รู้ว่าโลภมาก ลาภหาย แล้วยังจะอยากได้กันไปทำไม
ข้อที่ ๑๒ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เหนือศีรษะเพียง ๓ ฟุต ข่มเหงกันทำไม เมื่อสูงเหนือศีรษะขึ้นไปประมาณสามฟุตจะเป็นผืนผิวของชั้นจาตุมหาราชิกา มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่คือเทวดาเช่นอากาศเทวดา ที่บอกว่าศักดิ์สิทธิ์ก็เพราะเป็นผู้ที่เกิดดีกว่าเรา แล้วเราจะเบียดเบียนกันไปทำไม
ข้อที่ ๑๓ โลกธรรม ดุจดอกไม้บานไม่นาน หยิ่งผยองกันไปทำไม เพราะไม่มีอะไรอยู่คงทนถาวร มีขึ้นมีลง และเราก็อยู่กันได้ไม่นาน สิ่งต่างๆ เหล่านี้พระเถระท่านพูดไว้ แล้วหลวงพ่อเสือท่านได้อธิบายต่อ ซึ่งบางครั้งเราต้องเอามาใส่ใจบ้าง แล้วมาทำให้เกิดที่ใจบ้าง อย่าปล่อยให้ผ่านเลยไป ส่วนข้ออื่นๆ ที่เหลือจะนำมาพูดในคราวหน้า
โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2553 , 16:02:01 น.] ( IP = 125.27.171.45 : : )
สลักธรรม 4
คำถาม : ในขณะที่ปฏิบัติจะนั่งนิ่งไปตลอดชั่วโมง ในขณะที่นั่งนิ่ง เราก็รู้สึกตัวตลอดว่านั่ง แล้วก็มีความปวดเกิดขึ้นแต่เราก็ทนได้ ความปวดนั้นเราก็รู้ว่าปวด พอรู้ปั๊บ มันก็จะคลายปุ๊บ เราก็นั่งไปเรื่อยๆ นั่งไปสักระยะหนึ่งก็ปวดอีกแล้ว แต่ก็รู้ว่าปวด แล้วก็คลายไปตลอด ปวดหลังก็รู้เมื่อรู้แล้วความปวดก็คลาย พอเรานั่งก็ชาไปเลยไม่รู้สึก แล้วก็รู้อาการนั่งตลอดคือประคองไว้ รู้ว่าเรานั่ง รู้สึกนั่ง อาการอย่างนี้ เป็นลักษณะที่เราเป็นอย่างไร หมายถึงว่า เราปฏิบัติวิปัสสนาถูกต้องไหมครับ
ตอบ : ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ขอย้อนไปทำความเข้าใจก่อนว่า เราปฏิบัติคือกำหนดรูปนามทำไม ? เพราะการปฏิบัติมีมากมายหลายแบบ แต่เราใช้รูปใช้นามนี้ก็เพื่อเป็นกรรมฐาน อย่างที่บางที่ใช้ ยุบหนอ พองหนอ เป็นกรรมฐาน หรือใช้ พุธโธ เป็นกรรมฐาน ใช้ สัมมาอรหัง เป็นกรรมฐาน คำว่า กรรมฐาน คือ ที่ตั้งให้กำหนดหรือให้ทำนั่นเอง คำว่า ทำ ในที่นี้ คือ ทำที่รูปที่นาม ทำที่ลมหายใจ ทำที่คำภาวนา ทำที่ความรู้สึกที่ท้อง ที่ตั้งแห่งการกระทำจึงเรียกว่า กรรมฐาน และกรรมฐานนี้เป็นอุบายอย่างหนึ่งให้เกิดสมถะกับวิปัสสนา
คำว่า สมถะ ถ้าแปลตามหนังสือหรือที่ ฟังตามกันมา แปลว่าการทำจิตให้สงบ หรือทำความสงบโดยมีกรรมฐานเป็นตัวการทำให้เกิดความสงบ เช่น ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ...การทำนี้มีสติกำกับ สติตัวนี้ทำให้เกิด สมถะ คือ สงบ แต่ถ้าเขาบอกให้ก้าวเท้าขวาแต่เราไม่มีสติ เราก็ก้าวผิดข้าง อย่างนี้เรียกว่าขาดสติ ฉะนั้น สติตัวนี้รู้ในอาการว่าขวา ยกขวา ย่างขวา วางขวา ยกขวา ย่างขวา ฉะนั้น การระลึกอยู่ในอาการทำให้เกิดความสงบ เป็นสมถะ
ส่วนวิปัสสนา ไม่ได้มีสติตามลำพังแต่เป็นสติบวกสัมปชัญญะ ฉะนั้น ปัญญา ถ้าเราถึง ปัญญา ที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นปัญญามีมากมาย เพราะพระพุทธเจ้าคือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตรัสรู้ธรรมด้วยพระองค์เอง ทรงพระมหากรุณาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระเมตตาธิคุณอย่างล้นพ้น ที่จะโปรดเวไนยสัตว์ ที่บอกว่าล้นพ้นก็เพราะว่าพระองค์นำชีวิตของพระองค์แลกด้วยการดำเนินชีวิตอยู่ในครรลองคลองธรรมสร้างบารมีมาถึง ๔ อสงไขย แสนมหากัปเพื่อแลกกับความตรัสรู้โพธิญาณการตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ คือพระญาณอันหยั่งรู้ไปทั่ว โดยไม่มีสิ่งใดที่จะมากั้นข่ายพระญาณได้ แม้แต่ทรายในมหาสมุทรมีกี่เม็ดถ้าถ้าหากพระองค์ต้องการรู้ก็รู้ได้ ด้วยอำนาจพิเศษที่พระองค์เพียรกระทำบารมีมาทั้งสามสิบทัศอย่างสมบูรณ์พร้อมแล้วพระองค์ทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงสั่งสอนให้เวไนยสัตว์นี้เกิดปัญญา ปัญญาแบบพระพุทธเจ้า มีปัญญา ๓ คือ สุตามยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา ซึ่งจะนำมาพูดในเรื่องการปฏิบัติ เพราะการปฏิบัติต้องอาศัยปัญญาเหล่านี้
โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2553 , 16:02:47 น.] ( IP = 125.27.171.45 : : )
สลักธรรม 5
เรื่องสุตมยปัญญานี้ถ้าหากเราไม่เรียนให้รู้แจ้งเราก็ไม่รู้จักตนเองว่า ชีวิตคืออะไร? ชีวิตคือสิ่งที่อุบัติขึ้นมาด้วยอำนาจกรรม และดำรงชีวิตไปเพียงชั่วระยะหนึ่ง แล้วก็ต้องตายลง ชีวิตประกอบไปด้วยรูปนามขันธ์ห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ รูปคือรูปธรรม เวทนาคือนามธรรม สัญญาคือนามธรรม สังขารคือนามธรรม วิญญาณคือนามธรรม รวมแล้วเรียกว่า รูปนามขันธ์ห้า มีรูปหนึ่งและนามสี่
ชีวิตนี้ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ สังสารวัฏ คือ รอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันไม่รู้จักจบ ลักษณะของสังสารวัฏฏ์ก็คือการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอย่างซ้ำๆ ซากๆ โดยไม่มีใครปฎิเสธเอาทุกข์พ่วงติดตามมาได้ ซึ่งทุกข์มี ๒ ชนิด คือ ทุกข์ประจำ และทุกข์จร ทุกข์ประจำ คือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ส่วนทุกข์จร คือ ความโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปยาส เป็นต้น ซึ่งมีกันเป็นของส่วนตัว
ทำไมชีวิตเวียนว่ายตายเกิดอยู่ก็เพราะว่ามีอวิชชา อวิชชา คือ ความไม่รู้ เมื่อมีความไม่รู้ การกระทำจึงเป็นการกระทำโดยผิดพลาด ชีวิตจึงประกอบอยู่ในสังสารวัฏ คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท
ในปฏิจจสมุปบาท มีเหตุรวมกัน ๕ อย่าง เป็น อดีตเหตุ ๕ เป็นปัจจุบันผล ๕ เพราะเมื่อมีเหตุแล้วย่อมต้องมีผล และเป็นปัจจุบันเหตุ ๕ ทำให้มีอนาคตผล ๕ ฉะนั้น จึงมีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ชีวิตจึงมีการเวียนว่ายตายเกิดแบบนี้ เมื่อมีอวิชชาก็ไม่สามารถหนีรอดไปจากวัฏสงสารได้ เราจึงต้องทำอวิชชาให้หมดไป เมื่ออวิชชาหมดไปก็จะเหลือแต่วิชชา เพราะ อะ แปลว่า ไม่ วิชา แปลว่า ปัญญา
ปัญญานี้แหละที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนในเรื่องของชีวิตเราว่าประกอบไปด้วยรูปนามขันธ์ ๕ หรือจะเรียกตามสภาวะก็คือมีจิต เจตสิก รูป จิตก็คือธรรมชาติ ที่รู้อารมณ์ได้ จิตไม่ดีไม่ชั่วไม่สูงไม่ต่ำไม่ดำ ไม่ขาว เพราะจิตแค่รู้อารมณ์ แต่เราทุกวันนี้มี จิตดี จิตชั่ว จิตสูง จิตต่ำ จิตดำ จิตขาว
จิตเหมือนกับน้ำ ...น้ำไม่มีรสอะไรเลย เป็นน้ำเปล่า น้ำก็เปรียบเสมือนจิต แต่ที่มีสีแดงก็คือเป็นน้ำแดง แดงคือเจตสิก เมื่อผสมลงไปในน้ำ น้ำนั้นจึงเรียกว่า น้ำแดง น้ำที่มีสีเขียว เพราะเขียวเป็นเจตสิก เมื่อสีเขียวใส่ลงไปในน้ำ น้ำจึงเป็นสีเขียว ฉะนั้น น้ำเขียว น้ำแดง ก็เหมือนจิตใจของเราที่รู้ทุกข์ รู้สุข เสพสุข เสพทุกข์ เจตสิกเหล่านี้ที่เข้าไปประกอบกับจิต เหมือนสีต่างๆ ที่เข้าไปประกอบกับน้ำ ทำให้น้ำมีรสชาติเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะตัวปรุงแต่งจิตก็คือ เจตสิกนั่นเองเพราะจิตไม่ได้เกิดขึ้นเองตามลำพัง อย่างเช่นจิตที่ชื่อ โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสัมปยุตตํ อสงฺขาริกกํ คือ จิตที่เป็นโลภะไม่ได้เกิดขึ้นลำพัง มีเจตสิกประกอบ ๑๙ ดวง ตรงนี้ก็เหมือนกับน้ำที่ถูกผสมไปแล้วด้วยแดง จึงเป็นน้ำแดง นี่คือการเรียนให้รู้ว่า สภาพของจิตของเรานั้นเป็นอย่างไร เรียกว่าขั้นสุตามยปัญญา
โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2553 , 16:03:44 น.] ( IP = 125.27.171.45 : : )
สลักธรรม 6
เมื่อเรียนไปมากๆ เข้า ก็เห็นสภาพที่ว่าอกุศลเป็นอย่างไร กุศลเป็นอย่างไร วิบากเป็นอย่างไร กิรยาเป็นอย่างไร แต่ก็รู้จักได้ด้วยการศึกษาเท่านั้นเอง ส่วนผู้ที่ไม่ศึกษาแต่รู้ได้ก็มีพระพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง และผู้ที่ตรัสรู้แล้วสอนผู้อื่นได้เรียกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนผู้ที่ตรัสรู้เองแต่สอนผู้อื่นไม่ได้เรียกว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า ที่เหลือนอกนั้นเป็นผู้รู้ตาม
ในสุตมยปัญญาที่บอกนี้ ก็คือเรื่องราวของชีวิต ชีวิตก็มีสภาพของจิตที่มีถึง ๘๙ ดวงโดยย่อหรือ ๑๒๑ ดวง โดยพิสดาร ซึ่งสภาพจิตนั้นก็เป็น นามธรรม และชีวิตก็มีสภาพของเจตสิกที่มีถึง ๕๒ ดวง ฝ่ายที่เป็นกลาง เขาเรียก อัญญสมณาเจตสิก ฝ่ายไม่ดีเรียกว่าอโสภณเจตสิก ฝ่ายดีเรียกว่า โสภณเจตสิก และเจตสิกนี้ก็เป็นนาม ส่วนรูป ๒๘ มีอวินิพโภครูป ๘ วิการรูป ๓ สัททรูป ๑ เอกันตตกัมมัชรูป ๙ เอกันตจิตชรูป ๒ ลักขณะรูป ๔ นี่คือขั้น สุตะ ที่ทำให้เราให้เกิดความรู้เนปัญญาขั้นที่ ๑ ที่จะเข้าสู่วิปัสสนากรรมฐาน
สุตะตรงนี้เป็นปัญญาที่ค้านไม่ได้และคงทนต่อการพิสูจน์ เพราะไม่ว่าเราเกิดจะมากี่แสนกี่ล้านชาติ ก็ตาม น้ำที่ปรุงด้วยสีแดง ก็ต้องเป็นน้ำแดง จิตก็ต้องเป็นสภาพที่รู้อารมณ์ เจตสิกก็เป็นสภาพที่ปรุงแต่งอารมณ์ แล้วก็มีรูปในกลุ่มของผู้ที่มีขันธ์ ๕ ธรรมชาตินี้คงทนต่อการพิสูจน์ ไม่มีวันวิปริตเปลี่ยนแปลง บาปก็ยังเป็นบาป จิตชั่วก็ยังเป็นจิตชั่ว จิตดีก็ยังต้องเป็นจิตดี ส่วนมหัคตจิตก็เป็นจิตอีกชนิดหนึ่งซึ่งไม่ใช่เรา และมัคคจิตนั้นถึงยังไม่เกิดแต่เราอยากให้เกิด เราจึงต้องทำ ส่วนอกุศลจิตนั้นเป็นของดั่งเดิมอนุสัยที่เรามีอยู่ในขันธสันดาน สำหรับกลุ่มของมหากุศลนั้นบางคนบอกว่ามีแล้วก็ต้องทำให้มากขึ้น โดยสรุปก็จะเห็นว่า จิตคือนาม เจตสิกคือนาม รูปคือรูป
ที่บอกว่า สัมมาอรหัง พุธโธ ยุบหนอ พองหนอ ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ และแม้กระทั่งคำว่า รูปและนาม คำเหล่านี้ล้วนเรียกว่า กรรมฐาน และอาการที่ขวายกหนอ ขวาก้าวหนอ ซ้ายยกหนอ นั้นต้องอาศัยสติที่มีในการยก หรือรู้สึก พองยุบ ก็เป็นสติที่ทำให้เกิดสมถะ คือ ความสงบ
แต่ วิปัสสนา มีสติตามลำพังไม่ได้ ต้องมีปัญญาร่วมด้วย และปัญญาตัวนี้ ต้องเกิดขึ้นจากสุตะ ถึงจะถูกต้อง จึงต้องเรียนให้รู้ว่า ทำไมต้องเป็นรูปนาม เพราะรูปนามก็เป็นกรรมฐาน แต่เป็นปรมัตถ์กรรมฐาน คือความจริงที่ไม่วิปริตผันแปร เพราะจิตเป็นนาม ไม่มีจิตวันใดวันหนึ่งหรือชาติใดชาติหนึ่ง กลายเป็นรูปขึ้นมาได้ และรูปก็มาทำหน้าที่จิตไม่ได้
การปฏิบัติวิปัสสนานั้น เป็นการทำกรรมฐานโดยการเอาปรมัตมาเป็นอารมณ์ แต่พุทโธ ยุบหนอ สัมมาอรหัง เอาบัญญัติมาเป็นอารมณ์ อย่างซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ กายา แต่กายาที่บวกเอาบัญญัติเข้าไป เอาหนอเข้าไป คือมีเราเข้าไป ฉะนั้น ตรงกรรมฐานทำให้เกิดเป็นวิปัสสนาก็ต้องอาศัยรูป อาศัยนามเป็นตัวกรรมฐาน หรือเป็นตัวกำหนดที่ทิ้งไม่ได้ เพราะถ้าทิ้งไปเราก็ไม่มีตัวตั้งกรรมฐาน เมื่อเราก็เข้าใจตรงนี้แล้วก็จะรู้ว่า ทำไมจะต้องอาศัยรูป อาศัยนาม
โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2553 , 16:04:31 น.] ( IP = 125.27.171.45 : : )
สลักธรรม 7
ต่อไปก็ต้องรู้ว่า อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม
เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด เป็นรูป รู้รส เป็นนาม
เดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย เป็นรูป เป็นรูป รู้สึกเป็นนาม
สีต่างๆ เป็นรูป เห็นเป็นนาม
เสียงเป็นรูป ได้ยินเป็นนาม
กลิ่นเป็นรูป รู้กลิ่นเป็นนาม
แล้วกำหนดตรงไหน? กำหนดตรงความเห็นผิด หรือว่ากำหนดเพื่อให้ความเห็นผิดมันไปแล้วความเห็นถูกมันมา ฉะนั้น ทางตา เวลาที่เราเห็น เรานึกว่าเราเป็นผู้เห็น แท้ที่จริงก็คือ มีระหว่างรูปารมณ์กับจักขุวิญญาณที่กระทบกัน จริงๆ แล้ว เราไม่ได้เห็น นามเป็นผู้เห็น เราหลงผิดว่าเราเป็นผู้เห็นมาตั้งนาน บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะถ่ายถอนความเห็นผิดด้วยการกำหนดนามเห็น นี่แหละทฤษฏีแท้ๆ ทั้ง ๓ ข้อที่จำง่ายๆ คือกรรมฐานนี้เพื่อให้เกิดวิปัสสนา
โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2553 , 16:05:16 น.] ( IP = 125.27.171.45 : : )
สลักธรรม 8
และที่ได้ตั้งคำถามว่า ผมนั่งปฏิบัติแล้วปวดก็รู้สึก แล้วก็ดูปวดนั้น ปวดก็หายไปและเดี๋ยวก็ ปวดอีก ก็ดูอีก แล้วปวดก็หายไป ก็ขอย้อนไปว่า เมื่อวานนี้ได้สอนวิปัสสนาโดยแจกันใบนี้ ดอกไม้ที่อยู่ในแจกันถ้าจัดแล้วถือว่าเป็นรูปหรือเป็นนาม...เป็นรูป รูปนี้รับความรู้สึกได้ไหม.. ไม่ได้ และลักษณะของรูปนั้นย่อยยับเสื่อมไปตลอดเวลา เมื่อวานนี้สดแต่เหี่ยวไปแล้ว ดอกไม้นี้เมื่อตกลงไปแล้วเกิดอีกไหม.... ไม่เกิดเพราะไม่มีวิญญาณครอง แต่รูปของเราท่านนั่งอยู่นี่มีวิญญาณครอง เมื่อรูปนั้นไม่มีวิญญาณครองก็รู้สึกอะไรไม่ได้ แต่รูปที่มีวิญญาณครองเช่นรูปของเราเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ซึ่งจัดเป็นกองทุกข์กองหนึ่ง แล้วมีวิญญาณครองคือ สามารถรู้ในกองทุกข์แห่งรูปธรรมนั้นได้ ตัวนามเองก็เป็นกองทุกข์กองหนึ่ง ซึ่งก็เป็นทุกข์ได้ทั้งรูปและนาม เป็นทุกข์ที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
แต่ถ้าเผื่อเราแปลความว่า ทุกข์คือการที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ แค่นี้เราก็จะต้องเปลี่ยนอิริยาบถมากขึ้นเพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ แต่ทุกข์บางอย่างแม้มีมากขึ้นก็หายไปได้ เช่น ทุกข์ใจ มีแล้วปริมาณมากขึ้นก็ได้ มีแล้วก็หายไปก็ได้ เช่น เรายืนรอรถเมล์ สาย ๕๓ เทเวศร์รอบเมือง พอเห็นรถเมล์มาแล้วก็เตรียมจะขึ้น แต่คนขับรถเมล์เห็นเรายืนคนเดียว ก็ขับรถแล่นผ่านไปเลย ทุกข์ใจก็เกิดมากที่ต้องรอรถคันต่อไปเพราะเราโมโหหรือโกรธนั่นไงที่เป็นทุกข์ แต่เผอิญมีรถเมล์อีกคันวิ่งตามมา พอจอดปุ๊บเราก็ได้นั่งเพราะรถว่าง แต่คันแรกที่แล่นผ่านไปนั้นคนแน่นมากเลย ถามว่า ทุกข์มีมากขึ้นหรือน้อยลง ...น้อยลง ฉะนั้น ทุกข์เป็นสิ่งที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ คือ ไม่มากขึ้น ก็น้อยลง แต่อย่าเข้าใจว่าทุกข์คือสิ่งที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องมากขึ้นๆๆๆ อย่าคิดอย่างนี้อย่างเดียว เข้าใจให้ละเอียดให้หมด แล้วมาวินิจฉัยกับตนเอง
เช่นเดียวกันเรื่องรูปธรรม เป็นทุกข์เหมือนกันแต่มีมากขึ้นกับน้อยลงคือหายได้ เพราะโรคบางโรค ไม่รักษาก็หาย โรคบางโรคไม่รักษาไม่หาย เช่น ถ้าเผื่อปฏิบัติอยู่ เริ่มปวดปัสสาวะแล้วก็ปฏิบัติไปอีกหนึ่งชั่วโมง กำหนดรู้ว่าปวดปัสสาวะ แล้วปัสสาวะจะหายไปเองมีไหม...ไม่มี และโรคนี้มันจะเพิ่มขึ้นในกรวยไต ซึ่งไม่แก้ก็ไม่หาย แต่ถ้าใครเป็นคนขี้เมื่อย รู้สึกเมื่อยง่ายชาง่าย อะไรนิดหนึ่งก็รู้สึก แต่ความรู้สึกนั้นอาจไม่ถึงทุกข์ที่จะต้องแก้ไข แต่แค่ไปรู้มันเพราะจิตไวนั่นเอง
นี่คือรูปเหมือนกัน ดอกไม้ดอกนี้เป็นรูป ถ้าเผื่อมีแมลงวันผ่านมาหรือยุงมาเกาะที่รูปนี้ดอกไม้นี้ต้องลุกสะบัดหรือเปล่า..ไม่ต้อง แต่ถ้าตรงนี้มียุงชุมเราต้องย้ายไหม...ต้องย้าย เพราะจิตไวต่อความรู้สึก ทุกคนรู้แล้วว่าทำไมถึงต้องมีรูปมีนาม แล้วรูปนามนี่ก็คือตัวเรา อยู่ที่ว่าจะต้องรู้ว่า ทำไปทำไม นั่งทำไมก็ต้องรู้ เช่นนั่งเพราะไม่รู้ว่าจะเดินไปทำไม และจะต้องมีความมั่นคงว่าอย่าทำด้วยตัฯหาและอวิชชาคืออยากกับ ไม่รู้
โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2553 , 16:06:00 น.] ( IP = 125.27.171.45 : : )
สลักธรรม 9
ทำไปทำไม? ต้องถามเพื่อจะทำลายอวิชชา แต่อย่าอยากนะเพื่อทำลายตัณหาออกไป เพราะสองตัวนี้แหละคือหัวของภพชาติที่เราเกิด
เมื่อเราเข้าใจตรงนี้แล้วเรามาดูชีวิตเราว่า ถ้าทุกคนคอยระลึกอยู่เสมอว่าจะทำไปทำไม? จำเป็นไหม? นั่นคือเราสอบถามตัวเองอยู่เสมอซึ่งเป็นการรู้จักหวะชีวิต นั่งก็รู้ว่านั่ง พลิกก็รู้ว่า ทำไมต้องพลิก พลิกแล้วก็ต้องรู้ในอาการที่พลิกแล้ว หิวก็ต้องรู้ว่าหิว จะกินเพราะอะไร ก็เพราะหิวจึงต้องกิน นั่งก็รู้ว่านั่ง ปวดปัสสาวะก็รู้ว่าปวด ต้องไป คือไปทำไมเพราะมีทุกข์มาให้ไป คือรู้หมด โดยไม่ให้ตัณหาและความไม่รู้เท่าก็คือในรูปในนามนี้ นอกนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวแล้วว่าอิริยาบถของใคร อาการของใคร
เพราะเมื่อวานนี้ มีคำถามว่า เขาห้ามทำอิริยาบถผิดปกติ แล้วยังไงล่ะที่เรียกว่าผิดปกติ ก็ คือบางครั้งเราจะไปเข้มงวดท่าทางจนผิดปกติไม่ได้ อิริยาบถก็คือ เดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ก้ม เงย โดยสามัญสำนึก แต่ในห้องนี้คือห้องพระแล้วเป็นห้องสอนธรรมะจัดเป็นห้องศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้น อิริยาบถปกติในห้แงนี้ก็คือ เรียบร้อยสำรวม
อย่าใช้ความสันทัด ไมใช่พอบอกให้นั่งปุ๊บก็ไขว้ห้างทันที นี่คือความสันทัด เพราะการปฏิบัติแค่รู้รูปยังยากเลยว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่เราไม่มีทางรู้เลยถ้าใช้ความสันทัด และความสันทัดนี้เราชอบก็คือกิเลสนั่นเอง ฉะนั้น รูปไหนล่ะคือรูปที่เกิดขึ้นจากความสันทัด ตรงนี้ก็ขอบอกว่า ไม่กล้าตอบชี้ชัดลงไปว่า ใครผิดหรือใครถูก เพราะไม่ใช่เรา
หลวงพ่อท่านบอกว่าบางคนมีอุปนิสัยเคยทำสมาธิมามากในอดีตชาติและทำสมาธิมาอย่างมั่นคง และปัจจุบันก็เคยฝึกสมาธิ และท่าสับปายะของเขานั้นก็คืออาศัยเหตุอดีตมา ทำให้เกิดการนั่งและสะดวก เมื่อนั่งปุ๊บจิตก็จะไม่ไปสนใจรูปแต่จะเป็นสมาธิง่ายซึ่งก็คือผู้ที่ฝึกสมาธิมา จะมีตบะ เดชะ พลวปัจจัย มีขันติ อดทน เป็นเหตุอดีต ซึ่งพอมาเปลี่ยนเป็นวิปัสสนาแล้วแต่ด้วยความคุ้นในอดีตก็จะทำให้สามารถนั่งอยู่ได้นานกว่าคนอื่นๆ แต่จิตตามรู้สึก แต่คุณรู้ใช่ไหมว่านามเมื่อย แต่คุณไม่รู้หรอกว่าคุณยืดตัวนิดนึงแล้วก็ดูในอาการนั่งอีก แต่บางครั้งตรงที่ปวดอยู่นี้เพียงแค่รู้สึกคือได้ผ่อนคลายซึ่งไม่ได้หายจริง แต่เหมือนกับไม่ได้ทำให้เกิดเหมือนความรู้สึกที่ใช้คำว่า มันชาไป แต่จริงๆ มันไม่รู้สึก เพราะมันไม่ได้ไปรู้สึกตรงนั้น แต่ดูในอาการต่อไป
ท่านจึงบอกว่า เวลาปฏิบัติไม่มีปริมาณกำหนดในการแก้ไขทุกข์ แต่อยู่ที่คนๆ นั้น บางครั้งก็เหมือนดอกไม้ที่มียุงมาเกาะมันผ่านไปก็ช่าง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปนั่งตรงนี้เพียงคือยืดตัวนิดหนึ่งก็พอ แต่ในสายตาคนอื่นหรือเราเองอาจจะเห็นว่านั่งอยู่นิ่งๆ ก็ได้ คำถามนี้ขอตอบแบบนี้ แต่คุณต้องไปทำความเข้าใจเองด้วยว่า ในลักษณะที่นั่งอยู่นี่มีประคองอารมณ์ไหม ทุกข์แล้วทนไหม แค่รู้ว่าเปลี่ยนแล้วมันหายก็คือถูก เมื่อยแล้วยืดตัวก็หาย...นี่ก็ถูกแล้ว แต่ถ้าเผื่อทุกข์แล้ว มันทุกข์มาก แต่เราทนให้ทุกข์มันหาย... อันนี้ผิด จึงอยู่ที่เรา เพียงขอให้เข้าใจเรื่องรูป นาม และกรรมฐานว่าถ้าสติธรรมดานี่ทำให้เกิดความสงบได้ โดยเฉพาะสตินั้นไม่มีรูปและนาม เป็นสติที่ไม่ได้รู้ในกรรมฐานที่เป็นปรมัตถ์ สตินั้นก็เป็นสมถะไป แต่สติที่รู้ในปรมัตถ์เขาเรียกว่า สติสัมปชัญญะ สตินั้น ก็คือ สติปัฏฐานนั่นเอง
ขอความสุขความเจริญ ความมีสติความมีปัญญา ความมั่นคงคล่องแคล่วแห่งการงานประกอบกับความตั้งใจ ขอให้ทุกคนมีศรัทธาไม่เสื่อมถอย ขอให้ทุกคนมีวิริยะ ที่จะพาตนเองละเลิก และมุ่งตรงต่อทางมรรคผลนิพพาน ขอภพชาติที่เวียนว่ายตายเกิด มีที่ต่อไปในชาติหน้าและชาติต่อๆ ไป จงสั้นลงและน้อยลง ด้วยความคล่องแคล่วที่มีสติสัมปชัญญะของแต่ละท่าน ขออวยพรให้ท่านมีความสุขกายมีความสบายใจนึกคิดสิ่งใดสมความปรารถนา ให้ศัตรูพ่ายพิษภัยแพ้อยู่เย็นเป็นสุข สวัสดีค่ะ..
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2553 , 16:06:57 น.] ( IP = 125.27.171.45 : : )
สลักธรรม 10
ขออนุโมทนาสาธุกับน้องกิ้ฟอย่างยิ่งครับ ที่มีความตั้งใจถ่ายทอดการยายออกมาสู่สายตาของผู้ที่เข้ามาอ่าน ให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการดำเนินชีวิต อีกทั้งการปฏิบัติที่จะนำออกจากความเห็นผิด
เรื่องการปฏิบัติธรรมนี้ อ่านแล้วก็จะเห็นว่า ความเข้าใจให้ถูกถึงเหตุผลที่ทำนั้นสำคัญยิ่งนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่รู้ได้เลยว่าทำไปทำไม มีประโยชน์อย่างไร เมื่อไม่รู้แล้วจะเข้าถึงคุณค่าของกรรมฐานนั้นๆได้ยากมากเลยนะครับ โดย พี่เณร [2 ก.ย. 2553 , 18:04:14 น.] ( IP = 58.11.8.227 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |