มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แก้ปัญหา




ความแตกต่างสร้างรอยร้าวทีละนิด
เพราะต่างจิตต่างฐานการศึกษา
คุณธรรมศีลธรรมต่างกันมา
จึงก่อเกิดปัญหาในเบื้องปลาย

บางครั้งคราปัญหาง่ายแก้ไข
เพียงตั้งใจแก้ความคิดให้ขยาย
ยอมรับความเป็นผู้อื่นที่รอบกาย
สงบความวุ่นวายได้ง่ายพลัน

บางครั้งคราปัญหาง่ายแก้ไข
กำกับใจด้วยสติไม่หุนหัน
ยอมรับกรรมวิบากที่ตามทัน
ยอมรับผลที่ตนนั้นได้ทำมา

บางครั้งคราปัญหายากแก้ไข
เพราะเกิดถี่บ่อยไปในปัญหา
คู่กรณีมีนิสัยน่าระอา
เหมือนไร้การพัฒนาในชีวี

บางครั้งคราปัญหาง่ายกลายเป็นยาก
เพราะไร้รากความอดทนบนวิถี
เหมือนหยดน้ำที่ล้นแก้วพอดี
จึงมากมีปมต่อเนื่องเรื่องขุ่นใจ

บางครั้งคราปัญหาพาหงุดหงิด
เพราะไปคิดข้อบกพร่องต้องแก้ไข
ของผู้อื่นนอกจากตนอยู่ร่ำไป
ไม่พิจารณาข้อด้อยในชีวิตตน

บางครั้งคราปัญหาพาขยาย
เดาเสียจนวุ่นวายและสับสน
เที่ยวจับแพะกับแกะต้อนเข้าชน
ไม่รู้ตนคือตัวการของเรื่องราว

ทุกครั้งคราที่ปัญหาปรากฏชัด
พึงขจัดตัวตนเข้าสืบสาว
รู้กระทบวิบากที่พร่างพราว
รู้กระทำแต่ละก้าวให้เป็นบุญ

ทุกครั้งคราที่ปัญหาปรากฏโฉม
ไม่ถาโถมกิเลสเข้าอุดหนุน
ทุกปัญหาจะแก้ง่ายไม่ขาดทุน
สงบจิตคบคุ้นวิเวกใจ


โดย พี่ดอกแก้ว [24 ก.ย. 2553 , 18:12:30 น.] ( IP = 58.9.123.252 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ][ 4 ]


  สลักธรรม 1

จากการที่ได้สนทนาธรรมกับน้องกิ้ฟและพี่เณรในกระทู้..หลากชีวิต จิตมนุษย์..ทำให้ได้เห็นชัดลงไปว่า การแก้ไขปัญหานั้นจะต้องอาศัยสติปัญญาอย่างมาก มิเช่นนั้นกงล้อแห่งกรรมและกิเลสก็จะไม่มีทางหมุนออกจากอกุศลได้เลย แต่กลับเป็นการเพิ่มปมปัญหาหรือไม่ก็ผูกเงื้อนตายไว้ให้แก่ตนเอง

และด้วยการอาศัยคุณธรรมที่ถูกเพาะบ่มจากหลวงพ่อท่าน นำมาล้างใจที่เคยมากด้วยความเห็นผิด และหัดกลับมามองตนเองให้เห็นถึงวิบากกรรม โดยหยุดการตอกย้ำจิตใจด้วยอคติ หมั่นดูแลและรักษาดวงใจตนเองไว้ด้วยน้ำคำที่มากไปด้วยความกรุณาของหลวงพ่อท่านแล้ว ความทุกข์ความหนักใจตลอดจนความคับแค้นใจก็จะค่อยๆทุเลาลง จนไร้น้ำหนักไปในที่สุด

ชีวิตก็เท่านี้เอง พบเพ้อ เพียรผูก แล้วก็พลัดพรากเป็นถ้อยคำที่ท่านเตือนใจเราให้ระลึกเอาไว้ ในยามที่ประสบอารมณ์ใดก็ตามโดยเฉพาะอารมณ์ที่ดีที่ชอบ คำ ๓ คำนี้ จะมาช่วยบรรเทาความลุ่มหลง คือพบเพ้อ และไม่เอาจิตไปเพียรผูกกับสิ่งนั้นไว้อย่างงมงาย เพื่อ..ในยามต้องพลัดพรากจากกันไป จะได้ไม่คร่ำครวญเจียนบ้า นั่นเอง

นอกจากจะระวังใจแล้ว ต้องระวังปากตนเองด้วย อย่าพูดเพราะอยากพูด โดยอาศัยนิสัยที่เคยชินคือช่างพูดช่างเล่า โดยไม่คำนึงถึงความสมควร และผิดชอบชั่วดี เพราะนั่นก็คือการสร้างปัญหา

จำได้ว่าเรื่องการพูดนี้หลวงพ่อท่านก็สอนไว้มากมาย เพื่อความสามัคคีในหมู่คณะ และเป็นการสกัดปัญหาที่จะลุกลามไปด้วยคำว่า ความวุ่นวายจะไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่หยุดที่ตน

แต่ด้วยความสันทัดจัดเจนในการช่างเจรจาพาที และไม่คิดจะเอาคำของหลวงพ่อท่านมาใส่ใจ ปล่อยให้แค่เป็นผู้ได้ยินได้เคยฟังมา ไฉนเลยความสุขความสามัคคีในหมู่คณะจะมีได้ ถึงดูเหมือนว่ามี แต่ก็เป็นเพียงมิตรภาพชั่วคราวเท่านั้น

ความร่มเย็นเป็นสุข ที่ต่างต้องการกันทั่วถ้วน หากขาดซึ่งธรรมอันเป็นเครื่องคุ้มครองโลก คือสติและปัญญาแล้ว ความร่มเย็นเป็นสุขที่ต้องการหาได้ยาก แหละยิ่งถ้าจิตใจของคนเราขาด หิริและโอตัปปะ ด้วยแล้ว ที่ตรงนั้นๆ วุ่นวายหนอ

พี่ดอกแก้วได้เปิดกระทู้นี้ขึ้นใหม่ ต่อจากกระทู้ หลากชีวิต จิตมนุษย์ เพื่อมากระตุ้นเตือนใจท่าน ผู้เคยชื่นชมชื่นชอบ คำคมของหลวงพ่อเสือท่าน ให้ชะงักการใช้ชีวิตที่คุ้นเคยลงบ้าง และตรวจสอบใจตนเองว่า สิ่งที่เคยชอบคำที่เคยชื่น นั้นท่านได้นำไปวางลงในใจของท่านบ้างแล้วหรือยัง และถ้าจำไม่ได้นึกไม่ออกหรือไม่ทราบว่าจะนำมาใช้กับชีวิตตรงไหน ขอเชิญลองกลับมาอ่าน วิธีการแก้ไขปัญหาได้นะคะ และหวังว่าทั้งพี่เณรและน้องกิ้ฟจะกลับมาช่วยรื้อฟื้นคำสอนที่หลวงพ่อท่านได้ให้พวกเราไว้ด้วยรักอีกนะคะ

กดอ่านได้ที่นี่ค่ะ..หลายชีวิต จิตมนุษย์

โดย พี่ดอกแก้ว [24 ก.ย. 2553 , 19:02:11 น.] ( IP = 58.9.123.252 : : )


  สลักธรรม 2

สวัสดีครับพี่ดอกแก้ว

ขออนุโมทนาในความเมตตาปรารถนาดีที่พี่ดอกแก้วมีต่อทุกๆคนเสมอมา คอยตักเตือนและคอยกระชากใจที่หลงทาง วนว่ายอยู่ในเกลียวกรรมที่ถูกคลื่นตัณหาพัดพาไปทั่วสารทิศไม่ให้ไกลฝั่งจนจมลงในห้วงน้ำเสมอมา

นึกถึงเพลง สองฝั่งคลอง เลยครับ แค่ขึ้นต้นก็ชี้ชัดแล้วครับว่า.." ชีวิตคนช่างมีหลากหลาย ดีชั่วมีมากมายปะปน เปรียบสายน้ำในลำคลอง เหมือนชีวิตคน ฉันก็คงเป็นหนึ่งในนั้น " ดูเหนื่อยจังเลยครับที่ต้องว่ายน้ำตลอดไปอย่างไม่มีวันหยุดเพราะขึ้นฝั่งไม่ได้นั่นเอง

บางคนว่ายเก่งก็ไม่ต้องสำลักน้ำ เสมือนคนที่เกิดมาและมีวิบากฝ่ายดีมากกว่า บางคนว่ายไม่เก่งต้องสำลักน้ำ ผุดดำผุดว่าย ก็เสมือนคนที่เกิดมาวิบากฝ่ายไม่ดีมากกว่า

แต่ถึงจะเก่งหรือไม่เก่ง ก็ยังต้องเหนื่อนเมื่อยล้ากับชีวิตอยู่วันยังค่ำ ตราบใดที่ยังขึ้นฝั่งไม่ได้ ก็ว่ายกันต่อไป คิดแล้วน่าอนาจนะครับกับชีวิตที่ต่างหลงว่าดีว่าสุข

ยิ่งมาได้ทวนคำสอนของหลวงพ่อท่านที่ว่า " พบเพ้อ เพียรผูก แล้วก็พลัดพราก " ยิ่งห่อเหี่ยวใจมากเลยครับ เพราะในการมีชีวิตของคนเรานั้นตั้งแต่เล็กก็ต้องแข่งขันต่อสู้กันมาเพื่อจะได้โตขึ้นมีความรู้นำไปประกอบอาชีพ เพียรๆๆๆหา ทรัพย์ บ้าน รถ ครอบครัว กันอย่างเต็มที่ แต่ในที่สุดก็จบลงด้วยความพลัดพรากจากไปสิ้น และเมื่อเกิดก้เริ่มต้นใหม่อีก ดูไปแล้วเป็นวงจรแห่งความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสเลยนะครับ

และเมื่อมีโอกาสมาเรียนรู้ชีวิต โดยศึกษาพระอภิธรรมแล้ว ตลอดจนรู้ด้วยว่า ทางเดียวเท่านั้นที่จะไปจากทุกข์ได้ ก็ต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐาน หรือเรียกอีกอย่างว่า เจริญสติปัฏฐาน ๔ เท่านั้น จนกระทั่งอรหัตตมรรคเกิดขึ้น เมื่อนั้นและหมายถึง หยุดกันเสียทีความทุกข์ทั้งหลาย จบสิ้นกันเสียทีความเหนื่อยล้าที่มีมาตลอด

แต่ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อใด เพราะการที่จะไปถึงเช่นนั้นได้ คือมรรคจิตเกิดขึ้น มาปหานกิเลสไปถึง ๔ ครั้งนั้น ต้องได้ปัจจัยอันสมบรูณ์แห่งสติปัญญาและบารมีที่แข็งกล้าเท่านั้น ทำให้นึกถึงอีกท่อนหนึ่งของเพลงที่ว่า " สุดท้ายคือขึ้นยังฝั่งนั้น ยังไม่รู้ว่ามันวันไหน มีชีวิตก็ดิ้นรน ค้นหนทางไป ชีวิตคนก็คล้ายสองฝั่งคลอง "

แต่ถึงอย่างไร พี่เณรก็จะไม่ลดละความพยายามนะครับ เพราะพี่เณรเชื่อคำของหลวงพ่อเสือท่านทีว่า จริงเสียอย่างเดียว สำเร็จทุกอย่าง นะครับ

หวังว่าจะได้แรงผลักดันจากประสบการณ์ชีวิต ในการแก้ไขปัญหาจากพี่ดอกแก้วและน้องกิ้ฟอีกเช่นเคยนะครับ.

โดย พี่เณร [24 ก.ย. 2553 , 19:49:59 น.] ( IP = 58.9.123.252 : : )


  สลักธรรม 3

สวัสดีค่ะพี่เณร

อ่านที่พี่เณรเขียนไปพร้อมกับเสียงเพลงสองฝั่งคลองแว่วดังอยู่ในใจเลยคะ และเห็นจริงด้วยกับพี่เณรว่า ชีวิตนี้เหนื่อยมากจริงๆ ต้องดูแล ต้องบำรุงบำบัดสารพัด ในที่สุดก็หนีไม่พ้นความตาย ตราบใดที่ยังไม่สามารถพาตนเองไปถึงซึ่งพระนิพพานได้ ก็ยังต้องแหวกว่ายอยู่ในแม่น้ำแห่งตัณหา และก็ถูกเกลียวกรรมซัดพัดพาไปในภพต่างๆ น่ากลัวมากนะคะ

การเกิด คำนี้คำเดียวนำอะไรหลายๆอย่างมาสู่ชีวิตมากมาย และก็ยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้การกระทำ (กรรม) ขึ้นมาอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเราเองนั้นจะต้องเป็นผู้รับผลกรรมนั้นไปตามลำพัง "ต่างคนต่างทำต่างคนต่างได้ในผลของกรรมนั้นๆ"

การที่จะพ้นไปจากทุกข์ได้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้วิธีการอย่างถูกต้อง และอาศัยความรู้ความเข้าใจนั้นไปฝึกฝนที่ตนเอง เหมือนได้รับต้นกล้ามาแล้วต้องนำไปปลูกลงบนดิน (แดน) ใจและหมั่นดูแลรดน้ำพรวนดินเอาใจใส่ไม่ปล่อยให้เพี้ยกระโดดทั้งหลายมาเกาะกัดกินลำต้นหรือใบอ่อน ซึ่งตรงนี้เราท่านควรสังวรระวังด้วยมากๆ ไม่ใช่แค่ลองทำตามเท่านั้น หรือเห็นว่าดีแต่ไม่ยอมทำ หรืออาจจะทำแต่ให้เวลาน้อยมากนั่นเท่ากับเป็นการปล่อยปะละเลยเปิดโอกาสให้กิเลส (เพี้ยกระโดด)ลงครองใจ

แต่ยากที่จะไปบังคับใจใครได้นะคะ มีหน้าที่อบรมบ่มเพาะต้นกล้าได้แค่นั้นและต้องปล่อยวางลง เหมือนเพลง " สุดแต่ใจจะไขว่คว้า " เลยค่ะ ไม่ทุกข์ใจดี.. เลิกทางเดินที่คิดที่ฝันทางใครทางมันจริงๆนะคะ ซึ่งต่างก็มีสิทธิส่วนตัวจริงๆ แต่ทว่าเมื่อใดความศรัทธาในพระธรรมคำสอนได้หยั่งรากลงดินได้

ธรรมฉันทะ ที่เกิดขึ้นก็จะดูดซึมน้ำ (น้ำพระเมตตาธิคุณที่ทรงชี้ทางไว้) เข้าไปหล่อเลี้ยงลำต้นให้เจริญเติบโตได้จริงๆนะคะ

โดย พี่ดอกแก้ว [25 ก.ย. 2553 , 19:10:50 น.] ( IP = 58.9.233.42 : : )


  สลักธรรม 4



สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว สวัสดีค่ะพี่เณร

ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นในกระทู้นี้ น้องกิ๊ฟรู้สึกถึงความไม่สบาย ปวดศีรษะตุ้บๆ แล้วก็จามฮัดเช้ย! ไปสามที ...อิอิ แต่เมื่อคิดให้ดีแล้วจามสามทีดีกว่าสามหาวเยอะเลยนะคะ พี่ดอกแก้วและพี่เณรเป็นอย่างไรบ้างคะสบายดีหรือเปล่า ช่วงนี้ไข้หวัดกำลังระบาด..รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

บทกลอนแก้ปัญหาของพี่ดอกแก้วบอกแง่มุมของการแก้ปัญหาในหลายสถานะ แต่ในที่สุดแล้วปัญหาจะแก้ได้ง่ายมากก็เมื่อรู้จักแก้ไขที่ตนเสียก่อน ก่อนที่จะมุ่งไปแก้ไขที่ใคร ..สมกับคำของหลวงพ่อเสือที่พี่ดอกแก้วยกมาเลยค่ะ ที่บอกว่า "ความวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่หยุดที่ตน" เพราะเราไม่รู้เลยว่าแต่ละคนมีนิสัยและมีเหตุผลความจำเป็นอย่างไรในภาวะการณ์นั้นๆ

และที่สำคัญมากกว่าสิ่งใดคือเราไม่รู้เลยว่าเรามีความน่าเชื่อถือศรัทธาต่อผู้ฟังมากน้อยขนาดไหน และคนฟังมีปริมาณของอัตตามากน้อยเพียงใด เพราะบ่อยครั้งที่การพูดเพราะหวังดีกลายเป็นการขยายปัญหาให้ลุกลามบานปลายยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนการพูดที่เกิดการความช่างเล่านั้นก็ได้พบอยู่บ่อยครั้งว่าก่อให้เกิดปัญหาขึ้น ..จากที่เราคิดว่าไม่เป็นไรที่จะพูดออกไป แต่เราไม่รู้เลยว่าจิตของผู้ฟังจะมีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้นบ้าง ก็เลย"เป็นไร"ขึ้นมาวงจรของปัญหาก็เริ่มสตาร์ทขึ้นทันที

อย่างน้องกิ๊ฟเองก็เคยผิดพลาดในเรื่องเหล่านี้ที่ไม่คิดว่าจะเกิดปัญหาขึ้นได้แต่ก็กลายเป็นว่า คำพูดธรรมดาของเรากลายเป็นคำที่ทำร้ายจิตใจคนอื่นไปเสียนี่ อย่างนี้ก็คงไปโทษคนฟังอย่างเต็มปากไม่ได้ที่ไม่รู้จักพิจารณาหรือไม่รู้จักกำหนดรู้ว่าเป็นวิบาก เพราะถ้าเราไม่พูดออกไปเสียตั้งแต่แรก คนฟังก็ไม่มีทางเกิดปฏิกิริยาในทางลบเพราะเสียงของเราได้เลย

แต่เขาจะไปได้ยินจากคนอื่นนั้นก็อีกเรื่องหนึ่งเพราะนั่นก็หมายถึงว่า เขาย่อมมีอกุศลวิบากเป็นเรื่องส่วนตัว แต่กรรมใหม่ไม่ใช่เราเป็นผู้กระทำแน่ ...อิอิ เมื่อพลาดพลั้งไปแล้วก็ค่อยคิดถึงคำสอนของหลวงพ่อขึ้นมาได้ว่า "ไม่พูดเลย ไม่ผิดเลย ..ไม่จำเป็น ไม่ต้องพูด ...ถ้าจำเป็นที่จะต้องพูดก็พูดให้น้อยที่สุด ผิดจะได้น้อยที่สุด "

น่าพิจารณามากเลยนะคะกับสิ่งที่พี่ดอกแก้วพูดถึง "ความสามัคคีของหมู่คณะ" ที่ถึงกาลอวสานได้เพราะ "วาทภัย" ซึ่งเป็นภัยที่หลวงพ่อเสือท่านบอกว่าร้ายแรงที่สุด เพราะไม่ได้ทำลายชีวิตของเราแค่เพียงชาติเดียว แต่ให้ผลตามไปทำร้ายอย่างนับชาติไม่ถ้วนเพราะจำนวนชวนจิตที่เกิดขึ้นในวิถีอันประมาณมิได้ในขณะประกอบวจีกรรมนั้นนั่นเอง แม้ในภายหลังจะมีการขอโทษขอโพยกันเกิดขึ้น แต่กรรมที่ได้ทำสำเร็จแล้วก็รอแต่เวลาที่จะส่งผลต่อไปยกเลิกไม่ได้หากไม่อยู่ในฐานะของอโหสิกรรม

ระหว่างที่ไปทำธุระหลายวันนี้ได้มีโอกาสฟังเทปบันทึกคำสอนของหลวงพ่อท่านอีกครั้ง ..รู้สึกดีมากๆ เลยค่ะ เพราะนอกจากจะมีเพื่อนร่วมการเดินทางที่แสนดีแล้ว ยังได้รับแง่คิดอีกหลายประการ รวมทั้งยังได้รับความรู้สึกว่า หลวงพ่อท่านมามอบความรักความอบอุ่นให้แก่ลูกๆ ทุกคน และในขณะเดียวกันท่านก็กางมุ้งครอบเล็กๆ ให้กับลูกๆ แต่ละคนด้วย โดยการสอนให้ทุกคนมีศีล สมาธิ และปัญญาเป็นขอบเขตของชีวิตและไม่ล่วงเกินกันด้วยอกุศลกรรมบถต่างๆ เพราะท่านเพียรให้ฝึกที่ตนเอง มีความระมัดระวังไม่สร้างเสบียงบาปให้ตนเองต้องลำบากมากขึ้น

และคำที่พี่ดอกแก้วยกมาอีกคำหนึ่งที่บอกว่า "พบเพ้อ เพียรผูก แล้วก็พลัดพราก" เป็นคำที่น้องกิ๊ฟคิดถึงอยู่บ่อยๆ ในหลายวันนี้ และเมื่อคิดแล้วก็ทำให้วางเงื่อนปมของการเพียรผูกลงได้แบบสบายๆ เพียงทำหน้าที่ที่หน้าของตนให้ดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น และมีความสะดวกใจในการพูดจาสื่อสารระหว่างกันอย่างตรงไปตรงมา เพราะเมื่อพบแล้วไม่เพ้อนั่นก็หมายถึงเยื่อใยที่เบาบางความฟุ้งซ่านที่น้อยลง เมื่อเยื่อใยคลายตัวความฟุ้งซ่านที่เหมือนฝุ่นผงลดน้อยลงก็จะทำให้เรามองเห็นอะไรๆ ได้ชัดเจนไม่พร่ามัว การกระทำระหว่างกันก็มีกุศลเข้ามาคุ้มครองได้มากขึ้น

เมื่อมาอ่านความเห็นของพี่เณรเกี่ยวกับคำสอนนี้และความเหนื่อยยากของคนที่กำลังว่ายน้ำกลับไปกลับมาอยู่ระหว่างสองฝั่งคลองโดยไม่เข้าฝั่งเสียที...ดูช่างเป็นชีวิตที่โง่เขลามากเลยนะคะ แต่นั่นก็คือชีวิตเรานั่นเองที่กำลังเป็นกันอยู่ในขณะนี้ ที่แม้จะไม่พบเพ้อในบางสิ่งแต่ก็ยังเพียรผูกในบางอย่างกันอยู่อย่างไม่อยากจะปล่อยมือ ก็เลยมีแต่จะจมลงไปนอนทอดร่างอยู่ก้นคลอง และสำหรับเพลงสองฝั่งคลองนี้น้องกิ๊ฟชอบตรงท่อนที่ว่า " รู้อย่างเดียวคือตั้งใจฟันฝ่า ยามใดหยุดอ่อนล้าเหมือนดังฆ่าตัวตาย" ดูเป็นท่อนที่เหมือนเครื่องชูชีพเลยค่ะ ที่มาเตือนไม่ให้ยอมแพ้ต่อสายน้ำวน

และในความเป็นจริงนั้น"เครื่องชูชีพ"ประการเดียวที่เราได้รับจากพระธรรมและคำสอนของครูบาอาจารย์ก็คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ที่จะสามารถลดแรงหมุนวนของสายน้ำ ไม่ถ่วงน้ำหนักให้จมลงไปอย่างรวดเร็วเพราะทำให้ตัวเบาลอยออกมาจากเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย และว่ายเขาสู่ฟากฟั่งแห่งสันติสุขได้ ...แต่ก็อยู่ที่สุดแต่ใจจะไขว่คว้าอย่างที่พี่ดอกแก้วมาย้ำไว้อีกครั้ง

อิอิ..รู้สึกว่า วันนี้น้องกิ๊ฟจะพูดเยอะอีกแระ อย่างไรก็ขออนุญาตไปพักผ่อนก่อนนะคะเพื่อจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น ขอให้พี่ดอกแก้วและพี่เณรพักผ่อนกายและใจได้อย่างเต็มที่นะคะ ...ราตรีสวัสดิ์ค่ะ


โดย น้องกิ๊ฟ [25 ก.ย. 2553 , 21:24:44 น.] ( IP = 58.9.35.214 : : )


  สลักธรรม 5

สวัสดีครับน้องกิ้ฟ

ดีใจจังเลยที่น้องกิ้ฟกลับมาแล้ว ขอบคุณมากในไมตรีจิตครับ พี่เณรสบายดีครับ แต่น้องกิ้ฟนี่ซิวันนี้ค่อยดีหรือหรือยังครับ หรือหยุดลงแค่ฮัดเช้ยไป ๓ ครั้งไม่เลยไปเป็นไข้หวัดนะครับ

วันนี้ก็ใกล้เป็นวันสุดท้ายของเดือนกันยายนแล้ว เหลืออีกแค่ ๓ วันเองก็จะเข้าเดือนใหม่อีก ดูๆไปเหมือนวันเวลาเร็วจริงๆ (คิดไปเอง) แต่ที่จริงโดยต้องคิดก็คือใกล้เข้าไปแล้วกับวันสุดท้ายของชาตินี้เสบียงบุญยังไม่พอเลยครับ แต่ดีที่มีคำของหลวงพ่ออีกคำหนึ่งมาเป็นกำลังใจได้ ท่านบอกว่า " มีสติอยู่กับตัว ไม่ต้องกลัวภัย " สติจึงเป็นเสบียงสำคัญที่มีคุณค่ามหาศาลเลยนะครับ เพราะสติช่วยในกิจทั้งปวง

มาพิจรณาตามที่น้องกิ้ฟเขียนร่ายไว้พี่เณรก็รู้สึกได้เช่นกันและบ่อยครั้งด้วยครับ ที่ความหวังดีของเรากลับกลายเป็นยาขมแก่คนฟัง โดยเฉพาะการนำธรรมมาตีแผ่ใจของเราท่าน ซึ่งพี่เณรมีความตั้งใจที่จะชี้ให้เห็นถึงกิเลสที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตและพร้อมเสมือนที่จะกระเพื้อมเคลื่อนไหวออกมาร่วมในกิจการงานทั้งหลาย

มุ่งหวังชี้ให้เห็นเท่านั้น แต่กลับไปโดนใจผู้ฟังจนเป็นเรื่องเป็นราว แทนที่จะยอมรับและมองตนเองให้เห็นถึงสิ่งที่แอบแฝงได้ กลับน้อยใจไปต่างๆคิดว่าถูกประจานอีกแล้วอะไรทำนองนี้นะครับ เฮ้อ กมฺมุนา วตฺตตีโลโก

แต่ในข้อนี้ไม่จัดอยู่ใน "ไม่พูดเลย ไม่ผิดเลย ..ไม่จำเป็น ไม่ต้องพูด ...ถ้าจำเป็นที่จะต้องพูดก็พูดให้น้อยที่สุด ผิดจะได้น้อยที่สุด " เพราะในการพูดธรรมะนั้นต้องสาธยายให้เข้าถึงเหตุที่ทำให้ผลเกิด ต้องพูดมากครับเพราะไม่เช่นนั้นไม่เข้าใจกันนะครับพออธิบายไปๆ ก็เสมือนเอาชีวิตจิตใจมาตีแผ่นั่นเอง ซึ่งเป็นความต่างที่จำเป็นจะต้องพูดในเรื่องโลกๆ ตรงนั้นพูดน้อยผิดน้อยจริงๆครับ แต่ทั้งน้องกิ้ฟและพี่เณรก็สบายใจได้เหมือนกันตรง "เจตนาที่หวังดี"นั่นเอง

เรื่องเหล่านี้ที่เกิดอยู่เสมอๆในสังคมหมู่คณะทำให้พี่เณรรู้สึกท้อแท้บ่อยมากเลยครับน้องกิ้ฟ แต่ได้คำเตือนของหลวงพ่อท่านอีกนั่นแหละ "คน เรามีสิทธิท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย " ทำให้ยังมีความอดทนที่จะต่อสู้กับวิบากต่อไปมาได้จนทุกวันนี้ เพราะถ้าปล่อยให้ความท้อแท้เลยไปถึงท้อถอยแล้ว ก็คงไม่ต่างจากท่อนที่ว่า..ยามใดหยุดอ่อนล้าเหมือนดังฆ่าตัวตาย..คือตายจากความมุ่งมั่นในการทำดีไป ดังนั้นคือต้องสู้ๆๆๆไงครับ และรู้ว่า.." รู้อย่างเดียวคือตั้งใจฟันฝ่า ยามใดหยุดอ่อนล้าเหมือนดังฆ่าตัวตาย" น้องกิ้ฟเห็นด้วยไหมครับเพราะพี่เณรเอามาแยกท่อน และเอามารวมเป้นท่อนเดียวเพื่อปลุกใจไงครับ

เดี๋ยวพี่เณรต้องออกไปธุระวัดราชโอรสารามแล้วครับ ขอให้น้องกิ้ฟแข็งแรงและมีพลังใจในการต่อสู้กับกิเลสตนและกิเลสคนอื่นได้อย่างมั่นคงนะครับ

โดย พี่เณร [27 ก.ย. 2553 , 08:54:08 น.] ( IP = 58.9.152.210 : : )


  สลักธรรม 6




สวัสดีค่ะพี่เณรและพี่ดอกแก้ว

น้องกิ๊ฟสบายดีแล้วค่ะ เมื่อรู้ตัวว่าเริ่มจะไม่ค่อยสบายก็ต้องหาทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้อาการลุกลามด้วยการพักผ่อนให้มากๆ พอตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ร่างกายก็เข้าสู่ภาวะปกติดีไม่มีน้ำมูกไหลและไม่เป็นไข้หวัด

ชีวิตของเรานี้ดูแล้วก็มีงานอยู่แค่สองงานเท่านั้นเองนะคะ คือการรับผลกับการสร้างเหตุ ..สมัยที่หลวงพ่อท่านสอนให้ทำบัญชีชีวิตคือดูรายรับกับรายจ่ายในแต่ละวันว่าเราทำบัญชีบาปหรือบุญมากกว่ากัน ถ้าทำบัญชีบาปมากก็เหมือนกับการมีรายจ่ายมาก และเมื่อทำแบบไม่บันยะบันยังชีวิตก็ถึงกาลล้มละลายตายไปเกิดในทุคติภูมิอย่างยาวนานไปเลย ..สมัยนั้นก็คิดได้แค่ว่า ในแต่ละวันเราต้องทำกรรมใหม่ให้ดีเพื่อจะได้ผลดีโดยไม่ได้มุ่งขัดเกลาจิตใจตนไม่ให้ตกอยู่ในความประมาทตามที่หลวงพ่อท่านสอน ...ซึ่งลึกๆ แล้วการทำดีของเราจึงไม่ค่อยจะเป็นไปเพื่อละกิเลส เพราะการคิดเช่นนี้มีความยึดติดและหวังผลเป็นพื้นฐานให้เกิดการกระทำ ซึงถ้าพูดให้ถึงสภาพธรรมแล้วก็หนีไปไม่พ้นอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารนั่นเอง

แต่เมื่อมีเวลาขบคิดเพิ่มเติมก็ทำให้เข้าใจบัญชีบุญและบัญชีบาปของหลวงพ่อได้มากขึ้น ที่กว่าจะมาเป็นการทำกรรมใหม่ก็ต้องมีรายรับจากวิบากมาก่อน หากรายรับเป็นอกุศลวิบากเสียเป็นส่วนมากแต่เราสามารถสร้างกรรมใหม่ที่ดี ก็เรียกได้ว่ามีกำไรมหาศาล และในทางกลับกันก็จะขาดทุนมหาศาลหากรับกุศลวิบากมากมายแต่นำไปสร้างกรรมใหม่ที่ไม่ดีนั่นเอง

ดูแล้วการรับผลและการสร้างกรรมใหม่นั้นมีความต่อเนื่องกันเลยนะคะ เพียงแต่เราไม่รู้ตัวเท่านั้นเองหรือมีสติปัญญาไม่เพียงพอเท่ากับขณะที่เรากำลังเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพราะเรายังวุ่นวายอยู่กับกิจกรรมทางโลกของชีวิต ดังนั้น ในช่วงเวลาปกติที่ได้รับสิ่งไม่ดีๆ ก็จะมีการกำหนดรู้และแก้ไขแบบเอาตัวให้รอดจากอกุศลอย่างหยาบๆ ไปก่อน เช่นแทนที่จะโวยวายมากๆ ก็ลดเวลาโวยวายลง หรือพยายามไม่โวยวายเสียเลย แล้วก็หางานกุศลทำอย่างที่หลวงพ่อท่านให้คำแนะนำไว้ว่า "ย้ายอารมณ์" นั่นเอง โดยต้องมีเงื่อนไขด้วยว่า อารมณ์ที่ย้ายไปใหม่นี้ควรเป็นอารมณ์ของกุศลด้วย

อย่างที่บอกพี่เณรไปถึงความพลาดพลั้งของน้องกิ๊ฟว่า "คำพูดธรรมดาของเรากลายเป็นคำที่ทำร้ายจิตใจคนอื่นไปเสียนี่" อิอิ ..ตรงนี้เป็นนิสัยเพ้อเจ้อในวงสนทนาของน้องกิ๊ฟนั่นเองค่ะ บางทีก็ไปกระทบจุดด้อยของคนอื่นอย่างไม่ตั้งใจหรืออาจเหมือนไปดูหมิ่นเหยียดหยามเขาในบางที อย่างคำพูดคำแซวเล่นๆ นี่แหละค่ะ เช่น อ้วน ดำ เตี้ย ไม่สวย ไม่ดี แก่ ห่วย เป็นต้น ที่ก่อให้เกิดปัญหาได้ แล้วก็พลอยสงสารคนๆ นั้นด้วยที่เขาเข้าใจผิดแล้วก็จมปลักอยู่กับจุดด้อยของตนเองมากขึ้นไปอีก ...เรื่องแบบนี้คงบอกไม่ได้ว่าเราพูดด้วยความปรารถนาดี แต่ถ้าหากเป็นเรื่องที่ตั้งใจพูดด้วยความปรารถนาดีจริงๆ แล้วแต่ผู้ฟังเข้าใจผิดนั่นก็ไม่มีอะไรที่น้องกิ๊ฟจะต้องเสียใจ

หรืออย่างที่พี่เณรกระทำอยู่ในการตีแผ่ชีวิตให้ลึกซึ้งถึงก้นบึ้งแห่งอนุสัยเพื่อสร้างความสว่างกระจ่างใจมลก็ไม่เห็นมีที่ใดที่ควรจะไม่สบายใจหรือท้อแท้ เพราะนั่นอาจเป็นเพียงแค่คนๆ เดียวหรือน้อยคนที่รู้สึกในท่ามกลางคนอีกหลายสิบคนที่ได้รับประโยชน์อย่างมากมาย ..คำนวณถึงผลกำไรแล้วก็เรียกได้ว่าเป็นการพูดที่สร้างธรรมทานได้อย่างมหาศาลเลยนะคะ

แล้วก็ดีจังเลยค่ะที่พี่เณรนำคำของหลวงพ่อมาฝากในวันนี้ที่ว่า "คนเรามีสิทธิ์ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย " เพราะนั่นเป็นคำที่บ่งบอกถึงความยากลำบากของการมีชีวิต และก็เหมือนอนุญาตให้ชีวิตได้มีช่วงพักจากความเหนื่อยล้าบ้าง แต่ต้องรักษาเส้นทางเดินของตนไว้ด้วยความทรนงคงจุดยืนอย่างไม่หวั่นไหว

วันนี้ต้องขอนุญาตเขียนไว้เพียงแค่นี้ก่อนนะคะเพราะบ่ายนี้จะมีการตรวจ ๕ ส. ขนานใหญ่ที่สำนักงาน ขอกราบอนุโมทนาในกุศลที่พี่เณรได้กระทำแล้วและที่กำลังกระทำอยู่ด้วยค่ะ พร้อมกับกราบขอบพระคุณคำให้พรและกำลังใจจากพี่เณรด้วยนะคะ ขอให้พี่เณรและพี่ดอกแก้วมีความสุข สุขภาพแข็งแรงค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.ย. 2553 , 12:57:29 น.] ( IP = 125.27.181.33 : : )


  สลักธรรม 7

สวัสดีค่ะพี่เณรและน้องกิ้ฟที่คิดถึง

กว่าจะเสร็จธุระ คืองานชีวิตที่ไม่ทำไม่ได้ ก็ผ่านเวลาเช้ามาจนใกล้เพลอีกแล้วจึงมีโอกาสเข้ามาอ่านที่พี่เณรและน้องกิ้ฟได้คุยกันไปถึง ๓ สลักธรรมแล้วนะคะ

สลักธรรม คำนี้ดูดีจังเลยนะคะ เหมือนได้จารึกชื่อที่ดีงามลงบนแผ่นศิลาเลย และการที่ได้เข้ามาอ่านมาตอบคุย รู้สึกว่าตนเองได้วางรากศิลารักลงบนลานใจตนเอง

อ่านการคุยเรื่องอกุศลวิบากของน้องกิ้ฟกับพี่เณรแล้ว รู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยต่อจิตใจของทั้งสองท่านเลย ด้วยเพราะมีธรรมที่สลักไว้ในใจมากพอ พอที่จะมาเป็นเกาะป้องกันภัยที่จะเกิดต่อจนไถลไปสร้างกรรมไม่ดีได้เลยนะคะ ยิ่งถ้าไม่ใส่ใจในอารมณ์ของผู้อื่นได้มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่จริตนิสัยคิดมากและการคิดนั้นก็เข้าข้างตนเองด้วยการมองผิดคิดผิดไปจากกรรมและวิบากด้วยแล้ว ถ้าห่างๆออกมาได้สบายจริงๆค่ะ

พี่ดอกแก้วเองก็เช่นกัน ที่ไม่ใส่ใจกับความไร้สาระของความคิดเหล่านั้น เพราะถ้าขื่นเอามาเป็นธุระแล้ว งานที่ควรเจริญก็ต้องหยุดชะงักลงเพราะเห็นแก่เล็กแก่น้อย (คนเพียงบางคน)

การมีชีวิตที่เนื่องด้วยผู้อื่นเป็นทุกข์ยิ่งนักเป็นคำสอนของหลวงพ่อท่าน ที่ท่านพยายามจะสร้างเราให้มั่นคงในความดี และเห็นโทษจากการคลุกคลีกับหมู่คณะอย่างไม่เลือกคบ ทั้งๆที่ในมงคลสูตรก็มีหลักฐานวางไว้ เรื่องการไม่คบคนพาลนั่นเอง

คนพาล คือคนที่มีจิตใจขุ่นมัวเป็นปกติวิสัย โกรธง่าย น้อยใจง่าย เรื่องมาก คิดมาก ข้อแม้มาก ลักษณะเหล่านี้ท่านจัดว่าเป็นคนพาลนะคะ เพราะสิ่งที่เกิดในใจของเขานั้นย่อมสร้างปัญหามากมายให้แก่ตนเอง และลุกลามไปยังคนอื่นๆได้ตลอดเวลา

ดังนั้นถ้าอยากจะมีชีวิตที่สงบร่มเย็นแล้ว นอกจากจะต้องมีสติปัญญากำกับใจตนเองแล้วยังต้องถอยห่างออกจากคนที่ชอบสร้างปัญหาด้วยนะคะ

ขอให้ธรรมที่พี่เณรและน้องกิ้ฟเพียรสลักลงในใจแล้วนั้น เพิ่มพูนพลังมากขึ้น จนกล้าแข็งดั่งศิลาที่ถูกสลักลายธรรมที่งดงามได้ตลอดไปนะคะ

โดย พี่ดอกแก้ว [28 ก.ย. 2553 , 10:49:21 น.] ( IP = 58.9.135.120 : : )


  สลักธรรม 8



สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว

คำว่า "สลักธรรม" ดูไพเราะและศักดิ์สิทธิ์มากเลยค่ะ ..ภาษาสวยงามจะไร้ความหมายหากเขียนลงบนวัสดุที่ไม่สมควร ธรรมะก็เช่นกันหากไม่จารึกลงในใจที่ดีคุณค่าก็จะไม่ปรากฏ เหมือนอักษรในใบลานที่จรดจารแล้วพับเก็บไว้ในตู้พระไตรปิฎกอันงดงามแต่ไม่เคยมีใครได้เปิดอ่านสักทีก็เหมือนไม่มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง ส่วนที่มีการศึกษาธรรมแล้วนำมาปฏิบัติด้วยก็คงจัดอยู่ในกระบวนการสลักธรรมได้นะคะพี่ดอกแก้ว

การที่ได้มาอ่านและมาเขียนที่ลานธรรมแห่งนี้มีประโยชน์หลายอย่างที่นอกจากจะเป็นการเติมกุศลไปละลายความเห็นผิดแล้วยังเป็นการฝึกคิดให้อยู่ในความไม่ประมาทอีกด้วยค่ะ เพราะทุกครั้งที่ทั้งพี่ดอกแก้วและพี่เณรยกคำสอนของหลวงพ่อมาอธิบายหรืออ้างอิงนั้น น้องกิ๊ฟก็ได้ตรวจสอบไปในตัวว่าในเรื่องเหล่านี้เรามีการประพฤติปฏิบัติเป็นอย่างไร และมีความคิดเห็นแตกต่างไปจากเดิมหรือไม่ ซึ่งก็ได้ข้อสรุปว่ามีการพัฒนาทางความคิดและความรู้ที่มากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ยังไม่มากพอที่จะบริหารชีวิตให้ปลอดจากความเห็นผิดได้ทุกๆขณะ

อย่างเรื่อง "การมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่นเป็นทุกข์ยิ่งนัก" นี่ก็คิดว่าตัวเองสามารถพัฒนาขึ้นได้นิดนึง ขอยกตัวอย่างในบางเรื่องนะคะเช่น อุปนิสัยที่ไม่ชอบคนโกหก ..ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะโกรธมากและพาลไม่ชอบหน้าคนโกหกคนนั้นรวมทั้งไม่เชื่อถือคำพูดของเขาด้วย และสงสัยว่าเขาไม่กลัวบาปหรือย่างไร แล้วก็จะเก็บมารำพึงรำพันตำหนิติติงพฤติกรรมของเขาโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า สร้างบาปให้ตัวเองมากขึ้นด้วยการหมกมุ่นเพ้อเจ้ออยู่กับการทำอกุศลของคนอื่น แล้วก็ใช้เวลาอย่างไม่มีประโยชน์ด้วยการติดตามดูชีวิตคนอื่นให้ความสำคัญกับชีวิตของคนอื่นมากกว่าชีวิตตัวเอง ...นี่จึงเป็นความทุกข์ที่เนื่องด้วยผู้อื่นในแง่หนึ่ง

ต่อมาก็เริ่มปลดเงื่อนบ่วงนี้ได้ด้วยการตระหนักถึงคำสอนดังกล่าวและประจักษ์ชัดว่า เป็นทุกข์จริงๆ และเป็นทุกข์ใจที่ไร้สาระมาก เมื่อมีความเชื่อในเรื่องกรรมที่มากขึ้นและมองออกตามคำของหลวงพ่อที่ว่า "ใครทำใครได้" ก็เดือดร้อนใจน้อยลง ลดการเข้าไปร่วมเล่นละครชีวิตหรือไม่ไปก้าวก่ายชีวิตของผู้อื่นได้มากขึ้นแม้เขาจะไม่รู้ตัวก็ตาม ใครจะเป็นคนช่างโกหกก็ช่างเขาแต่เรามีหน้าที่สร้างทางชีวิตของตนให้ดีรักษาศีลไว้เท่าที่จะทำได้และระวังใจไม่ให้ไปให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านั้น ฉะนั้น โอกาสที่จะไปพบกับผู้ที่มีนิสัยเช่นนี้ในอนาคตก็จะน้อยลง

สำหรับในกรณีอื่นๆ ก็ใช้หลักการอย่างนี้แหละค่ะในการปลดบ่วงพันธนาการทุกข์ทางใจ รวมทั้งยังทำให้ไม่ตั้งตัวเป็นผู้บังคับบัญชาหรือบงการชีวิตใครๆ ได้อีกด้วย เพราะรู้ถึงสภาพธรรมชาติอย่างหนึ่งในชีวิตเลยว่า เรามักชอบที่จะบงการชีวิตผู้อื่นผ่านความปรารถนาดี และเมื่อพยายามที่จะฝึกชีวิตไม่ให้มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่นได้บ้างแล้วก็เริ่มรู้สึกว่ามีเสรีภาพมากขึ้นในการคิดและความเป็นอยู่ รวมทั้งทำอกุศลน้อยลงด้วยค่ะในเรื่องของโทสะและวจีทุจริต

และเมื่ออ่านคำแนะนำของพี่ดอกแก้วในเรื่องนี้แล้วก็ทำให้เห็นวงจรของความสัมพันธ์แห่งปัญหาได้กว้างขวางขึ้นเลยค่ะ โดยเฉพาะการมีจุดยืนอย่างมั่นคงในข้อที่ ๗ ของสับปุริสธรรม คือ รู้จักเลือกคบคน ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างมงคลชีวิตได้เป็นอย่างดี แล้วก็ตลกดีเมื่อคิดขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องของคนพาล...ที่เรามักเห็นว่าคนอื่นเป็นคนพาล แต่เราไม่มีกระจกมองสะท้อนตนเองเลยว่าเราหน้าบูดหน้าเบี้ยวขนาดไหนในขณะที่กำลังพูดถึงคนอื่นอยู่ว่าเขาเป็นคนพาล ..อิอิ

กลยุทธ์ที่จะไม่เป็นคนที่พาลง่ายๆ (แบบถูกชักชวน)นั้นก็คงต้องอาศัยวิธีการของพี่ดอกแก้วเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะที่จะต้องถอยใจให้ห่างออกมาจากขั้วแม่เหล็ก ซึ่งน้องกิ๊ฟคิดว่าเข้ากับคำสอนของหลวงพ่อเลยนะคะที่บอกว่า "หลีก ละ ลด เลิก" อิอิ ..พิจารณาแล้วคำสอนของหลวงพ่อนั้นเราจะทอดทิ้งไม่ใช้งานคำใดคำหนึ่งไม่ได้เลยนะคะ เพราะมักมีเรื่องราวเข้ามาให้เรานำคำสอนของท่านไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาอยู่เสมอ

กราบขอบพระคุณในคำพรของพี่ดอกแก้วเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ เพราะคำว่า "กล้าแข็งดั่งศิลาที่ถูกสลักลายธรรมที่งดงาม" ช่างเป็นคำที่มีคุณค่าอันประณีตยิ่ง ขอให้มีความสุขและสุขภาพแข็งแรงนะคะพี่ดอกแก้ว


โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2553 , 16:10:17 น.] ( IP = 113.53.196.108 : : )


  สลักธรรม 9

สวัสดียามเย็นครับน้องกิ้ฟ

ฝนตกหนักมากเลยครับที่บ้าน เสียงฟ้าคำรามดังสนั่นหวั่นไหว พี่เณรยืนมองดูฝนที่ตกพร้อมทั้งลมที่พัดแรงจนต้นไม้เอนไปมาแทบหักอยู่พักใหญ่ รู้สึกสงสารไปถึงชาวนาชาวไร่ที่ต้องเผชิญน้ำท่วมในขณะนี้ เรียกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไปเต็มๆเลย เวณกรรมจำเพาะเจาะจง มุ่งส่งอุดเงื่อนไข จริงๆเลยนะครับ เพราะทุกๆปีพวกเขาเหล่านั้นก็จะต้องพบกับน้ำท่วมนาไร่และบ้านช่อง พี่เณรเคยคิดไปว่า ทำไมเขาไม่ย้ายออกจากที่นั้นไปละ ทำไมจะต้องอยู่แบบนั้นทุกครั้งไปทั้งๆที่รู้ว่าน้ำต้องท่วมทุกปี อย่างที่อำเภอบางบาล จ.อยุธยานะครับ ชาวบ้านบอกว่าจะต้องอยู่แช่น้ำกันอย่างนี้ 2 ถึง 3 เดือน แต่พอรู้ว่าที่นั่นคือที่อยู่ที่อาศัย ที่ทำมาหากินของเขาจะให้เขาย้ายไปไหนได้ละ ชีวิตจำกัดไว้แค่นั้น ด้วยฐานะและสิ่งอื่นๆที่ทำให้ต้องทนและยอมรับชะตากรรมเช่นั้นทุกปีไป โถ๋..น่าสงสารจัง

มานึกถึงชีวิตของพวกเราที่เข้ามาศึกษาที่มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธินี้ นับว่าเป็นผู้มีกุศลวิบากดีพอใช้เชียวนะครับ ที่ต่างมีชีวิตที่ต้องดำเนินไปแบบไม่ลำบากยากแค้น มิหน่ำซ้ำยังมีเวลาที่จะปลีกตนเองออกมาหาความรู้ในหลักธรรมคำสอน คือพระอภิธรรมได้ ซึ่งต่างกับหลายๆชีวิตที่จะต้องอาศัยวันหยุดสร้างรายได้พิเศษเพื่อความอยู่รอดของตนและครอบครัว นี่ไงครับเวณกรรมจำเพาะเจาะจงนั่นเอง

ถ้าต่างคนมีเวลาพินิจชีวิตตนเองให้ดีแล้วจะสามารถมองเห็นความโชคดีของตนเองได้ นึกถึงคำของหลวงพ่อท่านขึ้นมาได้อีกครับที่ว่า มองทางโลกให้มองทางต่ำ แต่มองทางธรรมให้มองทางสูง ท่านสอนให้เรามองชีวิตให้เป็น เรามีความเป็นอยู่แค่นี้ก็ดีแล้ว คนที่เขาแย่กว่าเราลำบากมากกว่าเรายังมีอีกมากมายเพื่อจะได้หยุดยั้งจิตใจที่อมทุกข์และปากที่บ่นรำพึงถึงชีวิตไปในทางน้อยใจลงได้

ส่วนการมองทางธรรม คือภูมิธรรมในใจนั้น ก็อีกละครับ ท่านให้มองทางสูง เพื่อให้เห็นและยอมรับว่า ผู้ที่ฉลาดหลักแหลมด้วยปัญญามากกว่าเรานั้นมีอีกมากโข สิ่งที่เรามีเรารู้นั้นยังน้อยมาก เพื่อลดความทะนง ความมานะลำพองลงนั่นเอง

นอกจากนั้นท่านยังมีคำคมอีกนะครับที่ว่า คำพูดฟ้องปัญญา กิริยาฟ้องขันติ ตรงนี้ถ้าไม่ระมัดระวังน่าอายนะครับ เหมือนอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่เลย ยิ่งมาอ่านของพี่ดอกแก้วเรื่องการใช้ชีวิตให้ถอยห่างจากคำว่าพาล คือทั้งคนพาล และทั้งใจพาล คือตัวเราเองแล้ว แบบที่น้องกิ้ฟบอกนะครับ ทั้งเกิดขึ้นเองง่ายๆ หรือแบบถูกชักชวนก็ตาม ล้วนบ่งบอกได้ในธรรมที่มีอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจได้ดีเลยครับ และจริงที่สุดเลยครับน้องกิ้ฟที่เราทุกคนจะทอดทิ้งธุระ คือคำสอนเตือนใจของหลวงพ่อไม่ได้เลย มีแต่จะต้องเพียร "หลีก ละ ลด เลิก" ความไม่ดีที่เป็นอุปสรรคต่อความเจริญในสายธรรมให้ได้ พี่เณณจึงขอร่วมเส้นทางในการ สลักธรรมลงลานใจให้งดงามให้ได้ต่อไปครับโดยใช้กลยุทธ์ของหลวงพ่อท่านนั่นเอง.

มืดแล้วครับ พี่เณรขอแวะมาทักทายเท่านี้ก่อนนะครับ ขอให้น้องกิ้ฟ พี่ดอกแก้ว และทุกๆท่านหลับก็เป็นสุข ตื่นก็เป็นสุข ได้ทั่วกันนะครับ.

โดย พี่เณร [28 ก.ย. 2553 , 19:04:19 น.] ( IP = 58.9.135.120 : : )


  สลักธรรม 10

สวัสดียามเช้าค่ะพี่เณร และน้องกิ้ฟ

หลังจากที่ฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้เช้าวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสและอากาศดีค่ะ เหมือนคำว่า ฟ้าหลังฝนงามตาจริงๆเลย และยิ่งได้มาเห็นรูปพระธรรมจักรที่น้องกิ้ฟนำมาให้ดูแล้วยิ่งสุขใจค่ะ

สุขใจ เพราะรู้แก่ใจว่า จวบจนวันนี้พระธรรมคำสอนของพระองค์ยังแผ่พระเมตตาธิคุณแก่เราทั้งหลายอยู่ ให้ได้เรียนรู้ชีวิต สร้างความเห็นถูก และมีหลักธรรมที่จะคลายความผูกพันลงได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเพียรของเราเองลำพัง

ขันตี ปรมํ ตโปตีติกขา ยังเป็นหลักธรรมที่ยิ่งใหญ่ในการใช้ชีวิตเสมอมา โดยเฉพาะยามนี้ยามที่โลกมีความเปลี่ยนแปลงไปในทางแย่ลง ทั้งอากาศ ทั้งฟ้าฝนและพายุที่มีมากๆจนทำให้เกิดความเดือดร้อนกันไปทั่ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับวิบากกรรมของแต่ละคนจริงๆ ดังเช่นที่พี่เณรบอกเลยว่า เวณกรรมจำเพาะเจาะจง ทีเดียว

ยิ่งคำที่น้องกิ้ฟยกมาจากคำสอนของหลวงพ่อเสือท่าน "หลีก ละ ลด เลิก" ยิ่งมีความจำเป็นที่สุดเพราะเป็นการหลีกออกจากกรรมชั่วทั้งหลาย ละความกำหนัดยินดีลง ลดปริมาณกิเลสที่ก่อกวนจิตให้ใหลลงต่ำ และเลิกจากการเดินทางในเส้นทางสายเดิมที่คละเคล้าไปด้วยตัณหาและอุปาทาน ถ้าทำได้ในชีวิตตนความเบาก็จะปรากฏขึ้นแน่นอน

ชีวิตเป็นของหนักทั้งกายและใจ จึงจะต้องละวางลงบ้าง พยายามเลิกยึดถือสิ่งต่างๆไว้อย่างเหนียวแน่น ด้วยความจริงที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง เป็นทุกข์และบังคับบัญชาไม่ได้ พี่ดอกแก้วหมั่นระลึกเสมอเพื่อทำความเบาใจให้เกิดขึ้น และก็ยังเพียรปฏิบัติเพื่อเข้าไปประจักษ์ชัดในพระไตรลักษณ์ที่มีอยู่แท้จริงในรูปในนามนั่นเอง เพื่อจะได้วางภาระได้อย่างแท้จริง

การที่นำกฏพระไตรลักษณ์มาระลึกบ่อยๆ ช่วยให้ใจสงบจากอารมณ์ต่างๆได้บ้างก็ตาม แต่ด้วยความอุปาทานในขันธ์ที่ติดแน่นเกินใจแค่ละลึกได้ จึงยังทำให้วางใจได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ถ้าเมื่อใดจิตได้เข้าไปประจักษ์ชัดถึงธรรมชาติของชีวิตจริงๆแล้ว คือปัญญาที่เข้าไปเห็นการเกิดดับของรูปและนามตามสภาวะธรรมที่มีอยู่ ก็จะเป็นมีพลังจากปัญญาญาณนั้นๆมาสลัดละวางอารมณ์ที่เคยยึดถือออกไป ด้วยเพราะเห็นโทษและภัยของรูปนามที่เคยรู้สึกว่ามีสาระแก่นสารนันเอง

พระธรรมจักรที่พระพุทธองค์ทรงเข็นให้เคลื่อนออกมาจากจิตใจที่มืดหนาของปุถุชน โดยมีพระโกณฑัญญะเป็นผู้รู้ตามองค์แรกจึงยังความสันติสุขคือพระนิพพานมาสู่ปวงสัตวโลกผู้มีศรัทธาถึงพร้อมได้นะคะน้องกิ้ฟ

ขอบพระคุณมากนะคะที่นำภาพพระธรรมจักรมาให้พี่ดอกแก้วได้สุขใจที่รู้ว่า ทางที่ควรดำเนินและกำลังเพียรแกะรอยทางอยู่นั้นประเสริญยิ่งนะค่ะ

โดย พี่ดอกแก้ว [29 ก.ย. 2553 , 09:49:42 น.] ( IP = 115.87.155.45 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ][ 4 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org