มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แก้ปัญหา




ความแตกต่างสร้างรอยร้าวทีละนิด
เพราะต่างจิตต่างฐานการศึกษา
คุณธรรมศีลธรรมต่างกันมา
จึงก่อเกิดปัญหาในเบื้องปลาย

บางครั้งคราปัญหาง่ายแก้ไข
เพียงตั้งใจแก้ความคิดให้ขยาย
ยอมรับความเป็นผู้อื่นที่รอบกาย
สงบความวุ่นวายได้ง่ายพลัน

บางครั้งคราปัญหาง่ายแก้ไข
กำกับใจด้วยสติไม่หุนหัน
ยอมรับกรรมวิบากที่ตามทัน
ยอมรับผลที่ตนนั้นได้ทำมา

บางครั้งคราปัญหายากแก้ไข
เพราะเกิดถี่บ่อยไปในปัญหา
คู่กรณีมีนิสัยน่าระอา
เหมือนไร้การพัฒนาในชีวี

บางครั้งคราปัญหาง่ายกลายเป็นยาก
เพราะไร้รากความอดทนบนวิถี
เหมือนหยดน้ำที่ล้นแก้วพอดี
จึงมากมีปมต่อเนื่องเรื่องขุ่นใจ

บางครั้งคราปัญหาพาหงุดหงิด
เพราะไปคิดข้อบกพร่องต้องแก้ไข
ของผู้อื่นนอกจากตนอยู่ร่ำไป
ไม่พิจารณาข้อด้อยในชีวิตตน

บางครั้งคราปัญหาพาขยาย
เดาเสียจนวุ่นวายและสับสน
เที่ยวจับแพะกับแกะต้อนเข้าชน
ไม่รู้ตนคือตัวการของเรื่องราว

ทุกครั้งคราที่ปัญหาปรากฏชัด
พึงขจัดตัวตนเข้าสืบสาว
รู้กระทบวิบากที่พร่างพราว
รู้กระทำแต่ละก้าวให้เป็นบุญ

ทุกครั้งคราที่ปัญหาปรากฏโฉม
ไม่ถาโถมกิเลสเข้าอุดหนุน
ทุกปัญหาจะแก้ง่ายไม่ขาดทุน
สงบจิตคบคุ้นวิเวกใจ


โดย พี่ดอกแก้ว [24 ก.ย. 2553 , 18:12:30 น.] ( IP = 58.9.123.252 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ][ 2 ] [ 3 ] [ 4 ]


  สลักธรรม 21

สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟ สวัสดีค่ะพี่เณร

ต้องขอขอบพระคุณอย่างสูงนะคะในความห่วงใยที่มีให้แก่พี่ดอกแก้วเสมอมา อาการโดยทั่วไปก็ดูดีอยู่นะคะตอนนี้ เพราะเมื่อวานได้ไปตรวจที่ศูนย์หัวใจ รพ.ธนบุรี มาอีกครั้ง แต่กลับพบว่าความดันสูงขึ้นค่ะ คุณหมอจึงปรับยาให้ และบอกให้พักผ่อน (ใจ) มากๆ ให้ปล่อยวาง ลงบ้าง และยังมีอาการที่จะต้องไปพบแพทย์อีกท่านในวันหน้า คือแพทย์เกี่ยวกับกระดูต้นคอนะคะ เพราะเคยผ่าไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ ๙ ปีก่อน แต่คงมีการทรุดลงอีก จึงทำให้มือข้างขวาชาง่ายๆ และเป็นต้นเหตุให้นอนพักหลับไม่สนิท จึงทำให้ความดันสูงขึ้นนั่นเองค่ะ

พูดถึงเรื่อง " ปล่อยวาง " เป็นคำที่ใช้ตักเตือนกันเสมอ แต่จริงแล้วไม่ค่อยมีใครจะรู้จริงเลยถึงเรื่องการปล่อยวางและวิธีการเลยนะคะ จึงดูเป็นข้อสรุปง่ายๆว่าโรคนั้นๆเป็นเพราะเราเองเคลียดหรือทำงานหนักเกินไป เหมือนที่พี่ดอกแก้วได้รับคำบอกจากคุณหมอเมื่อวานนี้นะคะ

จิต เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เมื่อมีอารมณ์มาปรากฏจะให้ไม่รู้ไม่ได้ และอารมณ์นั้นๆก็อยู่เหนือกฏเกณฑ์ที่จะไปเลือกรับ เพราะเป็นอำนาจของกฏกรรมทีส่งมาดีบ้างไม่ดีบ้าง เมื่อจิตรับอารมณ์มาแล้วก็ตามมาด้วยกระบวนการพยัคฆ์ร้ายที่เกาะกินใจในยามที่อารมณ์ไม่ดีเกิดขึ้น และห่อหุ้มใจให้ระเริงไปในยามอารมณ์ดีเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด เป็นโรคฮิทที่สุด และเป็นโรคระบาดที่สุดในชีวิตของปุถุชน การรักษาจึงต้องรู้สมุฏฐานที่เกิดโรคได้อย่างแม่นยำ เพื่อตัดต้นตอของโรคร้ายนั้นๆให้หมดไป

ด้วยเหตุนี้จึงต้องเข้าใจเรื่อง จิต เรื่องกรรมและวิบาก และหาทางควบคุมจิตไม่ให้พวกพยัคฆ์ร้าย ๓ ใบเถ้า คือโลภะ โทสะ โมหะ เข้าครองใจได้ง่ายๆ ด้วยการมีสติ มีสมาธิ มีปัญญานั่นเอง

นอกจากนั้น พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยเป็นคัมภีร์ที่บอกถึงการเจ็บป่วยเกิดจากสาเหตุใหญ่ๆ ๖ ประการ ได้แก่

๑. มูลเหตุธาตุทั้ง ๔
๒. อิทธิพลของฤดูกาล
๓. อายุที่เปลี่ยนไปตามวัย
๔ . ถิ่นที่อยู่อาศัย
๕. อิทธิพลของกาลเวลาและสุริยจักรวาล
๖. พฤติกรรมเป็นมูลเหตุที่ก่อโรค

ที่พี่ดอกแก้วยกมานี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า " ชีวิตนั้นเป็นทุกข์ อยู่ยากจริงๆ " เพราะจะต้องคอยระวัง คอยดูแลแก้ไขกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตราบที่ยังมีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ แต่พี่ดอกแก้วไม่ได้ท้อนะคะ เพียงรักษาโรคไปตามอาการ แต่ให้ความใส่ใจกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่า เพราะถ้าไม่มีมนสิการในสิ่งที่เกิดขึ้นให้ดี ว่าเป็นวิบากส่วนตัวแล้ว นั่นละคะคือการไม่สามารถปล่อยวางได้

มาเทียบกับคำสอนที่หลวงพ่อเสือท่านรวบไว้ให้เป็นคำจำง่าย แต่ทำได้ยากก็คือ ความวุ่นวายจะไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่หยุดที่ตน นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องและโรคภายนอก หรือเรื่องกับโรคภายใน ต่อให้เกิดจากอำนาจกรรมรุ่นแรงขนาดไหน ถ้าสติและปัญญาแก่กล้าจริงๆแล้ว เรื่องและโรคต่างๆล้วนเป็นเรื่องเล็กทั้งสิ้น ด้วยเพราะว่า เมื่อหมดเหตุหมดปัจจัยลงทุกอย่างก็จบลงได้นั่นเอง โดยเฉพาะชีวิต ที่เป็นที่ตั้งของเรื่องและโรค นะคะ

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจกรรมดีทั้งหลายที่พี่เณร และน้องกิ้ฟต่างได้เพียรสร้าง และเพียรรักษาไว้ให้เกิดขึ้นเสมอๆในชีวิต จงมาเป็นธรรมอุปการะ ให้ชีวิตสะดวกในการเจริญอยู่ในสติปัญญานะคะ เพราะนั่นคือ ยาขนานวิเศษสุดของชีวิตเลยค่ะ

โดย พี่ดอกแก้ว [5 ต.ค. 2553 , 08:26:02 น.] ( IP = 58.9.105.245 : : )


  สลักธรรม 22



สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว สวัสดีค่ะพี่เณร

ภาพสวยจังลยค่ะพี่ดอกแก้ว แล้วก็ดีจังเลยค่ะที่ผลการตรวจสุขภาพไม่ร้ายแรงอะไรนอกเสียจากปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิต ส่วนเรื่องหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทนี่ เราค่อยมาลุ้นกันต่อนะคะว่าจะเปลี่ยนหมอนใบใหม่กันเมื่อไหร่หรือว่าไม่ต้องเปลี่ยนกันแน่ อย่างไรก็ขอให้พี่ดอกแก้วมีสุขภาพที่แข็งแรงสมวัยค่ะ

และเมื่อพูดถึงเรื่องการปล่อยวางแล้ว น้องกิ๊ฟต้องขอบอกเลยว่า เมื่ออ่านในย่อหน้าแรกที่พี่ดอกแก้วเขียนก็รู้สึกเป็นกังวลนิดหน่อย เพราะผู้คนอาจสงสัยว่า พี่ดอกแก้วเชี่ยวชาญทั้งปริยัติและปฏิบัติถึงขนาดนี้แล้ว"ยังไม่รู้จักปล่อยวาง" อีกหรือ จึงต้องมาให้แพทย์แนะนำให้ปล่อยวาง แต่เมื่อมาอ่านในย่อหน้าที่สอง - สาม - สี่ น้องกิ๊ฟก็ปล่อยวางความกังวลใจในเรื่องชื่อเสียงของพี่ดอกแก้วลงได้ค่ะ ....

เพราะการใช้คำว่า "ปล่อยวาง" จากบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจที่ต่างกันย่อมเป็นไปคนละแง่คนละความหมาย แล้วก็จริงเลยค่ะอย่างที่พี่ดอกแก้วบอกว่า"ไม่ค่อยมีใครรู้จริง" คำว่า "ปล่อยวาง"นี้กลายเป็นคำที่ถูกนำมาใช้เรื่อยๆ ในทุกวงการอาชีพ คิดว่าวัตถุประสงค์เบื้องต้นก็คงจะเหมือนกันคือเพื่อกำจัดความไม่สบายใจที่มีอยู่

ดังนั้น การปล่อยวางจึงดูเหมือนทำได้ง่ายเมื่อเป็นเรื่องที่ไม่ได้พบบ่อยๆ แล้วก็ย้ายอารมณ์ไปทำอย่างอื่น แต่การปล่อยวางจะทำได้ยากเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบหนีไม่รอดเพราะความถี่ที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้ยิ่งจดจำได้แม่นยำยิ่งขึ้น พูดมาถึงตรงนี้แล้วก็นึกไปถึงสังขารุเปกขาญาณโน่นเลยค่ะที่คงจะเรียกว่าเป็นการปล่อยวางได้อย่างเข้าถึงเนื้อแท้ อย่างที่เราทำกันได้นั้นก็คงเป็นการปล่อยวางได้อย่างชั่วคราวเป็นเรื่องๆ ไป ปล่อยวางจากเรื่องนี้แต่ไปสนใจในเรื่องอื่นๆ แทนซึ่งเป็นไปได้ทั้งกุศลและอกุศล หรือเป็นการปล่อยวางกันด้วยมหากุศลจิตที่มีกำลังของญาณปัญญาแบบอ่อนๆ แบบที่ต้องอาศัยปริยัติมาพร่ำสอนใจซึ่งเมื่อทำใจได้แล้วจึงปล่อยวางลงได้เพราะเห็นโทษเห็นภัย หรือที่ดีขึ้นกว่านั้นก็คือแบบีมนสิการกำหนดรู้ด้วยสติปัฏฐานเป็นขณะๆ ไปอย่างที่พี่ดอกแก้วสรุปไว้ในช่วงท้ายนั่นเอง

และเรื่องสมุฏฐานของโรคจากคัมภีร์โบราณที่พี่ดอกแก้วกรุณานำมาอธิบายให้เห็นถึงสาเหตุใหญ่ๆ ของความเจ็บป่วยนั้นมั่นใจได้เลยว่า ชีวิตอยู่ยากจริงๆ เพราะสาเหตุแต่ละอย่างนั้นเราได้พบทั้งสิ้นทั้งที่ตนเองและที่ภายนอก ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเจ็บป่วยกันเสมอๆ และก็ต้องรักษากันอยู่ตลอดแบบปล่อยวางไม่ได้

ขบวนการพยัคฆ์ร้าย โลภะ โทสะ โมหะ นั้นดูน่าสนุกนะคะเพราะมีพระเอกสติ สมาธิ ปัญญา ตามมาประกบเป็นคู่ต่อสู้อีกสามคนเท่ากันเลย จึงจะสามารถกำจัดโรคร้ายทางใจนี้ได้อย่างราบคาบ แต่เมื่อนึกอีกทีก็ไม่น่าสนุกนะคะเพราะตัวร้ายทั้งสามนั้นอยู่คู่กับชีวิตเรามานานเหลือเกินจนมีอำนาจไม่น้อยและสร้างเหตุสร้างปัจจัยให้เราเป็นโรคอย่างมากมาย อำนาจของตัวเอกที่เราเพิ่งจะยอมรับและนำมาเป็นเพื่อนชีวิตนี้คงยังไม่มีกำลังต่อสู้มากนัก ช่วงนี้เราก็คงต้องอาศัยเวลาหยุดความวุ่นวายที่ตนและสะสมกำลังความสามารถกันไปก่อนนะคะเพื่อนำไปสู่การปล่อยวางอย่างสนิทใจ

มาถึงตรงนี้แล้วน้องกิ๊ฟนึกถึงคำเตือนของหลวงพ่อเสือขึ้นมาได้อีกครั้งว่า "อย่ามีความหวังโดยปราศจากความเพียร" คำนี้ทำให้ต้องย้อนกลับมาดูตนอีกครั้งในนาทีนี้ว่า เราดีแต่พูดให้ดูดีหรือเปล่าและมีความเพียรจริงจังหรือยัง? ซึ่งเมื่อนึกขึ้นมาได้อย่างนี้แล้วก็รู้เลยว่าหยุดการมองออกไปนอกตัวเพื่อเปรียบเทียบหรือวิจารณ์พฤติกรรมของผู้อื่น ใจได้กลับมาพิจารณาถึงการหยุดความวุ่นวายที่ตนทันทีเลยค่ะ

ดีจังเลยนะคะที่ได้เข้ามาคุยกับพี่ดอกแก้วและพี่เณร เพราะนอกจากจะได้รับคำแนะนำที่ดีแล้วยังได้รับกำลังใจพร้อมคำให้พรที่มีค่าด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วมากนะคะที่ปรารถนาจะให้น้องกิ๊ฟมียาขนานวิเศษประจำตนได้โดยเร็ว ..สาธุ ขอให้พี่ดอกแก้วมีชีวิตที่งดงามพรั่งพร้อมและเป็นเจ้าของโอสถทิพย์เช่นกันค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [5 ต.ค. 2553 , 13:38:14 น.] ( IP = 125.27.176.67 : : )


  สลักธรรม 23

สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟ

รีบเข้ามาขอบคุณน้องกิ้ฟก่อนที่อธิฐานให้พี่ดอกแก้วมีโอสถทิพย์ในการรักษาชีวิตที่เป็นภาระนี้นะคะ เพราะอีกสักครู่ก็ต้องออกไปตรวจกระดูกที่ รพ.วชิระแล้วนะคะ จะไปตรวจดูความหนาทึบของกระดูกนะคะ เพราะถ้าบางเกินไปแล้วจะต้องทานยาอีก

ให้เทคโนโลยีทันสมัยแค่ไหนก็ยังไม่มีเครื่องมือแพทย์ชนิดไหนเลยที่สามารถตรวจเข้าไปรู้สภาพความเป็นไปและการทำงานที่แท้จริงของจิตได้เลย นี่ถ้าตรวจได้คงจะรู้ว่าความหนาทึบของกิเลสคนเราแน่นหนักไปหมดเลย อย่างนี้ต้องทานยาให้บางลง ซึ่งตรงกันข้ามกับทางร่างกาย คือกระดูกถ้าบางแล้วไม่ดี

น้องกิ้ฟเก่งจังเลยที่มองได้ไปถึง " สังขารุเปกขาญาณ " ซึ่งเป็นญาณปัญญาที่ปล่อยวางได้จริงๆ แต่เป็นการปล่อยวางจากจิตที่หวั่นเกรงภัยจากรูปและนาม ซึ่งเกิดต่อเนื่องมาจาก ภังคญาณที่กำหนดรู้ความดับของนามรูป และภยญาณที่เกิดตามมารู้สึกว่านามรูปเป็นภัย จนอาทีนวญาณ คือปัญญาที่เข้าถึงการเห็นชัดเจนในความเป็นโทษของรูปนาม จากนั้นนิพพิทาญาณก็เกิดขึ้น คือปัญญาที่เกิดความเบื่อหน่ายแล้วในนามรูป และอยากจะไปให้พ้นจากการมีรูปมีนามนั้นซึ่งเรียกว่า มุญจิตุกัมยตาญาณ ปัญญาที่คมชัดเกิดขึ้นติดตามาคือฒิฬปฏิสังขารญาณ คือสามารถรู้ธรรมอันเป็นอุบายเครื่องทำให้พ้นนามรูป ซึ่งตรงนี้นะคะที่มั่นใจแน่ชัดว่ามรรคจิตเกิดเท่านั้นจึงจะสามารถประหารเครื่องร้อยรัดชีวิตให้ขาดลงได้ ไม่มีอย่างอื่นเลย เมื่อรู้ชัดอย่างนี้ อำนาจปัญญาที่ชื่อว่า " สังขารุเปกขาญาณ " ก็เกิดมาทำลายความยินดียินร้ายในนามรูปลงได้ขริงๆแล้วก็วางเฉยในนามรูปนั่นเอง

พี่ดอกแก้วขออธิบายมาแค่สังขารุเปกขาญาณเท่านี้ก่อนนะคะ เพื่อจะได้ตรงกับเรื่องที่เราคุยกันอยู่ คือเรื่องการ " ปล่อยวาง " นั่นเองที่ใครต่อใครต่างเอาคำนี้มาเตือนกัน แต่ไม่มีใครทำได้หรอกนะคะ ถ้าวิปัสสนาปัญญาไม่มีเกิดขึ้นในจิต ยกเว้นผู้ที่เจริญอยู่ในวิปัสสนาจนญาณปัญญาขั้นที่ ๑ ถึง ๑๑ เกิดขึ้น

ดูตลกดีนะคะที่คิดกันไปเอง คาดคะเนกันไปเองว่า อย่าไปคิดและให้ปล่อยวาง ดูว่าเป็นของง่ายเหลือเกินเหมือนวางของออกจากมือที่ถืออยู่เท่านั้น แต่ไม่ตลกเลยนะคะสำหรับผู้ที่รู้ที่เข้าใจถูกในเรื่องวัฏฏะ ๓ ที่ผูกรัดมัดชีวิตสัตวโลกไว้อย่างฉมัง

ดังนั้นผู้ที่ต้องการความสงบจากทุกข์ต้องรู้ต้องเข้าใจในการเจริญวิปัสสนาจริงๆและลงมือกระทำจริงๆ เหมือนที่น้องกิ้ฟยกคำของหลวงพ่อท่านมาที่ว่า"อย่ามีความหวังโดยปราศจากความเพียร" นั่นเอง เพราะถ้าหวังโดยไม่เพียรเขาเรียกว่าหวังลมๆแล้งๆนะคะ

พี่ดอกแก้วคุยไว้เท่านี้ก่อนนะคะ เพราะขอไปเตรียมตัวไปตามเวลานัดที่จะไป รพ.แล้วค่ะ ขอความสุขใจในการรู้ธรรม จงทำให้น้องกิ้ฟอิ่มเอิบใจ และมีพลังในการดำเนินชีวิตได้ต่อเนื่องในทางแห่งความดีทั้งปวงนะคะ สวัสดีค่ะ

โดย พี่ดอกแก้ว [6 ต.ค. 2553 , 08:06:46 น.] ( IP = 58.9.152.66 : : )


  สลักธรรม 24


สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว

๕๕๕...ก่อนที่พี่ดอกแก้วจะไปสแกนกระดูกก็มาเปิดประเด็นสแกนจิตที่หมักหมมไปด้วยกิเลสให้น้องกิ๊ฟเห็นโครงร่างตั้งแต่เช้าเลยนะคะ น้องกิ๊ฟคิดว่าศีล สมาธิ และปัญญานั่นเองที่จะมาเป็นครื่องสแกนโดยผ่านกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมของเรา หากเราหมั่นดูความเป็นไปของชีวิตแล้วก็เท่ากับมีโอกาสสแกนตนเองบ่อยๆ และเมื่อพบจุดบกพร่องแล้วก็จะได้ก็จัดธรรมโอสถไปรักษาให้คลายจากความอาพาธ

และธรรมโอสถขนานหนึ่งที่สามารถแก้ไขจุดบกพร่องอันเนื่องมาจากกิเลสได้อย่างชะงัดนะคะเลยนั่นก็คือ วิปัสสนากรรมฐาน เพราะวิปัสสนากรรมฐานเป็นการชะลอและหยุดวงล้อของกิเลสและวัฏฏะ เพียงการเริ่มต้นสร้างความเห็นถูกในการใช้บัญญัติธรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตให้ถูกต้องว่าเป็นรูปหรือเป็นนามแล้วความหนาของโมหะเจตสิกและทิฏฐิเจตสิกก็เริ่มจางลง และในขณะที่กำหนดรู้บ่อยๆ ด้วยบัญญัติธรรมที่มีปรมัตถ์รองรับนั้นก็จะช่วยให้สัญญาเจตสิกละคลายออกจากฝ่ายของความวิปลาสได้มากขึ้น

รวมทั้งในการกำหนดรู้อยู่กับปัจจุบันด้วยความเข้าใจจริงๆ ในพาหนะคือรูปนามนี้ก็จะป้องกันโลภเจตสิกและโทสเจตสิกได้ตรงๆ เลย ซึ่งเมื่อหัวขบวนคือโมหะเจตสิก โลภะเจตสิก และโทสะเจตสิกไม่มาทำงานแล้วลูกทีมที่เป็นอกุศลเจตสิกต่างๆก็ต้องหยุดงานกันไปโดยปริยาย ..อิอิ ซึ่งเมื่อพูดถึงตรงนี้แล้วก็ทำให้เห็นสายสัมพันธ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นอันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงไปถึงการปล่อยวางที่พี่ดอกแก้วอธิบายไว้ในเรื่องของญาณต่างๆ เพราะเมื่อความวิปลาสคลายตัวไป การยึดถือในโลกธรรมก็น้อยลง กิเลสที่ไม่หนาแน่นเท่าเก่าก็จะทำให้เห็นเส้นทางหลักที่ควรดำเนินได้ชัดเจนขึ้น

ซึ่งความเชื่อมโยงของญาณปัญญาที่พี่ดอกแก้วนำมาย้ำให้อีกครั้งหนึ่งนี้ดูจะทำให้เข้าใจภาพการทำงานเรื่องของการกำจัดกิเลสและการปล่อยวางได้ง่ายเพราะเป็นไปตามลำดับ และที่น้องกิ๊ฟนึกไปถึงสังขารุเปกขาญาณได้ก็เพราะเมื่อไม่นานนี้พี่ดอกแก้วได้มาพูดถึงเรื่องญาณ ๑๖ ให้น้องกิ๊ฟและลูกศิษย์อื่นๆ ฟังไปรอบหนึ่งแล้วนั่นเองค่ะ ฉะนั้น ความคุ้นเคยที่มีมาก่อนอย่างนี้เลยมาเป็นปัจจัยให้น้องกิ๊ฟมองถึงความปล่อยวางได้ละเอียดขึ้น ที่จริงแล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วนั่นเองที่เป็นผู้มาจุดประกายความสว่างไว้ให้ตั้งแต่แรก

คำว่า "ปล่อยวาง" นี้ไม่ใช่ของง่ายเลยจริงๆ ที่จะทำ การปลดตัณหาและอุปาทานลงได้เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับปุถุชน เพราะแม้ในมือจะไม่ได้ถืออะไรอยู่แต่ก็ยากที่จะวางความเป็นตัวตนไป ...ขำ ที่พี่ดอกแก้วบอกว่า ดูตลกดีที่คิดกันไปเองว่าเป็นของง่าย ซึ่งความคิดนี้ดูจะเป็นอันตรายมากเพราะทำให้ตกอยู่ในความประมาทแล้วอาจคิดไกลไปว่า ตนเองสิ้นกิเลสแล้ว ทั้งที่เพียงแค่ทำใจได้ในบางสิ่งบางอย่างเท่านั้นเอง ก็เลยยุติโอกาสที่จะขัดเกลาจิตใจให้เบาบางจากกิเลสได้จริงๆ นั่นก็เท่ากับเพิ่มความลำพองและความเห็นผิดให้แนบแน่นเข้าไปอีก

เรื่องของกิเลสนี้ไม่น่าจะใช่เรื่องง่ายของคนในยุคนี้ที่จะกำจัดลงให้เด็ดขาดจากใจ สำนวนหนังจีนกำลังภายในประเภท "วางดาบลงแล้วก็เป็นพระอรหันต์" นี่ถ้าใครคิดเอาเองง่ายๆ ว่าตนเองมีคุณสมบัติเช่นนั้นก็คงต้องตื่นขึ้นจากฝันเสียที เพราะแค่ความคิดดังกล่าวก็มีความยึดถือตนว่าเก่งเสียแล้ว อย่างไรก็ตามน้องกิ๊ฟก็จะคงจุดยืนดังเดิมคือไม่คาดหวังในผลแต่จะมีความหวังโดยไม่ปราศจากความเพียรต่อไป เหมือนกับที่หลวงพ่อท่านสอนเสมอว่า "อย่าขอให้น้ำเต็มตุ่ม แต่ขอให้มีความเพียรที่จะไปตักน้ำให้เต็มตุ่ม" เพราะเมื่อเพียรตักน้ำไปเรื่อยๆ น้ำก็จะเต็มตุ่มเองในที่สุด

วันนี้ เมื่อสวดมนต์เช้าแล้วก็นึกถึงหลวงพ่อขึ้นมา นึกถึงว่าสมัยก่อนนั้นพวกเราทำอะไรไม่เข้าท่าไปสักหน่อยก็จะได้รับคำตักเตือนจากหลวงพ่อท่านทันที ซึ่งต่างจากในตอนนี้ที่หลายคนทำไม่เข้าท่าแบบที่เราเคยทำแต่ก็ไม่มีใครไปเตือน หรืออาจมีคนไปเตือนแล้วแต่ไม่มีศรัทธาที่จะเชื่อ หรือไม่คนส่วนใหญ่ก็ยอมรับการกระทำนั้นไปโดยปริยายโดยไม่เห็นว่าเป็นความไม่สมควร จึงทำให้เห็นชัดว่าโอกาสที่คนรุ่นต่อไปจะได้รับการอบรมบ่มฝังคุณธรรมที่พร้อมไปด้วยสัมมาทิฎฐินั้นก็น้อยลงไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องรอถึงสิบยี่สิบปีที่จะพิสูจน์ความแตกต่าง

อิอิ...คิดไปในเรื่องเหล่านี้แล้วก็คงทำให้ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนักขึ้นยิ่งกว่าเก่าเข้าไปอีก คงต้องยูเทิร์นกลับไปตั้งหลักที่คำของหลวงพ่อ "คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป" ดีกว่า เพื่อจะได้ทำใช้วันเวลาที่เหลืออยู่อย่างมีกำไร ขอให้พี่ดอกแก้วมีสภาพกระดูกที่แข็งแรง มีสุขภาพที่ดี มีโอสถที่ประเสริฐรักษากายและใจนะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ [6 ต.ค. 2553 , 14:26:05 น.] ( IP = 125.27.177.213 : : )


  สลักธรรม 25

สวัสดียามเช้าเลยครับน้องกิ้ฟ

เข้ามาร่วมรับรู้ในการสนทนาของน้องกิ้ฟกับพี่ดอกแก้วในเรื่องวิธีการปล่อยวาง ซึ่งดีมากๆเลยครับ และชี้แน่ชัดลงไปได้เลยว่า วิปัสสนากรรมฐาน เท่านั้นจะคลายพัน คืออุปาทาน และปมปัญหาต่างๆที่มีเกิดขึ้นไม่รู้จักอยู่ลงได้ คือตัณหา เพราะในการปฏิบัตินั้นมีข้อห้ามที่สำคัญคือ อย่ามีชีวิตเนื่องด้วยตัณหาและอวิชชา นั่นเอง

ทุกวันนี้สังคมเราดูวุ่นๆมากเลยนะครับ มีระเบิดเกิดขึ้นเป็นระลอก แต่ที่เกิดขึ้นแทบทุกวันคือระเบิดที่เกิดในใจของคนเรา ถึงจะไม่สามารถทำลายชิ้นส่วนของร่างกายให้กระเด็นกระจายแหลกไปก็ตาม แต่ก็ทำให้จิตใจแตกกระเจิงไปกับอำนาจโทสะ และตามมาด้วยความคิดที่ฟุ้งซ่านไปทั่วทิศเชียว

เช้านี้ตอนที่ ๔ พี่เณรก็สวดมนต์แผ่เมตตาไปถ้วนทั่วเลยครับ เพื่อส่งกระแสกุศลไปยังทุกๆคนที่ร้อนใจทุกข์ใจให้เย็นลง แม้กระทั่งคนเจ็บป่วย มีคุณพ่อของน้องกิ้ฟด้วยนะครับ ตลอดจนพี่ดอกแก้วและอีกหลายๆชีวิตที่พี่เณรทราบอยู่ ให้ทุเลาเบาบางจางหายนะครับ

และเช่นเดียวกับน้องกิ้ฟนะครับที่เราจะต้องยูเทิร์นชีวิตกลับมาตั้งหลักใจตนเอง ในขณะที่โลกทุกวันนี้ร้อนไปด้วยไฟกิเลส "คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป" เพราะพี่เณรมั่นใจในเส้นทางที่หลวงพ่อกรุณาให้ไว้ ปลอดภัยแน่ๆครับ

เดินตามทางที่ดี เดินตามคนที่ดีมีความสุขสงบเสมอ ดังคำว่า..Put the right man on the right jop จริงไหมครับน้องกิ้ฟ พี่เณรต้องขอตัวออกไปธุระแต่เช้ามืดแล้วนะครับ แล้วพบกันใหม่นะครับน้องกิ้ฟ

โดย พี่เณร [7 ต.ค. 2553 , 05:44:55 น.] ( IP = 58.9.49.136 : : )


  สลักธรรม 26



สวัสดีค่ะพี่เณร

กราบขอบพระคุณพี่เณรเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะที่ส่งกระแสกุศลไปช่วยคลายความเจ็บป่วยให้แก่พ่อของน้องกิ๊ฟด้วย และกราบอนุโมทนาในกุศลเมตตาที่พี่เณรได้กระทำในเช้าวันนี้ด้วยนะคะ

ข่าวคราวที่ปรากฏขึ้นให้เราได้รับทราบทุกวันนี้มีแต่ข่าวไม่ดีเสียเป็นส่วนมาก เมื่อได้พบเห็นแล้วก็พลอยให้ใจหวั่นไหวฟุ้งซ่านไปในเรื่องราวนั้นด้วยไม่มากก็น้อย นึกถึงที่หลวงพ่อท่านเคยพูดถึงเลยนะคะว่า "จงเห็นชอบ แต่อย่าชอบเห็น" เพราะที่เราอยากรู้อยากเห็นนี่มีแต่เรื่องไม่น่าสบายใจทั้งนั้นเลย

แล้วก็ทำให้นึกขึ้นมาได้อีกอย่างหนึ่งว่า ท่านเคยตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่จะมีคนทำหนังสือพิมพ์ที่เผยแพร่เฉพาะข่าวดีบ้าง? ผู้อ่านจะได้มีความสุขสบายใจกันได้ทุกวันและเกิดกุศลจิตกันได้มากขึ้นด้วย...อิอิ น้องกิ๊ฟว่าถ้ามีหนังสือพิมพ์แบบนั้นออกมาก็อาจขายไม่ออกเพราะไม่ดึงดูดกิเลสผู้อ่านสักเท่าใด เหมือนเป็นแม่เหล็กคนละขั้วที่จะดึงดูดได้เฉพาะผู้ที่มีกระแสใจดีๆ

การได้ทราบข่าวไม่ดีในแต่ละวันนี้ก็ฟ้องอดีตอย่างหนึ่งของเราได้นะคะ ว่าเป็นผู้สร้างเหตุที่จะต้องมาได้รับอกุศลวิบากทางตาทางหูกันอย่างมากเลย ขนาดอยู่ไกลจากแหล่งเกิดเหตุกันคนละมุมโลกก็มีข่าวส่งมาให้เราได้รับรู้อยู่ตลอด เรียกว่าไม่ต้องออกจากบ้านไปไหนก็ได้พบกับเรื่องไม่สวยไม่งามไม่จรรโลงจิตใจกันได้ตลอดเวลา แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากรรมใหม่ที่เราจะทำ เพราะไม่ว่าจะมีเรื่องราวไม่ดีขนาดไหนมาให้เรารู้แต่ถ้าเราวางใจได้ดีเรื่องเหล่านั้นก็ไม่สามารถสร้างความรู้สึกในทางลบให้แก่เราได้ อย่างการกระทำของพี่เณรนี่แหละค่ะที่เป็นตัวอย่างที่ดีให้พวกเราได้ฉมังเลยกับการถอดสลักระเบิดในใจแล้วปล่อยกระแสแห่งความเมตตาจิตไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายที่มีความทุกข์

อิอิ..เรื่อง Put the right man on the right jop ของพี่เณรนี่ ตอนแรกน้องกิ๊ฟก็งงๆว่า การเลือกใช้คนให้ถูกกับงานนี่มาเกี่ยวข้องกับการเดินตามทางคนดีตรงไหน เมื่อพิจารณาแล้วก็พบว่าเงื่อนไขสำคัญอยู่ตรง"การเลือก" และ "การลงมือปฏิบัติ" ...เลือกบุคคลที่จะเป็นแบบอย่าง เลือกเส้นทางที่จะดำเนิน เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ตน และเมื่อเลือกแล้วก็ลงมือกระทำไปตามกิจการงานที่ดีนั้น ในที่สุดก็จะประสบผลสำเร็จในเบื้องปลาย ..แต่ถ้าความเข้าใจนี้คลาดเคลื่อนประการใดก็ขอความกรุณาพี่เณรช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วยนะคะ

ดูๆ ไปแล้ว ชีวิตของเรานี้คับแคบมากเลยนะคะ มีแค่การรับอารมณ์แล้วก็สนองตอบอารมณ์ แต่ด้วยความที่อยู่ไม่นิ่งก็เลยดูเหมือนชีวิตนี้ยิ่งใหญ่มีเรื่องมากมายที่ต้องกระทำ ....คิดขึ้นมาแล้วก็นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อที่ท่านมักสอนให้เรามองชีวิตให้เป็น และมองให้เห็นไปจนถึงความไม่มีสาระที่เกิดขึ้นจากการทำงานของรูปธรรมและนามธรรมเพียงชั่วคราวเท่านั้น

วันนี้น้องกิ๊ฟมีภารกิจให้กระทำมากมายและตอนนี้ต้องกลับบ้านแล้วค่ะ ขอให้พี่เณรและพี่ดอกแก้วมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีความสุขมากๆ นะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ต.ค. 2553 , 16:42:46 น.] ( IP = 125.27.183.144 : : )


  สลักธรรม 27

สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟและพี่เณร

วันนี้เป็นวันพระ แรม ๑๕ ค่ำ ดือน ๘ และเป็นวันแรกของเทศกาลถือศีนกินเจด้วยนะคะ จัดได้ว่าเป็นวันงดและลดกิเลสหลายๆอย่างออกไป ซึ่งถ้าใครสามารถใช้วันเวลาที่ถูกจัดมาเป็นประโยชน์ต่อตนได้ ชีวิตก็จะเจริญอยู่ในเจตนาแห่งกุศลนั้นได้ เป็นมงคลชีวิต

ถูกต้องเลยนะคะน้องกิ้ฟที่ว่า ชีวิตของเรานี้คับแคบมาก มีแค่การรับอารมณ์แล้วก็สนองตอบอารมณ์เท่านั้น และก็จะต้องกระทำอย่างนี้กันร่ำไปจนตายไปชาติหนึ่งๆ หากไม่รู้จักทางออกของชีวิต เหมือนหุ่นละครที่ถูกชักและเชิด ทำให้มีลีลาต่างๆกันไป พอจบการแสดงเขาก็วางลง หยุดการเคลื่อนไหว กองเรียงกันไปไร้คนตบมือและชื่นชมเลยนะคะ

เมื่อวานพี่ดอกแก้วเอง ก็ได้ไปนอนในที่แคบๆ ถูกจัดท่าให้และถูกผูกข้อมือตรึงไว้แนบลำตัว ขาก็เช่นกันให้อยู่ในแนวตรงไม่ให้เคลื่อนไหว เพราะเมื่อวานไปตรวจ Special X-ray คือตรวจพิเศษทางรังสี ดูว่าเซลมะเร็งมีไหมในกระดูกนะคะ เพราะมีการปวดก้นกบมาเกือน ๒ เดือนแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้หนึ่งวันก็ไปตรวจ Bone Mineral Density คือการการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งพบลักษณะกระดูกผิดปกติ อีกวันก็เลยตรวจใหญ่เลยเลย แต่ผลออกมาดีคะไม่มีสิ่งน่าวิตก

แต่วิธีการที่จะตรวจนั้น เริ่มจากการฉีดรังสีเข้าไปก่อน ด้านแรกพี่ดอกแก้วก็มีวิบากไม่ดีส่งผลเลย ต้องแทงเข็มถึง ๒ ครั้ง เพราะครั้งแรกเส้นเลือดแตกทันที พยาบาลที่ทำหน้าที่ยังบอกว่า พี่ไม่เคยพลาดเลยนะ มาอีกครั้งจึงสำเร็จ (แต่ยังเขียวปรื๋ออยู่เลยคะตอนนี้) และอีก ๓ ชั่วโมงเมื่อรังสีเข้าไปเกาะจับที่กระดูกพร้อมถ่ายแล้ว คราวนี้ก็ถูกจัดท่าให้อยู่ในที่แคบๆดังกล่าวนะคะ

โอโห..สารพัดที่เกิดความรู้สึกไปทั่วเลยนะคะ คือคันอยากเกาในตำแหน่งต่างๆ แต่ก็ต้องอดทน เพราะถูกตรึงไว้ หายใจก็ไม่สะดวกเพราะต้องนอนราบๆ ซึ่งพี่ดอกแก้วนอนราบไม่ค่อยได้ด้วยจะมีอาการแน่นหายใจไม่ออก แต่ก็ต้องทนผ่อนลมหายใจสั้นๆเอาและกำหนดจิตให้อยู่ในความสงบมากที่สุด เพื่อจะผ่านขั้นตอนไปให้ได้จนเสร็จ

เห็นชัดมากเลยค่ะ ความหมดอิสระภาพทางกายซึ่งมีผลมากต่อจิตใจที่จะเกิดทุรนทุรายมากมายถ้าไม่เคยฝึกฝนจิตไว้ ทำให้นึกไปถึงความเจ็บป่วยที่เกิดทุกขเวนามากๆ คงลำบากมากนะคะที่จะควบคุมจิตใจให้สงบได้ นี่ขนาดไม่ได้ปวดเจ็บเลย เพียงมีอาการคันและเอามือไปเกาไม่ได้เท่านั้นยังต้องสร้างสมาธิจิตขึ้นมาสู้เลยค่ะ

" เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา " แต่ไม่ธรรมดาเลยนะคะถ้าไม่รู้จักวิธีการยอมรับความธรรมดานั้น ไม่ใช่แบบท่องเอา แต่ต้องสามารถข่มใจจากความรู้สึกเจ็บป่วยนั้นด้วย มิเช่นนั้นแล้วจิตที่ตกอยู่ในสภาพทุกขเวทนานั้นจะเชื่อมโยงอารมณ์มาสู่ตนมากมาย และเป็นที่ไปในภพทั้งหลายนั่นเอง

ว่าแล้วพี่ดอกแก้วขอตัวไปฝึกจิตก่อนนะคะ เพราะรู้ตัวเลยว่า ยังอ่อนซ้อมไปหน่อย เพราะถ้าขืนชะล่าใจไปแย่แน่ๆเลยคะ หลวงพ่อท่านก็สอนไว้ว่า อุปสรรคท้าทายความสามารถ วิบากท้าทายปัญญา จึงจะต้องรีบเร่งบ่มความสามารถและสติปัญญาให้แก่ตนเพื่อลงสนามแข่งเสมอนะคะ

ขอให้พี่เณรและน้องกิ้ฟ สามารถฝึกฝนจิตได้เก่งและมีความแกร่งที่พร้อมด้วยสติปัญญามากๆ ในการยืนอยู่ใน สนามอารมณ์นะคะ

โดย พี่ดอกแก้ว [8 ต.ค. 2553 , 07:45:15 น.] ( IP = 58.9.136.189 : : )


  สลักธรรม 28



สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว สวัสดีค่ะพี่เณร

และแล้วเทศกาลฝึกหลีก ละ ลดกิเลสในการับประทานอาหารก็มาถึงอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นการหลีก ละ ลดเพียงเนื้อสัตว์ก็จริงแต่เจตนาที่จะไม่เบียดเบียนชีวิตใครที่เป็นพื้นฐานในการตั้งเจตนางดเว้นนี้ก็น่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง และก็เป็นการประพฤติที่สอดคล้องไปกับกาลเทศะด้วยเรียกว่า ไม่ได้ใช้ชีวิตให้ยุ่งยากหรือเลี้ยงยากเท่าใดนัก อิอิ..งานนี้น้องกิ๊ฟเกิดกุศลจิตตามพี่ดอกแก้วมาเลยค่ะเมื่อได้อ่านคำว่าเทศกาลถือศีลกินเจ และขออนุโมทนากับทุกท่านที่ตั้งเจตนาไว้ในกุศลด้วยนะคะ

ได้อ่านความคืบหน้าเกี่ยวกับการไปตรวจร่างกายของพี่ดอกแก้วก็รู้สึกสบายใจที่พี่ดอกแก้วไม่ได้รับความบุบสลายตรงไหนหรือมีโรคภัยไข้เจ็บอะไรเพิ่มเติมมาอีก แม้ว่าจะต้องถูกแทงเข็มถึงสองครั้งก็ตามน้องกิ๊ฟก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมาก เพราะพี่ดอกแก้วมักจะถูกแทงเข็มซ้ำอยู่เสมอในการเจาะเลือดหรือให้น้ำเกลือหรือจะต้องทำอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่ฉีดยา ก็แปลกดีนะคะกับวิบากแบบนี้ที่ตอนแรกน้องกิ๊ฟคิดว่าพี่ดอกแก้วมีพระดีเลยหนังเหนียว ๕๕๕

แต่เรื่องที่มีอาการคันแต่เกาไม่ได้นี่สิคะ..น่าเห็นใจจัง แถมต้องไปนอนราบนั่นอีกที่ปกติก็นอนท่านั้นไม่ได้อยู่แล้ว รู้สึกว่าพี่ดอกแก้วจะต้องอดทนอดกลั้นเป็นอย่างมากเลยกับความอึดอัดหายใจไม่ออก พอนึกย้อนกลับไปแล้วก็รู้สึกว่าจะเป็นการนอนราบที่เสี่ยงชีวิตมากเลยนะคะ เพราะดูเหมือนความตายจะอยู่ใกล้พี่ดอกแก้วแค่ที่ปลายจมูกนี่เอง แต่อย่างไรก็ตามในที่สุดกุศลก็มีกำลังมากกว่าเพราะสามารถคุ้มครองพี่ดอกแก้วให้ปลอดภัยกลับมาได้แล้ว

ดูจากประสบการณ์ตรวจ Special X-ray ของพี่ดอกแก้วแล้ว เห็นถึงวิธีการรับมือกับความทุกข์และความน่ากลัวประการต่างๆ ที่นำมาเป็นตัวอย่างในการฝึกเตรียมพร้อมได้เป็นอย่างดีเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมลมหายใจและกำหนดจิตให้อยู่ในความสงบเมื่อต้องตกอยู่ในภาวะอึดอัดแน่นและขาดอิสรภาพ การย้ายอารมณ์เพื่อแก้ไขทุกข์โดยใช้สมาธิข่มอาการคันที่เกิดขึ้น การยอมรับสภาพทุกข์เวทนาที่เกิดขึ้นแล้วกำหนดรู้ในเวทนาเพื่อสกัดความทุรนทุราย ...เรียกว่าใช้ทั้งปริยัติและปฏิบัติทั้งสมถะและวิปัสสนามาแก้ไขทุกข์แบบมีอาวุธครบมือเลยนะคะ

และในเรื่องที่พี่ดอกแก้วเตือนมาในเรื่องการยอมรับว่า "เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา" นั้นเรามีวิธีการยอมรับได้อย่างสนิทใจหรือไม่ หรือเพียงยอมรับแต่ปากไปเท่านั้น เพราะน้องกิ๊ฟก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะว่าเป็นความน่ากลัวมากจริงๆ เพราะแค่เจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เราก็ยังโอดโอยไม่ยอมรับกับสภาพความเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้น แล้วถ้าในคราวที่ต้องประสบทุกขเวทนาอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นโรคหรืออุบัติเหตุหรือในคราวที่ใกล้จะตายล่ะ หากไม่ฝึกฝนจิตใจให้มีการยอมรับได้ว่าเป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่งก็คงจะทุรยทุรายมาก และหากไม่มีวิธีการรับมือกับความเจ็บป่วยด้วยแล้วก็คงไปในภพใหม่ที่ไม่ดีเลย

น้องกิ๊ฟขอสารภาพเลยค่ะว่า "กลัวการทำฟัน" เพราะรู้สึกหวาดเสียวที่ต้องได้ยินเสียงที่ชัดเจนมากของเครื่องมือต่างๆ ที่อยู่ในปากรวมทั้งความรู้สึกสั่นสะเทือนความกระทบกระทั่งต่างๆ ที่เราจะรู้สึกได้ไวมาก และความที่ถูกจับตรวจฟันผุและอุดฟันมาตั้งแต่เด็กๆ ประสบการณ์ความน่ากลัวเหล่านี้ได้ฝังลึกอยู่ในใจมาตลอด แต่หลังจากที่ได้ฝึกหัดปฏิบัติวิปัสสนาแล้วพอถึงคราวจำเป็นที่ต้องไปทำฟันน้องกิ๊ฟก็ยังรู้สึกกลัวและหวาดเสียวอยู่นั่นแหละค่ะ แต่เมื่อจำเป็นต้องไปทำฟันอย่างในคราวล่าสุดเมื่อสองปีก่อนนี่น้องกิ๊ฟก็หาวิธีสลายความกลัวด้วยการกำหนดรู้ในอิริยาบถนอน แล้วก็ทำความรู้สึกไปตามสิ่งที่มากระทบ กำหนดรู้ไปที่ความรู้สึกกลัวนั้น ซึ่งพอกำหนดแล้วก็รู้สึกเลยว่าไม่มีความกลัวแระ แล้วก็กำหนดไปเรื่อยๆ บางช่วงก็ทำสมาธิเพื่อรวบรวมพลังใจ และช่วงที่สำคัญมากคือการฉีดยาหรือกรอฟันนี่ก็กำหนดไปในความรู้สึกเลยค่ะ แล้วก็พบว่าไม่น่ากลัวแล้ว ความน่ากลัวเกิดขึ้นเพราะเรา"คิดไปเอง"

เหตุการณ์ของน้องกิ๊ฟเองเนี่ยทำให้คิดว่า หากนำไปเปรียบกับหลักของความเป็นสัปปายะในการปฏิบัติแล้วก็คงไม่เข้าข่ายอย่างครบองค์ประกอบหรอกนะคะ ซึ่งน้องกิ๊ฟคิดว่าถ้านักศึกษาที่ถือตามปริยัติเปรี๊ยะก็คงไม่มีโอกาสนำการเจริญกรรมฐานไปใช้เพื่อป้องกันหรือหนีภัยได้เลย อย่างในเครื่องฉายรังสีหรือห้องทำฟันนี่ดูไม่น่าจะเหมาะเป็นที่เจริญกรรมฐานได้ แต่น้องกิ๊ฟคิดว่าเรื่องของสัปปายะนั้นน่าจะเคร่งครัดเพื่อเป็นสิ่งเกื้อกูลต่อผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเจริญกรรมฐานนะคะ และเมื่อมาพิจารณาเหตุการณ์ของพี่ดอกแก้วแล้วก็ยิ่งย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการนำกรรมฐานมาเจริญในคราวประสบภัยมากกว่าจะคำนึงถึงความเป็นสัปปายะ เพราะมิฉะนั้นแล้วชีวิตก็จะเสียโอกาสไปในการฝึกจิตเพื่อสร้างกุศลบนอกุศลวิบากหรือสร้างที่ยึดเหนี่ยวที่จะระงับความทุนรนทุราย

ที่น้องกิ๊ฟพูดมาแล้วนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเก่งกาจสามารถมากแต่อย่างใดนะคะ เพราะยังอ่อนซ้อมอีกมากมายแถมยังหนาแน่นไปด้วยโกสัชชะ ...อิอิ เห็นทีจะต้องเร่งสปีดสักหน่อยแระ กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วมากค่ะที่นำชีวิตมาเป็นตัวอย่างเพื่อให้ประโยชน์แก่พวกเรา ขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นนะคะและมีความสุขมากๆ ทั้งพี่ดอกแก้วและพี่เณรด้วยค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [8 ต.ค. 2553 , 20:39:24 น.] ( IP = 58.9.130.86 : : )


  สลักธรรม 29

.

โดย น้องมาอนุโมทนา [8 ต.ค. 2553 , 21:18:15 น.] ( IP = 125.24.16.247 : : )


  สลักธรรม 30

สวัสดีครับน้องกิ้ฟ

วันนี้เป็นวันทำงานอีกแล้ว หลังจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์มา ๒ วัน ต่างก็มีหน้าที่ๆต้องรับผิดชอบชีวิตต่างกันไปบางครั้งหลายคนแสนจะเบื่อความจำเจนั้นๆ แต่ " ไม่ทำไม่ได้ " จึงต้องอดทนทำหน้าที่ของตนเองไปรับผิดชอบชีวิตของตนเองไป นี่ไงครับงานของชีวิตที่ตามมาหลังความเกิด ทำกันไปจนหมดอายุงาน คือแก่ลงแล้ว หรือทำไปไหวแล้ว ก็ออกมา

แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีงานประจำตัวกันไปจนตายที่ไม่มีใครลาออกมาได้ คือ ต้องกิน ต้องนอน ต้องขับถ่าย ต้องเปลี่ยนอิริยาบถไปเพราะมีความเมื่อยความเจ็บไปตามกาล ไหนจะต้องมีโรคแทรกมาให้ต้องบำบัดกันรำไปนึกๆแล้วเห็นได้เลยว่า ชีวิตนี้ลำบากลำบนจริงๆเลยนะครับ ทำให้ระลึกไปถึงบทสวดมนต์ที่เราท่านทำวัตรเช้า - เย็นกัน " ชาติปิ ทุกฺขา " และนึกเลยไปยังหนทางที่จะนำออกจากทุกข์ได้คือ การเจริญชีวิตอยู่ในมรรคอันมรองค์ ๘ ซึ่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องแรกได้แก่ความเห็นอันถูก หรือความเห็นชอบ นั่นเอง คำแปลนี้ดูง่ายๆ แต่การกระทำให้เกิดความเห็นถูกนั้นยากจริงๆนะครับ เพราะจะต้องเข้าใจในความเป็นไปของคำว่าชีวิตอย่างถูกต้องด้วย ว่าชีวิตคืออะไร ? และเข้าใจไปถึงวงจรแห่งปฏิจสมุปบาทด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าทำไมการเวียนว่ายตายเกิดนั้นยังมีอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจยิ่ง เพราะจะเป็นการเริ่มต้นที่จะกำหนดชีวิตได้ถูก และเดินไปตามทิศทางที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ได้อย่างมั่นคงด้วยศรัทธา

แต่ด้วยปัจจุบันนี้ ชีวิตของแต่ละบุคคลได้เวียนว่ายตายเกิดจนล่วงกาลอันเป็นมงคลสมัยมานานมากแล้ว ประกอบกับความวิบัติไปในอรรถธรรมที่ตรงที่เป็นไปด้วยเหตุผลจึงทำให้ความรุ่งโรจน์แห่งพระธรรมถูกปิดบังไว้ด้วยโมหะจิต ต่างจึงคิดวิธีการกันไปต่างๆนานา แต่ไม่ตรงเนื้อแท้ที่ทรงตรัสรู้และเทศนาสั่งสอนไว้ นี่ไงครับที่ว่าแค่สัมมาทิฏฐิกฏยังยากยิ่งแล้ว

ทำให้พี่เณรเองต้องหวนคิดไปถึงครูบาอาจารย์เก่าๆที่ทั้งเก่งและมีความสามารถจริงๆและแตกฉานในพระบาลี สามารถอธิบายขยายความได้ตรงชัด ซึ่งบัดนี้ท่านได้จากไปแล้ว ซึ่งมีหลวงพ่อพระครูศรีโชติญาณ (หลวงพ่อแสวง) เป็นต้น นึกแล้วแสนเสียดายจริงๆ ที่ครั้งนั้นตนเองไม่กระตืนรือล้นเท่าที่ควร มิหน่ำซ้ำทำตนเองเป็นแก้วคว่ำเสียด้วยในบางคราทำให้ปิดโอกาสที่จะรับสิ่งดีมีค่าไปมากเลย แต่ด้วยเดชะบุญที่ยังมีหลวงพ่อเสือที่ท่านโปรดธรรมและปูทางไว้ให้เดินกันอย่างมากมาย ทำให้ชีวิตไม่สะดุดล้มลงไปง่ายๆ เสมือนมีที่ยึดเกาะให้พยุงกายใจไปในเส้นทางที่มีแสงสว่างได้บ้างมาจนทุกวันนี้เลยนะครับน้องกิ้ฟ

วันนี้พี่เณรจะต้องมีภาระกิจที่ไม่ทำไม่ได้ และบ่าย ๓ โมงก็ต้องออกไปหาหมอฟันอีกแล้วครับ ขอลาน้องกิ้ฟไปทำงานก่อนนะครับ ขอให้น้องกิ้ฟสุขภาพแข็งแรง และปลอดภัยจากวิบากร้ายๆนานานขนิดนะครับ ที่ว่าปลอดภัยของพี่เณรนั้น ไม่ใช่ให้วิบากหายไปแต่เป็นการอวยพระอุดหนุดจิตของน้องกิ้ฟให้แรงด้วยสติและไวด้วยปัญญานั่นเองครับ.

โดย พี่เณร [11 ต.ค. 2553 , 10:34:00 น.] ( IP = 58.9.233.205 : : )
[ 1 ][ 2 ] [ 3 ] [ 4 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org