| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แก้ปัญหา
สลักธรรม 21
สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟ สวัสดีค่ะพี่เณร
ต้องขอขอบพระคุณอย่างสูงนะคะในความห่วงใยที่มีให้แก่พี่ดอกแก้วเสมอมา อาการโดยทั่วไปก็ดูดีอยู่นะคะตอนนี้ เพราะเมื่อวานได้ไปตรวจที่ศูนย์หัวใจ รพ.ธนบุรี มาอีกครั้ง แต่กลับพบว่าความดันสูงขึ้นค่ะ คุณหมอจึงปรับยาให้ และบอกให้พักผ่อน (ใจ) มากๆ ให้ปล่อยวาง ลงบ้าง และยังมีอาการที่จะต้องไปพบแพทย์อีกท่านในวันหน้า คือแพทย์เกี่ยวกับกระดูต้นคอนะคะ เพราะเคยผ่าไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ ๙ ปีก่อน แต่คงมีการทรุดลงอีก จึงทำให้มือข้างขวาชาง่ายๆ และเป็นต้นเหตุให้นอนพักหลับไม่สนิท จึงทำให้ความดันสูงขึ้นนั่นเองค่ะ
พูดถึงเรื่อง " ปล่อยวาง " เป็นคำที่ใช้ตักเตือนกันเสมอ แต่จริงแล้วไม่ค่อยมีใครจะรู้จริงเลยถึงเรื่องการปล่อยวางและวิธีการเลยนะคะ จึงดูเป็นข้อสรุปง่ายๆว่าโรคนั้นๆเป็นเพราะเราเองเคลียดหรือทำงานหนักเกินไป เหมือนที่พี่ดอกแก้วได้รับคำบอกจากคุณหมอเมื่อวานนี้นะคะ
จิต เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เมื่อมีอารมณ์มาปรากฏจะให้ไม่รู้ไม่ได้ และอารมณ์นั้นๆก็อยู่เหนือกฏเกณฑ์ที่จะไปเลือกรับ เพราะเป็นอำนาจของกฏกรรมทีส่งมาดีบ้างไม่ดีบ้าง เมื่อจิตรับอารมณ์มาแล้วก็ตามมาด้วยกระบวนการพยัคฆ์ร้ายที่เกาะกินใจในยามที่อารมณ์ไม่ดีเกิดขึ้น และห่อหุ้มใจให้ระเริงไปในยามอารมณ์ดีเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด เป็นโรคฮิทที่สุด และเป็นโรคระบาดที่สุดในชีวิตของปุถุชน การรักษาจึงต้องรู้สมุฏฐานที่เกิดโรคได้อย่างแม่นยำ เพื่อตัดต้นตอของโรคร้ายนั้นๆให้หมดไป
ด้วยเหตุนี้จึงต้องเข้าใจเรื่อง จิต เรื่องกรรมและวิบาก และหาทางควบคุมจิตไม่ให้พวกพยัคฆ์ร้าย ๓ ใบเถ้า คือโลภะ โทสะ โมหะ เข้าครองใจได้ง่ายๆ ด้วยการมีสติ มีสมาธิ มีปัญญานั่นเอง
นอกจากนั้น พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยเป็นคัมภีร์ที่บอกถึงการเจ็บป่วยเกิดจากสาเหตุใหญ่ๆ ๖ ประการ ได้แก่
๑. มูลเหตุธาตุทั้ง ๔
๒. อิทธิพลของฤดูกาล
๓. อายุที่เปลี่ยนไปตามวัย
๔ . ถิ่นที่อยู่อาศัย
๕. อิทธิพลของกาลเวลาและสุริยจักรวาล
๖. พฤติกรรมเป็นมูลเหตุที่ก่อโรค
ที่พี่ดอกแก้วยกมานี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า " ชีวิตนั้นเป็นทุกข์ อยู่ยากจริงๆ " เพราะจะต้องคอยระวัง คอยดูแลแก้ไขกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตราบที่ยังมีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ แต่พี่ดอกแก้วไม่ได้ท้อนะคะ เพียงรักษาโรคไปตามอาการ แต่ให้ความใส่ใจกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่า เพราะถ้าไม่มีมนสิการในสิ่งที่เกิดขึ้นให้ดี ว่าเป็นวิบากส่วนตัวแล้ว นั่นละคะคือการไม่สามารถปล่อยวางได้
มาเทียบกับคำสอนที่หลวงพ่อเสือท่านรวบไว้ให้เป็นคำจำง่าย แต่ทำได้ยากก็คือ ความวุ่นวายจะไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่หยุดที่ตน นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องและโรคภายนอก หรือเรื่องกับโรคภายใน ต่อให้เกิดจากอำนาจกรรมรุ่นแรงขนาดไหน ถ้าสติและปัญญาแก่กล้าจริงๆแล้ว เรื่องและโรคต่างๆล้วนเป็นเรื่องเล็กทั้งสิ้น ด้วยเพราะว่า เมื่อหมดเหตุหมดปัจจัยลงทุกอย่างก็จบลงได้นั่นเอง โดยเฉพาะชีวิต ที่เป็นที่ตั้งของเรื่องและโรค นะคะ
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจกรรมดีทั้งหลายที่พี่เณร และน้องกิ้ฟต่างได้เพียรสร้าง และเพียรรักษาไว้ให้เกิดขึ้นเสมอๆในชีวิต จงมาเป็นธรรมอุปการะ ให้ชีวิตสะดวกในการเจริญอยู่ในสติปัญญานะคะ เพราะนั่นคือ ยาขนานวิเศษสุดของชีวิตเลยค่ะโดย พี่ดอกแก้ว [5 ต.ค. 2553 , 08:26:02 น.] ( IP = 58.9.105.245 : : )
สลักธรรม 22
สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว สวัสดีค่ะพี่เณร
ภาพสวยจังลยค่ะพี่ดอกแก้ว แล้วก็ดีจังเลยค่ะที่ผลการตรวจสุขภาพไม่ร้ายแรงอะไรนอกเสียจากปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิต ส่วนเรื่องหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทนี่ เราค่อยมาลุ้นกันต่อนะคะว่าจะเปลี่ยนหมอนใบใหม่กันเมื่อไหร่หรือว่าไม่ต้องเปลี่ยนกันแน่ อย่างไรก็ขอให้พี่ดอกแก้วมีสุขภาพที่แข็งแรงสมวัยค่ะ
และเมื่อพูดถึงเรื่องการปล่อยวางแล้ว น้องกิ๊ฟต้องขอบอกเลยว่า เมื่ออ่านในย่อหน้าแรกที่พี่ดอกแก้วเขียนก็รู้สึกเป็นกังวลนิดหน่อย เพราะผู้คนอาจสงสัยว่า พี่ดอกแก้วเชี่ยวชาญทั้งปริยัติและปฏิบัติถึงขนาดนี้แล้ว"ยังไม่รู้จักปล่อยวาง" อีกหรือ จึงต้องมาให้แพทย์แนะนำให้ปล่อยวาง แต่เมื่อมาอ่านในย่อหน้าที่สอง - สาม - สี่ น้องกิ๊ฟก็ปล่อยวางความกังวลใจในเรื่องชื่อเสียงของพี่ดอกแก้วลงได้ค่ะ ....
เพราะการใช้คำว่า "ปล่อยวาง" จากบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจที่ต่างกันย่อมเป็นไปคนละแง่คนละความหมาย แล้วก็จริงเลยค่ะอย่างที่พี่ดอกแก้วบอกว่า"ไม่ค่อยมีใครรู้จริง" คำว่า "ปล่อยวาง"นี้กลายเป็นคำที่ถูกนำมาใช้เรื่อยๆ ในทุกวงการอาชีพ คิดว่าวัตถุประสงค์เบื้องต้นก็คงจะเหมือนกันคือเพื่อกำจัดความไม่สบายใจที่มีอยู่
ดังนั้น การปล่อยวางจึงดูเหมือนทำได้ง่ายเมื่อเป็นเรื่องที่ไม่ได้พบบ่อยๆ แล้วก็ย้ายอารมณ์ไปทำอย่างอื่น แต่การปล่อยวางจะทำได้ยากเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบหนีไม่รอดเพราะความถี่ที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้ยิ่งจดจำได้แม่นยำยิ่งขึ้น พูดมาถึงตรงนี้แล้วก็นึกไปถึงสังขารุเปกขาญาณโน่นเลยค่ะที่คงจะเรียกว่าเป็นการปล่อยวางได้อย่างเข้าถึงเนื้อแท้ อย่างที่เราทำกันได้นั้นก็คงเป็นการปล่อยวางได้อย่างชั่วคราวเป็นเรื่องๆ ไป ปล่อยวางจากเรื่องนี้แต่ไปสนใจในเรื่องอื่นๆ แทนซึ่งเป็นไปได้ทั้งกุศลและอกุศล หรือเป็นการปล่อยวางกันด้วยมหากุศลจิตที่มีกำลังของญาณปัญญาแบบอ่อนๆ แบบที่ต้องอาศัยปริยัติมาพร่ำสอนใจซึ่งเมื่อทำใจได้แล้วจึงปล่อยวางลงได้เพราะเห็นโทษเห็นภัย หรือที่ดีขึ้นกว่านั้นก็คือแบบีมนสิการกำหนดรู้ด้วยสติปัฏฐานเป็นขณะๆ ไปอย่างที่พี่ดอกแก้วสรุปไว้ในช่วงท้ายนั่นเอง
และเรื่องสมุฏฐานของโรคจากคัมภีร์โบราณที่พี่ดอกแก้วกรุณานำมาอธิบายให้เห็นถึงสาเหตุใหญ่ๆ ของความเจ็บป่วยนั้นมั่นใจได้เลยว่า ชีวิตอยู่ยากจริงๆ เพราะสาเหตุแต่ละอย่างนั้นเราได้พบทั้งสิ้นทั้งที่ตนเองและที่ภายนอก ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเจ็บป่วยกันเสมอๆ และก็ต้องรักษากันอยู่ตลอดแบบปล่อยวางไม่ได้
ขบวนการพยัคฆ์ร้าย โลภะ โทสะ โมหะ นั้นดูน่าสนุกนะคะเพราะมีพระเอกสติ สมาธิ ปัญญา ตามมาประกบเป็นคู่ต่อสู้อีกสามคนเท่ากันเลย จึงจะสามารถกำจัดโรคร้ายทางใจนี้ได้อย่างราบคาบ แต่เมื่อนึกอีกทีก็ไม่น่าสนุกนะคะเพราะตัวร้ายทั้งสามนั้นอยู่คู่กับชีวิตเรามานานเหลือเกินจนมีอำนาจไม่น้อยและสร้างเหตุสร้างปัจจัยให้เราเป็นโรคอย่างมากมาย อำนาจของตัวเอกที่เราเพิ่งจะยอมรับและนำมาเป็นเพื่อนชีวิตนี้คงยังไม่มีกำลังต่อสู้มากนัก ช่วงนี้เราก็คงต้องอาศัยเวลาหยุดความวุ่นวายที่ตนและสะสมกำลังความสามารถกันไปก่อนนะคะเพื่อนำไปสู่การปล่อยวางอย่างสนิทใจ
มาถึงตรงนี้แล้วน้องกิ๊ฟนึกถึงคำเตือนของหลวงพ่อเสือขึ้นมาได้อีกครั้งว่า "อย่ามีความหวังโดยปราศจากความเพียร" คำนี้ทำให้ต้องย้อนกลับมาดูตนอีกครั้งในนาทีนี้ว่า เราดีแต่พูดให้ดูดีหรือเปล่าและมีความเพียรจริงจังหรือยัง? ซึ่งเมื่อนึกขึ้นมาได้อย่างนี้แล้วก็รู้เลยว่าหยุดการมองออกไปนอกตัวเพื่อเปรียบเทียบหรือวิจารณ์พฤติกรรมของผู้อื่น ใจได้กลับมาพิจารณาถึงการหยุดความวุ่นวายที่ตนทันทีเลยค่ะ
ดีจังเลยนะคะที่ได้เข้ามาคุยกับพี่ดอกแก้วและพี่เณร เพราะนอกจากจะได้รับคำแนะนำที่ดีแล้วยังได้รับกำลังใจพร้อมคำให้พรที่มีค่าด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วมากนะคะที่ปรารถนาจะให้น้องกิ๊ฟมียาขนานวิเศษประจำตนได้โดยเร็ว ..สาธุ ขอให้พี่ดอกแก้วมีชีวิตที่งดงามพรั่งพร้อมและเป็นเจ้าของโอสถทิพย์เช่นกันค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [5 ต.ค. 2553 , 13:38:14 น.] ( IP = 125.27.176.67 : : )
สลักธรรม 23สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟ
รีบเข้ามาขอบคุณน้องกิ้ฟก่อนที่อธิฐานให้พี่ดอกแก้วมีโอสถทิพย์ในการรักษาชีวิตที่เป็นภาระนี้นะคะ เพราะอีกสักครู่ก็ต้องออกไปตรวจกระดูกที่ รพ.วชิระแล้วนะคะ จะไปตรวจดูความหนาทึบของกระดูกนะคะ เพราะถ้าบางเกินไปแล้วจะต้องทานยาอีก
ให้เทคโนโลยีทันสมัยแค่ไหนก็ยังไม่มีเครื่องมือแพทย์ชนิดไหนเลยที่สามารถตรวจเข้าไปรู้สภาพความเป็นไปและการทำงานที่แท้จริงของจิตได้เลย นี่ถ้าตรวจได้คงจะรู้ว่าความหนาทึบของกิเลสคนเราแน่นหนักไปหมดเลย อย่างนี้ต้องทานยาให้บางลง ซึ่งตรงกันข้ามกับทางร่างกาย คือกระดูกถ้าบางแล้วไม่ดี
น้องกิ้ฟเก่งจังเลยที่มองได้ไปถึง " สังขารุเปกขาญาณ " ซึ่งเป็นญาณปัญญาที่ปล่อยวางได้จริงๆ แต่เป็นการปล่อยวางจากจิตที่หวั่นเกรงภัยจากรูปและนาม ซึ่งเกิดต่อเนื่องมาจาก ภังคญาณที่กำหนดรู้ความดับของนามรูป และภยญาณที่เกิดตามมารู้สึกว่านามรูปเป็นภัย จนอาทีนวญาณ คือปัญญาที่เข้าถึงการเห็นชัดเจนในความเป็นโทษของรูปนาม จากนั้นนิพพิทาญาณก็เกิดขึ้น คือปัญญาที่เกิดความเบื่อหน่ายแล้วในนามรูป และอยากจะไปให้พ้นจากการมีรูปมีนามนั้นซึ่งเรียกว่า มุญจิตุกัมยตาญาณ ปัญญาที่คมชัดเกิดขึ้นติดตามาคือฒิฬปฏิสังขารญาณ คือสามารถรู้ธรรมอันเป็นอุบายเครื่องทำให้พ้นนามรูป ซึ่งตรงนี้นะคะที่มั่นใจแน่ชัดว่ามรรคจิตเกิดเท่านั้นจึงจะสามารถประหารเครื่องร้อยรัดชีวิตให้ขาดลงได้ ไม่มีอย่างอื่นเลย เมื่อรู้ชัดอย่างนี้ อำนาจปัญญาที่ชื่อว่า " สังขารุเปกขาญาณ " ก็เกิดมาทำลายความยินดียินร้ายในนามรูปลงได้ขริงๆแล้วก็วางเฉยในนามรูปนั่นเอง
พี่ดอกแก้วขออธิบายมาแค่สังขารุเปกขาญาณเท่านี้ก่อนนะคะ เพื่อจะได้ตรงกับเรื่องที่เราคุยกันอยู่ คือเรื่องการ " ปล่อยวาง " นั่นเองที่ใครต่อใครต่างเอาคำนี้มาเตือนกัน แต่ไม่มีใครทำได้หรอกนะคะ ถ้าวิปัสสนาปัญญาไม่มีเกิดขึ้นในจิต ยกเว้นผู้ที่เจริญอยู่ในวิปัสสนาจนญาณปัญญาขั้นที่ ๑ ถึง ๑๑ เกิดขึ้น
ดูตลกดีนะคะที่คิดกันไปเอง คาดคะเนกันไปเองว่า อย่าไปคิดและให้ปล่อยวาง ดูว่าเป็นของง่ายเหลือเกินเหมือนวางของออกจากมือที่ถืออยู่เท่านั้น แต่ไม่ตลกเลยนะคะสำหรับผู้ที่รู้ที่เข้าใจถูกในเรื่องวัฏฏะ ๓ ที่ผูกรัดมัดชีวิตสัตวโลกไว้อย่างฉมัง
ดังนั้นผู้ที่ต้องการความสงบจากทุกข์ต้องรู้ต้องเข้าใจในการเจริญวิปัสสนาจริงๆและลงมือกระทำจริงๆ เหมือนที่น้องกิ้ฟยกคำของหลวงพ่อท่านมาที่ว่า"อย่ามีความหวังโดยปราศจากความเพียร" นั่นเอง เพราะถ้าหวังโดยไม่เพียรเขาเรียกว่าหวังลมๆแล้งๆนะคะ
พี่ดอกแก้วคุยไว้เท่านี้ก่อนนะคะ เพราะขอไปเตรียมตัวไปตามเวลานัดที่จะไป รพ.แล้วค่ะ ขอความสุขใจในการรู้ธรรม จงทำให้น้องกิ้ฟอิ่มเอิบใจ และมีพลังในการดำเนินชีวิตได้ต่อเนื่องในทางแห่งความดีทั้งปวงนะคะ สวัสดีค่ะโดย พี่ดอกแก้ว [6 ต.ค. 2553 , 08:06:46 น.] ( IP = 58.9.152.66 : : )
สลักธรรม 24
สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว
๕๕๕...ก่อนที่พี่ดอกแก้วจะไปสแกนกระดูกก็มาเปิดประเด็นสแกนจิตที่หมักหมมไปด้วยกิเลสให้น้องกิ๊ฟเห็นโครงร่างตั้งแต่เช้าเลยนะคะ น้องกิ๊ฟคิดว่าศีล สมาธิ และปัญญานั่นเองที่จะมาเป็นครื่องสแกนโดยผ่านกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมของเรา หากเราหมั่นดูความเป็นไปของชีวิตแล้วก็เท่ากับมีโอกาสสแกนตนเองบ่อยๆ และเมื่อพบจุดบกพร่องแล้วก็จะได้ก็จัดธรรมโอสถไปรักษาให้คลายจากความอาพาธ
และธรรมโอสถขนานหนึ่งที่สามารถแก้ไขจุดบกพร่องอันเนื่องมาจากกิเลสได้อย่างชะงัดนะคะเลยนั่นก็คือ วิปัสสนากรรมฐาน เพราะวิปัสสนากรรมฐานเป็นการชะลอและหยุดวงล้อของกิเลสและวัฏฏะ เพียงการเริ่มต้นสร้างความเห็นถูกในการใช้บัญญัติธรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตให้ถูกต้องว่าเป็นรูปหรือเป็นนามแล้วความหนาของโมหะเจตสิกและทิฏฐิเจตสิกก็เริ่มจางลง และในขณะที่กำหนดรู้บ่อยๆ ด้วยบัญญัติธรรมที่มีปรมัตถ์รองรับนั้นก็จะช่วยให้สัญญาเจตสิกละคลายออกจากฝ่ายของความวิปลาสได้มากขึ้น
รวมทั้งในการกำหนดรู้อยู่กับปัจจุบันด้วยความเข้าใจจริงๆ ในพาหนะคือรูปนามนี้ก็จะป้องกันโลภเจตสิกและโทสเจตสิกได้ตรงๆ เลย ซึ่งเมื่อหัวขบวนคือโมหะเจตสิก โลภะเจตสิก และโทสะเจตสิกไม่มาทำงานแล้วลูกทีมที่เป็นอกุศลเจตสิกต่างๆก็ต้องหยุดงานกันไปโดยปริยาย ..อิอิ ซึ่งเมื่อพูดถึงตรงนี้แล้วก็ทำให้เห็นสายสัมพันธ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นอันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงไปถึงการปล่อยวางที่พี่ดอกแก้วอธิบายไว้ในเรื่องของญาณต่างๆ เพราะเมื่อความวิปลาสคลายตัวไป การยึดถือในโลกธรรมก็น้อยลง กิเลสที่ไม่หนาแน่นเท่าเก่าก็จะทำให้เห็นเส้นทางหลักที่ควรดำเนินได้ชัดเจนขึ้น
ซึ่งความเชื่อมโยงของญาณปัญญาที่พี่ดอกแก้วนำมาย้ำให้อีกครั้งหนึ่งนี้ดูจะทำให้เข้าใจภาพการทำงานเรื่องของการกำจัดกิเลสและการปล่อยวางได้ง่ายเพราะเป็นไปตามลำดับ และที่น้องกิ๊ฟนึกไปถึงสังขารุเปกขาญาณได้ก็เพราะเมื่อไม่นานนี้พี่ดอกแก้วได้มาพูดถึงเรื่องญาณ ๑๖ ให้น้องกิ๊ฟและลูกศิษย์อื่นๆ ฟังไปรอบหนึ่งแล้วนั่นเองค่ะ ฉะนั้น ความคุ้นเคยที่มีมาก่อนอย่างนี้เลยมาเป็นปัจจัยให้น้องกิ๊ฟมองถึงความปล่อยวางได้ละเอียดขึ้น ที่จริงแล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วนั่นเองที่เป็นผู้มาจุดประกายความสว่างไว้ให้ตั้งแต่แรก
คำว่า "ปล่อยวาง" นี้ไม่ใช่ของง่ายเลยจริงๆ ที่จะทำ การปลดตัณหาและอุปาทานลงได้เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับปุถุชน เพราะแม้ในมือจะไม่ได้ถืออะไรอยู่แต่ก็ยากที่จะวางความเป็นตัวตนไป ...ขำ ที่พี่ดอกแก้วบอกว่า ดูตลกดีที่คิดกันไปเองว่าเป็นของง่าย ซึ่งความคิดนี้ดูจะเป็นอันตรายมากเพราะทำให้ตกอยู่ในความประมาทแล้วอาจคิดไกลไปว่า ตนเองสิ้นกิเลสแล้ว ทั้งที่เพียงแค่ทำใจได้ในบางสิ่งบางอย่างเท่านั้นเอง ก็เลยยุติโอกาสที่จะขัดเกลาจิตใจให้เบาบางจากกิเลสได้จริงๆ นั่นก็เท่ากับเพิ่มความลำพองและความเห็นผิดให้แนบแน่นเข้าไปอีก
เรื่องของกิเลสนี้ไม่น่าจะใช่เรื่องง่ายของคนในยุคนี้ที่จะกำจัดลงให้เด็ดขาดจากใจ สำนวนหนังจีนกำลังภายในประเภท "วางดาบลงแล้วก็เป็นพระอรหันต์" นี่ถ้าใครคิดเอาเองง่ายๆ ว่าตนเองมีคุณสมบัติเช่นนั้นก็คงต้องตื่นขึ้นจากฝันเสียที เพราะแค่ความคิดดังกล่าวก็มีความยึดถือตนว่าเก่งเสียแล้ว อย่างไรก็ตามน้องกิ๊ฟก็จะคงจุดยืนดังเดิมคือไม่คาดหวังในผลแต่จะมีความหวังโดยไม่ปราศจากความเพียรต่อไป เหมือนกับที่หลวงพ่อท่านสอนเสมอว่า "อย่าขอให้น้ำเต็มตุ่ม แต่ขอให้มีความเพียรที่จะไปตักน้ำให้เต็มตุ่ม" เพราะเมื่อเพียรตักน้ำไปเรื่อยๆ น้ำก็จะเต็มตุ่มเองในที่สุด
วันนี้ เมื่อสวดมนต์เช้าแล้วก็นึกถึงหลวงพ่อขึ้นมา นึกถึงว่าสมัยก่อนนั้นพวกเราทำอะไรไม่เข้าท่าไปสักหน่อยก็จะได้รับคำตักเตือนจากหลวงพ่อท่านทันที ซึ่งต่างจากในตอนนี้ที่หลายคนทำไม่เข้าท่าแบบที่เราเคยทำแต่ก็ไม่มีใครไปเตือน หรืออาจมีคนไปเตือนแล้วแต่ไม่มีศรัทธาที่จะเชื่อ หรือไม่คนส่วนใหญ่ก็ยอมรับการกระทำนั้นไปโดยปริยายโดยไม่เห็นว่าเป็นความไม่สมควร จึงทำให้เห็นชัดว่าโอกาสที่คนรุ่นต่อไปจะได้รับการอบรมบ่มฝังคุณธรรมที่พร้อมไปด้วยสัมมาทิฎฐินั้นก็น้อยลงไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องรอถึงสิบยี่สิบปีที่จะพิสูจน์ความแตกต่าง
อิอิ...คิดไปในเรื่องเหล่านี้แล้วก็คงทำให้ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนักขึ้นยิ่งกว่าเก่าเข้าไปอีก คงต้องยูเทิร์นกลับไปตั้งหลักที่คำของหลวงพ่อ "คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป" ดีกว่า เพื่อจะได้ทำใช้วันเวลาที่เหลืออยู่อย่างมีกำไร ขอให้พี่ดอกแก้วมีสภาพกระดูกที่แข็งแรง มีสุขภาพที่ดี มีโอสถที่ประเสริฐรักษากายและใจนะคะ
โดย น้องกิ๊ฟ [6 ต.ค. 2553 , 14:26:05 น.] ( IP = 125.27.177.213 : : )
สลักธรรม 25สวัสดียามเช้าเลยครับน้องกิ้ฟ
เข้ามาร่วมรับรู้ในการสนทนาของน้องกิ้ฟกับพี่ดอกแก้วในเรื่องวิธีการปล่อยวาง ซึ่งดีมากๆเลยครับ และชี้แน่ชัดลงไปได้เลยว่า วิปัสสนากรรมฐาน เท่านั้นจะคลายพัน คืออุปาทาน และปมปัญหาต่างๆที่มีเกิดขึ้นไม่รู้จักอยู่ลงได้ คือตัณหา เพราะในการปฏิบัตินั้นมีข้อห้ามที่สำคัญคือ อย่ามีชีวิตเนื่องด้วยตัณหาและอวิชชา นั่นเอง
ทุกวันนี้สังคมเราดูวุ่นๆมากเลยนะครับ มีระเบิดเกิดขึ้นเป็นระลอก แต่ที่เกิดขึ้นแทบทุกวันคือระเบิดที่เกิดในใจของคนเรา ถึงจะไม่สามารถทำลายชิ้นส่วนของร่างกายให้กระเด็นกระจายแหลกไปก็ตาม แต่ก็ทำให้จิตใจแตกกระเจิงไปกับอำนาจโทสะ และตามมาด้วยความคิดที่ฟุ้งซ่านไปทั่วทิศเชียว
เช้านี้ตอนที่ ๔ พี่เณรก็สวดมนต์แผ่เมตตาไปถ้วนทั่วเลยครับ เพื่อส่งกระแสกุศลไปยังทุกๆคนที่ร้อนใจทุกข์ใจให้เย็นลง แม้กระทั่งคนเจ็บป่วย มีคุณพ่อของน้องกิ้ฟด้วยนะครับ ตลอดจนพี่ดอกแก้วและอีกหลายๆชีวิตที่พี่เณรทราบอยู่ ให้ทุเลาเบาบางจางหายนะครับ
และเช่นเดียวกับน้องกิ้ฟนะครับที่เราจะต้องยูเทิร์นชีวิตกลับมาตั้งหลักใจตนเอง ในขณะที่โลกทุกวันนี้ร้อนไปด้วยไฟกิเลส "คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป" เพราะพี่เณรมั่นใจในเส้นทางที่หลวงพ่อกรุณาให้ไว้ ปลอดภัยแน่ๆครับ
เดินตามทางที่ดี เดินตามคนที่ดีมีความสุขสงบเสมอ ดังคำว่า..Put the right man on the right jop จริงไหมครับน้องกิ้ฟ พี่เณรต้องขอตัวออกไปธุระแต่เช้ามืดแล้วนะครับ แล้วพบกันใหม่นะครับน้องกิ้ฟโดย พี่เณร [7 ต.ค. 2553 , 05:44:55 น.] ( IP = 58.9.49.136 : : )
สลักธรรม 26
สวัสดีค่ะพี่เณร
กราบขอบพระคุณพี่เณรเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะที่ส่งกระแสกุศลไปช่วยคลายความเจ็บป่วยให้แก่พ่อของน้องกิ๊ฟด้วย และกราบอนุโมทนาในกุศลเมตตาที่พี่เณรได้กระทำในเช้าวันนี้ด้วยนะคะ
ข่าวคราวที่ปรากฏขึ้นให้เราได้รับทราบทุกวันนี้มีแต่ข่าวไม่ดีเสียเป็นส่วนมาก เมื่อได้พบเห็นแล้วก็พลอยให้ใจหวั่นไหวฟุ้งซ่านไปในเรื่องราวนั้นด้วยไม่มากก็น้อย นึกถึงที่หลวงพ่อท่านเคยพูดถึงเลยนะคะว่า "จงเห็นชอบ แต่อย่าชอบเห็น" เพราะที่เราอยากรู้อยากเห็นนี่มีแต่เรื่องไม่น่าสบายใจทั้งนั้นเลย
แล้วก็ทำให้นึกขึ้นมาได้อีกอย่างหนึ่งว่า ท่านเคยตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่จะมีคนทำหนังสือพิมพ์ที่เผยแพร่เฉพาะข่าวดีบ้าง? ผู้อ่านจะได้มีความสุขสบายใจกันได้ทุกวันและเกิดกุศลจิตกันได้มากขึ้นด้วย...อิอิ น้องกิ๊ฟว่าถ้ามีหนังสือพิมพ์แบบนั้นออกมาก็อาจขายไม่ออกเพราะไม่ดึงดูดกิเลสผู้อ่านสักเท่าใด เหมือนเป็นแม่เหล็กคนละขั้วที่จะดึงดูดได้เฉพาะผู้ที่มีกระแสใจดีๆ
การได้ทราบข่าวไม่ดีในแต่ละวันนี้ก็ฟ้องอดีตอย่างหนึ่งของเราได้นะคะ ว่าเป็นผู้สร้างเหตุที่จะต้องมาได้รับอกุศลวิบากทางตาทางหูกันอย่างมากเลย ขนาดอยู่ไกลจากแหล่งเกิดเหตุกันคนละมุมโลกก็มีข่าวส่งมาให้เราได้รับรู้อยู่ตลอด เรียกว่าไม่ต้องออกจากบ้านไปไหนก็ได้พบกับเรื่องไม่สวยไม่งามไม่จรรโลงจิตใจกันได้ตลอดเวลา แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากรรมใหม่ที่เราจะทำ เพราะไม่ว่าจะมีเรื่องราวไม่ดีขนาดไหนมาให้เรารู้แต่ถ้าเราวางใจได้ดีเรื่องเหล่านั้นก็ไม่สามารถสร้างความรู้สึกในทางลบให้แก่เราได้ อย่างการกระทำของพี่เณรนี่แหละค่ะที่เป็นตัวอย่างที่ดีให้พวกเราได้ฉมังเลยกับการถอดสลักระเบิดในใจแล้วปล่อยกระแสแห่งความเมตตาจิตไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายที่มีความทุกข์
อิอิ..เรื่อง Put the right man on the right jop ของพี่เณรนี่ ตอนแรกน้องกิ๊ฟก็งงๆว่า การเลือกใช้คนให้ถูกกับงานนี่มาเกี่ยวข้องกับการเดินตามทางคนดีตรงไหน เมื่อพิจารณาแล้วก็พบว่าเงื่อนไขสำคัญอยู่ตรง"การเลือก" และ "การลงมือปฏิบัติ" ...เลือกบุคคลที่จะเป็นแบบอย่าง เลือกเส้นทางที่จะดำเนิน เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ตน และเมื่อเลือกแล้วก็ลงมือกระทำไปตามกิจการงานที่ดีนั้น ในที่สุดก็จะประสบผลสำเร็จในเบื้องปลาย ..แต่ถ้าความเข้าใจนี้คลาดเคลื่อนประการใดก็ขอความกรุณาพี่เณรช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วยนะคะ
ดูๆ ไปแล้ว ชีวิตของเรานี้คับแคบมากเลยนะคะ มีแค่การรับอารมณ์แล้วก็สนองตอบอารมณ์ แต่ด้วยความที่อยู่ไม่นิ่งก็เลยดูเหมือนชีวิตนี้ยิ่งใหญ่มีเรื่องมากมายที่ต้องกระทำ ....คิดขึ้นมาแล้วก็นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อที่ท่านมักสอนให้เรามองชีวิตให้เป็น และมองให้เห็นไปจนถึงความไม่มีสาระที่เกิดขึ้นจากการทำงานของรูปธรรมและนามธรรมเพียงชั่วคราวเท่านั้น
วันนี้น้องกิ๊ฟมีภารกิจให้กระทำมากมายและตอนนี้ต้องกลับบ้านแล้วค่ะ ขอให้พี่เณรและพี่ดอกแก้วมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีความสุขมากๆ นะคะ
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ต.ค. 2553 , 16:42:46 น.] ( IP = 125.27.183.144 : : )
สลักธรรม 27สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟและพี่เณร
วันนี้เป็นวันพระ แรม ๑๕ ค่ำ ดือน ๘ และเป็นวันแรกของเทศกาลถือศีนกินเจด้วยนะคะ จัดได้ว่าเป็นวันงดและลดกิเลสหลายๆอย่างออกไป ซึ่งถ้าใครสามารถใช้วันเวลาที่ถูกจัดมาเป็นประโยชน์ต่อตนได้ ชีวิตก็จะเจริญอยู่ในเจตนาแห่งกุศลนั้นได้ เป็นมงคลชีวิต
ถูกต้องเลยนะคะน้องกิ้ฟที่ว่า ชีวิตของเรานี้คับแคบมาก มีแค่การรับอารมณ์แล้วก็สนองตอบอารมณ์เท่านั้น และก็จะต้องกระทำอย่างนี้กันร่ำไปจนตายไปชาติหนึ่งๆ หากไม่รู้จักทางออกของชีวิต เหมือนหุ่นละครที่ถูกชักและเชิด ทำให้มีลีลาต่างๆกันไป พอจบการแสดงเขาก็วางลง หยุดการเคลื่อนไหว กองเรียงกันไปไร้คนตบมือและชื่นชมเลยนะคะ
เมื่อวานพี่ดอกแก้วเอง ก็ได้ไปนอนในที่แคบๆ ถูกจัดท่าให้และถูกผูกข้อมือตรึงไว้แนบลำตัว ขาก็เช่นกันให้อยู่ในแนวตรงไม่ให้เคลื่อนไหว เพราะเมื่อวานไปตรวจ Special X-ray คือตรวจพิเศษทางรังสี ดูว่าเซลมะเร็งมีไหมในกระดูกนะคะ เพราะมีการปวดก้นกบมาเกือน ๒ เดือนแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้หนึ่งวันก็ไปตรวจ Bone Mineral Density คือการการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งพบลักษณะกระดูกผิดปกติ อีกวันก็เลยตรวจใหญ่เลยเลย แต่ผลออกมาดีคะไม่มีสิ่งน่าวิตก
แต่วิธีการที่จะตรวจนั้น เริ่มจากการฉีดรังสีเข้าไปก่อน ด้านแรกพี่ดอกแก้วก็มีวิบากไม่ดีส่งผลเลย ต้องแทงเข็มถึง ๒ ครั้ง เพราะครั้งแรกเส้นเลือดแตกทันที พยาบาลที่ทำหน้าที่ยังบอกว่า พี่ไม่เคยพลาดเลยนะ มาอีกครั้งจึงสำเร็จ (แต่ยังเขียวปรื๋ออยู่เลยคะตอนนี้) และอีก ๓ ชั่วโมงเมื่อรังสีเข้าไปเกาะจับที่กระดูกพร้อมถ่ายแล้ว คราวนี้ก็ถูกจัดท่าให้อยู่ในที่แคบๆดังกล่าวนะคะ
โอโห..สารพัดที่เกิดความรู้สึกไปทั่วเลยนะคะ คือคันอยากเกาในตำแหน่งต่างๆ แต่ก็ต้องอดทน เพราะถูกตรึงไว้ หายใจก็ไม่สะดวกเพราะต้องนอนราบๆ ซึ่งพี่ดอกแก้วนอนราบไม่ค่อยได้ด้วยจะมีอาการแน่นหายใจไม่ออก แต่ก็ต้องทนผ่อนลมหายใจสั้นๆเอาและกำหนดจิตให้อยู่ในความสงบมากที่สุด เพื่อจะผ่านขั้นตอนไปให้ได้จนเสร็จ
เห็นชัดมากเลยค่ะ ความหมดอิสระภาพทางกายซึ่งมีผลมากต่อจิตใจที่จะเกิดทุรนทุรายมากมายถ้าไม่เคยฝึกฝนจิตไว้ ทำให้นึกไปถึงความเจ็บป่วยที่เกิดทุกขเวนามากๆ คงลำบากมากนะคะที่จะควบคุมจิตใจให้สงบได้ นี่ขนาดไม่ได้ปวดเจ็บเลย เพียงมีอาการคันและเอามือไปเกาไม่ได้เท่านั้นยังต้องสร้างสมาธิจิตขึ้นมาสู้เลยค่ะ
" เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา " แต่ไม่ธรรมดาเลยนะคะถ้าไม่รู้จักวิธีการยอมรับความธรรมดานั้น ไม่ใช่แบบท่องเอา แต่ต้องสามารถข่มใจจากความรู้สึกเจ็บป่วยนั้นด้วย มิเช่นนั้นแล้วจิตที่ตกอยู่ในสภาพทุกขเวทนานั้นจะเชื่อมโยงอารมณ์มาสู่ตนมากมาย และเป็นที่ไปในภพทั้งหลายนั่นเอง
ว่าแล้วพี่ดอกแก้วขอตัวไปฝึกจิตก่อนนะคะ เพราะรู้ตัวเลยว่า ยังอ่อนซ้อมไปหน่อย เพราะถ้าขืนชะล่าใจไปแย่แน่ๆเลยคะ หลวงพ่อท่านก็สอนไว้ว่า อุปสรรคท้าทายความสามารถ วิบากท้าทายปัญญา จึงจะต้องรีบเร่งบ่มความสามารถและสติปัญญาให้แก่ตนเพื่อลงสนามแข่งเสมอนะคะ
ขอให้พี่เณรและน้องกิ้ฟ สามารถฝึกฝนจิตได้เก่งและมีความแกร่งที่พร้อมด้วยสติปัญญามากๆ ในการยืนอยู่ใน สนามอารมณ์นะคะโดย พี่ดอกแก้ว [8 ต.ค. 2553 , 07:45:15 น.] ( IP = 58.9.136.189 : : )
สลักธรรม 28
สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว สวัสดีค่ะพี่เณร
และแล้วเทศกาลฝึกหลีก ละ ลดกิเลสในการับประทานอาหารก็มาถึงอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นการหลีก ละ ลดเพียงเนื้อสัตว์ก็จริงแต่เจตนาที่จะไม่เบียดเบียนชีวิตใครที่เป็นพื้นฐานในการตั้งเจตนางดเว้นนี้ก็น่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง และก็เป็นการประพฤติที่สอดคล้องไปกับกาลเทศะด้วยเรียกว่า ไม่ได้ใช้ชีวิตให้ยุ่งยากหรือเลี้ยงยากเท่าใดนัก อิอิ..งานนี้น้องกิ๊ฟเกิดกุศลจิตตามพี่ดอกแก้วมาเลยค่ะเมื่อได้อ่านคำว่าเทศกาลถือศีลกินเจ และขออนุโมทนากับทุกท่านที่ตั้งเจตนาไว้ในกุศลด้วยนะคะ
ได้อ่านความคืบหน้าเกี่ยวกับการไปตรวจร่างกายของพี่ดอกแก้วก็รู้สึกสบายใจที่พี่ดอกแก้วไม่ได้รับความบุบสลายตรงไหนหรือมีโรคภัยไข้เจ็บอะไรเพิ่มเติมมาอีก แม้ว่าจะต้องถูกแทงเข็มถึงสองครั้งก็ตามน้องกิ๊ฟก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมาก เพราะพี่ดอกแก้วมักจะถูกแทงเข็มซ้ำอยู่เสมอในการเจาะเลือดหรือให้น้ำเกลือหรือจะต้องทำอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่ฉีดยา ก็แปลกดีนะคะกับวิบากแบบนี้ที่ตอนแรกน้องกิ๊ฟคิดว่าพี่ดอกแก้วมีพระดีเลยหนังเหนียว ๕๕๕
แต่เรื่องที่มีอาการคันแต่เกาไม่ได้นี่สิคะ..น่าเห็นใจจัง แถมต้องไปนอนราบนั่นอีกที่ปกติก็นอนท่านั้นไม่ได้อยู่แล้ว รู้สึกว่าพี่ดอกแก้วจะต้องอดทนอดกลั้นเป็นอย่างมากเลยกับความอึดอัดหายใจไม่ออก พอนึกย้อนกลับไปแล้วก็รู้สึกว่าจะเป็นการนอนราบที่เสี่ยงชีวิตมากเลยนะคะ เพราะดูเหมือนความตายจะอยู่ใกล้พี่ดอกแก้วแค่ที่ปลายจมูกนี่เอง แต่อย่างไรก็ตามในที่สุดกุศลก็มีกำลังมากกว่าเพราะสามารถคุ้มครองพี่ดอกแก้วให้ปลอดภัยกลับมาได้แล้ว
ดูจากประสบการณ์ตรวจ Special X-ray ของพี่ดอกแก้วแล้ว เห็นถึงวิธีการรับมือกับความทุกข์และความน่ากลัวประการต่างๆ ที่นำมาเป็นตัวอย่างในการฝึกเตรียมพร้อมได้เป็นอย่างดีเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมลมหายใจและกำหนดจิตให้อยู่ในความสงบเมื่อต้องตกอยู่ในภาวะอึดอัดแน่นและขาดอิสรภาพ การย้ายอารมณ์เพื่อแก้ไขทุกข์โดยใช้สมาธิข่มอาการคันที่เกิดขึ้น การยอมรับสภาพทุกข์เวทนาที่เกิดขึ้นแล้วกำหนดรู้ในเวทนาเพื่อสกัดความทุรนทุราย ...เรียกว่าใช้ทั้งปริยัติและปฏิบัติทั้งสมถะและวิปัสสนามาแก้ไขทุกข์แบบมีอาวุธครบมือเลยนะคะ
และในเรื่องที่พี่ดอกแก้วเตือนมาในเรื่องการยอมรับว่า "เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา" นั้นเรามีวิธีการยอมรับได้อย่างสนิทใจหรือไม่ หรือเพียงยอมรับแต่ปากไปเท่านั้น เพราะน้องกิ๊ฟก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะว่าเป็นความน่ากลัวมากจริงๆ เพราะแค่เจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เราก็ยังโอดโอยไม่ยอมรับกับสภาพความเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้น แล้วถ้าในคราวที่ต้องประสบทุกขเวทนาอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นโรคหรืออุบัติเหตุหรือในคราวที่ใกล้จะตายล่ะ หากไม่ฝึกฝนจิตใจให้มีการยอมรับได้ว่าเป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่งก็คงจะทุรยทุรายมาก และหากไม่มีวิธีการรับมือกับความเจ็บป่วยด้วยแล้วก็คงไปในภพใหม่ที่ไม่ดีเลย
น้องกิ๊ฟขอสารภาพเลยค่ะว่า "กลัวการทำฟัน" เพราะรู้สึกหวาดเสียวที่ต้องได้ยินเสียงที่ชัดเจนมากของเครื่องมือต่างๆ ที่อยู่ในปากรวมทั้งความรู้สึกสั่นสะเทือนความกระทบกระทั่งต่างๆ ที่เราจะรู้สึกได้ไวมาก และความที่ถูกจับตรวจฟันผุและอุดฟันมาตั้งแต่เด็กๆ ประสบการณ์ความน่ากลัวเหล่านี้ได้ฝังลึกอยู่ในใจมาตลอด แต่หลังจากที่ได้ฝึกหัดปฏิบัติวิปัสสนาแล้วพอถึงคราวจำเป็นที่ต้องไปทำฟันน้องกิ๊ฟก็ยังรู้สึกกลัวและหวาดเสียวอยู่นั่นแหละค่ะ แต่เมื่อจำเป็นต้องไปทำฟันอย่างในคราวล่าสุดเมื่อสองปีก่อนนี่น้องกิ๊ฟก็หาวิธีสลายความกลัวด้วยการกำหนดรู้ในอิริยาบถนอน แล้วก็ทำความรู้สึกไปตามสิ่งที่มากระทบ กำหนดรู้ไปที่ความรู้สึกกลัวนั้น ซึ่งพอกำหนดแล้วก็รู้สึกเลยว่าไม่มีความกลัวแระ แล้วก็กำหนดไปเรื่อยๆ บางช่วงก็ทำสมาธิเพื่อรวบรวมพลังใจ และช่วงที่สำคัญมากคือการฉีดยาหรือกรอฟันนี่ก็กำหนดไปในความรู้สึกเลยค่ะ แล้วก็พบว่าไม่น่ากลัวแล้ว ความน่ากลัวเกิดขึ้นเพราะเรา"คิดไปเอง"
เหตุการณ์ของน้องกิ๊ฟเองเนี่ยทำให้คิดว่า หากนำไปเปรียบกับหลักของความเป็นสัปปายะในการปฏิบัติแล้วก็คงไม่เข้าข่ายอย่างครบองค์ประกอบหรอกนะคะ ซึ่งน้องกิ๊ฟคิดว่าถ้านักศึกษาที่ถือตามปริยัติเปรี๊ยะก็คงไม่มีโอกาสนำการเจริญกรรมฐานไปใช้เพื่อป้องกันหรือหนีภัยได้เลย อย่างในเครื่องฉายรังสีหรือห้องทำฟันนี่ดูไม่น่าจะเหมาะเป็นที่เจริญกรรมฐานได้ แต่น้องกิ๊ฟคิดว่าเรื่องของสัปปายะนั้นน่าจะเคร่งครัดเพื่อเป็นสิ่งเกื้อกูลต่อผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเจริญกรรมฐานนะคะ และเมื่อมาพิจารณาเหตุการณ์ของพี่ดอกแก้วแล้วก็ยิ่งย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการนำกรรมฐานมาเจริญในคราวประสบภัยมากกว่าจะคำนึงถึงความเป็นสัปปายะ เพราะมิฉะนั้นแล้วชีวิตก็จะเสียโอกาสไปในการฝึกจิตเพื่อสร้างกุศลบนอกุศลวิบากหรือสร้างที่ยึดเหนี่ยวที่จะระงับความทุนรนทุราย
ที่น้องกิ๊ฟพูดมาแล้วนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเก่งกาจสามารถมากแต่อย่างใดนะคะ เพราะยังอ่อนซ้อมอีกมากมายแถมยังหนาแน่นไปด้วยโกสัชชะ ...อิอิ เห็นทีจะต้องเร่งสปีดสักหน่อยแระ กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วมากค่ะที่นำชีวิตมาเป็นตัวอย่างเพื่อให้ประโยชน์แก่พวกเรา ขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นนะคะและมีความสุขมากๆ ทั้งพี่ดอกแก้วและพี่เณรด้วยค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ต.ค. 2553 , 20:39:24 น.] ( IP = 58.9.130.86 : : )
สลักธรรม 29.
โดย น้องมาอนุโมทนา [8 ต.ค. 2553 , 21:18:15 น.] ( IP = 125.24.16.247 : : )
สลักธรรม 30สวัสดีครับน้องกิ้ฟ
วันนี้เป็นวันทำงานอีกแล้ว หลังจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์มา ๒ วัน ต่างก็มีหน้าที่ๆต้องรับผิดชอบชีวิตต่างกันไปบางครั้งหลายคนแสนจะเบื่อความจำเจนั้นๆ แต่ " ไม่ทำไม่ได้ " จึงต้องอดทนทำหน้าที่ของตนเองไปรับผิดชอบชีวิตของตนเองไป นี่ไงครับงานของชีวิตที่ตามมาหลังความเกิด ทำกันไปจนหมดอายุงาน คือแก่ลงแล้ว หรือทำไปไหวแล้ว ก็ออกมา
แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีงานประจำตัวกันไปจนตายที่ไม่มีใครลาออกมาได้ คือ ต้องกิน ต้องนอน ต้องขับถ่าย ต้องเปลี่ยนอิริยาบถไปเพราะมีความเมื่อยความเจ็บไปตามกาล ไหนจะต้องมีโรคแทรกมาให้ต้องบำบัดกันรำไปนึกๆแล้วเห็นได้เลยว่า ชีวิตนี้ลำบากลำบนจริงๆเลยนะครับ ทำให้ระลึกไปถึงบทสวดมนต์ที่เราท่านทำวัตรเช้า - เย็นกัน " ชาติปิ ทุกฺขา " และนึกเลยไปยังหนทางที่จะนำออกจากทุกข์ได้คือ การเจริญชีวิตอยู่ในมรรคอันมรองค์ ๘ ซึ่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องแรกได้แก่ความเห็นอันถูก หรือความเห็นชอบ นั่นเอง คำแปลนี้ดูง่ายๆ แต่การกระทำให้เกิดความเห็นถูกนั้นยากจริงๆนะครับ เพราะจะต้องเข้าใจในความเป็นไปของคำว่าชีวิตอย่างถูกต้องด้วย ว่าชีวิตคืออะไร ? และเข้าใจไปถึงวงจรแห่งปฏิจสมุปบาทด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าทำไมการเวียนว่ายตายเกิดนั้นยังมีอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจยิ่ง เพราะจะเป็นการเริ่มต้นที่จะกำหนดชีวิตได้ถูก และเดินไปตามทิศทางที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ได้อย่างมั่นคงด้วยศรัทธา
แต่ด้วยปัจจุบันนี้ ชีวิตของแต่ละบุคคลได้เวียนว่ายตายเกิดจนล่วงกาลอันเป็นมงคลสมัยมานานมากแล้ว ประกอบกับความวิบัติไปในอรรถธรรมที่ตรงที่เป็นไปด้วยเหตุผลจึงทำให้ความรุ่งโรจน์แห่งพระธรรมถูกปิดบังไว้ด้วยโมหะจิต ต่างจึงคิดวิธีการกันไปต่างๆนานา แต่ไม่ตรงเนื้อแท้ที่ทรงตรัสรู้และเทศนาสั่งสอนไว้ นี่ไงครับที่ว่าแค่สัมมาทิฏฐิกฏยังยากยิ่งแล้ว
ทำให้พี่เณรเองต้องหวนคิดไปถึงครูบาอาจารย์เก่าๆที่ทั้งเก่งและมีความสามารถจริงๆและแตกฉานในพระบาลี สามารถอธิบายขยายความได้ตรงชัด ซึ่งบัดนี้ท่านได้จากไปแล้ว ซึ่งมีหลวงพ่อพระครูศรีโชติญาณ (หลวงพ่อแสวง) เป็นต้น นึกแล้วแสนเสียดายจริงๆ ที่ครั้งนั้นตนเองไม่กระตืนรือล้นเท่าที่ควร มิหน่ำซ้ำทำตนเองเป็นแก้วคว่ำเสียด้วยในบางคราทำให้ปิดโอกาสที่จะรับสิ่งดีมีค่าไปมากเลย แต่ด้วยเดชะบุญที่ยังมีหลวงพ่อเสือที่ท่านโปรดธรรมและปูทางไว้ให้เดินกันอย่างมากมาย ทำให้ชีวิตไม่สะดุดล้มลงไปง่ายๆ เสมือนมีที่ยึดเกาะให้พยุงกายใจไปในเส้นทางที่มีแสงสว่างได้บ้างมาจนทุกวันนี้เลยนะครับน้องกิ้ฟ
วันนี้พี่เณรจะต้องมีภาระกิจที่ไม่ทำไม่ได้ และบ่าย ๓ โมงก็ต้องออกไปหาหมอฟันอีกแล้วครับ ขอลาน้องกิ้ฟไปทำงานก่อนนะครับ ขอให้น้องกิ้ฟสุขภาพแข็งแรง และปลอดภัยจากวิบากร้ายๆนานานขนิดนะครับ ที่ว่าปลอดภัยของพี่เณรนั้น ไม่ใช่ให้วิบากหายไปแต่เป็นการอวยพระอุดหนุดจิตของน้องกิ้ฟให้แรงด้วยสติและไวด้วยปัญญานั่นเองครับ.โดย พี่เณร [11 ต.ค. 2553 , 10:34:00 น.] ( IP = 58.9.233.205 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |