| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความมหัศจรรย์ของชีวิต ..Miracle Of Life
สลักธรรม 1
ตกลงในการสนทนานี้ก็มีคำตอบว่า ทราบ เพียงครั้งเดียว ส่วนบางท่านอาจจะสงสัยว่ากำลังสนทนากันเรื่องอะไร ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่พระพุทธองค์ทรงเน้นให้เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท
คำถามแรกมีความหมายคือ ไม่มีใครรู้เลยว่าชาติต่อไปเราจะไปอยู่ที่ไหน จะไปเกิดเป็นอะไร ( ถาม : แม่นางจะไปไหน ตอบ : ไม่ทราบเจ้าค่ะ)
คำถามที่สอง คือ ไม่มีใครรู้ว่าก่อนจะมาเกิดเป็นมนุษย์ (ถาม : เม่นางมาจากไหน ตอบ : ไม่ทราบเจ้าค่ะ) ท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้ไม่รู้ว่าเคยเกิดเป็นอะไรมาก่อน เพราะเราไม่สามารถระลึกชาติได้ แต่เราก็ไม่จำเป็นจะต้องมาสนใจเรื่องอดีตและอนาคตเหล่านี้เลย
สองคำถามแรกนี่ชี้ให้เห็นว่า ชีวิตคือการเดินทางอันแสนไกล เหลียวหลังหาจุดจบหรือหาจุดเริ่มต้นก็ไม่พบ มองไปข้างหน้าก็ไม่เห็นจุดสิ้นสุด
ส่วนคำถามที่สาม (ถาม : แม่นางไม่ทราบหรอกหรือ ตอบ: ทราบเจ้าค่ะ) และคำถามที่สี่ ( ถาม : แม่นางทราบหรือ ตอบ : ไม่ทราบเจ้าค่ะ) นี้สำคัญมาก เพราะทุกคนรู้ว่าตายแน่ๆ ทั้งเด็กผู้ใหญ่ คนโง่ คนฉลาด เศรษฐี ยาจก ล้วนมีความตายเบื้องหน้า ไม่มีใครเป็นอมตะ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องนับถอยหลังสู่วันสุดท้ายอันเป็นสัจธรรมความจริง ต่างก็ทราบว่าจะตายเพียงแต่ไม่รู้ว่าจะตายวัน สองคำถามนี้จึงเกี่ยวกับห้วงความตายนั่นเอง
พระพุทธองค์เคยตรัสถามพระอานนท์ว่า พิจารณาถึงความตายวันละกี่ครั้ง
พระอานนท์กราบทูลว่า วันละ ๗ ครั้ง พระพุทธเจ้าค่ะ
พระพุทธองค์ตรัสว่า ยังน้อยไป ควรพิจารณาใหม่ ให้พิจารณาถึงความตายทุก ๆ ลมหายใจเข้าออก ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2553 , 21:04:40 น.] ( IP = 58.9.190.90 : : )
สลักธรรม 2
การระลึกนึกถึงจุดหมายปลายชีวิตเสียตั้งแต่วันนี้ ดังที่พูดไว้ในครั้งก่อนๆ ว่า "You have to put the past behind you and start looking for the future!" เป้าหมายปลายทางของชีวิตเรา เราต้องออกแบบไว้ เรื่องของความตายนั้นควรนำมาใช้กับชีวิตปัจจุบันเพื่อความไม่ประมาท การมีฉันทะในการสร้างเหตุโดยไม่มีตัณหาในผล นั่นคือความสมดุลที่ชีวิตควรจะทำ เพราะตามพระพุทธวจนะข้างต้นคือ ไม่ว่าบนท้องฟ้า ไม่ว่าท่ามกลางมหาสมุทร ไม่ว่าในหุบเขา ไม่มีสักแห่งเดียวที่คนเราอาศัยอยู่แล้วจะหนีพ้นความตายได้
เราก็รู้ว่าเรามีความตายแน่นอน ไม่ว่าจะในท้องฟ้า เช่น เครื่องบินมีตกไหม? มี ไม่ว่าอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร เช่น นั่งเรืออยู่ตายไหม? ตายได้ ไม่ว่าอยู่ในหุบเขา เช่น ฤาษีชีไพรตายไหม? ตาย แล้วคนที่มีบ้านอยู่ตามเขาใหญ่ มีสวนอยู่ในที่ต่าง ๆ ตายไหม? ตาย ดังนั้น ภูเขาจะสวยขนาดไหน ภูผาจะสูงเพียงใด วิมานใครจะสวยเลิศหรูอลังกาเพียงใดก็แล้วแต่ ก็ต้องตายไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่มีแม้สักที่เดียวแห่งเดียวเลยที่คนเราอาศัยอยู่แล้วจะหนีพ้นความตายได้
ความตายเป็นของธรรมดาของสัตว์มีชีวิต เมื่อเกิดมาแล้วต้องตายแต่ตายวันไหนก็ไม่ทราบ จะตายเมื่อไรก็ไม่ทราบ ชาติที่แล้วเกิดเป็นอะไรก็ไม่ทราบ ความไม่ทราบมีตั้ง ๓ แต่ทราบมีอย่างเดียวคือ ต้องตายแน่ ๆ จะเห็นได้ว่าถ้าศึกษาพระอภิธรรมแล้ว ก็จะรู้ว่าชีวิตตั้งแต่เกิดแล้วเติบโตมานี้ เราหนีไม่พ้นกับคำว่า ตาย หรือจุติจิต เมื่อมีจุติแล้วก็ต้องมีปฏิสนธิเป็นของคู่กัน แต่เว้นบุคคลท่านเดียวคือ จุติจิตของพระอรหันต์เท่านั้นที่ไม่เกิดหรือปฏิสนธิอีก นอกจากนั้นเมื่อจุติแล้วต้องปฏิสนธิทันทีในถนนชีวิต ๗ สาย
ถ้าหากมากไปด้วยโลภะก็ไปเป็นเปรต ถ้ามากไปด้วยโทสะก็ไปนรก ถ้ามากไปด้วยโมหะก็ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้ามากไปด้วยศีลและธรรมก็เป็นมนุษย์ ถ้ามากไปด้วยหิริโอตตัปปะและจาคะก็ไปเป็นเทวดา ถ้ามากไปด้วยอำนาจบารมีตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงปัญจมฌานไปเป็นพระพรหม
แต่ถ้าผู้ใดมีสติสัมปชัญญะอันประกอบด้วยความแข็งกล้า อันที่จะทำให้กิเลสอนุสัยสิ้นสุดไปด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนกระทั่งมรรคจิตเกิดครั้งแรก มรรคจิตเกิดครั้งแรกมรรคจิตนี้แหละไปประหานกิเลสออกไป ๕ ตัว เมื่อประหานกิเลสออกไปบุคคลนั้นก็เปลี่ยนสภาพปุถุชนเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันเกิดขึ้นหลังมรรคจิตเกิดขึ้น ไม่ใช่พระโสดาบันไปประหานกิเลส แต่มรรคจิตประหานกิเลส ต้องพูดเสียใหม่ว่า มรรคจิตประหานกิเลส เมื่อกิเลสหมดไปบุคคลนั้นเป็นพระโสดาบัน ไม่ใช่พระโสดาบันประหานกิเลส
เมื่อมรรคจิตเกิดขึ้นครั้งที่ ๒ เป็นพระสกทาคามีบุคคล ครั้งที่ ๓ เป็นพระอนาคามีบุคคล แม้มรรคจิตเกิดขึ้นครั้งที่ ๓ แล้วก็จริงแต่ตายแล้วก็ยังต้องเกิด แต่มีที่เดียวเท่านั้นเองคือ จุติจิตของพระอรหันต์ที่ตายแล้วไม่เกิด ฉะนั้น เห็นความน่ากลัวไหม? ความน่ากลัวก็คือชีวิตต้องเป็นไปอย่างนี้ เมื่อมีเกิดแล้วก็ต้องมีตาย เราเองนั่นแหละยังเป็นผู้ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยและภพใหญ่
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2553 , 21:05:03 น.] ( IP = 58.9.190.90 : : )
สลักธรรม 3
วันนี้ก็มีคนใหม่มาก็จะให้โอกาสสอบถาม แต่จะขอบอกก่อนว่า ห้องเรียนห้องนี้กับอีกห้องหนึ่งที่อาคารด้านหลังกำลังเรียนเรื่องวิถีจิต ปริจเฉทที่ ๔ และห้องเรียนที่อยู่บนชั้นสองของอาคารก็กำลังเรียนปริจเฉทที่ ๑ มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธินี้จะมีการเรียนพระอภิธรรม ๙ ปริจเฉท
ปริจเฉทที่ ๑ เรียนเรื่องจิต ธรรมชาติของจิตคือรู้อารมณ์ แต่จิตมีมากมายก่ายกองโดยย่อมี ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวงโดยพิสดาร เพราะว่าจิตมีแต่ละประเภท ๆ ออกไป เช่น อกุศลจิต ๑๒ มหากุศลจิต ๘ มหัคตกุศลจิต มรรคจิต ๔ ผลจิต ๔ วิปากจิต เพราะฉะนั้นจิตมีมากตามที่เราเรียน
ปริจเฉทที่ ๒ เรียนเรื่องเจตสิก มี ๕๒ ดวง คือ มีฝ่ายกลาง ๆ คือสัพพจิตตสาธารณะเจตสิก และอัญญสมานาเจตสิก ฝ่ายชั่วคือ อกุศลเจตสิก ๑๔ และฝ่ายดีคือโสภณเจตสิก ๒๕ ซึ่งเมื่อเจตสิกเหล่านี้ไปประกอบกับจิต จิตจึงมีจิตชั่วจิตดี เพราะโดยสภาพของจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ อย่างโลภเจตสิกเข้าไปประกอบปุ๊บจิตโลภะเกิดขึ้น แต่ถ้าโทจตุกะเข้าไปประกอบจิตโกรธก็เกิดขึ้น
ปริจเฉทที่ ๓ เรื่อง สัมปโยคะสังคหะที่เป็นการทำงานร่วมกันของจิตและเจตสิกว่าเข้าประกอบกันอย่างไร การทำงานของจิตที่เรามีอยู่ทุกวันนี้เป็นอย่างไร? เป็นการให้เรียนตามความรู้ของพระพุทธเจ้า ให้รู้ว่าธรรมชาติของตัวเรานี้ที่เราเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้รสเหล่านี้ มันมีอาการต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นเพราะอะไร
ปริจเฉทที่ ๔ คือวิถีจิต เป็นการเอาจิตเหล่านี้มาดูว่ามีการเดินทางอย่างไร? จิตทำงานกันอย่างไร แล้วเป็นไปอย่างไร มีทั้งจิตนอกวิถีและในวิถี พอเรียนแล้วก็จะเข้าใจว่าจิตบุญจิตบาปเกิดขึ้นที่ไหน ที่เราพูดกันทุกวันนี้เรากลัวบาป แล้วเราอยากได้บุญ เรารู้ไหมว่าบุญบาปอยู่ตรงไหน ถ้าใครตอบว่าอยู่ที่กายกรรมก็ถูกต้อง อยู่ที่วจีกรรมก็ถูกต้อง หรืออยู่ที่มโนกรรมก็ถูกต้อง เพราะเป็นกุศลอกุศล ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2553 , 21:05:31 น.] ( IP = 58.9.190.90 : : )
สลักธรรม 4
จิตบุญ คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กรรมที่เป็นกุศล จิตบาป คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เป็นอกุศล แต่ในขณะที่เกิดบาปเกิดบุญนี้มันเกิดตรงไหน.. ในเมื่อบอกว่าเราไม่มีตัวตน ไม่มีคนไม่มีสัตว์ เรียนแล้วปฏิเสธคนสัตว์ ปริจเฉทนี้เรียนแล้วก็จะได้เห็นว่า การทำงานของจิตเป็นบาปเป็นบุญได้อย่างไร และในทำอะไรแป๊บเดียวนี่ผลยังเกิดไม่ชัดหรอก จะต้องทำหลายๆ ครั้ง ให้มีอำนาจ
จากที่เรารู้ว่าบุญและบาปมีการให้ผล เช่น ผลของทานมี ๑๑ ประการ ผลของปาณาติบาต มี ๙ ประการ ทำไมจึงมีผลไพบูลย์ขนาดนี้ เพราะว่ามันมีอำนาจจากชวนะทั้ง ๗ ดวง ที่เริ่มปฐมชวนะที่เป็นบาปเป็นบุญและเก็บไป ส่วนจิตดวงอื่นในวิถีนั้นมีเพียงขณะเดียวน้อยกว่าชวนจิต
และเมื่อเรียนวิถีจิตเข้าใจแล้วจะรู้เลยว่า ในขณะเห็นขณะได้ยินมันไม่ได้เห็นทันที มันมีกระบวนการเห็น มีรูปารมณ์สะท้อนเข้ามา วิถีต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เป็นวิถีการทำงานของจิตทั้งสิ้นเลย ที่รับอารมณ์เสพอารมณ์ คุ้นกับอารมณ์ ตัดสินกับอารมณ์ต่างๆ รวบรวมสารพัดที่อยู่ในวิถีจิต
ปริจเฉทที่ ๕ เราก็มาดูว่า ในเมื่อเราเรียนเรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรียนเรื่องรูป และเรียนเรื่องบาปบุญ กรรมจตุกะ เราก็จะมาเรียนเรื่องกรรมว่า กรรมนี้เป็นอย่างไร อำนาจกรรมนี้เป็นอย่างไร และให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ และกรรมสร้างภพชาติได้อย่างไร คือกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภพภูมิ ในปริจเฉทที่ ๕ เราก็จะเรียนเรื่องเวียนว่ายตายเกิด โดยลักษณะกรรม และก็ภพภูมิ
ปริจเฉทที่ ๖ เราก็จะมาเรียนเรื่องรูป รูปมี ๒๘ ลบ ๑ เหลือ ๒๗ ผู้หญิงก็ลบปุริสภาวะออกไป ผู้ชายก็ลบอิตถีภาวะออกไป เราจะได้รู้ว่าที่เราบอกเป็นรูป ที่เราไปกำหนดจะไปเข้าวิปัสสนากรรมฐานและก็บอกว่าให้ไปดูรูป ดูนาม ทำไมเราถึงต้องใช้รูปและนาม? นี่เป็นประการสำคัญที่สุดเลย ถ้าใครเข้าไปปฏิบัติวิปัสสนาโดยไม่รู้ถึงความสำคัญนี้ก็ได้บุญเหมือนกัน แต่ไม่ได้คุณประโยชน์มรรคผลนิพพาน เพราะว่าขั้นแรกนี้ไม่ผ่าน
ถามว่าเอาไปทำไมรูป-นาม ปฎิบัติไปทำไมรูปนาม? ถ้าเผื่อไม่เข้าใจตั้งแต่แรกแล้วนี่ ไม่มีทางที่จะอาศัยรูปนามให้เกิดปัญญาได้ จะเกิดได้แค่สมาธิ และสมาธิก็ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์โดยตรง หรือจะเรียกว่าสมาธิไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ก็ได้ เพราะท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร พูดเสมอว่า สมาธิกับวิปัสสนาต่างกันราวกับฟ้าและดิน และสมาธิไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ดังนั้น ถ้าเราไม่เข้าใจแล้วเอาคำเหล่านี้ไปทำ มันก็ได้บุญตรงเกิดความสงบ แต่บุญนั้นไม่ประกอบไปด้วยปัญญา
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2553 , 21:05:52 น.] ( IP = 58.9.190.90 : : )
สลักธรรม 5
บุญมี ๒ ชนิด คือ บุญที่ประกอบไปด้วยปัญญา และบุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา บุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญาก็คือ มหากุศลญาณวิปปยุต ๔ ดวง บุญที่ประกอบไปด้วยปัญญา ก็คือ มหากุศลญาณสัมปยุต ๔ ดวง ผู้ที่จะนิพพานได้ต้องอาศัยมหากุศลญาณสัมปยุตเป็นตัวผลักดันไป ก็คือการทำที่ประกอบไปด้วยปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาแล้วก็จะเป็นมหากุศลญาณวิปปยุตบุญเป็นบุญ ๒ เหตุ
เหตุฝ่ายกุศลมี ๓ เหตุ คือ อโลภะเหตุ อโทสะเหตุ อโมหะเหตุ แต่ถ้าเป็นบุญที่ไม่มีปัญญาก็มี ๒ เหตุ คือ อโลภะเหตุ อโทสะเหตุ เพราะไม่ประกอบด้วย อโมหะเหตุ จึงไม่มีทางพ้นทุกข์ เพราะผู้จะพ้นทุกข์ได้ต้องอาศัยปัญญา
ปัญญาในที่นี้เป็นปัญญาที่ก้าวเข้าไปรู้ลักษณะของนามรูป อย่างแท้จริง ฉะนั้น จึงพยายามพูดบ่อยๆ ว่าเรานั้นตั้งใจไปปฏิบัติ ๑๐ วัน เพื่อจะมี ๓ เหตุ หรือ ๒ เหตุก็แล้วแต่ แต่เหลืออีก ๓๕๕ วัน ของปี เรากำลังทำอะไรกันอยู่? ลองหาคำตอบให้ตัวเองกันดูนะ
ปริจเฉทที่ ๗ เรียนเรื่องอาสวะ คันถะ สารพัดที่มีอยู่ในจิต ที่หมักดองอยู่ในขันธสันดาน อย่างเมื่อวานนี้ได้พูดถึงเรื่อง คันถะ ก็คืออำนาจของกิเลสที่หมักดองอยู่ในจิตที่เจาะจงอยู่ตรงที่ว่า มันสืบต่อกันเป็นลูกโซ่แห่งสังสารวัฏที่คล้องกันอยู่ โดยจะชี้ให้เห็นเลยว่า คล้องระหว่างจุติกับปฏิสนธิ อย่างอภิฌชากายคันถะ ก็คือความไม่รู้ที่ทำให้เราเสพอารมณ์กามคุณทั้ง ๕ ไปด้วยความยินดี ไปด้วยความไม่ยินดี มีอภิฌชาและโทมนัสที่มันติดตามอยู่
ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ หลวงพ่อท่านพยายามยก โดยเฉพาะพยาปาทกายคันถะที่ท่านบอกว่าไม่มีพ่อแม่คู่ใดสอนลูกให้โลภ โกรธ หลง เด็กที่คลอดออกมา อุแว้แรกร้องไห้ (ร้องเพราะโทสะมากก็ได้ ดีใจมากน้ำตาไหลก็ได้ ) ที่นี้เด็กถูกหมอตีก้นก็รู้สึกเจ็บก็เลยร้องแว้ออกมา ถามว่า ใครสอนให้ต้องสนองตอบสิ่งเร้าด้วยโทสะ? ไม่มีใครสอนแต่ เป็นกรรมสั่งสมมาจากจุติจิตเก่าแล้วปฏิสนธิสั่งสมมา
หรือให้เด็กดูดน้ำนม เด็กก็ดูดเข้าไป แต่ถ้าหมอบอกว่าให้กินน้ำมากๆ จะได้ไม่เหลือง พอดึงนมออกเอาน้ำใส่ปุ๊บ เด็กก็ปลิ้นน้ำออกปั๊บ เพราะ รสชาติไม่ชอบไม่ใช่รสนม ถามว่าใครสอนเด็กสองวันให้ทำแบบนี้? สอนไม่ได้แต่ทำได้เอง พฤติกรรมที่ออกมานี้มาจากกมลสันดานที่มีชาติที่ตั้งไว้ชั่ว เพราะเพื่อเรียนแล้วชาติเกิดของเรานี่มันเต็มไปด้วยอาสวะกิเลส ชาติแต่ละชาติมันมีโมหะซึ่งก็คือความชั่ว คำว่า ชาติชั่วนี้จึงไม่ใช่คำหยาบเลยถ้าอธิบายอย่างนี้ ฉะนั้น อกุศลเป็นของชั่ว โลภะเป็นอกุศล ใครเป็นคนสอนเด็กให้ชั่ว ก็คือชาติเกิด
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2553 , 21:06:19 น.] ( IP = 58.9.190.90 : : )
สลักธรรม 6
ย้อนกลับมาที่ว่าเราจะไปปฏิบัติเพื่ออะไร แล้วทำไมต้องใช้รูปและนาม ไม่ใช่เพราะเขาให้กำหนดรูปนาม เพราะถ้าเราทำอย่างนั้น เราทำตามเขาเราแย่ เขาบอกว่าที่นี่เขามีรูปนามให้กำหนด ห้ามยก ห้ามย่าง ห้ามยก ห้ามย่าง ห้ามยุบ ..ที่จริงไม่ได้ห้าม แต่ไม่ควรทำ เพราะเมื่อศึกษาพระปริยัติจะเห็นเลยว่าธรรมชาติของปริจเฉทที่ ๑ ที่เรียนทั้งหมดจิตมี ๘๙ จิตเป็นรูปหรือเป็นนาม เป็นนาม เจตสิกเป็นรูป หรือเป็นนาม รูปเป็นรูปธรรม ฉะนั้น จึงมีแต่รูปกับนาม
การปฏิบัติที่อ้อมน้อย ไม่ได้บอกว่าเป็นสายไหน แต่เป็นการกระทำโดยเอาปรมัตถ์มาเป็นอารมณ์ เอาความจริงมาเป็นที่ตั้งของการระลึก ไม่ใช่เอาบัญญัติ เช่น ยก ซ้าย ซ้าย ขวา ขวา ที่ปฏิเสธบัญญัตินั้นเพราะบัญญัติเป็นความจริงชั่วคราว ถ้าเราอาศัยสิ่งชั่วคราวก็จะไม่สามารถพาตนเองไปได้ตลอดรอดฝั่ง จึงต้องอาศัยปรมัตถ์ในขณะเดิน ยืน นั่ง นอน ..กาเย กายา อนุปัสสี หนึ่งในสี่อิริยาบถ กายท่านตั้งอยู่ในลักษณะใด ให้กำหนดในอาการนั้น อาการของรูป ความรู้สึกต่างๆ เป็นนาม
การที่เรามาระลึกรูปและนามก็คือระลึกอยู่ในความจริงอันเป็นปรมัตถ์ และความจริงอย่างเดียวนี้ก็ไม่พอ แต่ต้องจริงชนิดที่ไล่โง่ให้ได้ด้วย เพราะจริงรูปจริงนาม เดินเป็นรูป รู้เป็นนาม รู้เป็นนาม เดินเป็นรูป เห็นเป็นรูป รู้เป็นนาม คลื่นเสียงเป็นรูป ได้ยินเป็นนามอันนี้เป็นของแท้ แต่ความแท้เหล่านี้ โง่มันเกิดขึ้นที่ไหน ก็ต้องไล่โง่ตรงนั้นออกไป เช่น ทางตา คลื่นแสงที่เราเห็นนี่คือรูปารมณ์ เป็นรูป เห็นคือจักขุวิญญาณ เห็นเป็นนาม เรามีความเห็นผิดว่าเราเป็นผู้เห็น
ฉะนั้น ความโง่อยู่ที่ว่า เราหลงว่าเราเห็น แท้ที่จริงเราไม่มี มีแต่จักขุวิญญาณจิตที่เกิดขึ้นคือนาม ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เราเห็นก็คือ นามเห็น ขณะที่เรากำหนดไปชัดที่ปัจจุบันธรรมในปัจจุบันอารมณ์นั้นโดยเอาปรมัตถเป็นที่ตั้ง ขณะนั้นเป็นการขับไล่ ฉันออกไป เป็นการขับไล่วิปลาสความโง่ออกไป ความโง่ก็คือโมหะ หรืออวิชชา นั่นแหละ เป็นการขับไล่ความไม่รู้ออกไป แล้วที่กำหนดรูปนามก็คือ กำลังตั้งอยู่ในความรู้คือปัญญา
เราจะเห็นว่า การกระทำจะต้องมีเหตุและผลเป็นตัวรองรับใจเราว่า ทำไปทำไม กำหนดทำไม ไม่ใช่กำหนดโดยตามกันมาเพราะจะเกิดแต่สมาธิ แต่ถ้าเรามีความสำเหนียกรู้แล้วว่า เรามีความเห็นผิดว่าเราเป็นผู้เห็น บัดนี้ เราจะเปลี่ยนแปลงชีวิต เอาความโง่ออก เมื่อเห็นเรากำหนดว่านามเห็น ขณะที่รู้ว่าเป็นนามเห็นนั้นเป็นการขับไล่โมหะอวิชชาออกไปนั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2553 , 21:06:41 น.] ( IP = 58.9.190.90 : : )
สลักธรรม 7
และในการกระทำก็คือ อย่าไปทำอะไรผิดปกติ และอย่าไปอยากทำอะไร มีอยู่ ๒ อย่างจริงๆแล้ว อย่าไปทำอะไรผิดปกติ เคยทำอย่างไร ทำอย่างนั้น แต่จะทำอะไร รู้เหตุจำเป็นไว้ก่อน แล้วค่อยทำ เช่น นั่งนานๆ แล้วเมื่อย รู้ว่าเมื่อยเกิดขึ้น ใครรู้ จิตรู้ จิตเป็นรูปหรือเป็นนาม กำหนดนามรู้ แล้วรู้อะไร ก็รู้อาการ.. อาการนั้นคือ นามเมื่อย จึงมีความจำเป็น มันก็จะรู้เลยว่านามเมื่อย ต้องนั่ง ..ไม่ใช่อยากนั่ง แล้วก็ดูอาการต่อไป พอนั่งแล้วปวดปัสสาวะ ใครรู้.. นามรู้ ไม่ต้องไปบอกว่า นามรู้ปวดปัสสาวะ มันรู้แล้วก็คือจำเป็นต้องไป ..ไม่ใช่อยากไป
ฉะนั้น การไม่ทำอะไรด้วยความอยากทั้งหลายเป็นการขับไล่ตัณหาออกไป เป็นการใช้ชีวิตโดยไม่อาศัยตัณหาและอวิชชา นี่แหละคือหนทางพ้นทุกข์ เพราะในโซ่แห่งสังสารวัฏที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท เริ่มต้นด้วย อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ
..อวิชชา ทำให้จุติและปฏิสนธิเต็มไปด้วยมูลฝอย มูลราก น้ำเมา ห้วงน้ำ กาว เมากามคุณอารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และก็จมดิ่งลงไปก้นบึ้ง จมไปไม่พอ ขึ้นมาไม่ได้เพราะอะไร จมไปปุ๊บ ขาติดกาว ขึ้นมาไม่ได้ด้วย พยายามจะลอยตัวก็ขึ้นไม่ได้ด้วย ยังไม่พอเรายังถูกคันถะมัด เมื่อขาหลุดออกไปไม่ได้แต่ตาแส่ส่ายหาไปได้ เรียกว่าจิตแส่ ยังออกได้ จิตมันว่อนไปทั่ว อำนาจของคันถะก็ผูกรัดมัดเอาไว้ ตรงนี้นี่แหละ อวิชชาคือความไม่รู้ จึงทำให้ชีวิตนั้นหลงผิด
สังขาร มี ๓ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ถ้าเผื่อเราอยู่ด้วยอวิชชา อวิชชาก็ทำให้เราทำบุญโดยคิดว่าบุญนั้นดี ทำให้ชีวิตนั้นดี ชาติหน้าต้องดีกว่านี้ แต่เมื่อลงมีชาติพระพุทธเจ้าตรัสว่า ภาราหเวปัญจะขันธา ภาระหาโรจะปุคคโล ภาราธานัง ทุกขังโลเก ภาระ นิกเขปะนัง สุขขัง ฯ ขันธ์ห้า เป็นของหนักเน้อ บุคคลแหละเป็นผู้แบกของหนักพาไป .. ผู้สลัดของหนักลงได้ เป็นสุขยิ่งนัก ฯ
การทำบุญแม้จะได้เกิดดี ไปเป็นเทวดา เป็นพรหม ไม่ว่าบนท้องฟ้า ในอากาศ ในดิน ในน้ำ อย่างที่เราชุมนุมเทวดานั้นก็ไม่มีสักแห่งเดียวที่สัตว์มีชีวิตอาศัยอยู่แล้วจะหนีพ้นความตายได้ ความที่มีอวิชชาจึงทำให้ทำบุญโดยมีความเข้าใจว่า ภพภูมิที่สูงกว่าดี แต่ลืมไปว่า ดีไม่เที่ยง หนีไม่พ้นความตาย และตายแล้วต้องเกิด
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2553 , 21:07:03 น.] ( IP = 58.9.190.90 : : )
สลักธรรม 8
อวิชชาเป็นปัจจัยให้แก่ อเนญชาภิสังขาร เพราะความโง่ไงเราจึงทำบาป เราตกนรกหมกไหม้เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีใครไม่เคยเกิดเป็นสัตว์ชนิดใดเลย เราไปมาทั่วแล้วแต่วันนี้เราลืม ทำให้คิดว่า เมื่อมีความสงบเป็นพรหม ไม่มีความทุกข์แล้ว พยายามนั่งสมาธิกัน แล้วถ้าเรียนในเรื่องสมาธิให้เข้าใจชัดก็จะรู้ว่ากว่าจะได้สมาธิขั้นอัปปนาสมาธินั้นไม่มีการก้าวกระโดด ต้องเพ่งจนกสิณใส หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น ดึงเข้ามาไว้ในใจ ขยายใหญ่กว่าตัวก็ได้ เล็กกว่าตัวก็ได้ หดไปยืดมา ยืดไป ทำได้หมด แค่นี้ก็ยังไม่พอ ต้องอาศัยบริกรรมเหล่านี้ไปจนกระทั่งได้ฌานต่างๆ ไปเกิดเป็นพรหมแต่ก็ไม่พ้นความตาย
ขอให้มีความเข้าใจ อย่าเรียนท่อง อย่าเรียนถาก เรียนท่องคือท่องจบ เรียนถากคือถากหนังสือให้มันจบๆ ไป เรียนแล้วให้เกิดความเข้าใจว่า สิ่งนั้นคืออะไร เมื่อไม่เข้าใจก็ถามให้เกิดความรู้และความเข้าใจในอรรถะและพยัญชนะที่พระองค์ทรงต้องการให้รู้ อย่างเวลาที่เราทำบุญนี่ เรามีอวิชชาเป็นตัวการชักรอกอยู่และก็ก่อให้เกิดสังขาร ซึ่งสองตัวนี้เป็นส่วนของอดีตเหตุและปัจจุบันเหตุที่ก่อให้เกิดปัจจุบันผลและอนาคตผลในปฏิจจสมุปบาท
อดีตเหตุ ๕ คือ อวิชชา สังขาร, ตัณหา อุปาทาน ภพ
ปัจจุบันผล ๕ คือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
ปัจจุบันเหตุ ๕ คือ ตัณหา อุปาทาน ภพ อวิชชา สังขาร
อนาคตผล ๕ คือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
ธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ เรามาด้วยเหตุ แล้วเหตุของเราคือเหตุแห่งความไม่รู้ จุติแล้วปฏิสนธิด้วยความมีมูลของกองกิเลส แต่เมื่อมีการปฏิบัติวิปัสสนาก็เป็นการตัดเงื่อนเหตุอดีต ปัจจุบันเหตุออกไป จึงเรียกว่า การปฏิบัติวิปัสสนาเป็นวิวัฏฏคามินี แต่การทำบุญต่างๆ เป็นวัฏฏะคามินี ยังทำให้ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดไปในภพน้อยใหญ่ แม้ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ทำไปเถอะบุญ แต่ต้องหาทุนที่ตัวเองนี้ออกไปจากสังสารวัฏให้ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2553 , 21:07:26 น.] ( IP = 58.9.190.90 : : )
สลักธรรม 9
อกุศลกรรมบถ ๑๐ คือ ทางที่ไม่ควรดำเนิน ให้เราแยกออกมาสู่ทางที่ควรดำเนินมีการกระทำความดีต่างๆ แล้วก็ค่อยๆ เปลี่ยนเส้นทางไปสู่ความบริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมอง มีความตรงต่อทางมรรคผลนิพพานเพื่อจะออกจากนอกโลกไป โลกก็คือ ความฉิบหาย ความวิบัติ ซึ่ง ก็คือการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง
ฉะนั้น วันนี้จึงต้องบอกว่า ทำไมจึงต้องปฏิบัติและปฏิบัติเอารูปเอานาม เพราะเป็นความเป็นจริง เป็นของจริง เป็นปรมัตถ์สัจจะ ไม่ใช่สมมุติสัจจะ จงภูมิใจเพราะเราอาศัยความจริง แล้วถ้าถามว่า ที่นี่ปฏิบัติสายไหน? ขอตอบว่าไม่มีสาย แต่ปฏิบัติโดยอาศัยกำหนดรู้ความจริงคือ รูปและนาม นี่แหละเป็นวิวัฏฏะคามินี
วัฏฏะคามินีนั้นเต็มไปด้วยกิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์ มีตัณหาอวิชชาเป็นกิเลสให้เราทำกรรม เป็นกรรมดีบ้าง เป็นกรรมชั่วบ้าง กรรมพิสดารบ้าง และเมื่อมีกรรมขึ้นมาแล้วก็มีผลเป็นวิบาก
วัฏฏะสงสารที่หมุนอยู่อย่างนี้ ทำให้ชีวิตเวียนว่ายตายเกิดไป แต่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการเข้าไปรู้ชีวิตที่ตั้งอยู่นี่ว่า เป็นวิบากหรือเป็นกรรม เข้าไปรู้ในวิบากก็คือ วิบากขันธ์ ที่มีรูปนาม แล้วเว้นกั้นจากตัณหาและอวิชชา เป็นการกระทำกรรมสายตรงที่ตรงต่อมรรคผลนิพพาน อันนี้หลวงพ่อบอกว่า ใครทำใครได้ ทำมากได้มาก ทั้งดีทั้งชั่ว ใครทำใครได้ ใครพบใครพ้น
ขอความสุขความเจริญความมีสติความมีปัญญา จงเกิดแก่ทุกท่าน ขอเจตนาและความตั้งใจอนุเคราะห์ให้ทุกท่านมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อันเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตก้าวโรจน์และก้าวตรงต่อทางมรรคผลนิพพาน ได้โดยปราศจากอุปสรรคทั้งปวง สวัสดีค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2553 , 21:07:48 น.] ( IP = 58.9.190.90 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |