มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สกัดพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี




สกัดพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี




บุคคลผู้คัดค้านพระอภิธรรม ชื่อว่า ทำลายชินจักร (นิทานกถา) 75/63/9
พระอภิธรรมนี้ เป็นวิสัยของพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น ไม่ใช่วิสัยของ คนเหล่าอื่น (นิทานกถา) 75/64/1
กุศลใช้ในอรรถว่า ความไม่มีโรค, ความไม่มีโทษ, ความฉลาดและมีสุขเป็นวิบาก, สภาวะที่ ชื่อว่า กุศล เพราะอรรถว่า ยังบาปธรรมให้พินาศ , สภาวะที่ชื่อว่า ธรรม เพราะอรรถว่า ย่อมทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน (อ.มาติกานุบุพบท) 75/151/3
คำว่า กุศล บัณฑิตรับรองแล้ว คือ ความไม่มีโทษ และมีสุขเป็นวิบาก , อกุศล คือ เป็นโทษและมีทุกข์ เป็นวิบาก , อัพยากต บัณฑิตรับรองโดยความส่องถึงอรรถว่า ไม่มีวิบาก (อ.มาติกานุบุพบท) 75/155/12
ชื่อว่า วิบาก เพราะอรรถว่า เป็นผลของกุศล และอกุศลกรรม ทั้งหลายซึ่งพิเศษ กว่ากัน และกัน (อ.มาติกานุบุพบท) 75/159/10
ธรรมที่ชื่อว่า สังกิเลส เพราะอรรถว่า ยังสัตว์ให้เศร้าหมอง ย่อมเบียดเบียน ให้ สัตว์เร่าร้อน (อ.มาติกานุบุพบท) 75/160/10
ทัสสนะ ได้แก่ โสดาปัตติมรรค เพราะเห็นพระนิพพานครั้งแรก ส่วนโคตรภูญาณ นั้น แม้เห็นพระนิพพานแล้วก็ไม่เรียกว่า ทัสสนะ เพราะไม่มีการละกิเลสที่ควร กระทำ(อ.มาติกานุบุพบท) 75/161/19



ธรรมที่ชื่อว่า สังขตะ เพราะปัจจัย ทั้งหลายประชุมกันปรุงแต่ง , ชื่อว่า อสังขตะ เพราะไม่ประชุมกันปรุงแต่ง , ธรรมใดข้ามพ้นแล้วจากโลก โดยความเป็นไปไม่ นับเนื่องในโลก เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่า โลกุตระ (อ.มาติกานุบุพบท) 75/198/10
ธรรมที่ชื่อว่า อาสวะ เพราะอรรถว่า ย่อมไหลไป , เป็นดุจเครื่องหมักดอง . (อ.มาติกานุบุพบท) 75/199/8
ธรรมที่ชื่อว่า สัญโยชน์ เพราะอรรถว่า ย่อมประกอบ คือ ผูกพัน บุคคลผู้มีสัญโยชน์ ไว้ในวัฏฏะ , ชื่อว่า คัณฐะ เพราะอรรถว่า ผูก คือ เชื่อมต่อบุคคลผู้มีกิเลสไว้ใน วัฏฏะ , ที่ชื่อว่า โอฆะ เพราะอรรถว่า ย่อมท่วมทับ คือ ยังสัตว์มีกิเลส ให้จมลงในวัฏฏะ , ที่ชื่อว่า โยคะ เพราะประกอบสัตว์ผู้มีกิเลสไว้ในในวัฏฏะ (อ.มาติกานุบุพบท) 75/200/13



วัฏฏะ , ที่ชื่อว่า โอฆะ เพราะอรรถว่า ย่อมท่วมทับ คือ ยังสัตว์มีกิเลส ให้จมลงในวัฏฏะ , ที่ชื่อว่า โยคะ เพราะประกอบสัตว์ผู้มีกิเลสไว้ในในวัฏฏะ (อ.มาติกานุบุพบท) 75/200/13
วัฏฏะ , ที่ชื่อว่า โยคะ เพราะประกอบสัตว์ผู้มีกิเลสไว้ในในวัฏฏะ (อ.มาติกานุบุพบท) 75/200/13
ธรรมที่ชื่อว่า จิต เพราะอรรถว่า คิด เพราะอรรถว่า วิจิตร , ธรรมที่ประกอบจิตโดย ไม่พรากจากกัน ชื่อว่า เจตสิก (อ.มาติกานุบุพบท) 75/202/12
ธรรมเหล่าใด ย่อมท่องเที่ยวไป(อาศัยอยู่) ในกาม ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า กามาวจร ชื่อว่า รูปาวจร เพราะท่องเที่ยวไปในรูป , ชื่อว่า อรูปาวจร เพราะท่องเที่ยวไปใน อรูป (อ.มาติกานุบุพบท) 75/203/19
ธรรมเหล่าใดตัดมูลแห่งวัฏฏะ กระท้านิพพานให้เป็นอารมณ์ออกไปจากวัฏฏะ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า นิยยานิกะ ธรรมที่ไม่น้าออกไปโดยลักษณะ นี้ ชื่อว่า อนิยยานิกะ (อ.มาติกานุบุพบท) 75/204/4
รณธรรม นี้ เป็นชื่อของกิเลสมีราคะ เป็นต้น ที่สัตว์ทั้งหลายถูกกิเลสครอบง้าแล้ว ย่อมร้องไห้คร่าครวญโดยประการต่างๆ (อ.มาติกานุบุพบท) 75/204/13


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2553 , 13:51:33 น.] ( IP = 58.8.36.38 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

สกัดพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี





วิชชา 8 คือ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อภิญญา 6 (อ.มาติกานุบุพบท) 75/205/1
สัตว์โลกอันจิตย่อมน้าไป ย่อมกระเสือกกระสนไปเพราะจิต สัตว์ทั้งหมดทีเดียว ย่อมเป็นไปตามอ้านาจธรรมอันหนึ่ง คือ จิต (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/237/1
สหคต ศัพท์ใช้ในอรรถเหล่านี้คือ ความเป็นอย่างนั้น , เจือแล้ว , ที่อาศัย , อารมณ์ และความเกี่ยวข้อง (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/238/9
พระพุทธเจ้า ทรงบัญญัติ อาบัติ ทั้งหมดในทวารทั้ง 2 เท่านั้น ขึ้นชื่อว่า การบัญญัติ อาบัติในมโนทวารย่อมไม่มี (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/278/20
มโนกรรมที่เป็นอกุศล ย่อมตั้งขึ้นในทวารแม้ทั้ง 3 (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/280/16
[๒๐] เจตนา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ? คือ การคิด กิริยาที่คิด ความคิด อันเกิดแต่ สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุ ที่สมกันในสมัยนั้น อันใดนี้ชื่อว่า เจตนามีในสมัยนั้น(บาลีนิทเทสวาร) 75/356/13
[๒๑] จิตมีในสมัยนั้น เป็นไฉน ? คือ จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ ที่สมกันในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตมีในสมัยนั้น (บาลีนิทเทสวาร) 75/356/16


ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตมีในสมัยนั้น (บาลีนิทเทสวาร) 75/356/16
อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่องกัน อยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ ชีวิตินทรีย์ คือ ชีวิตของนามธรรม นั้นๆ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ชีวิตินทรีย์มีในสมัยนั้น. (บาลีนิทเทสวาร) 75/359/15
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิมีในสมัยนั้น เป็นไฉน ? (บาลีนิทเทสวาร) 75/359/19
ไม่กระด้างแห่งเวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, จิตตลหุตา ได้แก่ ความเบา ความรวดเร็ว ความไม่เชื่องช้า ความไม่กระด้างแห่งวิญญาณขันธ์ (บาลีนิทเทสวาร) 75/365/3
ปัคคาหะ(การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ) , อวิกเขปะ (ความตั้งอยู่ แห่งจิต ฯลฯ) มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ? (บาลีนิทเทสวาร) 75/368/1
ค้าว่า ปัณฑระ เพราะอรรถว่า บริสุทธิ์ หมายเอา ภวังคจิต (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/376/3
. ชื่อว่า อายตนะ เพราะอรรถว่า เป็นถิ่นเกิด เป็นสถานที่ประชุม เป็นการณะ (เหตุ) (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/377/3
“ ทุกข์ทั้งหมดอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย เพราะกรรมดับ โดยไม่เหลือ ทุกข์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้น” (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/384/13


ชื่อว่า อนุสสติ ด้วยสามารถ การตามระลึกเพราะการระลึกบ่อย (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/386/11
เมื่ออายุนั้นมีอยู่ อรูปธรรมทั้งหลายย่อมมีต่อไป ด้าเนินไปเป็นไปทั่ว เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า อายุ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/390/2
[๗๗] มโนสัญเจตนาหาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ? คือ การคิด กิริยาที่คิด ความ คิด สมัยนั้นอันใดชื่อว่า มโนสัญเจตนาหาร มีในสมัยนั้น. (โกฏฐสวาร) 75/398/15
อนันตะ (สิ่งไม่มีที่สุด) 4 อย่าง คือ อากาศ จักรวาล หมู่สัตว์ พุทธญาณ . (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/433/20
การประมาลมาซึ่งบุญ 6 อย่าง คือ บุญที่ทำตามธรรมดาของตน,ที่เห็นคนอื่น กระทำ ก็กระทำ, ที่ทำด้วยมือของตนเอง, ที่ใช้ให้บุคคลกระทำ, ที่เชื่อกรรมและผลแล้วกระทำ ที่ไม่รู้กรรมก็ดี ผลก็ดี กระทำแล้ว (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/435/13





โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2553 , 13:54:16 น.] ( IP = 58.8.41.117 : : )


  สลักธรรม 2

สกัดพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี




ทักขิณาวิสุทธิ 4 อย่าง คือ ปัจจัยเกิดขึ้นโดยธรรม เจตนามีกำลังมาก วัตถุสมบัติ ความเป็นผู้มากยิ่งด้วยคุณ , เมื่อสามารถประมวลวิสุทธิ 4 แล้วถวายอยู่ กามาวจรกุศลย่อมให้วิบากในอัตภาพนี้โดยแท้ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/436/5

สมาธิอันศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิตอันปัญญาอบรมแล้วย่อมหลุดพ้นจาก
อาสวะทั้งหลายโดยชอบทีเดียว (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/442/19

ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิตอันปัญญาอบรมแล้วย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ สมาธิเป็นปฏิปักษ์ ต่อกามฉันทะ, ปีติเป็นปฏิปักษ์ต่อพยาบาท วิตกเป็นปฏิปักษ์ ต่อถีนมิทธะ, สุขเป็นปฏิปักษ์ต่ออุทธัจจกุกกุจจะ, วิจารเป็นปฏิปักษ์ต่อวิจิกิจฉา(อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/446/11

ผรณาปีติ (ความอิ่มใจซาบซ่าน) เป็นมูลรากแห่งอัปปนาสมาธิ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/448/7

ฌาน 2 อย่าง คือ อารัมมณูปนิชฌาน และลักขณูปนิชฌาน (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/449/4

กุลบุตรผู้ใคร่บรรลุพระอรหัต เบื้องต้นพึงชำระศีลให้หมดจด ตัดวังวล 10 เข้าหา ครูผู้ให้กรรมฐานที่ควรแก่จริต ใคร่ครวญกรรมฐานที่สมควรแก่จริตของตน. (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์)75/450/12

อุเบกขามี 10 อย่าง (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/457/7




[๑๖๒-๑๖๖] ปฏิปทา 4 คือ ปฏิบัติลำบาก รู้ช้า , ปฏิบัติลำบาก แต่รู้เร็ว , ปฏิบัติ 75/492/1

การเจริญฌานตั้งแต่เริ่มตั้งใจครั้งแรกจนถึงอุปจารแห่งฌานนั้นๆ เกิดขึ้นเป็นไป เรียกว่า ปฏิปทา ส่วนปัญญาที่ดำเนินไปตั้งแต่อุปจาร จนถึงอัปปนา เรียกว่าอภิญญา (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/490/10

ผู้ไม่ท้าบุรพกิจ มีการตัดกังวล ก่อนแล้วเจริญภาวนา ปฏิปทาของเขา เป็น ทุกขาปฏิปทา (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/491/13

ปฏิปทาของบุคคลผู้สร้างความดีในสมถะไว้ เป็นสุขาปฏิปทา ก็บุคคลใดไม่ทำ อธิการ(ความดี) ไว้ในวิปัสสนา ปฏิปทาของบุคคลนั้นเป็นทันธาภิญญา(รู้ได้ช้า) . (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/492/1

พระพุทธเจ้า ตรัสว่า เสียงเป็นข้าศึกของผู้เข้าปฐมฌาน (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/550/9

สัญญาเหล่านี้แม้ทั้ง 44 อย่าง คือ กามาวจรกุศลสัญญา 8 , อกุศลสัญญา 12 , กามาวจรกุศลวิปากสัญญา 11, อกุศลวิปากสัญญา 2 , กามาวจรกิริยสัญญา 11 มีความแตกต่างกันไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า นานัตตสัญญา (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/551/4

วินิจฉัย ค้าว่า วิญญาณัญจายตนะ คือ เป็นชื่อของฌานซึ่งมีวิญญาณที่เป็นไปใน อากาศเป็นอารมณ์ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/556/1


โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2553 , 13:57:22 น.] ( IP = 58.8.41.117 : : )


  สลักธรรม 3

สกัดพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี





วินิจฉัย คำว่า อากิญจัญญายตนะ คือ ไม่มีอะไรแม้หน่อยหนึ่ง โดยที่สุดแม้เพียง ภังคขณะก็ไม่พึงเหลือ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/557/5

วินิจฉัย คำว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือ ไม่สามารถทำกิจของสัญญาได้ โดยเฉพาะเป็นธรรมมีอยู่โดยละเอียดของสังขารที่เหลือ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/558/10

[๒๖๕-๒๖๖] สภาวธรรมที่เป็นกุศล เมื่อโยคาวจรบุคคลเจริญฌานเป็นโลกุตระ ชนิดสุญญตะ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก นำไปสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุ ภูมิเบื้องต้น ด้วยปฏิปทา 4 (สุญญตะ) 75/594/16

โลกุตรมรรคนั้น ย่อมได้ชื่อเพราะเหตุ 3 อย่าง คือ เพราะการบรรลุ เพราะคุณของ ตน เพราะอารมณ์ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/615/2

เมื่อพระโยคาวจรออกจากอนิจจลักษณะ มรรคก็เป็นอนิมิตตะ, เมื่อออกจากทุกขลักษณะมรรคก็เป็นอัปปณิหิตะ, เมื่อออกจากอนัตตลักษณะ มรรคก็เป็นสุญญตะ . (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/620/15

ในโลกุตรมรรค ภิกษุอาศัยธรรมภายในแล้วย่อมออกจากธรรมภายใน, อาศัยธรรม ภายในแล้วย่อมออกจากธรรมภายนอก, อาศัยธรรมภายนอกแล้วย่อมออกจาก ธรรมภายนอก, อาศัยธรรมภายนอกแล้ว
ย่อมออกจากธรรมภายใน ภิกษุอาศัย รูปย่อมออกจากรูป , อาศัยรูปแล้วย่อมออกจากอรูป, อาศัยอรูปแล้วออกจากอรูป, อาศัยอรูปแล้วย่อมออกจากรูป ย่อมออกจากขันธ์ 5 พร้อมกัน (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/622/1

ธรรมภายนอก, อาศัยธรรมภายนอกแล้วย่อมออกจากธรรมภายใน ภิกษุอาศัย รูปย่อมออกจากรูป , อาศัยรูปแล้วย่อมออกจากอรูป, อาศัยอรูปแล้วออกจากอรูป, อาศัยอรูปแล้วย่อมออกจากรูป ย่อมออกจากขันธ์ 5 พร้อมกัน (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/622/1

รูปย่อมออกจากรูป , อาศัยรูปแล้วย่อมออกจากอรูป, อาศัยอรูปแล้วออกจากอรูป, อาศัยอรูปแล้วย่อมออกจากรูป ย่อมออกจากขันธ์ 5 พร้อมกัน (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/622/1




โคตรภูย่อม ออกจากนิมิตก่อน แต่ไม่อาจตัดกิเลสที่เป็นไปได้ เพราะโคตรภูนั้นมี การออกไปอย่างเดียว มรรคย่อมออกจากนิมิต ย่อมตัดกิเลสที่เป็นไปได้เพราะ มรรคนี้มีการออกไปทั้ง 2 อย่าง บรรดาการออกไปแห่งโคตรภูและมรรคนั้น พึง ทราบนัยที่เกิดขึ้น ดังต่อไปนี้ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/629/17

โสดาปัตติมรรคย่อมออกจากอบายภพ สกทาคามิมรรคย่อมออกจากเอกเทศ แห่งสุคติกามภพ อนาคามิมรรคย่อมออกจากกามภพ อรหัตมรรคย่อมออกจาก รูปภพ และอรูปภพ. (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/636/9

ปฏิปทา ในแต่ละมรรค อาจไม่ใช่เป็นปฏิปทาเดียวกันก็ได้ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/637/20
ข้อเปรียบเทียบการเห็นหีบรัตนะในห้องมืด กับการเห็นสัจจะที่ไม่เคยเห็นมาก่อน (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 75/648/14

ความเกิดขึ้นแห่งความเห็นผิด มีด้วยเหตุอย่างนี้ คือ การฟังแต่อสัทธรรม ความ เป็นผู้มีมิตรชั่ว ความเป็นผู้ไม่ต้องการเห็นพระอริยะ การท้าไว้ในใจโดยอุบาย ไม่แยบคาย (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์ อกุศลธรรม) 76/3/19

เอกัคคตา แห่งจิตย่อมมีแม้ในเพราะประพฤติอกุศล. (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์ อกุศลธรรม) 76/5/5




โลภะ มีการยึดอารมณ์เป็นลักษณะ มีความติดในอารมณ์เป็นรส เมื่อเจริญขึ้น โดยความเป็นแม่น้ำ คือ ตัณหา ย่อมพาไปสู่อบายเท่านั้น , โมหะ มีความมืดมน แห่งจิตเป็นลักษณะ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์ อกุศลธรรม) 76/6/17

ในอกุศลจิตนี้มีเยวาปนกธรรม 4 ประการ เป็นองค์ที่แน่นอน คือ ฉันทะ อธิโมกข์ มนสิการ อุทธัจจะ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์ อกุศลธรรม) 76/9/11

ถีนมิทธะ เป็นธรรมยิ่งในอกุศลจิตดวงที่ 2 นี้ ความหดหู่ ชื่อว่า ถีนะ ความง่วงโงก ชื่อว่า มิทธะ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์ อกุศลธรรม) 76/37/3

สภาวะที่ชื่อว่า ปฏิฆะ เพราะอรรถว่า ย่อมกระทบในอารมณ์โดยภาวะที่ไม่พอใจ อกุศลจิตที่สัมปยุตด้วยปฏิฆะนั้น ชื่อว่า ปฏิฆสัมปยุต. (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์ อกุศลธรรม) 76/39/18

โทสะ เพราะอรรถว่า เป็นเหตุให้คนประทุษร้าย หรือประทุษร้ายเอง. มีความดุร้าย เป็นลักษณะ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์ อกุศลธรรม) 76/40/11

อิสสา นั้นมีการริษยาสมบัติของผู้อื่นเป็นลักษณะ , มัจฉริยะนั้นมีการปกปิด สมบัติของตนที่ได้มาแล้ว หรือที่ควรได้เป็นลักษณะ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์ อกุศลธรรม) 76/41/10

อกุศลจิตดวงที่ 10 ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ถูกคนอื่นๆ ให้เกิดอุตสาหะบ้าง ผู้ถูกคน อื่นๆ ตักเตือนให้นึกถึงความผิดบ้าง ตนเองนั้นแหละนึกถึงความผิดของคนอื่นๆ แล้วโกรธบ้าง เพราะความที่อกุศลจิตนี้เป็นไปกับการชักจูง. . (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์ อกุศลธรรม) 76/43/15


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2553 , 14:01:54 น.] ( IP = 58.8.36.38 : : )


  สลักธรรม 4

สกัดพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี




สภาวธรรมที่ชื่อว่า วิจิกิจฉา เพราะอรรถว่า ปราศจากความแก้ไข เป็นเหตุให้คน เมื่อคิดสภาวธรรมย่อมยุ่งยาก ย่อมลำบาก (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์ อกุศลธรรม) 76/44/15

วิจิกิจฉา เกิดขึ้นแล้ว ย่อมทำจิตให้กระด้าง ก็เพราะวิจิกิจฉานั้นเมื่อเกิดเป็น ดุจการจับอารมณ์มาขัดอยู่ซึ่งใจ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์ อกุศลธรรม) 76/46/11

อกุศลจิตที่เหลือ 11 ดวง เว้นอุทธัจจสัมปยุตจิต ย่อมชักปฏิสนธิมา เมื่อกรรมอัน อกุศลธรรมดวงใดดวงหนึ่งในบรรดา อกุศลธรรมเหล่านั้น ประมวลมาแล้ว ปฏิสนธิ จิตย่อมมีในอบาย 4 บรรดาอกุศลวิบากทั้งหลาย สัตว์ย่อมถือปฏิสนธิด้วยเจตนา อันสหรคตด้วยอุเบกขา คือ อเหตุกมโนวิญญาณธาตุ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์ อกุศลธรรม) 76/48/14

[๓๖๖-๓๘๑] มโนธาตุอันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นต้น เป็นอารมณ์ ฯลฯ สภาวะธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต (กามาวจรวิบาก) 76/54/12

[๓๘๒-๓๙๘] มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก สหรคตด้วยโสมนัส มีรูป เป็นต้น เป็นอารมณ์ ฯลฯ สภาวะธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็น อัพยากฤต (กามาวจรวิบาก) 76/57/17




[๓๙๙-๔๑๔] มโนวิญญาณธาตุ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูป เป็นต้น เป็นอารมณ์ ฯลฯ สภาวะธรรมเหล่านี้ ธรรมเป็นอัพยากฤต (กามาวจรวิบาก) 76/61/4

อัพยากตะ มี 4 อย่าง คือ วิบาก กิริยา รูป พระนิพพาน (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 76/64/4

ชื่อว่า มโนธาตุ ด้วยอรรถว่า สูญจากสภาวะและมิใช่สัตว์ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 76/67/12

มโนวิญญาณธาตุ แม้ทั้ง 2 เป็นอเหตุกวิบาก (วิบากจิตไม่มีเหตุประกอบ). มีการ รู้อารมณ์ 6 เป็นลักษณะ มีการพิจารณาอารมณ์ เป็นต้น เป็นรส (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 76/69/3

มโนวิญญาณ ธาตุดวงที่ 2 ย่อมให้ผลใน 5 ฐาน คือ
1.ในเบื้องต้น ให้ผลเป็นปฏิสนธิจิต ในเวลาถือปฏิสนธิของคนบอดแต่เกิด เป็นต้น ในมนุษยโลก
2. เมื่อปฏิสนธิ ผ่านไปแล้วก็ให้ผลเป็นภวังค์ตลอดอายุ
3. ย่อมให้ผลเป็นสันติรณะ (พิจารณา)ใน วิถีแห่งอารมณ์ 5 ในอิฏฐมัชฌัตตตารมณ์
4.ย่อมให้ผลเป็นตทารัมมณะ ในอารมณ์ที่มีกำลังในทวาร 6
5. ในเวลามรณะให้ผลเป็นจุติจิต (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 76/70/1

[๔๑๕-๔๑๖] มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วย ญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจาก ญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต. . (มหาวิบาก ๘) 76/70/11

มหาวิบาก ย่อมให้ผลในที่ทั้ง 4 คือ ในปฏิสนธิ ในภวังค์ ในจุติ ในตทารัมมณะ . (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 76/73/4

พระสัพพัญญูโพธิสัตว์ ทุกพระองค์ ย่อมถือ ปฏิสนธิ ด้วยมหาวิบากจิตที่เป็น อสังขาริก สหรคตด้วยโสมนัส เป็นติเหตุกะดวงที่ 1 ในการถือปฏิสนธิภพสุดท้าย . (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 76/73/11

ในขณะการประกอบกรรมของบุคคลใด โลภะ อโทสะ อโมหะ มีก้าลังแรง อโลภะ โทสะ โมหะมีก้าลังอ่อน บุคคลนั้นเกิดด้วยอ้านาจปฏิสนธิอันกรรมนั้นให้ผลแล้ว ย่อมเป็นคนมักได้ มีความสุข เป็นปกติ มักไม่โกรธ แต่มีปัญญา มีญาณเปรียบ ดังเพชร (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 76/75/10

นิยาม 5 อย่าง คือ พีชนิยาม อุตุนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม จิตนิยาม (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 76/81/14

อเหตุกปฏิสนธิ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 76/87/13
พระมหาโมคคัลลานะ เนรมิตดอกปทุมในนรก นั่งแสดงธรรมแก่สัตว์นรก เมื่อนั้น จักขุวิญญาณที่เป็นกุศลวิบาก ก็เกิดขึ้น แก่พวกเขาผู้เห็นพระเถระ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 76/88/11

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2553 , 14:05:16 น.] ( IP = 58.8.36.38 : : )


  สลักธรรม 5

สกัดพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี





เปรียบเทียบจิตกับเรื่องใยแมลงมุม เรื่องนายทวาร เรื่องเด็กชาวบ้าน เรื่องมะม่วง กับเจ้าของโรงหีบอ้อย เรื่องชายบอดกับคนเปลี้ย เรื่องการรับอารมณ์โดยอุปนิสัย ปัจจัยเป็นประโยชน์ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 76/91/21
จักขุวิญญาณอาศัยปัจจัย 4 เกิดขึ้น คือ เพราะจักขุประสาทยังไม่แตกดับ, รูปมา สู่คลอง , อาศัยแสงสว่าง , อาศัยมนสิการเป็นเหตุ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 76/96/16
ภวังคจิตนั้นแตกดับแล้วก็ดี หรือมีกำลังอ่อนไม่สามารถเป็นปัจจัย แก่อาวัชชนจิต ให้เป็นไปก็ดี ชื่อว่า แตกดับ (อ.จิตตุปปาทกัณฑ์) 76/99/17
[๔๒๒-๔๒๖] สภาวธรรมอันเป็นวิบากเพราะกุศล ฌานเป็นโลกุตระ ชนิดสุญญตะ , ชนิดอนิมิตตะ , ชนิดอัปปณิหิตะ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก นำไปสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น อันได้กระทำไว้แล้ว ได้เจริญไว้แล้วนั้น ด้วย ปฏิปทา 4 นี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต (โลกุตตรวิบาก) 76/112/5
มรรคย่อมได้ชื่อ เพราะเหตุ 3 คือ เพราะการบรรลุ เพราะคุณของตน เพราะอารมณ์ (อ.แสดงโลกุตตรวิบาก) 76/141/4
เปรียบโลกุตรกุศล ยังวิบากให้เป็นอธิบดี ด้วยการดับไฟกองใหญ่แล้ว แต่ความ ร้อนยังไม่สงบลงทันที (อ.แสดงโลกุตตรวิบาก) 76/143/5
อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ คือ โสดาปัตติมรรค , อัญญินทรีย์ คือ ผลเบื้องต่ำ 3 มรรคเบื้องบน 3 อัญญาตาวินทรีย์ คือ อรหัตผล (อ.แสดงโลกุตตรวิบาก) 76/144/9




ในอกุศลวิบากนี้ เมื่ออกุศลจิต 11 อย่าง ประกอบกรรมไว้แล้ว ก็ทำกรรมนิมิต และคตินิมิตทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เป็นอารมณ์แล้ว ย่อมให้ผลในฐานะทั้ง 5 อย่าง (อ.อกุศลวิบาก) 76/149/15
[๔๘๒-๔๘๔] สภาวธรรมเหล่านี้ คือ มโนธาตุ เป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ เป็นต้น ฯลฯ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต. (กามาวจรกิริยา) 76/150/7
[๔๘๕-๔๘๘] สภาวธรรมเหล่านี้ คือ มโนวิญญาณธาตุ เป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่ อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก สหรคตด้วยโสมนัส มีรูปเป็นอารมณ์ เป็นต้น ฯลฯ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต (กามาวจรกิริยา) 76/151/6
[๔๘๙-๔๙๑] สภาวธรรมเหล่านี้ คือ มโนวิญญาณธาตุ เป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่ อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ เป็นต้น ฯลฯ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต (กามาวจรกิริยา) 76/152/19
[๔๙๒-๔๙๓] สภาวธรรมเหล่านี้ คือ มโนวิญญาณธาตุ เป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่ อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็น อารมณ์ เป็นต้น ฯลฯ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต (กามาวจรกิริยา) 76/153/14
กิริยา ได้แก่ สักว่ากระทำ เหมือนดอกไม้ที่ต้นมีรากขาดแล้ว ย่อมเป็นเพียงการ กระทำเท่านั้น เพราะเป็นไปด้วยอ้านาจยังกิจนั้นๆ ให้ส้าเร็จ . (อ.แสดงกิริยาอัพยากฤต) 76/154/13
มโนธาตุที่เป็นกิริยาจิตนี้ ย่อมเกิดก่อนทุกดวงในปวัตติกาล ในวิถีแห่ง ทวารทั้ง 5 . (อ.แสดงกิริยาอัพยากฤต) 76/155/18
มโนวิญญาณธาตุเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่กรรมวิบาก สหรคตด้วย โสมนัส นี้เป็นจิตเฉพาะพระขีณาสพเท่านั้น ย่อมได้ในทวาร 6 (อ.แสดงกิริยาอัพยากฤต) 76/156/6
มโนวิญญาณธาตุสหรคตด้วยอุเบกขา จิตดวงนี้ ทั่วไปแก่สัตว์ผู้มีจิตทุกจ้าพวกใน ภพทั้ง 3 แต่ว่า เมื่อเกิดในทวาร 5 ย่อมทำหน้าที่ตัดสิน (โวฏฐัพพนกิจ) เกิดในมโน ทวารย่อมทำหน้าที่ รำพึงถึงอารมณ์ (อาวัชชนกิจ) (อ.แสดงกิริยาอัพยากฤต) 76/157/17
[๔๙๖-๕๐๐] พระขีณาสพเจริญอรูปาวจรฌาน เป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่กรรมวิบาก แต่เป็นทิฏฐิธรรมสุขวิหาร (อรูปาวจรกิริยา) 76/160/2
สมาบัติที่พระขีณาสพให้เกิดขึ้น ในเวลายังเป็นปุถุชนมีอยู่ ตราบใดที่ยังไม่เข้า สมาบัติอันนั้น สมาบัตินั้นก็เป็นกุศลนั้นแหละ เมื่อท่านเข้าสมาบัตินั้นแล้ว สมาบัติ นั้นก็เป็นกิริยา แต่สมาบัติที่พระขีณาสพนั้นให้บังเกิดขึ้นในเวลาที่ท่านเป็นพระขีณาสพแล้ว สมาบัตินั้นย่อมเป็นกิริยาเท่านั้น. (อ.แสดงรูปาวจรอรูปาวจรกิริยา) 76/161/17
[๕๐๑] วิบากแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรม เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปา วจร เป็นโลกุตระ ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อนึ่ง ธรรมเหล่าใด เป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่กรรมวิบาก รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต (รูปกัณฑ์) 76/163/3
รูป เรียกว่า มหาภูตะ คือ นักเล่นกล เป็นต้น , เพราะต้องบ้ารุงรักษามาก , เพราะวิการ (เปลี่ยนแปลง) ด้วยเหตุเหล่านี้ คือ ปรากฏเป็นของใหญ่, เหมือนมหาภูต 76/179/17
ในคราวใด โลกจะฉิบหายด้วยลมก้าเริบ ในคราวนั้น ลมย่อมยังแสนโกฏิจักรวาล ให้กระจัดกระจายไปเป็นอันเดียวกัน (อ.รูปกัณฑ์) 76/185/7
ประสาทรูปต่างกัน เพราะว่าความต่างกันแห่งกรรม (อ.แสดงรูปวิภัตติ) 76/227/12


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2553 , 14:08:29 น.] ( IP = 58.8.36.38 : : )


  สลักธรรม 6

สกัดพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี




อิตถินทรีย์ ไม่พึงรู้ได้ด้วยจักขุวิญญาณ พึงรู้ด้วยมโนวิญญาณเท่านั้น . (อ.แสดงรูปวิภัตติ) 76/241/18

เพศชายเป็นอุดมเพศ เพศหญิงเป็นหีนเพศฉะนั้น เพศชายย่อมอันตรธานไป เพราะอกุศลมีก้าลัง เพศหญิงย่อมตั้งขึ้นด้วยกุศลที่ทุรพล (อ.แสดงรูปวิภัตติ) 76/243/7

สภาวะที่ชื่อว่า วิญญัติ เพราะอรรถว่า ความที่คนหรือสัตว์ดิรัจฉาน ทั้งหลาย ให้รู้ ภาวะของตนด้วยกาย แม้สัตว์ดิรัจฉานก็รู้ความหมายของคนได้ แม้คนก็รู้ความ หมายของสัตว์ได้ด้วยสภาวธรรมที่ถือเอานี้ โดยท้านองแห่งการถือเอากาย. 76/245/5

ในวัตถุหยาบมีโอชาน้อย ในวัตถุละเอียดมีโอชาแรง (อ.แสดงรูปวิภัตติ) 76/260/10

[๕๔๑] ความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียว ธรรมชาติเครื่องเกาะกุมรูป อันใด รูปทั้งนี้เรียกว่า อาโปธาตุ (รูปกัณฑ์ทุกนิเทศ) 76/263/15

เมื่อหย่อนมือลงในน้ำร้อนทดลองดู ในน้ำร้อนนั้น ย่อมมีทั้งปฐวีธาตุ วาโยธาตุ ถึงอย่างนั้นเขาก็ย่อมค้านึงถึงเตโชธาตุเท่านั้น (อ.รูปกัณฑ์) 76/300/1

จิตก้าวไปจากอารมณ์ได้ด้วยอาการ 2 อย่าง คือ โดยความปรารถนา หรือโดย อารมณ์มีกำลังแรง (อ.รูปกัณฑ์) 76/301/4

อาโปธาตุควบคุมวัตถุทั้งหลายมีแท่งเหล็ก เป็นต้น ไว้แล้วย่อมท้าให้ติดกัน แม้ใน แผ่นหิน ภูเขา ต้นตาล หนอไม้ งาช้าง เป็นต้น ก็มีอาโปธาตุเท่านั้นเกาะกุม วัตถุเหล่านั้นให้ติดกัน. (อ.รูปกัณฑ์) 76/302/2

ดูก่อนอานนท์ ก็มหาภูตรูป 4 คือปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ จะพึง แปรเป็นอื่นไปได้ แต่พระอริยสาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน พระพุทธเจ้าจะแปรเป็นอื่นไป ข้อนี้ไม่พึงมีได้เลย (อ.รูปกัณฑ์) 76/303/22




รูปทั้ง 2 นี้ คือ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ย่อมปรากฏเพราะ อาศัยภูตรูป (อ.รูปกัณฑ์) 76/305/14

[๖๖๕] วิบากแห่งกุศลธรรม และอกุศลธรรม ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตระ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรม เหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นวิบาก (นิกเขปกัณฑ์) 76/337/10

[๖๘๑] อนันตริยกรรม 5 และนิยตมิจฉาทิฏฐิ ชื่อว่า ธรรมเป็นมิจฉาสภาวะ และ ให้ผลแน่นอน (นิกเขปกัณฑ์) 76/346/19

ชื่อว่า ปุถุชน เพราะอรรถว่า ย่อมยังกิเลสมากให้เกิด (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/360/20

“ บุคคลใดแล เป็นคนกตัญญูกตเวที มีปัญญาเป็นกัลยาณมิตร และเป็นผู้ภักดี มั่นคงย่อมท้ากิจโดยเคารพแก่บุคคลผู้มีทุกข์ บัณฑิตทั้งหลายย่อมเรียกบุคคล เช่นนั้นว่าสัตบุรุษ” (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/362/17

เมื่อสร้างพระสถูปทองแม้เท่าเขาสิเนรุ สร้างวิหารด้วยแก้วเท่าเขาจักรวาล ถวาย ปัจจัย 4 แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ผู้นั่งเต็มวิหารนั้นตลอดชีวิต ก็ไม่ อาจเพื่อจะห้ามวิบากของอนันตริยกรรมนั้นได้ (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/377/4

พระอริยสาวกเมื่อพิจารณามรรคของผู้อื่นด้วยเจโตปริยญาณ แม้กระทำให้หนักก็ กระท้าให้หนักเหมือนมรรคอันตนแทงตลอดแล้วไม่ได้ (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/378/6

ชื่อว่า สัญชาติ (เกิดพร้อมแล้ว) เพราะเกิดขึ้นด้วยการประกอบพร้อมแห่งปัจจัย ทั้งหลาย (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/379/2

อนันตริยกรรม 5 สมาบัติ 8 อริยมรรค 4 ชื่อว่า กรรมมีวิบากที่แน่นอน (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/380/13

ตัณหาชื่อว่า วิสัตติกา เพราะอรรถว่า ซึมซาบไป กระสับกระส่าย หลอกลวง มีรากเป็นพิษ (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/398/11




ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงตัดป่า(คือกิเลสมีราคะ เป็นต้น) อย่าตัดต้นไม้, ภัย (มีความเกิด เป็นต้น) ย่อมเกิดแต่ป่า คือ กิเลส เธอทั้งหลายครั้นตัดป่า (คือ กิเลสอันเกิดขึ้นก่อน) และหมู่ไม้ในป่า (คือ กิเลสที่เกิดภายหลัง) แล้วจักเป็นผู้ไม่ มีป่า คือ ตัณหา” (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/400/7

ตัณหาที่ชื่อว่า อาสา (การหวัง) เพราะการหวังอารมณ์ทั้งหลาย อธิบายว่า เพราะ ครอบงำและเพราะการบริโภคไม่รู้จักอิ่ม (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/401/11

ตัณหาที่ชื่อว่า ชปฺปา (ธรรมชาติผู้กระซิบ) เพราะอรรถว่า ยังสัตว์ให้พูดอุบอิบ อย่างนี้ว่า นี่ของฉัน นี่ของฉัน หรือว่า สิ่งนี้บุคคลโน้นให้แก่เรา สิ่งนี้บุคคลโน้นให้ แก่เรา (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/402/3

ชื่อว่า ปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่ง) ด้วยอำนาจความหงุดหงิด (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/405/20

ฉันทราคะ ย่อมเกิดขึ้นในวิมาน ต้นกัลปพฤกษ์และอาภรณ์ของพรหม ไม่เป็น กามาสวะ เพราะราคะอันเป็นกามคุณ 5 ท่านละได้แล้วในโลกนี้แหละ (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/416/20

โสดาปัตติมรรคย่อมละทิฏฐาสวะ อนาคามิมรรคย่อมละกามาสวะ อรหัตมรรค ย่อมละภวาสวะและอวิชชาสวะ (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/417/8


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2553 , 14:11:25 น.] ( IP = 58.8.36.38 : : )


  สลักธรรม 7

สกัดพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี



ความตระหนี่ 5 คือ ตระหนี่อาวาส ตระกูล ลาภ วรรณะ ธรรม (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/428/11

บุคคลใดใคร่ครวญถึงบุคคล หรือใคร่ครวญธรรมด้วยการประคองธรรมไม่ให้ด้วย การประคองบุคคล ภิกษุนี้ไม่ชื่อว่า ตระหนี่ธรรม (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/430/3

ตระหนี่อาวาส ย่อมเกิดเป็นยักษ์ เปรต ตกโลหะกุมภี , ตระหนี่ลาภ ย่อมเกิดเป็น เปรต งูเหลือม เกิดในคูถนรก , ตระหนี่ธรรม ย่อมเป็นบ้า เกิดในกุกกุลนรก . (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/430/15




ทิฏฐิวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส อิสสา มัจฉริยะ อันโสดาปัตติมรรคย่อมประหาณ, กามราคสังโยชน์ และปฏิฆสังโยชน์ อันอนาคามิมรรคย่อมประหาณ , มานะ ภวราคะ และอวิชชา อรหัตมรรคย่อมประหาณ (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/433/1

กายคัณฐะ เพราะอรรถว่า ย่อมผูกนามกาย คือ ย่อมยังนามกายให้สืบต่อในวัฏฏะ ด้วยอำนาจแห่งการปฏิสนธิ (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/439/7

การก้าวลงสู่ภวังค์ของพระอรหันต์ ย่อมมีด้วยความทุรพล แห่งร่างกาย เมื่อภวังค์ นั้นไม่ระคนด้วยอารมณ์อื่น พระอรหันต์ย่อมหลับ (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/455/22

พระอรหันต์ เดินทางไกล หรือท้าการงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ร่างกายย่อมอ่อน เพลีย (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/456/8

นามกาย ชื่อว่า กาย , ความหาวนอน และความโงกง่วงเป็นผลของ มิทธะ(อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/457/4

โทษในการดื่มสุรา และเมรัย ที่เห็นในปัจจุบันมี 6 อย่าง คือ เสียทรัพย์ ก่อการ ทะเลาะวิวาท เป็นบ่อเกิดของโรค ท้าให้เสียชื่อเสียง ท้าให้ไม่รู้จักอาย บั่นทอน ปัญญา (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/458/11

กุกกุจจะ และวิจิกิจฉา ย่อมละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค , กามฉันทะและพยาบาท ย่อมละได้ด้วยอนาคามิมรรค ถีนมิทธะ อุทธัจจะ และอวิชชาย่อมละได้ด้วย อรหัตมรรค (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/466/9

[๗๙๑-๘๐๑] กิเลสวัตถุ 10 คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ (กิเลสโคจฉกะ) 76/474/10




[๘๒๘] ธรรมเป็นกามาวจร ได้แก่ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งท่องเที่ยวอยู่นับเนื่องอยู่ในภูมิระหว่าง อเวจีนรก ถึงเทพ ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี (ปิฏฐิทุกะ) 76/492/20

[๘๒๙] ธรรมเป็นรูปาวจร ได้แก่ จิตและเจตสิกธรรม ของท่านผู้เข้าสมาบัติ(กุศลฌาน) หรือของท่านผู้อุปบัติ (วิปากฌาน) หรือของท่านผู้อยู่ด้วยทิฏฐิธรรมสุขวิหาร (กิริยาฌาน) ซึ่งท่องเที่ยวนับเนื่องอยู่ในภูมิระหว่างพรหมโลก ถึงเทพชั้นอกนิษฐ์ (ปิฏฐิทุกะ) 76/493/5

[๘๓๐] ธรรมเป็นอรูปาวจร ได้แก่ จิตและเจตสิกธรรม ของท่านผู้เข้าสมาบัติ (กุศลฌาน) หรือของท่านผู้อุปบัติ (วิปากฌาน) หรือของท่านผู้อยู่ด้วยทิฏฐิธรรม สุขวิหาร (กิริยาฌาน) ซึ่งท่องเที่ยวอยู่นับเนื่องอยู่ในภูมิระหว่างอากาสานัญ-จายตนภูมิ ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ (ปิฏฐิทุกะ) 76/493/14

[๘๓๒] มรรค 4 ที่เป็นโลกุตระ ชื่อว่า นิยยานิกธรรม (ธรรมเป็นเครื่องน้ำสัตว์ ออกไปจากกองทุกข์) (ปิฏฐิทุกะ76/494/9)

[๘๓๓] อนันตริยกรรม 5 นิยตมิจฉาทิฏฐิ และมรรค 4 ที่เป็นโลกุตระ ชื่อว่า ธรรมที่ให้ผลแน่นอน (ปิฏฐิทุกะ) 76/494/17


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2553 , 14:14:15 น.] ( IP = 58.8.36.38 : : )


  สลักธรรม 8


สกัดพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี




อเวจีนรก เพราะว่า ในนรกนี้ ไม่มีช่องระหว่างระลอกแห่งเปลวไฟทั้งหลาย ที่ ชื่อว่า นรก เพราะอรรถว่า ในที่นี้ไม่มีความเจริญกล่าว คือ ความสุข (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/495/22

[๘๔๒] นิรุตติธรรม ได้แก่ การกล่าวขาน สมัญญา บัญญัติ โวหาร นาม การขนานนามการตั้งชื่อ การออกชื่อ การระบุชื่อ การเรียกชื่อ ของธรรมนั้นๆ . (นิกเขปกัณฑ์ สุตตันติกทุกะ) 76/499/15

[๘๔๔] เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ และอสังขตธาตุ นี้เรียกว่า นามธรรม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นั้น เรียกว่า รูปธรรม . (นิกเขปกัณฑ์ สุตตันติกทุกะ) 76/500/3

[๘๖๓] ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนาหาร เป็นไฉน ? (นิกเขปกัณฑ์ สุตตันติกทุกะ) 76/508/6

[๘๖๕] สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ อันใดนี้เรียกว่า สติ (นิกเขปกัณฑ์ สุตตันติกทุกะ) 76/509/2

ความล่วงละเมิดทางกาย ความล่วงละเมิดทางวาจา ความล่วงละเมิด ทางกายและวาจา อันใด นี้เรียกว่า สีลวิบัติ , ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งหมด จัดเป็น สีลวิบัติ (นิกเขปกัณฑ์ สุตตันติกทุกะ) 76/510/10




นาม 4 อย่าง คือ สามัญนาม (ชื่อทั่วไป) คุณนาม (ชื่อโคยคุณ) กิตติมนาม (ชื่อ โดยการยกย่อง) อุปปาติกนาม (ชื่อตามที่เกิดขึ้น) (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/517/1

ที่ชื่อว่า นาม ด้วยอรรถว่าเป็นนามกรณะ (การให้ชื่อ) ด้วยอรรถว่า การน้อมไปสู่ อารมณ์ และด้วยอรรถว่าการยังอารมณ์ให้น้อมลงในตน (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/519/9

ในขณะแห่งชวนจิต ความเป็นผู้ทุศีลบ้าง ความหลงลืมสติบ้าง ความไม่รู้บ้าง ความไม่อดทนบ้าง ความเกียจคร้านบ้าง ย่อมเกิดขึ้น อสังวรย่อมมี . (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/534/3

ภิกษุไม่บริโภคอาหาร 4-5 ค้า แล้วพึงดื่มน้ำแทน การบริโภคอย่างนั้น สมควรเพื่อ อยู่เป็นผาสุกของภิกษุผู้มีจิตเป็นไปในกรรมฐาน (อ.นิกเขปกัณฑ์) 76/540/7

[๘๗๘] กุศลในภูมิ 4 ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล, จิตตุปบาทฝ่ายอกุศล 12 ดวงชื่อว่าธรรมเป็นอกุศล , วิบากในภูมิ 4 กิริยาอัพยากฤตในภูมิ 3 รูป และนิพพาน ชื่อว่า ธรรมเป็น อัพยากฤต (อัตถุทธารกัณฑ์) 76/549/4

[๘๘๗] ธรรมเป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ ได้แก่ กุศลในภูมิ 3 และอกุศล, ธรรมไม่ เป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิและไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน ได้แก่ วิบากในภูมิ 4 กิริยา- อัพยากฤตในภูมิ 3 รูป และนิพพาน (อัตถุทธารกัณฑ์) 76/555/8

[๘๙๔] นิพพาน จะกล่าวว่าเป็นธรรมเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ได้ ว่าเป็นธรรมยังไม่เกิด ขึ้นก็ไม่ได้ ว่าเป็นธรรมจักเกิดขึ้นก็ไม่ได้ (อัตถุทธารกัณฑ์) 76/559/19

ธรรมดาพระอภิธรรมไม่ใช่เป็นวิสัยของพระสาวก ไม่ใช่เป็นโคจรของพระสาวก เป็นพุทธวิสัย เป็นโคจรของพระพุทธเจ้า (อัฏฐกถากันฑวรรณนา) 76/562/20

ปัจจุบัน นี้มี 3 อย่าง คือ ขณปัจจุบัน สันตติปัจจุบัน อัทธาปัจจุบัน (อัฏฐกถากันฑวรรณนา) 76/578/2


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2553 , 14:17:04 น.] ( IP = 58.8.36.38 : : )


  สลักธรรม 9


ที่มาของข้อมูล



พระไตรปิฎก และอรรถกถาแปล ชุด 91 เล่ม
มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พุทธศักราช ๒๕๒๕
พระไตรปิฎก โดยการแสดงสูตรในตัวสูตรบาลีและอรรถกถา( อ ) มีแสดงที่มาในตัวเลข เล่ม / หน้า / บรรทัดไว้ท้ายบท


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2553 , 21:19:31 น.] ( IP = 58.11.47.202 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org