| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แก้ปัญหา
สลักธรรม 11
สวัสดีค่ะพี่เณรและพี่ดอกแก้ว
ตั้งใจนำภาพพระธรรมจักรมาประกอบในคราวที่แล้วก็เนื่องมาจากคำว่าสลักธรรมของพี่ดอกแก้วนั่นแหละค่ะ เพราะกว่าจะเป็นพระธรรมจักรอันสวยงามก็ต้องมีการสลักลวดลายลงบนศิลา และลวดลายบนศิลาที่น่าศรัทธายิ่งก็คือลวดลายของพระธรรมจักรนั่นเองที่ประกอบไปด้วยดุม-กำ-และกงเกวียนที่เวียนออกจากสังสารวัฏ อิอิ...รู้สึกดีมากเลยค่ะที่พี่ดอกแก้วชอบภาพนี้
และสำหรับในความเห็นของพี่เณรที่เกี่ยวกับผู้ประสบอุทกภัยนั้น ก็ทำให้เกิดมุมมองขึ้นว่าความเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีความเลวร้ายในด้านต่างๆ มากขึ้นทุกวันนี้ ทำให้แบ่งแยกได้ถึงความโชคดีที่แต่ละคนได้รับเลยนะคะ ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าสถานการณ์การณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ฟ้องถึงอดีตกรรมที่แต่ละคนทำมานั่นเอง
และเมื่อเรารู้ว่าเราอยู่ในส่วนของผู้ที่โชคดีก็คงจะยังนิ่งนอนใจไม่ได้เพราะความโชคร้ายอาจกำลังเดินทางมาหาเราอยู่ การที่มีจิตใจที่ไร้เมตตากรุณาต่อผู้ประสบภัยก็เป็นเหมือนการเปิดประตูสู่ความโชคร้ายอย่างหนึ่งนะคะเพราะปิดกั้นกุศลทานของตนเองมิให้เกิดขึ้น
รู้สึกมีความสุขและประทับใจเสมอเลยค่ะที่ได้ในอยู่ในบรรยากาศที่หลวงพ่อเสือท่านนำอธิษฐานจิตเพื่อประกอบกุศลทานในแต่ละคราวเพราะเพียบพร้อมไปด้วยเจตนาอันประณีตเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคข้าวของหรือทรัพย์สินเงินทองซึ่งเราก็มีใช้กันอยู่เสมอกับฐานะนี่แหละ แต่เมื่อหลวงพ่อท่านนำการตั้งเจตนาแล้วการกระทำทานนั้นก็จะกลายเป็นสามีทานที่ประณีตขึ้นมาทันที
เพราะนอกเหนือจากเจตนาพื้นฐานในการเกื้อกูลเพื่อสงเคราะห์ผู้ประสบทุกข์แล้ว ยังมีการแจกแจงให้เห็นสภาพความบกพร่องในชีวิตของเราในด้านต่างๆ ความไม่พร้อมในทรัพย์ที่จะใช้ชีวิตเพื่อปฏิบัติธรรม ความโชคดีที่เรายังมีมากกว่าผู้ประสบภัย รวมความก็คือความแตกต่างในเรื่องกรรมและผลของกรรมที่แต่ละคนสร้างมา และท่านก็น้อมใจให้เห็นถึงสิ่งที่ควรจะใหม่ให้เป็นเสบียงบุญที่ดี นอกจากนี้ท่านยังนำให้มีเจตนาที่จะชำระความตระหนี่หวงแหนในทรัพย์ที่ได้มาโดยสุจริตนั้นซึ่งเป็นประการสำคัญยิ่งที่จะเป็นบันไดนำไปสู่การละกิเลสที่ละเอียดยิ่งขึ้นให้หมดสิ้นเพื่อเข้าถึงพระนิพพาน
ความรู้สึกที่กระทำทานอย่างมีพลังด้วยความไม่ตระหนี่นี้ทำให้จิตใจมีอิสระมากเพราะไม่หวังในผลใดๆ และเบิกบานในชัยชนะที่มีอยู่ถึงสองชั้นคือการไม่เห็นแก่ตนและการสละเพื่อผู้อื่น ฉะนั้น การร่วมสร้างกุศลทานไปกับหลวงพ่อจึงไม่ได้มีความสำคัญที่จำนวนทรัพย์ที่บริจาค เพราะไม่ว่าจะสละทรัพย์จำนวนเท่าใดแต่ละคนก็ได้ในเป้าหมายที่สูงค่าเช่นเดียวกันคือการชำระกิเลสนั่นเอง ..อย่างที่ท่านใช้คำพูดที่น่าประทับใจว่า "เปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นอริยทรัพย์"
เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วคำสอนของหลวงพ่อทุกข้อความนั้นเป็นเหมือนบันไดสู่สติปัฏฐานเลยนะคะ ที่จัดชีวิตของเราให้มีระเบียบในด้านต่างๆ และเตรียมความพร้อมให้มีทักษะในเรื่องของทานและศีลอันเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐาน เตรียมความพร้อมในเรื่องของสติและปัญญาโดยสอดแทรกเรื่องของศรัทธาทั้งสี่ลงไปให้เราประจักษ์ใจยิ่งขึ้น ซึ่งเพียงแค่เรานำคำสอนของหลวงพ่อท่านมาประพฤติปฏิบัติ ความทุกข์อันเนื่องมาจากโลกธรรมก็ลดน้อยลงไปมากเลยค่ะ
และก็รู้สึกว่าความชำนาญในการประพฤติปฏิบัตินั้นจะช่วยส่งผลให้การเจริญสติปัฏฐานของเราเป็นไปอย่างคล่องตัวขึ้น ..ซึ่งอย่างน้อยๆ ก็คำว่า "ทางโลกให้มองทางต่ำ ทางธรรมให้มองทางสูง"ที่พี่เณรยกมานี่แหละค่ะ ที่มาเป็นอาวุธช่วยตัดความมานะลำพอง และการผลักดันให้มีความเพียรยิ่งๆ ขึ้นไป โดยไม่ผูกพันความรู้สึกไว้กับการเข้าปฏิบัติในแต่ละครั้งว่าต้องได้อะไรดีๆ แต่จะกลายเป็นการใช้ชีวิตแบบ "หน้าที่ อยู่ที่หน้า" กำหนดรู้ด้วยสติปัญญาไปเรื่อยๆ ตามสภาพ
สิ่งที่พี่ดอกแก้วสรุปในช่วงท้ายนั้นกระตุ้นเตือนความเพียรในการเจริญวิปัสสนาได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ เพราะแม้จะนำไตรลักษณ์มาพิจารณาบ่อยๆ ก็ช่วยได้เพียงให้เกิดความสงบจากความฟุ้งซ่านรำคาญใจ แต่ยังไม่อาจกำจัดอุปาทานอันเป็นเหตุใหญ่ของความทุกข์ให้สิ้นไปได้ มีแต่การเข้าไปรู้จริงด้วยปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้วางใจลงได้อย่างถาวร ... เพราะบ่อยครั้งเลยนะคะที่เรากลับมาฟุ้งซ่านหวั่นไหวกันในเรื่องเดิมๆ แม้จะมีการปลอบใจด้วยปริยัติกันไปหลายครั้งหลายคราวแล้วก็ตาม ซึ่งต่างจากเส้นทางการหมุนของพระธรรมจักรไปคนละทิศเลยนะคะที่หมุนออกจากสังสารวัฏแล้วก็ไม่เคยย้อนกลับมาอีก ผู้ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็ไม่เคยย้อนกับมาให้เราพบเจอได้อีกเลย คงมีแต่ร่องรอยที่ทิ้งไว้ให้เราเดินตามกันต่อไป
กราบขอบพระคุณพี่เณรและพี่ดอกแก้วมากนะคะที่มาให้แง่คิดและมุมมองที่ดีๆ สลับกับการงานในวันนี้ ขอให้มีความสุขและสุขภาพแข็งแรงทั้งสองท่านนะคะ
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.ย. 2553 , 16:19:50 น.] ( IP = 118.173.241.19 : : )
สลักธรรม 12
สวัสดียามเย็นครับน้องกิ้ฟ
ชอบจังเลยครับกับคำว่า "เปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นอริยทรัพย์" ดูเหมือนชีวิตมีโอกาสที่ดีงามและเดินตามทางพระอริยได้บ้างเลยนะครับ แม้จะเป็นการกระทำได้เพียงส่วนน้อยคือ ทาน ก็ยังดีนะครับ เพราะบันไดชีวิตที่ท่านผู้เจริญแล้วทั้งหลาย ล้วนดำเนินไปพร้อมความเสียสละ ที่เรียกว่า ทานหรือจาคะ ประพฤติตนอยู่ในศีลอย่างมั่นคง และดำรงชีวิตเจริญอยู่ด้วยปัญญา ที่เรารู้จักกันดีว่า " ทาน ศีล ภาวนา "
ดังนั้นการที่มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์หรือสิ่งของเท่าที่ตนมีความสามารถแล้วจะรู้สึกปลื้มปิติใจเสมอทุกครั้ง และอย่างที่น้อยกิ้ฟบอกนะครับ ถ้าได้มีโอกาสตั้งใจกล่าววาจาที่เปล่งไปเพื่อชำระความเห็นแก่ได้ ตามที่หลวงพ่อท่านนำยิ่งทำให้การกระทำนั้นดูมีค่ายิ่ง...
สัตว์ที่อยู่ ณ.เบื้องหน้าของข้าพเจ้านี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย มีเจตนามุ่งหมายจะให้อิสระภาพแก่ท่านนั้น ขอกุศลเจตนา จงช่วยอุดหนุนและชักพา ให้ท่านทั้งหลาย จงมีความสุขกาย จงมีความสุขใจ มีอาหารการกิน มีที่อยู่อาศัย ได้โดยสมบรูณ์ สามารถนำพาชีวิต ฟันฝ่าอุปสรรค ผ่านพ้นอันตราย ภัยพิบัตินานาประการ ได้ทั่วหน้าทุกท่านเทอญ จงเป็นสุขๆเถิดๆๆ
คำกล่าวนำปล่อยสัตว์ของหลวงพ่อที่พาพวกเราปล่อยนกนั้นยังตราตรึงใจพี่เณรเสมอมาไม่เลือนลืมเลย ทุกถ้อยคำมีแต่น้ำใจที่มากไปด้วยความเมตตาจริงๆ และสุภาพอ่อนโยนมากด้วยนะครับน้องกิ้ฟ ยิ่งเห็นอากัปกิริยาของท่านด้วยยิ่งซาบซึ้ง
ทางแห่งความดีทั้งหลาย หลวงพ่อท่านทั้งสอนและทำตัวอย่างให้แก่เราได้เห็นเสมอมา เป็นการหล่อหลอมจิตใจพวกเราให้อ่อนโยนและมีความเคารพในธรรม คือความดีนั้นๆเสมอมา เหมือนดังที่น้องกิ้ฟบอกเลยว่า " คำสอนของหลวงพ่อทุกข้อความนั้นเป็นเหมือนบันไดสู่สติปัฏฐาน "
ซึ่งบันไดชีวิตที่พาจิตก้าวขึ้นสูงนี้ นอกจากจะมีหลวงพ่อท่านเป็นผู้นำทางและบอกวิธีไว้อย่างดีแล้ว ถ้าเราไม่ก้าวเดินตามก็ไม่มีใครช่วยเราได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ใครทำใครได้จริงๆครับ
เช่นเดียวกันครับ พี่เณรเองก็ได้รับสิ่งดีๆแง่คิดเด่นๆจากน้องกิ้ฟกับพี่ดอกแก้วทุกครั้งที่ได้มาอ่าน นี่ไงครับการมีกัลยาณมิตรย่อมเกิดแต่ประโยชน์เสมอ ขอให้พี่ดอกแก้วแข็งแรงมีพลานามัยที่สมบรูณ์ อยู่เป็นที่พึ่งแก่น้องๆในการแนะนำทางสว่างด้วยแง่คิดแห่งปัญญาต่อไปนานๆ น้องกิ้ฟก็เช่นกันครับ ขอให้อายุมั่นขวัญยืน สามารถกระทำชีวิตให้มั่นคงยิ่งด้วยปัญญาสมความปรารถนาที่น้องกิ้ฟตั้งใจและมีโอกาสมาร่วมสร้างความรู้และแง่คิดที่ดีที่เจริญร่วมกับพี่เณรต่อไปได้นานๆนะครับ.โดย พี่เณร [29 ก.ย. 2553 , 17:50:32 น.] ( IP = 115.87.155.45 : : )
สลักธรรม 13
สวัสดีค่ะพี่เณร สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว
คำแผ่เมตตาที่พี่เณรนำมาให้ย้อนระลึกถึงกุศลสามัคคีที่เราได้ทำร่วมกันเสมอทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ในกาลก่อนนั้นทำให้นึกถึงภาพของหลวงพ่อเสือได้อย่างแจ่มชัดเลยค่ะ แล้วก็รู้สึกถึงความสุขใจที่เกิดขึ้นด้วย อาจกล่าวได้เลยว่าช่วงเวลาแห่งการแผ่เมตตาเพื่อให้อิสรภาพแก่สัตว์ที่ถูกกักขังนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความศักดิ์สิทธิ์อีกช่วงหนึ่งที่สร้างความตั้งมั่นให้ใจของพวกเรามุ่งไปในทิศทางเดียวกันอย่างพร้อมเพรียงไม่แตกแถว ซึ่งเหมือนกับนกที่เกาะคอนเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบรออิสรภาพอยู่เช่นเดียวกัน
พลอยทำให้คิดเปรียบเทียบไปได้ว่า เหมือนกับมีกรงซ้อนกันอยู่สองชั้น กรงชั้นในสุดก็คือกรงนกที่ถูกหลวงพ่อเสือปลดปล่อยร่วมกันลูกศิษย์ ส่วนกรงชั้นนอกนี้ก็คือกรงของพวกเราเองที่เป็นลูกศิษย์ที่ถูกกักขังอยู่อย่างไม่รู้ตัว และหลวงพ่อก็พยายามมาช่วยเปิดกรงปลดปล่อยไปสู่อิสรภาพแต่เราก็ไม่พยายามขยับปีกเพื่อบินออกไป ...อิอิ ในสายตาของหลวงพ่อแล้วพวกเราคงดูน่าสงสารไม่น้อยเลยนะคะ อาจเรียกได้ว่าเป็นอารมณ์ชนิดทุกขิตสัตว์ของท่านก็ได้ เพราะท่านมีความเมตตาและกรุณาต่อพวกเรามากเหลือเกิน
การใช้ชีวิตตามคำสอนของหลวงพ่อนั้นน้องกิ๊ฟรู้สึกว่าเหมือนเรามีรั้วรอบบ้านที่ปลอดภัย มีหน้าที่หมั่นดูแลอาณาเขตของตนเองให้ดีและไม่ทำให้ข้างบ้านเดือดร้อน เมื่อบ้านมีความสงบเรียบร้อยดีแล้วเวลาที่เหลืออยู่จากการที่ไม่ต้องไปคอยแก้ปัญหาใดๆ ก็จะเอื้ออำนวยให้เราใช้เวลาไปเพื่อการเจริญสติปัฏฐานได้มากขึ้นและมีความฟุ้งซ่านที่น้อยลง
ซึ่งสำหรับใครจะเป็นอย่างไรนั้นน้องกิ๊ฟก็ไม่ทราบนะคะแต่สำหรับตัวเองแล้วการที่จัดสภาพแวดล้อมของตนเองให้ดีและมีการเจริญสติปัฏฐานควบคู่ไปด้วยนั้นได้ปรับเปลี่ยนชีวิตให้มีคุณภาพขึ้นมากเลยค่ะ ..อย่างน้อยๆ ที่เห็นได้ชัดก็คือ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจน้อยลงและลดระยะเวลาความต่อเนื่องของเรื่องราวให้สั้นลงได้มากจบได้เร็วขึ้นด้วย
ตรงนี้คิดว่าคงเป็นผลพลอยได้ของการใช้ชีวิตที่กำหนดรู้อยู่บ่อยๆ เลยทิ้งการคิดมากวกวนไปในเวลาเดียวกัน ความเคยชินที่รับกระทบแล้วรู้หรือรู้สึกที่ทำอยู่เสมอก็เลยทำให้สิ่งที่เรียกว่า"ความฝังใจ" คลายตัวลงไป ใครจะดีจะร้ายก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นได้บนโลกนี้ จึงไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปปฏิเสธความมีอยู่ของธรรมชาติเหล่านั้น และเมื่อรู้ว่าไม่ใช่หน้าที่จึงไม่มีอะไรที่ต้องมากลุ้มใจหรือฟุ้งซ่านไปให้เสียเวลา
ระยะหลังๆ มานี่น้องกิ๊ฟใคร่ครวญเสมอถึงคำสอนของหลวงพ่อที่ว่า "เวลาจะมีค่า เวลานั้นย่อมต้องประกอบไปด้วยปัญญา" ซึ่งคงไม่ใช่จะเน้นเฉพาะเรื่องการเจริญวิปัสสนาเท่านั้น แต่น้องกิ๊ฟนำไปปรับใช้กับเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่นถ้าหากรู้ว่าการสนทนากันเริ่มจะเป็นอกุศลมากแล้วก็เปลี่ยนเรื่องใหม่ หรือปลีกตัวไปทำอย่างอื่นที่ดีกว่าเสียเวลาไปกับอกุศลจิตของผู้อื่นที่แถมจะทำให้เราเกิดอกุศลได้อีกด้วย คือทำอย่างที่หลวงพ่อท่านสอนไว้นั่นแหละค่ะว่า เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้แต่เราเปลี่ยนตัวเองได้
ฉะนั้นแทนที่เราจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้อื่นแล้วยอมให้อกุศลเกิดขึ้นมากๆ ก็คงจะไม่ดี เข้าทำนองที่หลวงพ่อท่านบอกว่า "กลัวเขา เราแย่" นั่นเอง เพราะเราเองก็มีเชื้ออกุศลเหล่านั้นอยู่เต็มใจเป็นสมบัติประจำตนเช่นกัน เมื่อมีไฟมาสุมก็ง่ายเลยที่จะลุกโพลงขึ้นพร้อมกับมีความร้อนติดตามมา
วันนี้น้องกิ๊ฟยังมีงานที่ต้องใช้เวลาอ่านอีกมาก ขอเขียนไว้เท่านี้ก่อนนะคะ ..ขอให้พี่เณรและพี่ดอกแก้วมีความสุขมากๆ มีสุขภาพแข็งแรง และมีพลังที่จะทำกุศลบารมีให้เปี่ยมล้นยิ่งขึ้นค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [30 ก.ย. 2553 , 14:04:21 น.] ( IP = 125.27.181.47 : : )
สลักธรรม 14
สวัสดีค่ะพี่เณร สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟ
เข้ามาเห็นภาพถนนที่มีดอกไม้ร่วงเต็มถนนของพี่เณรและน้องกิ้ฟแล้วสดชื่นดีค่ะ เหมือนถนนที่ปูลาดไว้เพื่อให้ชีวิตที่เบิกบานเดินก้าวเข้าไปเลยนะคะ แต่ทั้งสองภาพไม่มีรูปของคนที่เดินอยู่เลย ทำให้พี่ดอกแก้วคิดเลยไปว่า " ทางมีอยู่ แต่ผู้เข้าเดินในทางไม่มี " คงต่างมัวเดินอยู่บนถนนสายอื่นกันหมด หรือไม่กำลังเดินทางมาแต่ยังไม่ถึงทางที่สวยงามเช่นนั้น พี่ดอกแก้วยังคิดถึงคำของหลวงพ่อเสือท่านอีกคำที่ว่า เหนื่อยก็พัก หนักก็วาง จึงนำรูปเก้าอี้ที่เรียงกันมากมายมาฝากให้ชมค่ะ และเป็นเก้าอี้รายทางที่ว่างจากผู้นั่งพัก ซึ่งเหมือนชีวิตของคนทั้งหลายที่มัววุ่นวายอยู่กับการทำมาหากินเลี้ยงปากท้องจนไม่มีเวลารู้ว่าตนเองนั้นทั้งเหนื่อยและหนักมามากแล้ว
ด้วยความไม่รู้นี้จึงต่างมุ่งไป เพ่งไปในลาภ ยศ สรรญเสริญ และหาความสุขจอมปลอมมาให้แก่ตนเองอย่างไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย และไม่ยอมวางภาระลงทั้งๆที่บางเรื่องสามารถปลดวางได้แล้ว นี่ไงคะเก้าอี้ที่เรียงรายไว้พักจึงว่างเส้นทางสายดอกไม้จึงไม่มีคนเดิน
นึกไปตามที่น้องกิ้ฟเปรียบเหมือนมีกรงซ้อนกันอยู่ ๒ ชั้น ที่หลวงพ่อท่านเพียรพยายามเปิดกรงให้ทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกรงนก หรือกรงขังใจของเราๆ ให้สู่อิสระภาพเห็นจริงตามเลยค่ะ น้องกิ้ฟช่างเปรียบเทียบได้ดีจัง และยังจำลองภาพทางใจที่ว่าพวกเรานั้นต่างเป็นทุกขิตสัตว์ที่ทำให้หลวงพ่อท่านเกิดกรุณาจิตได้เสมอๆ
การที่มีชีวิตเป็นทุกข์แท้ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็สามารถที่จะไม่เพิ่มความทุกข์ให้แก่ตนเองได้เช่นกันหากมีความคิดที่รอบคอบ อันเกิดจากความรอบรู้ในกรรมและวิบาก และมีความเพียรพยายามที่จะปลีกหรือหลีกหนีจากเรื่องราวที่ไร้สาระจากบุคคลที่มากด้วยโหมะจริต ดังที่น้องกิ้ฟกำลังดำเนินใจตนเองอยู่นั้นละคะ พี่ดอกแก้วว่าถูกที่สุดเลย เพราะ ไม่มีใครทำให้เราตกต่ำได้หากเราไม่ยินยอม และมั่นใจในคุณความดีว่าทำมากได้มากแล้ว ซักวันปริมาณน้ำที่มีมากกว่าย่อมดับไฟกิเลสได้แน่นอนค่ะ
ฝนจะตกอีกแล้วค่ะ ต้องยุติการสนทนาธรรมไว้ก่อนนะคะ เกรงว่าฟ้าที่กำลังร้องดังตอนนี้จะผ่าลงมาแล้วไฟฟ้าจะดับนะคะ ของให้น้องกิ้ฟและพี่เณร ก้าวถึงถนนสายดอกไม้ได้โดยเร็วนะคะ สวัสดีค่ะโดย พี่ดอกแก้ว [30 ก.ย. 2553 , 17:33:22 น.] ( IP = 58.9.45.168 : : )
สลักธรรม 15
สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว สวัสดีค่ะพี่เณร
๕๕๕ ...พี่ดอกแก้วช่างสังเกตจังเลยค่ะ น้องกิ๊ฟนำภาพนี้มาลงต่อจากพี่เณรเพื่อจะได้สื่อถึงชีวิตที่อยู่ระหว่างการเดินทาง แล้วก็เลือกภาพที่มีเก้าอี้มาเพิ่มให้สามตัวเผื่อจะนั่งคุยกันในบรรยากาศที่สดชื่น อิอิ ..และในที่สุดพี่ดอกแก้วก็มาเหนือเมฆเลย นำภาพที่มีเก้าอี้มากมายสุดลูกหูลูกตามารอรับนักเดินทางที่อาจรู้สึกเหนื่อยแล้วก็จะได้พักกันบ้าง
และก็ได้ความรู้สึกถึงความวังเวงบนเส้นทางมากเลยค่ะ ซึ่งก็ต้องยอมรับโดยดุษฎีว่า เส้นทางสายดอกไม้โรยร้างจากผู้ดำเนินก็เพราะต่างก็มีความไม่พร้อมที่จะออกเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นความไม่พร้อมในทรัพย์ที่ต้องประกอบอาชีพการงาน หรือความไม่พร้อมในศรัทธาและปัญญาที่จะออกเดินทางแม้จะมีทรัพย์ที่เพียบพร้อมแล้วก็ตาม
เรื่องไม่พร้อมในทรัพย์นี่น้องกิ๊ฟว่า ยังเป็นอุปสรรคที่แก้ไขง่ายกว่าความไม่พร้อมอีกแบบหนึ่งนะคะ เพราะรู้จักพอเมื่อไหร่ความรวยก็เกิดขึ้นทันทีและวางมือจากอาชีพลงได้ หรือถ้ายังไม่แน่ใจในฐานะ..ในขณะที่เราประกอบอาชีพไปเราก็สามารถประกอบบุญกิริยาวัตถุต่างๆ ได้ รวมไปถึงการเจริญกรรมฐานตามระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการพยายามสร้างความพร้อมไปเรื่อยๆ
ส่วนคนที่ไม่มีปัญหาเรื่องการเลี้ยงชีพบางคนแต่จมอยู่กับการหาความสุขจอมปลอมในด้านอื่นก็คงจะถอนตัวขึ้นยากจากกามสุขเหล่านั้นเพราะชีวิตดูมีพร้อมไปหมดจนบดบังสภาพของความทุกข์ไป คนแบบนี้ก็ดูจะน่าสงสารกว่าคนที่ไม่พร้อมแต่ยังมีปัญญาอยู่บ้าง และคนที่น่าสงสารที่สุดคือคนที่ไม่พร้อมในการดำรงชีวิตด้วยและไม่มีปัญญาด้วยนั่นเอง ..ทำให้นึกถึงคำหลวงพ่อเลยค่ะที่ท่านบอกว่า "รู้จักพอแล้วจึงดี ไม่ใช่หาจนแล้วแล้วจึงพอ" เพราะเมื่อไหร่ที่ยังไม่พอในเรื่องของกามด้านต่างๆ โอกาสที่จะมาเดินบนเส้นทางสวยๆ แล้วมาแวะพักนั่งเก้าอี้ที่พี่ดอกแก้วเตรียมไว้ก็คงจะยากเต็มที
น้องกิ๊ฟชอบสโลแกนของพี่ดอกแก้วมากเลยค่ะที่บอกว่า "ไม่มีใครทำให้เราตกต่ำได้หากเราไม่ยินยอม" เพราะทำให้เกิดแง่คิดได้หลายมุมเลยค่ะ หนึ่งคือทำให้เห็นว่าคำติฉินนินทาหรือความเข้าใจผิดของผู้อื่นไม่มีค่าน่าสนใจ สองคือสอนให้รู้จักการทวนกระแสหากตกอยู่ในท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี สามคืออย่าไปโทษคนอื่นในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแต่ให้ดูข้อบกพร่องของตนเองเป็นหลัก และสี่ก็คือความสำเร็จทั้งหลายย่อมต้องอาศัยตนเองเท่านั้น
ในประเด็นที่สี่นั้นอาจมีใครสักคนคิดต่างไปว่า น่าจะต้องอาศัยผู้เกื้อกูลหรือครูบาอาจารย์ เป็นต้น ซึ่งก็ใช่ค่ะที่เราต้องอาศัยกัลยาณมิตรด้วย แต่การที่จะมีกัลยาณมิตรหรือไม่ก็อยู่ที่ว่าเราได้สร้างเหตุที่จะได้พบกัลยาณมิตรมาด้วยหรือเปล่า ซึ่งก็คือเหตุผลในเรื่องของกรรมและวิบากนั่นเอง เมื่อพูดถึงตรงนี้แล้วก็ทำให้นึกถึงบุญกิริยาวัตถุประการสุดท้ายคือ "ทิฏฐุชุกรรม" ขึ้นมาทันทีที่หากเราไม่สร้างไว้มากๆ ก็มีโอกาสที่จะห่างไกลรัศมีพระธรรมไปอย่างลิบลับ หรือบางคนได้พบกัลยาณมิตรแล้วแต่ด้วยเหตุที่สร้างมาไม่พอก็เลยทอดทิ้งกัลยาณมิตรไปเสียเฉยๆ ดีไม่ดีเห็นกัลยาณมิตรเป็นอมิตรก็มี
พูดมาถึงตรงนี้แล้วทำให้นึกถึงคำของหลวงพ่อเสือที่ท่านบอกว่า "คนเราอาจจะเก่งเกินกัน แต่ไม่เก่งเกินกรรม" ซึ่งในเรื่องนี้น้องกิ๊ฟขอพูดถึงเพียงแง่เดียวว่า เพราะต่อให้หลวงพ่อท่านเก่งอย่างไรก็ไม่สามารถจะดลบันดาลให้เราเร่งเดินไปบนเส้นทางสายดอกไม้นั้นได้
กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วมากนะคะที่มาทำให้ฉุกใจได้ยิ่งขึ้นในโอกาสดีที่เรากำลังจะเสียไปทุกทีกับวันเวลาที่มากขึ้นพร้อมไปกับความเปลี่ยวร้างของเส้นทางที่สวยงาม ขอให้มีความสุขและสุขภาพแข็งเรงนะคะพี่ดอกแก้ว และพี่เณรด้วยค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ต.ค. 2553 , 16:32:51 น.] ( IP = 115.87.182.98 : : )
สลักธรรม 16
สวัสดีครับน้องกิ้ฟ
วันนี้พี่เณรเพิ่งมีโอกาสเข้ามาช่วงเย็นนี่ละครับ เพราะออกไปธุระมาครับ กลับมาก็เพลียๆด้วย สงสัยจะเป็นหวัดแน่เลย พรุ่งนี้ก็ต้อองไปธุระแต่เช้าที่อยุธยาอีกครับ
มาเห็นเก้าอี้พี่ดอกแก้ว และเห็นดอกบานไม่รู้โรยของน้องกิ้ฟ เข้ากับความรู้สึกเลยครับ เพราะเหนื่อยกับชีวิตอยากพักมากๆแต่ก็ยังไปไม่ถึงครับ ต้องเพียรเดินต่อไปแม้จะอ่อนล้ากับโชคชะตาก็ตาม ด้วยความเข้มแข็งและมั่นคงด้วยศรัทธาแล้ว สักวันคงจะเป็นได้เหมือนชื่อดอกไม้นี้นะครับ " บานไม่รู้โรย "
พี่เณรนึกถึงเพลงที่เราใช้เปิดกันที่อภิธรรมขึ้นมาเลยครับ เปรียบชีวิตก็เหมือนแรงเทียน ผันเปลี่ยนเพราะแรงลม จริงทีเดียวถ้าลมพัดมาด้านซ้ายเปลวเทียนก็จะไปด้านขวา แต่ถ้าพัดมาจากด้านขวาเปลวเทียนก็จะไปด้านซ้าย (ถ้าเราถือหรือมองเทียนนั้นอยู่ตรงหน้า)
ชีวิตก็เช่นกันนะครับ ไหวเอนไปตามวิบากที่ซัดโหมเข้ามา แม้กระทั่งวิบากขันธ์เองก็มีแต่ความเสื่อมลงไปๆทุกวันทุกคืน เรียกว่า บานแล้วโรย ในที่สุดก็ร่วงหล่นลงไปตามกรรมอีก เฮ้อ...ชีวิตหนอ เป็นสัจจะธรรมที่ไม่มีใครหลีกพ้นหนีได้
อนิมิตทั้ง ๔ ที่น่ากลัวและเป็นความลับชั่วนาตาปี หาใครที่จะเข้าไปรู้ได้ยาก เราจะตายเมื่อไหร่ ตายที่ไหน ตายด้วยโรคอะไร ตายแล้วไปไหน แต่ถ้ามั่นมองตนเองแล้วคงจะพอตอบโจกท์ได้บ้างนะครับ ถึงไม่ถูกเป๊ะ แต่ก็ยังมีเค้านะครับ ในข้อที่ว่า... เราจะตายเมื่อไหร่ ถ้าดูอายุตนเองแล้ว ตอบตนเองว่าคงไม่ช้านานแล้ว ส่วนตายที่ไหน ตายด้วยโรคอะไร สุดปัญญาครับ และตายแล้วไปไหน อันนี้ถ้าเรามีสติรักษาชีวิต มีความประพฤติดี มีความชำนาญในกุศล คือบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ตอบได้เลาๆว่า ตายแล้วไปสุคติได้
แต่พอมานึกถึงเรื่อง เขาโค กับ ขนโค แล้ว ขนลุกครับ หวาดเสียวจัง เพราะคนไปสู่สุคติได้เพียงแค่เขาโค ส่วนไปสู่ทุคติ ท่านเปรียบเท่าขนโคเลย และลองหลับตานึกๆดูก็จะยอมรับความจริงนั้นได้แบบไม่กล้าโต้แย้ง เพราะเอาอกุศล ๑๒ ดวงขึ้นมาพิจรณา โหย.....มีตลอดเลยครับ จะมากน้อยด้วยแรงเท่านั้น
ดังนั้นการใช้ชีวิตไปในทางที่ดีที่ควรดำเนินไม่ใช่เรื่องง่ายๆเอาเลย ต้องทวนกระแสกิเลสมากมาย แต่ถ้าใจเรามีความเกรงชั่วกลัวเกิดไม่ดีเสียอย่าง ก็ต้องเร่งสปรีด ชีวิตกันมากๆเองจริงๆเลย เพราะ "ไม่มีใครทำให้เราตกต่ำได้หากเราไม่ยินยอม" ดังที่พี่ดอกแก้วบอกนั่นเอง
อีกท่อนหนึ่งของเพลงที่บอกว่า " เปลวเทียนจะดับแล้ว ผิ-วแก้วคนึงไหม ลมพัดสะบัดไหว สิ-ฤทัยจะสิ้นลง " ทำให้นึกถึงครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณที่จากไปทุกท่านและนึกถึงพี่ดอกแก้วด้วย เพราะสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงมากขึ้น ด้วยอายุมากขึ้น และด้วยความทรุดลงง่ายกว่าคนอื่นเพราะผ่านการผ่าตัดมามาก ทำให้พี่ดอกแก้วเปรยๆกับลูกศิษย์เสมอมา ให้พยายามใช้ชีวิตลำพังเองให้ได้ เหมือนจะบอกว่าให้ทุกๆคนอย่าชะล่าใจนะ เพราะ เปลวงเทียนจะดับแล้ว
นึกๆแล้วใจหายครับ เพราะประทีบดวงเอกของอภิธรรมท่านก็จากพวกเราไปแล้ว ๑๙ ปี หลวงพ่อแสวงก็จากไปแล้ว ๙ ปี นี่ถ้านายท้ายเรือ คือพี่ดอกแก้ว ที่คอยขัดหางเสือเรือชีวิตเรามา ต้องเป็นเสมือนเทียนดับไปอีก นึกไม่ออกเลยครับว่า ทะเลชีวิตของพวกเราจะอ้างว้างขนาดไหน หมดการติดต่อใดๆทั้งสิ้นที่เคยมี
วันนี้พี่เณรอาจจะมาคุยไปในทิศทางแปลกหน่อยนะครับ เรียกว่าลมเปลี่ยนทิศก็ได้ครับ โดยยกเอา อนิมิตทั้ง ๔ มากล่าวและสาวไปถึงครูทั้งหลาย แต่ก็วนกลับมายังน้องกิ้ฟและทุกๆคนที่อ่านเช่นเดียวกันนะครับว่า " มีชีวิตอยู่กับบุญ คุ้นกับความสงบ จะประสบแต่ความสุข " หลวงพ่อเสือท่านบอกพวกเราเสมอมาไงครับ.
พี่เณรขอให้น้องกิ้ฟมีความสุขกายสบายใจนะครับ และโดยเฉพาะใจที่คุ้นบุญนะครับ และโอมเพี้ยงๆ ขอบุญกุศลจงคุ้มครองรักษาพี่ดอกแก้วด้วยเทอญ.โดย พี่เณร [1 ต.ค. 2553 , 19:07:10 น.] ( IP = 58.9.209.128 : : )
สลักธรรม 17
สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟ และพี่เณร
เช้านี้รู้สึกอาการแน่นหน้าอดน้อยลงแล้วค่ะ แต่ยังมีอากรมึนศรีษะอยู่บ้าง ขอบพระคุณพี่เณรมากนะคะในความห่วงใย วันที่ ๔ นี้ก็จะได้ไปพบแพทย์แล้ว (ตามนัด)
ใช่ค่ะพี่เณร อายุที่เพิ่มขึ้นๆทุกวัน ไม่ต่างไปจากลำเทียนที่ถูกความร้อนแผดเผาให้ละลายลงไปและเล่มเทียนก็สั้นลงทุกทีแล้ว จะหมดในไม่ช้าหรอกค่ะ เพราะเทียนนั้นไม่ได้ยาวมากมาย ถ้ามาเปรียบกับอายุขัยเต็มที่ก็แค่ ๗๕ ปีเท่านั้น หรือไม่ก็อาจถูกลมกรรโชกมาจนดับก่อนก็ได้นะคะ
จะเอาอะไรแน่นอนกับชีวิต เพราะชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน สี่คนหาม สามคนแห่ หนึ่งคนนั่งแคร่ สองคนพาไป เป็นปริศนาธรรมที่ควรใส่ใจจริงๆนะคะคำเฉลยปริศนาธรรมนี้ อยู่ที่ตัวตนสมมุติของทุกคนนั่นเองคือ
๑. สี่คนหาม ได้แก่ ธาตุ ๔ ที่ประกอบเป็นร่างกาย
๒. สามคนแห่ ได้แก่ ไตรลักษณ์ที่มีอำนาจครอบงำร่างกาย ให้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
๓. คนหนึ่งนั่งแคร่ หมายถึง จิตหรือวิญญาณนั่นเอง
๔. สองคนพาไป หมายถึง กุศลกรรม กรรมดี และ อกุศลกรรม กรรมชั่ว หรือบุญกับบาป ที่คอยจัดสรรให้ทุกคนเป็นไปต่างๆ นานา สุขบ้าง ทุกข์บ้าง
ชีวิตย่อมถึงความตายในที่สุดทั่วหน้ากันทุกคน วันนี้มาเผาศพเขา พรุ่งนี้เขามาเผาศพเรา วันนี้สุขสันต์ วันหน้าเศร้าโศก วันนี้ถึงคิวของเขา พรุ่งนี้ถึงคิวของเรา
มีภาษิตกล่าวไว้ว่า เกียรติชื่อเสียงเหมือนความฝัน รูปโฉมโนมพรรณเหมือนดอกไม้ หมายความว่า ชีวิตดำรงอยู่ชั่วระยะไม่นาน ที่ได้สุขสันต์ ทุกวันนี้ก็เหมือนนิมิตฝันไปเท่านั้น จะสุขสันต์มั่นคงเป็นไม่มีแน่ ความสวยหล่อของรูปร่างหน้าตาก็เหมือนบุปผาชาติงดงามด้วยดอกบาน ดอกบานแล้วก็มีแต่จะเหี่ยวเฉาร่วงโรย หลุดพ้นจากขั้ว ตกลงเกลือกกลั้วแผ่นดิน สิ้นความหมายในที่สุดนั่นเอง
ที่พี่ดอกแก้วเขียนตรงนี้ก็เพื่อเตือนใจทุกๆคนที่ยังใช้ชีวิตประมาทอยู่ และยังเที่ยวแสวงหาที่ชอบๆอยู่ร่ำไป แม้บางคนได้มาศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมแล้ว รู้หลักในการเจริญสติบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่หยุดแสวงหา ยังมีจิตใจโลเลคล้ายคนวิกลจริตอยู่ร่ำไป
สักวันหนึ่ง ถ้าร่างกายไม่ไหว แต่ใจชอบแสวงหา ตอนนั้นละคะจะทุรยทุรายใจไม่น้อยเลย เพราะไม่เคยยินดีกับคำว่าหยุดเสียทีนั่นเอง และเมื่อจากต้องจากภพนี้ไป ต่างก็ไปที่ชอบๆกันทั้งนั้น ในถนนชีวิตทั้ง ๗ สายที่ตนเลือกเดินเอง.
วันหยุดเช่นนี้ ขอให้น้องกิ้ฟและพี่เณรมีความสุขในเส้นทางที่มั่นคงด้วยกุศลนะคะ สวัสดีค่ะโดย พี่ดอกแก้ว [2 ต.ค. 2553 , 08:58:53 น.] ( IP = 61.90.92.87 : : )
สลักธรรม 18
สวัสดีค่ะพี่เณร สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว
โห...พี่เณรฉีกแนวซะเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทันเลยนะคะกับเพลงแรงเทียนที่เราใช้เปิดเพื่อสร้างมรณานุสติรับรู้วงจรของชีวิตด้วยความไม่ประมาท แล้วก็ตามมาด้วยเรื่องอนิมิต ๔ และปิดท้ายด้วยความเจ็บป่วยของพี่ดอกแก้วที่ทำให้รู้สึกใจหายเหมือนกำลังจะมีความพลัดพรากเกิดขึ้นเลยค่ะ
แต่เมื่อมองโลกในแง่ดีแล้วก็ะจับประเด็นสำคัญได้ว่า เราต้องอาศัยบุญเท่านั้นเพื่อเป็นพาหนะในการข้ามภพ ไม่ควรจะอาศัยบาปที่เกิดจากความชำนาญเป็นอาจิณมาเป็นพาหนะ และก็ทำให้ไม่ประมาทขาดความเพียรที่จะทำกุศลเพราะไม่ว่าใครจะตายก่อนตายหลังตายเร็วหรือตายช้าต่างก็ต้องตาย ทุกฝ่ายต่างก็ต้องตกอยู่ในภาวะของความพลัดพรากจากกันทั้งหมดไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายตายก็ตาม ผู้ที่เห็นคนอื่นตานก็มีความพลัดพรากจากผู้ที่ตาย ส่วนผู้ที่ตายก็พรากจากภพนี้ไปโดยไม่รู้ว่าภพใหม่จะสูงหรือต่ำกว่าเดิม ยิ่งถ้าไม่มีสติครองใจไม่มีปัญญาครองความรู้สึกด้วยแล้ว ก็พอจะประเมินสถานการณ์ได้ว่ายากที่จะไปดีในสัมปรายภพ
แต่ความอคติลำเอียงหรือความเชื่อที่ขาดเหตุผลจะทำให้ผู้ที่ประสบกับความพลัดพรากพยายามจินตนาการภพใหม่ให้ผู้ตายว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความจริงแต่ตรงกับใจของผู้ที่นึกคิดเพื่อให้เกิดความสบายใจ กลไกป้องกันทางจิตของตนเองอย่างนี้น้องกิ๊ฟคิดว่าก็ดีในแง่ของการปลอบใจเท่านั้น แต่ไม่ช่วยให้เราคลายออกจากความยึดถือและไม่มุ่งที่จะทำความดีที่ตนให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น คิดอยู่แต่ว่าญาติของตนหรือตนเองจะจัดอยู่ในพวกของเขาโคที่มีอยู่เพียงสองเขาเท่านั้นในวัวแต่ละตัว นับเป็นความประมาทมากจริงๆ ที่จะหลงระเริงอยู่กับอารมณ์ที่หลอกลวง เพราะหากไม่วางเส้นทางให้ดีแล้วเมื่อความจริงมาปรากฏนั่นก็ใช้เวลาเป็นชาติเลยนะคะที่จะอยู่กับภพนั้นๆ และอาจตกต่ำลงไปอีกเพราะไม่มีโอกาสที่ดีอย่างในชาตินี้ที่ยังมีลมหายใจ
น้องกิ๊ฟคิดว่า ความตายคงไม่ใช่เรื่องสำคัญนักแต่ก่อนที่จะตายนี่สิสำคัญกว่า สำคัญตรงที่จะต้องตอบโจทก์สองข้อแบบพี่เณรให้ได้คร่าวๆ ว่า ..ใกล้จะถึงอายุขัยหรือยัง และตายแล้วน่าจะไปภพไหน.. และสิ่งหนึ่งที่จะมาช่วยเป็นหลักประกันชีวิตได้ก็คงไม่พ้นไปจากกุศลอาจิณกรรมในบุญกิริยาวัตถุทั้งสิบตามที่พี่เณรแนะนำไว้นะคะ และก็เท่ากับทำตามคำเตือนของหลวงพ่อท่านด้วยว่า "วันตายมีสองวัน ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ จงเร่งสร้างความดีอย่าประมาท"
เพราะตามที่เราศึกษาพระอภิธรรมกันมานั้นวิถีจิตของปุถุชน จะมีชวนะที่ไม่เป็นบุญก็เป็นบาปแล้วก็จะเป็นชวนจิตชนิดบาปเสียมากกว่าเพราะอำนาจของกิเลส หากเราไม่รู้จักทวนกระเสชำระกิเลสเสียบ้างชีวิตก็คงตกต่ำไปเรื่อยๆ หรือจะมารอปาฏิหาริย์อำนาจพิเศษจากใครก็คงยากที่จะประสบผลหากเราไม่จูนคลื่นความถี่ให้ตรงกันไว้ต้อนรับ
นานมาแล้วที่เราได้รับคำแนะนำมาตลอดว่าอะไรควรทำ อะไรควรละ จากหลวงพ่อเสือและครูบาอาจารย์ทุกท่าน ซึ่งถ้าหากเราปฏิบัติตามเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เราก็คงจะมีทุนรอนกุศลหอบไปภพหน้ากันไม่น้อยแล้ว แต่เรื่องจริงก็คือว่า เราได้แต่ชื่นชมแล้วจดเก็บไว้ในบันทึก พอว่างๆ ก็นำมาพูดถึงเหมือนชื่นชมของสะสม และเมื่อกาลเวลาแห่งความพลัดพรากมาถึงอาการโอดครวญก็จะเริ่มแสดงออกเพราะรู้ว่า จะไม่มีที่พึ่งเสียแล้ว ซึ่งนั่นก็หมายถึงการเสียผลประโยชน์ของตนนั่นเอง
ยิ่งเมื่อมาอ่านความคำเตือนของพี่ดอกแก้วด้วยแล้ว ก็คิดว่าจะรอช้าอยู่ไม่ได้แล้ว เพราะดอกไม้แห่งชีวิตของแต่ละคนเริ่มจะเฉาไปตามวัย ฉะนั้น อะไรที่พอจะหยิบฉวยกันได้ตอนนี้ก็รีบเก็บสะสมกันไปนะคะพี่น้อง ดีกว่าไม่มีอะไรติดมือไปเลยนอกจากความเคยชินเก่าๆ ตอนนี้คิดว่าเรามาเริ่มตั้งต้นถีบจักรยานกันใหม่ก็ยังไม่สาย ดีกว่าเดินช้าๆ เพราะมัวแต่อยากได้นั่นอยากได้นี่จนปล่อยให้ผู้ร้ายวิ่งไล่ตามมาตีหัวได้ทันแล้วก็ตายอนาถนอนตาไม่หลับอยู่กลางถนนนั้น ..
กราบขอบพระคุณพี่เณรและพี่ดอกแก้วมากนะคะที่มาให้แง่คิดดีๆ แม้จะเป็นวันหยุดก็ตาม ขอให้กุศลคุ้มครองรักษาพี่ดอกแก้วให้คลายจากความไม่สบายกายทั้งปวง มีสุขภาพที่แข็งแรงๆ ค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [2 ต.ค. 2553 , 13:47:51 น.] ( IP = 115.87.136.245 : : )
สลักธรรม 19
สวัสดีครับน้องกิ้ฟ
วันนี้พี่เณรเข้ามาสายไปเพราะนอนพักผ่อนหลังจากทานยาไปแก้ไข้หวัด ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วเลยรีบเข้ามาหากุศลทำนะครับ เพราะจะปล่อยชีวิตจมอยู่กับวิบาก
ก็คงไม่ดีแน่ ถึงจะมีจิตที่ยอมรับก็ตาม แต่ต้องมีหน้าที่ให้แก่ตนเองใหม่ คือขวนขวายในกิจการงานที่ชอบนั่นเอง
คำว่า ขวนขวายในกิจการงานที่ชอบ นั้นมุ่งไปในงานที่ทำแล้วเกิดกุศล เกิดปัญญา ไม่ใช่ที่ชอบแบบที่ตนเองถนัดชินชอบนะครับ เพราะมีคนตีความหมายเข้าข้างตนเองมากมาย เช่นตนเองชอบทำแบบนี้ก็นึกไปว่านั่นเป็นการขวนขวายในกิจการงานที่ชอบในหลักของบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ซึ่งผิดนะครับ
เพราะถ้าดูตั้งแต่ต้น คือข้อที่ ๑ .ทานมัย ๒. ศีลมัย ๓. ภาวนามัย ๔ อปจายนมัย ๕. เวยยาวัจจมัย ๖. ปัติทานมัย ๗. ปัตตานุโมทนามัย ๘. ธัมมัสสวนมัย ๙. ธัมมเทสนามัย ๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ จะเห็นได้ว่าเป็นการทำไปเพื่อเกิดประโยชน์แก่ตน คือการทำกุศลให้เกิดให้รูปแบบต่างๆนั่นเอง ไม่ใช่ทำอะไรก็ได้ที่ตนชอบ ต้องเกิดประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านด้วย
ดังนั้นการที่น้องกิ้ฟ พี่ดอกแก้ว และพี่เณรเข้ามาอ่านมาตอบมาแสดงความคิดเห็นในหลักธรรม หรือจะเป็นการนำคำสอนของหลวงพ่อเสือท่านมาคุยเล่าไว้นั้น ก็เพื่อจะชี้ชวนกันและกันทั้งผู้ที่เข้ามาอ่านให้เกิดความเห็นถูก มีทัศนะในการมองชีวิตตนและใช้ชีวิตตนอย่างรอบคอบ โดยเอาความรอบรู้ของหลวงพ่อมาใช้เป็นหลักใจนั่นเอง จัดเป้นการกระทำงานที่ชอบธรรมนะครับ เพราะเสริมสร้างกุศลให้ตนเองนั่นเอง
วันนี้อากาศครื้มไปหมดไม่มีแดดเลย ฝนตกแน่เลยครับน้องกิ้ฟ ระวังรักษาสุขภาพด้วยนะครับ อย่าลืมกางร่มกันฝนเวลาออกไปนอกตึก และถ้านั่งอยู่หรือทำงานอยู่ หรือจะต้องพูดจากับใครก็ตาม อย่าลืมกางร่มใจไว้ด้วยนะครับ เพื่อป้อกันการติดเชื้อ ทั้งเชื้อไข้หวัด และเชื้อไข้กิเลสนะครับ ด้วยความเป็นห่วงเสมอครับโดย พี่เณร [4 ต.ค. 2553 , 11:01:32 น.] ( IP = 58.9.141.74 : : )
สลักธรรม 20
สวัสดีค่ะพี่เณร
ทราบข่าวว่าวันนี้พี่ดอกแก้วไปพบแพทย์ตามนัด ได้แต่ส่งกระแสใจไปพร้อมกับกระแสกุศลเพื่อคุ้มครองบำบัดรักษาความเจ็บป่วยของพี่ดอกแก้วให้คลายลงโดยเร็ว ถึงแม้จะรู้ว่านี่เป็นเพียงความปรารถนาดีที่มิอาจส่งผลให้ความทุกข์กายพลิกฟื้นจากร้ายกลายเป็นดีได้ดังเนรมิตก็จริงแต่ก็หวังว่าจะทำให้พี่ดอกแก้วรู้สึกสุขใจได้บ้างที่วันนี้น้องกิ๊ฟได้เข้ามา"ขวนขวายในกิจการงานที่ชอบ"ในลานธรรมแห่งนี้
ดีจังเลยค่ะที่พี่เณรมาเปิดประเด็นของ "กิจการงานที่ชอบ" ในวันนี้พร้อมกับแยกแยะจนเห็นชัดว่าต้องเป็นเรื่องของกุศลเท่านั้น อิอิ..คำว่า "กิจการงานที่ชอบ" นี่ ดูเป็นถ้อยคำที่ถูกนำไปพูดเล่นและตีความหมายเข้าข้างตนเองอยู่บ่อยๆ เลย ซึ่งคนพูดก็อาจไม่รู้ตัวว่า การพูดอย่างนั้นเป็นกิจการงานที่ไม่ชอบเสียแล้ว เพราะเป็นการเพ้อเจ้อและบิดเบือนความหมายไปคนละขั้วเลย
เรื่องของกิจการงานที่ชอบนี่พิจารณาแล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะที่จะทำ หากตั้งเจตนาไว้ผิดก็จะกลายเป็นอกุศลไปเสียหมด หากทำเพราะ"ชอบที่จะทำ" นั่นก็หมายถึงสภาพแห่งโลภะที่เข้ามาบงการ แทนที่จะได้ชำระกิเลสลงไปบ้างกลับกลายเป็นพอกกิเลสให้มากขึ้นอย่างไม่รู้ตัวแล้วก็กลายเป็นความผูกขาดหรือมีอัตตาขนาดใหญ่ที่ทำให้รู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญต่อหมู่คณะนั้นๆ จากสภาพที่เป็นผู้ให้ก็เลยกลายเป็นผู้ทวงบุญคุณไปเลยก็มีหากประสบสิ่งไม่พึงประสงค์
การช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบนี่โดยสภาพแล้วพระท่านจัดไว้ในองค์ของศีลเพราะก่อให้เกิดความเรียบร้อยต่อส่วนตัวและส่วนรวมโดยไม่เบียดเบียนใคร และเมื่อมองจากมุมของนักศึกษาพระอภิธรรมแล้วก็คือมหากุศลจิตดวงใดดวงหนึ่งนั่นเอง ซึ่งก็จะมองได้ลึกซึ้งถึงความเป็นตทังคปหาน(กิเลส)ไปในตัวด้วยเลยค่ะ ..ดีจังเลยนะคะที่ได้ศึกษาพระอภิธรรมมาบ้างก็เลยพิจารณาได้หลายแง่มุมขึ้น และที่สำคัญคือมีมาตรฐานในการตรวจสอบความประพฤติของตนไปในตัวด้วย เรียกว่าเมื่อคิดหาองค์ธรรมกันจริงๆ แล้วก็จะโกหกตัวเองไม่ได้เลย
วันนี้อากาศเริ่มเย็นและชื้นด้วยละอองไอน้ำแถมท้องฟ้าก็มัวหม่นไปด้วยเมฆฝน น้องกิ๊ฟคงต้องทำตามคำเตือนของพี่เณรด้วยการกระชับร่มติดตัวไว้สักหน่อยยามออกไปนอกตึกและอาจต้องแถมเรือด้วยค่ะ เพราะได้ข่าวว่าน้ำป่าหลากไหลมาไม่น้อยเลย อิอิ.. และสำหรับในตึกเองน้องกิ๊ฟก็คงต้องกางร่มตลอดเวลาในวันนี้เพราะดูเหมือนวิบากจะหล่นร่วงเป็นสายฝนมาตั้งแต่เช้าแระ..อิอิ กราบขอบพระคุณความห่วงใยจากพี่เณรค่ะ ขอให้พี่เณรหายจากความป่วยไข้และมีสุขภาพที่แข็งแรงโดยเร็ว และขอให้พี่ดอกแก้วมีสุขภาพที่สมบูรณ์ดีค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [4 ต.ค. 2553 , 16:18:37 น.] ( IP = 118.173.241.116 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |