มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมะจากห้องเสือพิทักษ์





ถาม หัวใจของพระพุทธศาสนา อยู่ตรงไหน

ตอบ หัวใจของพระพุทธศาสนา ไม่มีอยู่ตรงไหน ถ้ามีก็เป็นอัตตา เที่ยงแล้ว ต้องถามว่าหัวใจของพระพุทธศาสนา คืออะไร

ความสุขอย่างแน่นอนนั้นมี เมื่อบุคคลนั้นได้ประพฤติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จนกระทั่งมีดวงตาเห็นธรรม ความสุขนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว เพราะ พระนิพพานพ้นจาก
ความไม่เที่ยง เป็นเที่ยง พ้นจากอนิจจัง เป็นนิจจัง แต่เป็นอนัตตา บังคับให้เกิดกับใครไม่ได้ เราสุข
ไม่เที่ยง พระอรหันต์สุขเที่ยง

คำสอนในพระพุทธศาสนา สมบูรณ์ด้วยพยัญชนะ ความหมายและเหตุผล

หัวใจของพระพุทธศาสนา นั้น สอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์ ไม่ได้สอนอย่างอื่นเลย

หัวใจคือ การสอนการเกิดเป็นทุกข์ การแก่เป็นทุกข์ การตายเป็นทุกข์ และสอนว่าสัตวโลกนั้นต่างมีทุกข์เป็นของตน ไม่มีใครมารับทุกข์แทนใครได้ เมื่อเกิดแล้ว สัตว์ล้วนทุกข์ด้วยการเกิดทั้งสิ้น

สรุปว่า หัวใจของพระพุทธศาสนาสอนว่าการเกิดเป็นทุกข์ สอนเช่นนี้จึงสั่งว่าอย่าเกิด โดยเดินทางนี้แล้วจะไม่เกิด

ในสมัยหนึ่ง อชิตะมานพ ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อะไรหนอที่บังแสงสว่างของโลกไว้
พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “มัจฉริยะ” คือความตระหนี่หวงแหนในที่อยู่อาศัย ทรัพย์สมบัติ ตระกูล อารมณ์ และอื่นๆ หวงจึงห่วงแล้วไม่ให้เพราะยึดติด หวงทำให้อุปาทาน การให้ทานจึงเป็นไปเพื่อละกิเลส
คนเรามีความโลภอยู่ในขันธสันดานในทุกๆ ขณะจิต เรียกว่าทุกๆ ขณะจิตมีมัจฉริยะอยู่ ให้อะไรแก่
ใครไม่ได้ หวงแหน อยากได้ ทำไมมัจฉริยะบังแสง เพราะอารมณ์แห่งความโลภอันแรกเลย แต่ที่พระองค์ไม่ตรัสว่าความโลภบังแสง เพราะรู้จริตอัชฌาสัยว่าตอบเช่นนี้กับคนนี้แล้วจะเข้าใจ

คำพูดของพระพุทธเจ้าเป็นสัจจะ และเป็นเหตุผลที่แท้จริง พิสูจน์ได้ น้ำทะเลมีรสเค็มรสเดียว
ฉันใด คำสอนของพระพุทธองค์ ก็มีรสเดียวฉันนั้น คือวิมุตติรส คือเป็นไปเพื่อความดับทุกข์เท่านั้น

พระตถาคตจึงบัญญัติทุกข์และความดับทุกข์เท่านั้น ไว้ในกาลก่อนและในกาลต่อไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ หัวใจของพระพุทธศาสนา คืออะไร คำตอบที่ประเสริฐสุด คือ อริยสัจจ์ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นผลเป็นเหตุ เป็นผล เป็นเหตุ ไม่มีอย่างอื่นเลย เป็นคู่เหตุผลทั้งสิ้น ฉะนั้น หัวใจคือเหตุผลที่ไม่มีใครคัดค้านและทำลายได้

โดย ทวีพร [28 ก.ค. 2545 , 07:20:42 น.] ( IP = 203.149.40.122 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ดีใจมากเลยนะครับที่ร่วมสร้างและจรรโลงไว้ในงานพระศาสนา ชื่นใจที่ได้เห็น ปลื้มใจที่ได้อ่าน

โดย เทพธรรม [28 ก.ค. 2545 , 07:50:07 น.] ( IP = 203.146.130.121 : : )


  สลักธรรม 2

ความรู้ในเรื่องวิปัสสนา

1. วิปัสสนาเป็นชื่อของปัญญา เป็นปัญญาที่รู้ว่าขันธ์ 5 ได้แก่ รูปนามนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ปราศจากสัตว์ ปราศจากตัวตน ไม่ใช่ของของเรา ไม่ใช่หญิง ไม่ใช่ชาย ถ้าเป็นปัญญารู้อย่างอื่น
ไม่ใช่วิปัสสนาปัญญา วิปัสสนาปัญญาต้องรู้เฉพาะรูป – นามและไตรลักษณ์

ในวิสุทธิมรรค กล่าวว่า วิปัสสนาเป็นปัญญาที่รู้วิเศษ คือรู้รูป รู้นาม (เดิมเรารู้ว่าเป็นเรา)

2. อารมณ์ของวิปัสสนา คือขันธ์ 5 ได้แก่ รูป – นามมาเป็นอารมณ์ปัจจุบันในสติปัฏฐาน (กาย –
เวทนา – จิต – ธรรม) และต้องเป็นอารมณ์อันเป็นที่อาศัยเกิดของกิเลส ถ้ากำหนดอารมณ์
นอกจากที่กล่าวมานี้ ผู้ปฏิบัติจะไม่เห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริง

3. ประโยชน์ของวิปัสสนา ทำลายวิปลาสธรรม ได้แก่ ความเห็นผิดว่า รูป – นามนั้น เป็นของเที่ยง
เป็นสุข เป็นตัวตน เพราะเมื่อวิปัสสนาเกิดมีกำลังแก่กล้าขึ้น ก็จะนำไปสู่ความรู้เห็นถูกต้อง ต่อ
ทางมรรคผลนิพพาน และพ้นทุกข์ในที่สุด ด้วยการเห็นไตรลักษณ์

4. การเจริญวิปัสสนาต้องอาศัยหลักฐาน และเหตุผลตามคำสอนในสติปัฏฐานสูตรโดยถูกต้อง
หลักฐานในที่นี้ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม และมีธรรมอันเป็นที่อุปการะแก่การเจริญวิปัสสนา
ได้แก่ วิปัสสนาภูมิ 6 (ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 ปฏิจจสมุปบาท 12 และ อริยสัจจ์ 4)
นอกจากนั้นต้องรู้จักญาณ 16 วิปัสสนาญาณ 9 และ วิสุทธิ 7 ทั้งหมดนี้คือหลักฐาน

ต้องเห็นกฎอันเป็นไปตามธรรมชาติตามสภาวะธรรม ซึ่งสภาวะในโลกนี้มีอยู่ 2 อย่าง คือ
สามัญลักษณะ และวิเสสลักษณะ
กฎธรรมดานี้มีอยู่ เป็นไปเองตามธรรมชาติ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ถ้าไม่รู้กฎอันเป็นธรรมดา
นี้แล้ว คือไม่รู้ไตรลักษณ์ จะไม่สามารถเข้าถึงนิโรธ คือ นิพพานได้ นิพพานคือ ที่ดับกฎอันเป็น
ธรรมดานี้


การแสดงธรรมะหรือบอกเพื่อละทุกข์นั้น พระพุทธองค์มีพระพุทธประสงค์จริงๆ ที่เพียรบำเพ็ญบุญต่างๆ และสร้างบารมีมา เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง จึงกล่าวว่า
“ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐาน 4 เหล่านี้ อันบุคคลเจริญแล้ว อันบุคคลกระทำแล้ว ย่อมเป็นไป
เพื่อความหน่าย เป็นไปเพื่อการคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อ
ความตรัสรู้ เพื่อพระนิพพานโดยส่วนเดียว ผู้ใดยังเพลิดเพลินในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ยังเพลิดเพลินใจอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเพลิดเพลินทุกข์ เราตถาคตกล่าวว่า ผู้นั้นยังไม่พ้นไปจากทุกข์ได้”

“ดูกร มาร ในกองสังขารล้วนๆ นี้ ย่อมไม่ได้นามว่าสัตว์ ว่าคน ว่าหญิง ว่าชาย ความจริง
ทุกข์เท่านั้นย่อมเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ย่อมตั้งอยู่ และสิ้นไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอก
จากทุกข์ไม่มีอะไรดับ ดูกรมาร”


ธรรมชาติของรูปและนามตามความเป็นจริง ย่อมเป็นคุณชาติ ผู้ได้บรรลุพึงจะเห็นไม่ประกอบไปด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาหา เข้ามาพิสูจน์ อันวิญญูชนทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตน รูปนามมีไตรลักษณ์เป็นธรรมชาติ มีคุณชาติเพราะทำให้เป็นพระอริยะ

นิพพานเป็นธรรมชาติที่ดับตัณหา ย่อมเป็นคุณชาติอันผู้บรรลุพึงเห็นเอง ไม่ประกอบไปด้วยกาล ควรเรียกมาดู ควรน้อมเข้ามาหา อันวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน


[font color=ff00ff] สมัยหนึ่งมีผู้ทูลถามพระพุทธองค์ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่าพรหมจรรย์ ก็พรหมจรรย์นี้เป็นไฉนเล่า และที่สุดแห่งพรหมจรรย์นั้นเป็นไฉน”

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสตอบว่า “ดูกร ภิกษุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 นี้แลเป็นพรหมจรรย์ และความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้แหละเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ พรหมจรรย์ไม่ใช่ลาภสักการะ และความสรรเสริญ ภิกษุมีหน้าที่ประพฤติพรหมจรรย์ไม่ใช่ไปหาลาภสักการะ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งศีลเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งสมาธิเป็นอานิสงส์ มิใช่มีญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ แต่พรหมจรรย์นี้มีเจโตวิมุติอันไม่กำเริบเป็นประโยชน์ เป็นแก่นที่สุด และเป็นอานิสงส์ (เจโตวิมุตติในที่นี้ คือ ไม่เกิดอีก)

บัณฑิตผู้ฉลาดทั้งหลายมีปัญญาใคร่ครวญ อายตนะภายใน 6 ภายนอก 6 เห็นเป็นความสูญสิ้นเปล่าจากตัวตน จากสัตว์ จากบุคคล ผู้นั้นจัดว่าเป็นบัณฑิต [/font]

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอุบัติขึ้น หรือไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ก็ตามธรรมดาความเป็นไปนั้นก็คงตั้งอยู่ และเป็นไปอยู่อย่างนี้ ตถาคตตรัสรู้บรรลุธาตุนั้นว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นธรรมที่เป็นอนัตตา แล้วจึงบอกแสดงบัญญัติต่างๆ ออกมาสังขารต่างๆ ธาตุนั้น ธาตุนั้น ที่เคยตั้งอยู่จึงมีการดับไป (เห็นการเกิดดับ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้า
ยึดว่าเที่ยง ตั้งอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อพระองค์มีธรรมจักษุ เห็นว่าสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไป
เป็นของธรรมดา)

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสว่า โลกคือหมู่สัตว์ มีเกิดมีดับ
เมื่อมันมีเกิด จะเรียกว่าขาดสูญอย่างไรได้
เมื่อมันมีดับจะว่าเที่ยงได้อย่างไร
เมื่อมันเกิดขึ้นก็ทุกข์นั่นเองเกิดขึ้น
เมื่อมันดับไปก็ทุกข์นั่นเองดับไป ความรู้ในเรื่องของอริยสาวกนั้น มีขึ้นในตน มิใช่เชื่อผู้อื่น

ความรู้อย่างนี้เท่านั้น จึงเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ การยึดถือสิ่งใดในโลก จะพึงเป็นผู้ไม่มีโทษนั้นไม่มีเลย มีโทษอย่างไร เมื่อยึดถือ ก็ยึดถือขันธ์ 5 ภพย่อมพึงมีความยึดถือคืออุปาทานเป็นปัจจัย แล้วชาติก็ต้องมีเพราะภพเป็นปัจจัย เมื่อชาติมีความเกิดขึ้นของขันธ์ 5 คือรูปนามก็มีขึ้น เมื่อมีการเกิดขึ้นของชาติ ย่อมตามด้วยชรา – มรณะ โสกะ ปริเทวะ ฯลฯ
กัจจายนะ จะต้องมีความเกิดขึ้นในกองทุกข์เหล่านั้น เหล่านั้น
รูป – นาม ถ้าไม่มีความทุกข์ทั้งหมดทั้งมวลจะมีได้อย่างไร






โดย taweeporn [28 ก.ค. 2545 , 08:26:47 น.] ( IP = 203.149.39.32 : : )


  สลักธรรม 3

สมถะภาวนา วิปัสสนาภาวนา

ว่าโดยสภาวะ
สมถะภาวนาเป็นไปด้วยอำนาจของสมาธิ
วิปัสสนาภาวนาเป็นไปโดยอำนาจของปัญญา

ว่าโดยอารมณ์
สมถะภาวนาใช้อารมณ์บัญญัติของสมถะที่เป็นที่ตั้งของฌานมีกฐิน 10 เป็นต้น
วิปัสสนาภาวนาใช้ปรมัตถอารมณ์ในมหาสติปัฏฐานเป็นที่ตั้งของวิปัสสนา ไม่ใช่ปรมัตถอารมณ์ธรรมดา

ว่าโดยลักษณะ
สมถะภาวนา มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ
วิปัสสนาภาวนา มีปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริงของสภาวธรรมทั้งปวง เป็นลักษณะ

ว่าโดยกิจ
สมถะภาวนา มีการกำจัดนิวรณ์เป็นกิจ
วิปัสสนาภาวนา มีการกำจัดอวิชชาที่ปิดบังความจริงของสภาวธรรมทั้งหลายเป็นกิจ

ว่าโดยปัจจุปัฏฐาน
สมถะภาวนา มีความไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ ตั้งมั่นอยู่ดุจประทีปที่ไม่ถูกลมเป็นผล
วิปัสสนาภาวนา มีความไม่เข้าใจผิดในสภาวธรรมทั้งปวงเป็นผล

ว่าโดยปทัฏฐาน
-สมถะภาวนา มีความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิด เมื่อจิตเป็นสุขก็ไม่กวัดแกว่งไปในกามทั้งหลายจึงสงบนิ่งได้ สุขเวทนาจึงเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ
-วิปัสสนาภาวนา มีสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิด เพราะสมาธิเป็นบาทของวิปัสสนา สมาธิในที่นี้คือขณิกสมาธิ

ว่าโดย อานิสงส์
สมถะภาวนา
- ปัจจุบันทำให้เข้าสมาบัติได้ ทำให้จิตใจสุข เยือกเย็นเพราะจิตปราศจากอภิชฌาและโทมนัส ย่อมได้อภิญญา 5
-ในอนาคตทำให้เกิดสุคติพรหมโลก

วิปัสสนาภาวนา มีอาสวักขยญาณ ความสิ้นกิเลสเป็นอานิสงส์ เมื่อหมดกิเลสแล้ว กิเลสที่จะนำไปเกิดในภพต่อไปจึงไม่มี จึงไม่เกิด

ว่าโดย การปฏิบัติ
สมถะภาวนา ต้องปฏิบัติในอารมณ์เดียวโดยให้จิตนิ่งอยู่ในอารมณ์เดียว สมถะใช้เพียง 3 ทวาร คือ กายทวาร จักขุทวาร และมโนทวาร ที่เหลืออีก 3 ทวาร ใช้ทำสมถะไม่ได้ เช่น เสียงเป็นข้าศึก กรรมฐานของสมถะมี 40 แต่ทำได้ถึงฌานเพียง 30

วิปัสสนาภาวนา ใช้ได้ทั้ง 6 ทวาร 6 อารมณ์ โดยมีสติปัฏฐาน 4 เป็นกรรมฐาน วิปัสสนาไม่สนใจต่ออารมณ์หยาบหรือประณีต โดยกำหนดรู้อยู่แต่การเกิดขึ้นและการดับไปของ รูป-นาม มีหน้าที่รู้เกิดรู้ดับ จะหยาบเกิดก็รู้จะละเอียด เกิดก็รู้ หยาบดับก็รู้ ละเอียดดับก็รู้ แม้มีนิวรณ์เกิดขึ้นก็เอามาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาได้

ว่าโดยจริตของผู้ปฏิบัติ
สมถภาวนา มี 6 จริต ได้แก่ ราคะจริต สัทธาจริต โทสจริต พุทธิจริต โมหจริต และวิตกจริต ดังนั้นการทำสมถะควรเลือกอารมณ์กรรมฐานที่เหมาะกับจริตอัชฌาสัยของผู้นั้น
วิปัสสนาภาวนา มี 2 จริต คือตัณหาจริตและทิฏฐิจริต จริตทั้งสองนี้แยกออกไปได้อีก 2 คือ ตัณหาจริตที่มีปัญญาอ่อน ตัณหาจริตที่มีปัญญากล้า ทิฏฐิจริตที่มีปัญญาอ่อน ทิฏฐิจริตที่มีปัญญากล้า ฉะนั้นการปฏิบัติวิปัสสนาควรเลือกอารมณ์กรรมฐานให้เหมาะกับจริตอัชฌาสัย

โดย taweeporn [28 ก.ค. 2545 , 08:36:00 น.] ( IP = 203.149.39.32 : : )


  สลักธรรม 4


ถาม โลกย่อมเดือดร้อนเพราะอะไร

ตอบ ดูกร ภิกษุทั้งหลายเมื่ออายตนะเกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น คือความฉิบหายต่างๆ เกิดขึ้น (กามโลก รูปโลก อรูปโลก) ไม่ใช่เกิดขึ้นทีเดียว 6 อายตนะ โลกย่อมทำความชื่นชมให้แก่อายตนะทั้ง 6 โลกยึดถืออายตนะนั่นแล โลกย่อมเดือดร้อนเพราะอายตนะนั้น

เมื่อจักขุทวาร กระทบกับรูปารมณ์ เกิดจักขุวิญญาณ การเห็นจึงเกิดขึ้น
เมื่อมีเกิด ก็มีดับ ใครฉิบหาย การเกิดขึ้นนั้นแหละฉิบหาย แล้วจะยึดอะไร รูปนามไม่มีเสียอย่าง ก็ไม่มีอะไร แล้วเราไม่ทัน ไม่รู้ ขณะอายตนะทำงาน ภายนอก – ภายในต่อกัน แล้วไปยึดว่าเป็นเราเป็นของของเรา สิ่งนั้นมันเป็นไปตามธรรมชาติ หมดไป เสื่อมไป ก็เสียใจ

ดังนี้รูป ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป ดังนี้การดับไปของรูป ดังนี้เวทนา ดังนี้สัญญา ดังนี้สังขาร
ดังนี้วิญญาณ ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ดังนี้ความดับไปแห่งวิญญาณ

ด้วยเหตุนี้เมื่อปัจจัยมีอยู่ ผลย่อมมีอยู่ เพราะการบังเกิดขึ้นแห่งปัจจัยนี้ ผลจึงปรากฏขึ้น เมื่อปัจจัยไม่มีอยู่ ผลย่อมต้องไม่มีอยู่ เพราะการดับแห่งปัจจัย ผลจึงดับไป

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย
ความเกิดขึ้นของกองทุกข์ทั้งหลายย่อมมีด้วยประการฉะนี้

เพราะอวิชชาดับโดยสำรอกไม่เหลือสังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งหมดทั้งมวล ย่อมมีเป็นประการ เพราะวิญญาณดับ (ปฏิสนธิวิญญาณ)

เมื่อบุคคลใดถูกมรณะครอบงำ ก็อะไรเป็นสมบัติของเขา เขาย่อมพาเอาอะไรไปได้ บุญ และ บาป นั่นแหละ เป็นสมบัติของเขา เขาแลจะเป็นผู้พาเอาบุญและบาปนั่นไปสู่ปรโลก บุญ และ บาป นั้นย่อมติดตามเขาไปประดุจเงาติดตามตัวไปฉะนั้น

เราตถาคตกล่าว่า “สาระย่อมไม่มีในเบญจขันธ์” ภิกษุผู้มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติพึงพิจารณาสังขารทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลางคืน พึงประพฤติ ดุจบุคคลผู้มีศีรษะอันไฟไหม้ดังนี้ (ต้องคอยปัด คอยดับตลอด)

ทุกข์เป็นไฉน ทุกข์คือรูป ทุกข์คือเวทนา ทุกข์คือสัญญา ทุกข์คือสังขาร ทุกข์คือวิญญาณ เหล่านี้เรียกว่าทุกข์ มูลเหตุแห่งทุกข์เป็นไฉน ตัณหาอันได้แก่ความกำหนัด ความข้อง และความยินดี นำให้เกิดภพใหม่ ประกอบไปด้วยความกำหนัดแล้ว กำหนัดอีก ด้วยอำนาจแห่งความเพลิดเพลินนั้น มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ ต่อไป ตัณหาอันมี กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เรียกว่ามูลเหตุแห่งทุกข์ ย่อมมีอยู่ตราบนั้น

โยคาวจรคือสติมา สัมปชาโน อาตาปี จึงมีหน้าที่ถ่ายถอน ถากถาง สำรอกสิ่งที่ปรากฏขึ้นแล้วตั้งอยู่ แล้วดับไปด้วยความเพ่งพิศของปัญญา ว่าสิ่งใดมีเกิด ก็รู้ว่าเกิด สิ่งใดมีดับก็รู้ว่าดับ การรู้อย่างนี้เท่านั้น เรียกว่า บัณฑิต











โดย taweeporn [28 ก.ค. 2545 , 08:44:59 น.] ( IP = 203.149.39.32 : : )


  สลักธรรม 5

ขออนุโมทนากับคุณทวีพร เป็นอย่างยิ่ง
ที่ช่วยนำธรรมะในห้องเสือพิทักษ์มาเผยแผ่

ทำให้ทุกคนได้มีความเข้าใจว่า...
แท้ที่จริงแล้ว หัวใจของพระพุทธศาสนานั้นคืออะไร
ทำให้เข้าใจว่าพระพุทธประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร

เพราะบางครั้งมักจะมีคำถามว่าพระพุทธศาสนาสอนอะไร...แล้วก็คำตอบที่ได้รับก็มีต่างๆ นาๆ

และที่สำคัญแนวทางการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ คือวิปัสสนานั้นเป็นอย่างไร แตกต่างกับการทำสมาธิอย่างไร หลายๆ ท่านที่ข้องใจ ก็คงจะได้รับความกระจ่าง..

ขอขอบพระคุณในจิตใจที่งดงามของคุณทวีพรค่ะ

โดย วยุรี [28 ก.ค. 2545 , 08:54:52 น.] ( IP = 203.170.128.100 : : )


  สลักธรรม 6

อนุโมทนาค่ะคุณทวีพร

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ค. 2545 , 09:20:47 น.] ( IP = 203.149.43.176 : : )


  สลักธรรม 7

อนุโมทนาอย่างยิ่งกับคุณทวีพรค่ะ เยี่ยมจริงๆเลยค่ะที่นำธรรมที่มีค่ามาเผยแพร่ ขออนุญาต print ไว้อ่านนะค่ะ และนำธรรมที่หลวงพ่อเสือสอนมาเผยแพร่ทุกครั้งนะค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ

โดย เล็ก [28 ก.ค. 2545 , 20:26:58 น.] ( IP = 203.107.143.71 : : )


  สลักธรรม 8

อนุโมทนากับพี่ทวีพรมากครับที่นำธรรมที่มีค่ามากมาเผยแพร่

โดย เฉลิมศักดิ์ [29 ก.ค. 2545 , 04:16:36 น.] ( IP = 203.113.81.169 : : )


  สลักธรรม 9


ขออนุโมทนาอย่างยิ่งกับคุณทวีพรที่ได้กรุณานำธรรมะที่ได้มาจากห้องเสือพิทักษ์มาเผยแพร่ต่อ ผู้ที่ฟังมาแล้วก็มีโอกาสได้ทบทวน และเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้เข้ามาฟังหลวงพ่อได้รับทราบธรรมะที่มีค่ายิ่งนี้ นับเป็นการสร้างโอกาสที่มีค่ายิ่ง ขออนุโมทนาอีกครั้งค่ะ

โดย ปราณีค่ะ [29 ก.ค. 2545 , 09:35:41 น.] ( IP = 203.148.162.223 : : 10.199.199.95 )


  สลักธรรม 10

ขอบพระคุณอาจารย์ทวีพรมากเลยค่ะ ทำให้สาระในห้องเสือพิทักษ์อยู่ยงคงกระพัน และมีชีวิตชีวาขึ้นได้ทุกครั้งเวลาเปิดอ่าน อนุโมทนาเจ้าค่ะ

โดย น้องถ้วย [29 ก.ค. 2545 , 23:00:10 น.] ( IP = 203.155.232.164 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org