| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เบื่อ-บ่น
สลักธรรม 1
ความเบื่อเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราทุกคน เพราะแต่ละวันๆนั้นล้วนมีเรื่องที่ต้องพบและทำแบบจำเจซ้ำซากไปกันตลอด จนความเบื่อก่อตัวมากขึ้นในใจเราจนบ่นออกมากันต่างๆนานา
จึงควรมีเครื่องเตือนใจไว้กันเบื่อ เพื่อตนเองจะได้แจ่มใส และกระทำทุกอย่างไปอย่างรอบรู้ คือ.. อย่าเบื่อที่จะใช้ชีวิต และอย่าคิดว่าตัวเองสำคัญ ด้วยเพราะความมีชีวิตนั้น ..เกิดขึ้นจากความไม่รู้ หากยังมีความเบื่อที่จะใช้ชีวิตในทางที่ถูก และพากเพียรหาปัญญาแล้ว เบื่ออย่างไร..ท่านก็ไม่พ้นชีวิตไปได้ ด้วยความไม่รู้บวกกับความเห็นผิด ว่าตนสำคัญ ใครเลยจะช่วยคุณได้ ถ้าคุณไม่ช่วยตนเอง อาศัยความอดทน และเลิกบ่นความสัปสนต่างๆจะคลี่คลายลงได้ด้วยปัญญาจนหายเบื่อได้ในที่สุด.
สวัสดี่ค่ะน้องกิ้ฟ และพี่เณร
หลังจากที่พี่ดอกแก้วตั้งใจที่จะจบกระทู้ที่เราได้สนทนากันในหัวข้อ " แก้ปัญหา " เพราะคิดว่าเราต่างได้มอบยุทธวิธีทางออกของปัญหามามากพอสมควรแล้ว และจะเปิดประเด็นคุยเรื่องอื่นๆใหม่ แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มด้วยเรื่องไหนดี
แต่แล้วก็มีเหตุการณ์มากมายเข้ามาในชีวิตของพี่เมื่อวานนี้ จนเกิดการ เบื่อ ขึ้นมามากๆเเลยนะคะ และทำให้ฟุ้งซ่านไปมากพอดู ทั้งรำพึงรำพัน คือ บ่น ไปสักพัก จนกระทั่งคิดทวนดูว่า คนเรามักเบื่ออะไร และบ่นไปแล้วจะได้อะไร จึงเป็นที่มาของกระทู้นี้ละค่ะ
ที่บอกว่ามีเรื่องให้พี่ดอกแก้วเบื่อก็ไม่หนักหนาอะไรกับตัวพี่เองเท่าไหร่ แต่น่าลำคาญมากกว่านะค่ะ แต่มันทำให้นึกไปถึงคนที่มีชีวิตขาดเหตุผล และไม่รู้ว่าตนเชื่อและยึดมั่นอะไรอยู่ เรียกว่าเป็นคนไม่รู้จักกรรมและวิบากก็ได้นะค่ะ คนเช่นนี้พี่ดอกแก้วว่าน่าเบื่อมาก ที่ว่าน่าเบื่อมากก็เพราะยากที่จะเยียวยารักษาใจ เพราะเขาตกอยู่ในสภาพที่มีมิจฉาทิฏฐินั่นเอง
เรื่องมิจฉาทิฏฐินี้เป็นสิ่งที่น่าแกะรอยมากๆนะค่ะ เพราะถ้าไม่แล้วคนที่ได้เคยศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จะตีความเข้าข้างตนเองอย่างทะนงองอาจว่า ตนนั้นเป็นพวกสัมมาทิฏฐิไปแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่เลย เพราะเพียงแค่ได้เพาะปลูกสัมมาทิฏฐิแค่นั้น ลำต้นที่เจริญขึ้นอย่างมั่นคงได้แล้วก็จะต้องนับตั้งแต่ พระโสดาบันบุคคลขึ้นไปเท่านั้น จึงเรียกว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิได้นะค่ะ
จะเห็นได้จากการใช้ชีวิตของคนเราได้ชัดเจนว่า ยามมีเรื่องราว คือวิบากเกิดขึ้นกับตนหรือคนรอบกายตน ยิ่งถ้าเป็นวิบากฝ่ายอกุศลด้วยแล้วยิ่งแสดงออกง่ายเลยถึงความมีมิจฉาทิฏฐิ ทำให้มองผิด คิดผิด และทำผิดๆไปได้สบายมากตามนิสัยแห่งปุถุชนคนเขลา
คนพวกนี้ละค่ะชอบโทษโชคชะตา ฟ้าลิขิต โทษผีสางนางไม้ไปสารพัด โดยไม่สามารถระลึกได้เลยในพระธรรมคำสอนที่พระองค์ตรัสสอนว่า " สัตวโลกต่างมีกรรมเป็นของๆตน " นี่ไงค่ะพี่ดอกแก้วถึงกล้าพูดได้ว่า การเรียนการศึกษาธรรมอย่างเดียว เป็นใบรับประกันความวิปลาสของจิตไม่ได้เลย
จึงเปิดกระทู้นี้ขึ้นมาสนทนาธรรมกับน้องกิ้ฟ และพี่เณรกันอีก เพื่อเป็นแนวทางสร้างความเข้าใจในการมีชีวิตให้ดีให้ถูกต้องมากขึ้น แม้เรายังไม่ได้จัดว่าเป็นบุคคลที่มีสัมมาทิฏฐิก็ตาม แต่ด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติมีปัญญารักษาคุ้มครอง อย่างน้อยก็ทำทิฏฐิที่ฝังรากอยู่ในจิตออกมาแสดงตนได้ช้าลง หรือหมดโอกาสไปบางขณะๆก็ยังดีนะคะ หรือพี่เณณกับน้องกิ้ฟมีความเห็นอย่างไรบ้างค่ะ ? พี่ดอกแก้วขอเชิญมาร่วมสร้างเส้นทางแห่งชีวิตที่ดีงามเป็นกุศลอาจิณกรรมกันต่อไปนะคะ
![]()
![]()
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [14 ต.ค. 2553 , 07:20:08 น.] ( IP = 58.9.45.43 : : )
สลักธรรม 2สวัสดีครับพี่ดอกแก้ว
เช้านี้เปิดมาพบกระทู้ใหม่ " เบื่อ -บ่น " ของพี่ดอกแก้วรีบเข้ามาอ่านถึง ๒ รอบเลยครับ และเข้าใจถึงสภาพที่ทุกคนหนีไม่พ้นจริงๆ เพราะการมีชีวิตที่ต้องเดินทางรถติด ฝนตกด้วยคงน่าเบื่อมากๆนะครับ ซึ่งพี่เณรเองไม่มีความรู้สึกเช่นนี้เท่าไหร่เพราะค่อนข้างสบายนิดคือไม่ต้องออกไปไหน ไม่เจอรถติด แต่ก็มีบางครับและทุกๆครั้งที่ออกไปข้างนอกจะเห็นเด็กนักเรียนนั่งทานข้าวเช้าในรถระหว่างทาง ต้องตื่นแต่เช้า ต้องต่อสู้กับชีวิตกันตั้งแต่เด็กเลย และบนรถเมล์ก็แน่นไปด้วยผู้คนที่ต่างออกไปทำมาหากินกัน...น่าสงสารนะครับชีวิต เกิดมาต้องสู้ๆ และสุดท้ายสู้ไม่ไหวแน่นอนกับพญามัจจุราช
อ่านและแกะรอยตามไปกับที่พี่ดอกแก้วอธิบายเรื่อง มิจฉาทิฏฐิ แล้วเห็นชัดเจนครับ และปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆว่า ตนเองก็ยังตกอยู่ในคนจำพวกนั้น เพราะความรู้สึกที่เกิดขึ้นทุกๆครั้งมีเราเสมอเลย ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ใดๆเราเป็นผู้ไปเสพอารมณ์นั้นโดยความเป็นเราตลอดเวลาก็ว่าได้
ด้วยเหตุแห่งปัญญาที่เรามีเพียงกระจ้อยน้อยนิดนี่เอง จึงไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมใจของตนได้ คงปล่อยให้ความวิปลาสตามคุมถุงชนตลอดเวลาและมีมาช้านานมาก มากเกินที่จะแก้ไขได้ด้วยปริยัติศาสนาเลยครับ
และก็จริงที่สุดเลยครับที่เราจะเกิดความเบื่อและบ่นๆออกไปอย่างชนิดไร้สมรรถภาพทางปัญญา ที่จะช่วยดัดใจไม่ให้ออกจากความรู้สึกที่เป็นอัตตานั้นๆ ที่สำคัญยิ่งจิตนั้นก็ยังฟุ้งซ่านไปหาเรื่อง หาคนอื่นมาเป็นผู้รับผิด โดยขาด หลักกรรม ไปอย่างสิ้นเชิง และคำสอนเตือนใจดีๆที่หลวงพ่อท่านให้ไว้หายไปจากความจำหมด คือ ที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม
เมื่อขาดการสังเกตสังวรใจแล้ว ที่กระทำคือกรรมนั้น ก็เหวี่ยงชีวิตไปในสิ่งไม่เป็นสาระ และทำในสิ่งที่หาสาระอย่างแท้จริงได้ยาก เที่ยวแสวงหาเครื่องบำบัดทุกข์ชนิดงมงาย ขาดความใครครวญ จะมีแต่ความโอดครวญบ่นเพ้อรำพันตัดอาลัยไม่ขาดนั่นเอง พี่เณรเองก็พบเจอบุคคลเช่นนี้เสมอและในทุกๆวงการเลยก็ว่าได้ ไม่ได้เฉพาะคนนอกวัดอย่างเดียว ยิ่งคนในวัดนี่ละดีนักเทียว แทนที่จะใกล้เกลือกินเกลือ แต่กลับใกล้เกลือกินด่างเสียนิ..เฮ้อ
พี่เณรยกคำนี้มาก็เพื่อให้เห็นว่า เกลือมีรสเดียวคือเค็ม ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ประเทศไหน นับถือศาสนาใด ชนชั้นไหน ลงเอาเกลือมาแตะลิ้นก็เค็มด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งไม่ต่างเลยกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ โดยเฉพาะหลักกรรม ที่พี่ดอกแก้วยกว่า คือ " สัตวโลกต่างมีกรรมเป็นของๆตน " และที่หลวงพ่อเสือท่านอบรมสั่งสอนเรามากๆคือ " ใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีและชั่ว " เห็นไหมครับ รสเดียว เหมือนกันทั่วทุกตัวคนเลย.
ดังนั้นการแก้กรรม ที่พี่เณรอยากจะแนะนำไว้ตรงนี้เผื่อแผ่แก่ทุกๆคนที่เข้ามาอ่านก็คือ พยายามดำเนินชีวิตตนใหม่ให้ดี อยู่ในกุศล ละเว้นความชั่วทั้งหลายออกไปให้ได้จากชีวิต คิด ทำ พูด ด้วยสติด้วยปัญญา นี่ละครับเป็นการแก้กรรมชั่วร้ายได้ดีและวิเศษสุดจริงๆเลยครับ และการคิดทำเช่นนี้ เป็นการคิดทำโดยมีสัมมาทิฏฐิด้วยนะครับ
ขอบพระคุณพี่ดอกแก้วมากครับ ที่มาเปิดประเด็นเข็นใจให้ไกลจากความวิปลาสธรรม และอุดหนุนให้พี่เณรเกิดการกระทำกุศลอาจิณกรรมขึ้นต่อเนื่อง พี่เณรคิดนะครับว่าทุกครั้งที่เขียนลงไปนั้น เพื่อเตือนตนเอง บอกตนเองให้มั่นใจในศรัทธาที่จะทำให้ชีวิตไม่ตกอยู่ในความประมาทได้นะครับ นี่คือความตั้งใจอยากมาก และอย่างน้อยเพื่อผลพลอยได้ให้แก่คนอื่นๆที่เข้ามาอ่านนะครับ ไม่ค่อยหวังในใครมากเท่าก่อนแล้วครับ เพราะ หวังมากผิดหวังมาก ไม่หวังเลยไม่ผิดหวังเลย หลวงพ่อท่านสอนไว้ครับ.
เดี๋ยวครับๆ แต่พี่เณรยังหวังนะครับที่จะได้สนทนาธรรมกับพี่ดอกแก้วและน้องกิ้ฟนะครับผม.โดย พี่เณร [14 ต.ค. 2553 , 08:40:49 น.] ( IP = 58.9.45.43 : : )
สลักธรรม 3สวัสดีครับพี่ดอกแก้วและพี่เณร
พอเณรจิ๋วเห็นกระทู้นี้ก็เลยรู้สึกแปลกใจนิดหน่อยเพราะปกติไม่ค่อยเห็นพี่ดอกแก้วบ่นเบื่อเท่าไหร่ เณรจิ๋วเลยแอบคิดไปว่าคนที่ทำให้พี่ดอกแก้วเบื่อได้คงจะมีความสามารถพิเศษ(ในทางที่ไม่ค่อยจะน่าชื่นชมซักเท่าไหร่)พอตัวเลยนะขอรับ ฮิ ฮิ
ก่อนจะตอบกระทู้เณรจิ๋วก็ลองนั่งคิดถึงตัวเองว่าวันๆเบื่ออะไรบ้าง คิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยจะมีโอกาสเบื่อกับอะไรเสียเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้มีโอกาสสุงสิงกับคนจำนวนมากเป็นเวลานานๆ ส่วนใหญ่เจอะเจอกันแค่เพียงแป๊บๆแล้วก็ลากันไป คนที่อยู่ใกล้ชิด(ซึ่งก็มีไม่มากนัก)ก็มักจะเป็นคนที่ไม่น่าเบื่อเท่าไหร่ ที่ว่าไม่น่าเบื่อนี่ไม่ได้หมายความว่าเป็นบุคคลที่มีสัมมาทิฏฐิกันไปหมดแล้วนะขอรับ แต่น่าจะเป็นเพราะต่างคนต่างก็มีกิจธุระของตัวเอง พอนึกจะเบื่อขึ้นมาก็กลายเป็นว่าต้องแยกย้ายกันไปสะสางงานของตัวเองเสียแล้ว เลยไม่ค่อยมีเวลาเบื่อกันเสียเท่าไหร่
ส่วนเณรจิ๋วเองก็มีเรื่องให้ต้องทำโน่นทำนี่ตลอดเวลา กลายเป็นรู้สึกว่าเวลามันเดินเร็วเหลือเกิน วันๆนึงแป๊บเดียวหมดไปเสียแล้ว ความรู้สึก"เหนื่อย"มันเลยเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตมากกว่าความรู้สึก"เบื่อ"
พอลองนั่งคิดถึงตัวเองแบบนี้ เณรจิ๋วก็เลยคิดฟุ้งต่อไปว่าอันที่จริงความรู้สึก"เบื่อ" ถ้าคิดเป็นและคิดถูกน่าจะเป็นเหตุนำให้เกิดกุศลมากกว่าความรู้สึก"เหนื่อย"หรือเปล่าขอรับ เพราะนึกถึงตัวเองตอนเหนื่อยๆ ส่วนใหญ่ก็อยากจะพักผ่อน(อยู่กับกิเลส)หรือไม่ก็นอนพักไปเสียเลย ไม่ค่อยมีโอกาสได้มีสติขบคิดระลึกรู้สึกตัวเท่าไหร่ พอพักจนหายเหนื่อยแล้วก็เริ่มออกวิ่งต่อ เป็นวัฏจักรเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ
แต่เมื่อเรารู้สึก"เบื่อ" เณรจิ๋วรู้สึกว่าส่วนใหญ่ชีวิตมันจะมีเวลาให้หยุดคิดมากกว่า ถ้าคิดเป็นและคิดถูกอย่างที่พี่ดอกแก้วและพี่เณรว่ามา บางทีอาจจะเป็นเหตุให้เกิดกุศลมากมายตามมาจากความระลึกรู้นั้นๆก็ได้
อยากจะเข้ามาร่วมวงสนทนาธรรมกับพี่ดอกแก้ว พี่เณรและก็น้องกิ๊ฟน่ะขอรับ แต่คุยไปคุยมารู้สึกเณรจิ๋วจะชวนออกนอกเรื่องไปเล็กน้อย แหะ แหะ รอฟังความเห็นจากพี่ๆนะขอรับ
โดย เณรจิ๋ว [14 ต.ค. 2553 , 15:20:48 น.] ( IP = 137.111.13.200 : : )
สลักธรรม 4
สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว สวัสดีค่ะพี่เณร สวัสดีค่ะเณรจิ๋ว
โห...อ่านเบื่อ-บ่น และความเห็นของพี่ดอกแก้วกับพี่เณรแล้ว ....ไม่กล้าบ่นเบื่ออย่างเปิดเผยเลยค่ะ เพราะถ้าบ่นออกมานี่ทิฏฐิคงฟุ้งกระจายไปตามน้ำลายที่กระเซ็น เรียกว่า โชว์โง่กันแบบไม่รู้ตัวในโรงละครชีวิต
และตอนนี้ถึงจะไม่กล้าอย่างไร แต่ด้วยอำนาจกิเลสที่เรายังมีก็คงทำให้เราเผลอเรอหลงบ่นหลงเบื่อกันได้อีก ซึ่งก็ชัดเจนเลยนะคะกับการหยุดยั้งกิเลสได้เป็นขณะๆ ด้วยอำนาจของหิริ-โอตตัปปะและปัญญาเป็นสำคัญ
ที่บอกว่าเป็นสำคัญก็เพราะถ้าเรามีความอายชั่วกลัวบาปเราก็จะหยุดยั้งการทำชั่วได้แม้จะไม่มีปัญญาเข้ามาร่วมทำงานก็ตาม ซึ่งก็เหมือนกับการที่เราได้รับคำอบรมสั่งสอนมาให้เชื่อว่า ทำอย่างนั้นไม่ดีทำอย่างนี้ไม่ดีแล้วเราก็เชื่อและจำไว้ว่า "ไม่ดี" จึงไม่กล้าทำนั่นเอง ความจดจำได้ที่เนื่องมาจากความศรัทธาเหล่านี้จึงเสี่ยงต่ออันตรายที่จะกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิได้ง่ายหากหลงเชื่อในบุคคลที่ไม่รู้จริง
แต่ถ้าเรามีปัญญาเราก็ไม่กล้าที่จะทำชั่วเพราะรู้ว่าไม่ดีจริงๆ โดยมีเหตุผลรองรับ และในขณะเดียวกันนั้นหิริ-โอตตัปปะก็มาทำงานร่วมด้วยอย่างแน่นอนอยู่แล้ว ฉะนั้น ระดับความเข้มข้นในการละกิเลสอันเนื่องมาจากการมีปัญญาจึงสำคัญมากในการกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นโดยมีอำนาจเหนือศีลและสมาธิอย่างเห็นได้ชัดเจนเลยนะคะ
และที่น้องกิ๊ฟพูดอย่างนี้ก็เนื่องมาจากการแกะรอยมิจฉาทิฏฐิที่พี่ดอกแก้วเขียนไว้นั่นเอง ซึ่งก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยว่า แม้เราจะศึกษาพระอภิธรรมกันมาจนเข้าใจพอสมควรแล้ว แต่เราก็ยังมีความเห็นที่ผิดไปจากความเป็นจริงมาแสดงตัวอยู่เนืองๆ ในรับกระทบอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นมิจฉาทิฏฐิชนิดร้ายแรงหรือชนิดสามัญ โดยเฉพาะการถือตัวตนเรา-เขา และไม่เชื่อในผลของกรรม เป็นต้น
ตอนแรกน้องกิ๊ฟก็แปลกใจค่ะว่า ทำไมนักศึกษาพระอภิธรรมบางท่านดูเหมือนจะงมงายไปกับวัตถุมงคลมากๆ หรือเชื่อในลัทธิอย่างใดอย่างหนึ่งชนิดที่ค้านกับหลักกรรม-วิบากอย่างเห็นๆ แต่เมื่อเวลาผ่านๆ ก็ได้ทราบความจริงแก่ใจว่า ในเมื่อเรายังอยู่ในฐานะของปุถุชน เมื่อ"เรา"ยังมี"เรา" เรายังไม่พ้นเขตอันตรายจากมิจฉาทิฏฐิแน่นอน แล้วก็ไม่แปลกเลยที่เราหรือเขาจะมีความเห็นผิดเกิดขึ้นในชีวิตอยู่เสมอ ซึ่งตอนนี้น้องกิ๊ฟก็ได้คำตอบยืนยันจากพี่ดอกแก้วให้มั่นเข้าเข้าไปอีกว่า เราเพียงแค่เพิ่งเพาะปลูกสัมมาทิฏฐิกันเท่านั้นเอง และคำที่ว่า "การเรียนการศึกษาธรรมอย่างเดียว เป็นใบรับประกันความวิปลาสของจิตไม่ได้เลย"
การได้เห็นหรือได้รู้ถึงความรู้สึกนึกคิดที่แปลกๆ ของคนรอบข้างนี่ก็ดีเหมือนกันนะคะ เพราะทำให้รู้สึกถึงแตกต่างระหว่างกันเห็นถึงข้อดีข้อเสียที่มีในชีวิต แต่ก็มีส่วนที่จะทำให้น่ารำคาญตรงที่เราต้องเข้าไปเกี่ยวข้องโดยไม่สามารถกอบกู้ความเห็นถูกให้เกิดขึ้นกับเขาได้แม้จะเพียรพยายามหลายวิธีแล้วก็ตาม ซึ่งก็จะทำให้เกิดความน่าเบื่อตามมาหากเราต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ซ้ำๆ หรือมีบุคคลเช่นนี้แวดล้อมชีวิตอยู่มากๆ ความที่เรายังเป็นผู้ไม่หมดกิเลสก็เลยทำให้โทโสเกิดขึ้นจนบ่นออกมาเป็นคุ้งเป็นแควนั่นเอง
นอกจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมอันเนื่องมาจากความไม่เชื่อในเรื่องกรรม-วิบากของบุคคลต่างๆ แล้ว ความยึดมั่นถือมั่นในความรู้ตน(ที่มีอยู่แบบผิดๆ แต่ไม่รู้ตัวว่าผิด) ก็พลอยทำให้อกุศลโทโสเฟื่องฟูจนเกิดการเบื่อและบ่นลับหลังขึ้นได้เหมือนกัน ซึ่งในที่สุดแล้วเราก็เลยตกอยู่ในวังวนของความวิปลาสด้วยเพราะการบ่นเพ้อรำพันนี่เอง ..อิอิ พูดมาถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกขาดทุนมากกับการมีชีวิตอยู่ท่ามกลางบุคคลเหล่านี้เพราะความที่ยังสะสมทุนปัญญาไว้ได้ไม่มาก
ในระยะแรกนี้คิดว่า "ความอดทน" น่าจะช่วยให้ไม่เกิดอาการเบื่อ-บ่น ในลำดับถัดไปเมื่อต้องพบสภาพนั้นบ่อยๆ ก็คิดว่า "ช่างเขาเถอะ" (ที่จริงน้องกิ๊ฟอยากจะพูดว่า "ช่างหัวมัน" มากกว่า แต่เกรงจะไม่สุภาพ) เพราะความอดทนจะทำให้เหมือนเรากำลังแบกภาระ แต่การช่างเขาเถอะนี่เหมือนปล่อยภาระออกจากมือไปเลย ..นี่คือสำหรับมุมมองของน้องกิ๊ฟที่ใช้วิธีตามคำของหลวงพ่อท่านที่ว่า "การมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่นเป็นทุกข์ยิ่งนัก" เมื่อต้องรับมือกับเรื่องที่แก้ไขไม่ได้
อิอิ..แล้วก็ตลกแบบแสบๆ คันกับคำเปรียบของพี่เณรที่ว่า "แทนที่จะใกล้เกลือกินเกลือ แต่กลับใกล้เกลือกินด่างเสียนิ" ดีนะคะที่พี่เณรยังไม่เปรียบว่า "เหมือนทัพพีในหม้อแกง" เพราะทัพพีนั้นหน้าตาไม่น่ารักเลย..กลมๆ หัวโตๆ ด้ามเล็กๆ ดูพิกลมาก ๕๕๕ และหลังจากที่รู้สึกตลกแล้วก็ทึ่งกับ "รสเกลือ" ของพี่เณรจริงๆ ที่นำมาเทียบเคียงกับหลักกรรมได้อย่างเหมาะเจาะว่ามีรสเดียวเท่านั้นคือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีและชั่ว ตอนที่เราไปกินด่างนี่ก็เลยไม่รู้ดีรู้ชั่วไปโดยปริยาย
วันนี้น้องกิ๊ฟคงได้แต่หงายแก้วรับคำแนะนำและความรู้จากพี่ดอกแก้วและพี่เณรนะคะ ..เมฆฝนมามืดอีกแล้ว ต้องขอกลับบ้านก่อนละค่ะ ขอให้พี่ดอกแก้วและพี่เณรมากไปด้วยขันติบารมี มีสุขภาพที่แข็งแรงและมีความสุขมากๆ นะคะ
โดย น้องกิ๊ฟ [14 ต.ค. 2553 , 16:28:05 น.] ( IP = 125.27.180.235 : : )
สลักธรรม 5
สวัสดีจ๊ะพี่เณร และสวัสดีค่ะเณรจิ๋ว
ขอบคุณมากนะค่ะเณรจิ๋วที่เข้ามาร่วมวงสนทนาธรรมกัน ดีค่ะพี่ดอกแก้วเองก็จะได้มุมมองใหม่ๆกว้างๆ และจะได้รู้ว่ามุมส่วนตัวของแต่ละคนต่างกันไปอย่างไร ดีค่ะเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนะกัน เพื่อเก็บดีไปใช้กับตนนั่นเอง แบบที่หลวงพ่อเสือท่านสอนนะค่ะว่า " เก็บดีไปใช้ เก็บชั่วไปละ " ที่ตนเองจะเป็นผู้ได้กำไรชีวิตนะค่ะ
เรื่องความเหนื่อย กับ ความเบื่อ ดูไปแล้วอารมณ์คล้ายๆกันมากนะค่ะ คือเกิดจากความไม่ยินดีในอารมณ์นั่นเอง ต่างกันตรงความรู้สึกนิดหน่อยค่ะ ความเหนื่อยมักเกิดขึ้นจากการที่ตนเองต้องทำงาน (มาก) มีภาระรับผิดชอบมาก จนเกิดล้าขึ้นมา หรือเรียกว่าทำจนหมดแรงแล้วนั่นเอง ได้พักสักนิด หลับสักตื่นก็ฟื้นตัวได้เร็ว ส่วนความเบื่อ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางอารมณ์ ที่ไปเห็น ไปรับเอาสิ่งภายนอกเข้ามาแล้วเกิดความไม่สบอารมณ์ หรืออยู่กับสิ่งนั้นๆจำเจซ้ำๆซากๆก็เบื่อได้นะค่ะ แม้กระทั่งการสอนอะไรใครแล้ว ผู้รับเป็นผู้ที่ฉลาดน้อย หรือไม่ฉลาดเอาเลย ต้องพูดซ้ำพูดซาก อย่างนี้นะค่ะเรียกว่าเบื่อ ยิ่งถ้ามีชีวิตเป็นครูด้วย ย่อมจะเกิดได้ทั้งความเหนื่อยและความเบื่อเลยนะค่ะ ถ้าเจอคนอย่างที่พี่ดอกแก้วบอกนะค่ะ ฉลาดน้อย แต่ต้องทราบด้วยความมันคนละขณะจิตกัน
แต่ทั้งสองอารมณ์ก็เป็นโทสะทั้งคู่ละค่ะ และก็อย่างที่เณรจิ๋วรู้สึกนะค่ะว่า ถ้ามีความสามารถระลึกรู้สภาพธรรมได้ทันว่าตัวเองเกิดโทสะจิตขึ้นมาแล้ว อกุศลที่เกิดก็เป็นปัจจัยให้แก่กุศลจิตได้ค่ะ ไม่เฉพาะแต่เบื่อนะคะเหนื่อยก็ได้ ถ้ากำหนดนามรู้ได้ทัน แต่คงยากนะค่ะกับชีวิตคนทำงาน เพราะส่วนมากเหนื่อยๆมาก็พลอยจะเอนตัวลงนอนและหลับไปเลย
สำหรับสิ่งที่พี่เณรกล่าวไว้นั้นเห็นด้วยค่ะว่าการแก้กรรมที่ดีที่สุดคือต้องแก้ที่นิสัยไม่ดีของตนเอง ต้องพยายามเลิกชั่วและมาอยู่กับการงานที่ชอบธรรม คืออยู่ในศีลและมีหลักธรรมนำชีวิต ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ต่อให้ไปสะเดาะห์ ตัดกรรมสักร้อยวัด พันคาถา ก็ไม่สามารถแก้กรรมได้ เพราะกรรมคือการกระทำของตนเอง.
ชอบคำของพี่เณรที่ว่า" รสเดียว " โดยนำคำของหลวงพ่อท่านมาชี้ให้เห็นว่าเป็นรสเดียวเช่นกันหมดทั่วถ้วน " ใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีและชั่ว " คือทำดีย่อมมีผลดีทุกคน จะเป็นผลชั่วไปไม่ได้ และทำชั่วย่อมต้องได้ชั่ว จะมีผลดีไปไม่ได้เช่นกัน เรียกว่าทำอย่างไรได้อย่างนั้น รสเดียวกันทุกคน ซึ่งพี่ดอกแก้วไม่ได้นึกถึงตรงนี้เลยนะค่ะ เพราะนึกไปถึง วิมุตติรส เท่านั้นค่ะ
อ้าว..เขียนมาจนบรรทัดสุดท้ายพร้อมส่งขึ้นสลักธรรมแล้ว ก็เหลือบมาเห็นน้องกิ้ฟเข้ามาแล้ว เลยหยุดก่อนกลับไปอ่านที่น้องกิ้ฟเขียนและก็ต้องบอกจริงๆว่า น้องกิ้ฟตาแหลมคมมากเลยค่ะ ที่มองเห็นถึงคุณค่าของ หิริ-โอตตัปปะและปัญญา ได้อย่างแยบคายเลย มิหน่ำซ้ำยังแกะรอยมิจฉาทิฏฐิได้อย่างละเอียดจริงๆค่ะ ว่ามีทั้งมิจฉาทิฏฐิชนิดร้ายแรงหรือชนิดสามัญ นี่ละค่ะเมื่อพบร่องรอยแล้ว การตามไปสกัดกั้นทิฏฐิเริ่มเป็นของง่ายขึ้นนะค่ะ พี่ดอกแก้วขอคุยด้วยแค่นี้ก่อนสำหรับวันนี้นะค่ะ
พี่ดอกแก้วก็ขอให้ธรรมคุ้มครองพี่เณร น้องกิ้ฟ เณรจิ๋ว และทุกๆคนนะค่ะ ขอให้มีกำลังใจในการก้าวออกจากเครื่องร้อยรัดพันธนาการชีวิต คือกิเลสทั้ง ๑๐ ให้ได้โดยไวนะค่ะ.โดย พี่ดอกแก้ว [14 ต.ค. 2553 , 16:56:38 น.] ( IP = 58.9.45.43 : : )
สลักธรรม 6
สวัสดียามพลบค่ำครับ พี่ดอกแก้ว เณรจิ๋ว และน้องกิ้ฟ
มาครบถ้วนทุกท่านแล้วทั้งพี่ดอกแก้วและน้องกิ้ฟ แถมมาด้วยคือเณรจิ๋ว ที่ย่องเข้ามาแบบพี่เณรไม่รู้ตัวเลย เปิดเข้ามาก็พบข้อความของเณรจิ๋วและคำตอบที่พี่ดอกแก้วให้ไว้เรียบร้อยแล้ว และยังได้อ่านการแกะรอยตามล่าหามิจฉาทิฏฐิของน้องกิ้ฟอย่างจุใจเลย ดีใจจัง
หน่ำซ้ำได้รับคำพรจากพี่ดอกแก้วให้สามารถกระทำชีวิตหลุดออกจากกิเลส ๑๐ ได้โดยไว น้อมรับคำพรเลยครับ แต่เอ..ต้องมาทบทวนดูซิว่ากิเลสทั้งสิบนั้นมีอะไรบ้าง
๑.ทิฏฐิกิเลส อันได้แก่ทิฏฐิเจตสิกคือความเห็นผิด
๒.วิจิกิจฉากิเลส อันได้แก่ความสงสัยที่เป็นเครื่องเศร้าหมอง
๓.โทสะกิเลส อันได้แก่ความโกรธความขุ่นมัวใจที่ทำให้เศร้าหมอง
๔.โลภะกิเลส อันได้แก่ความอยากได้ที่ทำให้ใจเศร้าหมอง
๕.โมหะกิเลส อันได้แก่ความหลงลืมไม่รู้ความจริงเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ
๖.ถีนะกิเลส อันได้แก่ความหดหู่ ท้อถอย ซึมเซาเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ
๗.อุทธัจจะกิเลส อันได้แก่ความฟุ้งซ่านรำคาญใจเป็นเครื่องเศร้าหมอง
๘.อหิริกะกิเลส อันได้แก่ความไม่ละอายต่อบาปเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ
๙.มานะกิเลส อันได้แก่ความถือตัวถือตนทำให้ใจเศร้าหมอง
๑๐.อโนตตัปปะกิเลส อันได้แก่ความไม่เกรงกลัวต่อบาปทำให้ใจเศร้าหมอง
โอโห..พอทวนแล้วเห็นได้เลยว่า กิเลสทั้ง ๑๐ นอกจากจะมีลักษณะแตกต่างกันไปแล้ว ทั้ง ๑๐ ยังลงท้ายว่า ทำให้ใจเศร้าหมอง ทั้งนั้นเลย มิน่าละครับพี่ดอกแก้วถึงนำมาอวยพรให้เพื่อชีวิตจะได้สงบร่มเย็นสบายจิตจริงๆเพราะเท่ากับหลุดจากสิ่งทำให้ใจเศร้าหมองได้นั่นเอง
แต่การที่จะพ้นเครื่องร้อยรัดชีวิตทั้ง ๑๐ นี้ไม่ง่ายเลยนะครับ จะต้องอาศัยกำลังมหาศาลจากคุณของปัญญาเท่านั้น และไม่ใช่ปัญญาธรรมดานะครับ ขั้นปัญญาบารมีเชียว
ทำให้นึกขึ้นไปที่พี่ดอกแก้วบอกละครับว่า การเรียนการศีกษาขั้นปริยัตินั้น เป็นเพียงแค่ได้เพาะปลูกสัมมาทิฏฐิเท่านั้น ลำต้นที่เจริญขึ้นอย่างมั่นคงได้แล้วก็จะต้องนับตั้งแต่ พระโสดาบันบุคคลขึ้นไปเท่านั้น จึงเรียกว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิได้ และทางที่นำเนินไปสู่ความเป็นพระโสดาก็คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้นจึงจะมีปัญญาเป็นบารมี คือเหนือกิเลสได้.
ซึ่งตรงนี้จะชี้ให้เห็นได้เลยว่า การเข้าห้องเพื่อทำวิปัสสนาให้เกิดนั้น เป็นการใส่น้ำใส่ปุ๋ยให้แก่ปัญญาที่มีกันแค่สุตะ ให้มีโอกาสเจริญเติบโตเป็นลำต้นขึ้นได้ และเท่าที่ทำๆกันอยู่นั้นก็จะหาเวลาได้ยากในการสร้างความคุ้นเคยกับวิปัสสนาจริงๆ เรียกว่ายังได้แค่เข้าๆออกๆอยู่ เหมือนเข้าไปรดน้ำใส่ปุ๋ยพอที่จะมียอดอ่อน ต้นอ่อนแทงโผล่ขึ้นมาบ้างเท่านั้น แต่ก็ต้องออกมาเสีย และก็มาเดินอยู่บนทางเดิมๆ เหยียบต้นอ่อน ยอดอ่อนพังกระจุยไปหมด เรียกว่าโอกาสโตแทบไม่มีเลยนะครับ
ดูๆไปแล้วน่าสลดใจจริงๆนะครับ กว่าจะเพียรให้ต้นอ่อนแทงขึ้นมาจากดินได้ก็เอาการอยู่ และก็หมดเวลาในการปฏิบัติลงเสีย ด้วยข้ออ้างของกิเลสต่างๆกันไปนั่นเอง และเมื่อออกมาก็กลับเข้าสู่ชีวิตเก่าๆที่เคยชิน เรียกได้ว่าหยุดการใส่ปุ๋ยรดน้ำต่อเนื่อง ในที่สุดฌแาตายไป เฮ้อ...
และถ้าผู้ที่ไม่เคยเดินในเส้นทางสายเอกนี้ด้วยแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ เหมือนมีเมล็ดพันธ์ที่ดี แต่ใส่กระป๋องไว้ อย่างนี้จะแทงยอดออกมาได้อย่างไรกันจริงไหมครับ
นึกไปถึงคำของหลวงพ่อที่ท่านตักเตือนเราบ่อยๆว่า ให้รีบกำจัดความฟุ้ง พยุงวิริยะ ทำลายมานะ รีบละกิเลส แล้วจะทำกันได้ไหมนี่ ไม่ได้การแล้ว จะต้องรีบพาตนเอง เตือนตนเองให้ขยันในบุญมากขึ้นกว่าเดิมแล้วครับ นั้นพี่เณรขอตัวไปรดน้ำใส่ปุ๋ยให้แก่ปัญญา (สุตะ) ก่อนนะครับ ราตรีสวัสดิ์ครับทุกท่าน.โดย พี่เณร [14 ต.ค. 2553 , 19:43:50 น.] ( IP = 58.9.45.43 : : )
สลักธรรม 7มาเปิดกระทู้ตามหัวใจที่กระเพี่ยม
ดูจะมีหมวดหมู่สารพัดของรูปแบบของจิตที่เศร้าหมอง
อ่านแนวคิดของแต่ละแบบก็หลากหลาย และจะตรงกับใจมากๆหลายประเด็น
สำหรับตนเองแล้วปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติก็ดูจะเฉยๆกับมัน
แต่ปัจจัยของสิ่งแวดล้อมของคนนี่ สร้างรอยให้เราขาดปัญญาอยู่บ่อยๆ
จนลืมว่าที่กระทบคือวิบาก....
สุดท้าย ท่ามกลางความสงบนิ่งก็เลยรู้ว่า ควรหาทางแก้ที่ใจตนมากกว่า
และช่วยผู้อื่นที่กำลังวุ่นวายใจ ให้เขาเกิดความรู้สึกที่ดีๆ และยับยั้งความคิดที่ก่อโทษภัยให้กับเขา และกับเราเองโดย น้องอุ๊ [15 ต.ค. 2553 , 20:17:25 น.] ( IP = 118.172.80.228 : : )
สลักธรรม 8
สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว สวัสดีค่ะพี่เณร
วันนี้สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยให้เปิดคอมพิวเตอร์เลยนะคะ ฝนฟ้าคะนองตกหนักตั้งแต่บ่ายมาจนถึงค่ำ แต่เมื่อเปิดกระทู้นี้ขึ้นมาอ่านแล้วความรู้สึกหม่นมัวเนื่องจากสภาพอากาศหมดไปทันทีเลยค่ะ
เพราะเมื่ออ่านสิ่งที่พี่ดอกแก้วอธิบายให้กับเณรจิ๋วนั้นทำให้น้องกิ๊ฟเห็นชัดอย่างหนึ่งคือแม้จะมีศัพท์บัญญัติมากมายหลากหลายชื่ออย่างไร แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงความจริงแล้วเรื่องราวก็เหลือนิดเดียวเองนั่นคือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นเป็นนามธรรม และเป็นสภาพอกุศลที่มาจากตระกูลโทสะ แต่อาจแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด...ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านพยายามพูดให้ฟังตลอดมา และมุ่งเน้นให้ใช้บัญญัติธรรมที่มีความจริงรองรับให้มาก เพื่อที่จะได้ไม่วิปลาสไปไกลในเรื่องราว
และเมื่อพิจารณาตามลำดับความรู้และรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้แล้ว ก็ชัดเจนมากอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือมีสภาพของปัญญามาทำงานในขณะที่มีสติพิจารณาอารมณ์อยู่เช่นกัน ที่น้องกิ๊ฟพูดอย่างนี้ก็เพราะว่า แม้สิ่งที่พี่ดอกแก้วอธิบายมานี้จะไม่มีคำว่าสติปัญญาก็ตาม แต่เมื่ออ่านแล้วก็เข้าใจได้ทันทีเลยค่ะว่ามีสติและปัญญาทำงานอยู่ในการระลึกรู้ และกำหนดรู้ เป็นการปรับเปลี่ยนจิตจากอกุศลให้เป็นกุศลในทันที
ภาพที่พี่เณรชี้ชวนให้ดูถึงการเข้าๆ ออกๆ ไปรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ต้นอ่อนของสัมมาทิฏฐิที่เราเพิ่งปลูกสร้างกันนี้ ชวนให้น่าหวั่นใจอยู่ไม่น้อยเลยนะคะว่าต้นอ่อนนี้จะเจริญเติบโตมีลำต้นที่แข็งแรงได้หรือเปล่า เพราะเราไม่ได้มีเวลารดน้ำใส่ปุ๋ยกันอยู่ตลอดเวลา
และเมื่ออ่านมาถึงตอนที่พี่เณรบอกว่า "มาเดินอยู่บนทางเดิมๆ เหยียบต้นอ่อน ยอดอ่อนพังกระจุยไปหมด" โห...น่าสลดใจจริงๆ ที่ความเสียหายทั้งปวงนั้นล้วนเกิดจากตนเองนี่แหละเป็นผู้กระทำ โทษใครไม่ได้เลย อิอิ..แล้วก็ขำกับคำเปรียบเปรยของพี่เณร..เมล็ดพันธุ์ในกระป๋อง.. วัตถุดิบชนิดนี้ดูดีแต่ไร้ค่านะคะ เพราะยังไม่ทำความเจริญใดๆ ให้เกิดขึ้นเลย หากวันหนึ่งเมล็ดพันธุ์หมดอายุ หรือไม่มีดิน -น้ำให้ปลูก ให้บรรจุความเป็นเลิศไว้อย่างไรก็ไร้ความหมาย
บรรดาชื่อกิเลสที่พี่เณรนำมาขยายความต่อจากคำให้พรของพี่ดอกแก้วนี้ ชวนให้หันกลับมาดูความเศร้าหมองที่มีอยู่ในตน แล้วก็พบว่าที่เราไม่ค่อยมีความสบายใจเท่าไหร่ก็เพราะเราครอบครองสิ่งเหล่านี้ไว้นี่เอง ซึ่งก็โทษคนอื่นไม่ได้อีกเหมือนกันว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเศร้าหมอง ...งานนี้เราเป็นสาเหตุเองเต็มๆ เลย ฉะนั้น จึงมีแต่การกำจัดตนเองออกไปจากวงจรของวัฏฏะเราจึงจะไม่สร้างความทุกข์ทั้งหลายให้แก่ตนได้อีกต่อไป
ทุกนาทีของการปฏิบัติวิปัสสนานี้เปรียบเหมือนนาทีทองโชคสองชั้นได้เลยนะคะ เพราะเป็นนาทีแห่งการเพิ่มพูนปัญญาบารมีและเป็นนาทีที่พักผ่อนจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองได้ด้วยในตัว อิอิ ..พรุ่งนี้น้องกิ๊ฟต้องไปทำธุระตั้งแต่เช้าตรู่ ขอจบการสนทนาไว้เท่านี้ก่อนนะคะ กราบขอบพระคุณสิ่งดีๆ ที่พี่ดอกแก้วและพี่เณรมอบให้เสมอไม่ว่าจะเป็นความรู้และคำให้พรทุกประการ ขอให้พี่ดอกแก้วและมีเณรมีสุขภาพที่แข็งแรงนะคะ
โดย น้องกิ๊ฟ [15 ต.ค. 2553 , 21:11:32 น.] ( IP = 58.9.57.211 : : )
สลักธรรม 9
สวัสดีครับน้องกิ้ฟ และพี่ดอกแก้ว
เช้าวันนี้พี่เณรได้ดูข่าวน้ำท่วมที่โคราชทำให้สลดใจในชะตากรรมของผู้ทีประสบภับนั้นๆมาก แต่ขณะที่ดูต่อไปตามภาพข่าวก็เกิดความรู้สึกตัวขึ้นจากการความรู้สึกที่กำลังคล้อยตามที่กำลังดึงจิตให้หดหู่นั้น เรียกว่าธรรมในใจโผล่ขึ้นมาพร้อมกับคำว่า สัตวโลกต่างมีกรรมเป็นของๆตนจริงๆ และเลยไปนึกถึงเนิ้อเพลงที่พี่ดอกแก้วแต่งไว้ท่อนหนึ่งที่ว่า " เวณกรรมจำเพาะเจาะจง มุ่งส่งอุดหนุดเงื่อนไข " จริงๆเลยนะครับ เงื่อนไขของกรรมที่ต่างทำกันมาเองนั้นไม่มีใครสามารถไปอุทธรณ์ฏีกาได้เลย เมื่อยามจะส่งผลก็ส่งมาเลยทันทีแบบตั้งตัวกันไม่ทันและหนีไม่พ้น นี่ขนาดโคราชเป็นพื้นที่สูงนะครับนี่
อำนาจกรรมนี่ยิ่งใหญ่มากจริงๆนะครับ ทำให้คนมีสุขก็ได้ มีทุกข์ก็ได้ ล้วนต่างขึ้นอยู่กับเหหตุที่ตนสร้างเอาไว้เองทั้งนั้น พี่เณรจึงต้องหลับตาจากการดูทีวีแล้วนึกไปถึงภาพพระพุทธองค์ที่ทรงดำเนินนำพร้อมทั้งพระอริยสาวกเจ้าทั้งหลายที่ต่างมุ่งออกจากวัฎฏภัยคือการเวียนว่าายตายเกิดได้สำเร็จ เป็นการยุติแล้วซึ่งความทุกข์ทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง
เมื่อมานั่งตรงนี้มาเขียนความรู้สึกนี้ลงในกระทู้เพื่อแสดงความรู้สึกที่มีเมื่อเช้าให้น้องกิ้ฟกับพี่ดอกแก้วฟัง จิตใจก็ยังเบื่ออยู่เลยครับ แต่เบื่อชีวิตที่ไม่มีทางคาดเดาใดว่าตนเองจะต้องพบเจออะไรบ้าง หนักหนาสักเพียงใด ด้วยเพราะเราไม่รู้เลยว่าเราสร้างเหตุอะไรมามากน้อยแค่ไหน แต่ก็ตั้งใจอย่างมากที่จะทำตามที่หลวงพ่อเสือท่านสอนให้ หลีก ละ ลด เลิกจากบาปอกุศลทั้งหลาย และตั้งอกตั้งใจสร้างเหตุดีงามเอาไว้มากๆ ทั้ง เมตตาธรรม กรุณาธรรม เพื่อจะได้มีทางที่ตนเองเลือกเดินไปได้อย่างสะดวก และบ่มเพาะความเห็นถูกคือสัมมาทิฏฐิให้เจริญมากขึ้นจนเป็นต้นกล้าที่ท้าทายวิบากได้มากกว่าทุกวันนี้ให้ได้
" อุปสรรคท้าทายความสามารถ วิบากท้าทายปัญญา " คำนี้ของหลวงพ่อเสือท่านดูมีกำลังมากจริงๆเลยนะครับ เพราะถ้าเราลงมีจิตที่เต็มพร้อมด้วย สัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญาเมื่อไหร่ ทั้งอุปสรรคและวิบาก ก็ดูเป็นเรื่องเล็กทั้งสิ้นเพราะต่างเป็นเพียงแค่ผลของกรรมเก่าเท่านั้น
พี่เณรเข้ามาคุยในเช้านี้ก่อนเท่านี้นะครับ เพราะมีงานที่จะต้องไปสะสางอีกหลายเรื่อง ขอให้พี่ดอกแก้วและน้องกิ้ฟสามารถก้าวข้ามเครื่องกรีดขวางทางพ้นทุกข์ไปได้อย่างสะดวกโดยไวชาตินะครับ.โดย พี่เณร [18 ต.ค. 2553 , 09:26:09 น.] ( IP = 58.9.234.238 : : )
สลักธรรม 10
สวัสดีค่ะพี่เณร สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว
ดีจังเลยค่ะ กับ"ธรรมในใจ" ของพี่เณร ที่ช่วยตัดความหดหู่ใจของน้งกิ๊ฟลงได้ด้วย และก็พลอยทำให้เกิดความปิติใจที่ได้ย้อนระลึกถึง เพราะเช้านี้น้องกิ๊ฟก็ดูข่าวน้ำท่วมเหมือนกันค่ะ แต่ก่อนที่จะดูข่าวนั้นน้องกิ๊ฟได้อาราธนาศีลสวดมนต์แล้วก็ได้ส่งกระแสความปรารถนาดีแผ่เมตตาไปยังเขาเหล่านั้นให้พ้นจากภัยพิบัตินี้ได้โดยไว กลับคืนสู่ชีวิตปกติได้โดยเร็ว เพราะได้ทราบข่าวมาตั้งแต่วันก่อนแล้วว่า มีอุทกภัยเกิดขึ้นในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง ดังนั้น เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วก็เลยคิดว่าเราควรที่จะทำกุศลเสียก่อนดีกว่าเพื่อจะได้เป็นเช้าวันใหม่ที่ดีและไม่เศร้าหมองมากนัก เพื่อจะได้ไม่สร้างแรงดึงดูดอกุศลวิบากให้ตามมาทันง่ายๆ ด้วยค่ะ
เพราะหลายวันมานี้น้องกิ๊ฟอยู่ในสถานการณ์"แคล้วคลาดปลอดภัย" มาหลายครั้งหลายครา ก็เลยรู้สึกว่าต้องเตรียมตัวให้พร้อมไว้ในกุศล เพราะไม่รู้เลยว่าจะมีอกุศลวิบากส่งมาให้เราเมื่อไหร่และจะรุนแรงขนาดไหน ก็อย่างที่พี่เณรบอกไว้นั่นแหละค่ะว่า อำนาจกรรมยิ่งใหญ่มาก และเวรกรรมจำเพาะเจาะจง มุ่งส่งอุดหนุนเงื่อนไข ตามเนื้อเพลงที่พี่ดอกแก้วเขียนขึ้นจริงๆ ..ใครเลยจะคาดคิดว่าอยู่บนที่ราบสูงแล้วน้ำจะไม่ท่วม ..ใครเลยจะคาดคิดว่าฝนตกอยู่ไม่กี่วันน้ำจะท่วมบ้านได้ถึงครึ่งบ้านหรือถึงหลังคา
สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ผลของกรรมที่แต่ละคนทำมาได้อย่างชัดเจนจริงๆ เพราะปกตินั้นเวลาที่เราได้รับผลกระทบที่ไม่ดี ได้รับความลำบากยากแค้นทั้งทางกายและใจนั้น เรามักมีคู่กรณีที่เป็นบุคคลให้เราโทษหรือกล่าวหาว่าเขาทำอย่างนั้นอย่างนี้กับเรา เขาเป็นสาเหตุ เราเป็นผู้ถูกกระทำ ดังนั้น ผลที่เกิดขึ้นเหล่านี้จึงมาเตือนสติเราให้เราพิจารณาไม่ค่อยได้ว่า เราทำเหตุไม่ดีมาเอง เพราะเราคิดว่าเราเป็นเหยื่อ ถูกผู้อื่นรังแกใหไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่เสมอ แล้วก็พากันออกมาเรียกร้องหาความเป็นธรรมกันจนวุ่นวาย
แต่กับภัยธรรมชาติเหล่านี้ เราไม่มีใครที่จะชี้เฉพาะเจาะจงตัวมาให้เราโทษได้ ลมฝนบนฟ้าก็มาตามร่องกระแสความกดอากาศ มรสุมที่พัดผ่านก็มาจากกำลังลมที่อยู่นอกประเทศไทยแล้วก็พัดผ่านเข้ามาสู่ประเทศไทยโดยไม่มีใครไปสร้างตัวดูดกระแสลมบังคับให้มรสุมเคลื่อนตัวไปจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ ..คงมีแต่อำนาจกรรมเท่านั้นที่เป็นตัวดึงดูดให้ลมและเมฆไปก่อภัยให้กับผู้มีอกุศลวิบาก ซึ่งก็ได้รับผลไปต่างๆ กันตามเหตุที่สร้างไว้ แม้จะอยู่ในตำบลหรือหมู่บ้านเดียวกันก็ยังได้รับอกุศลวิบากที่ต่างกัน เช่น บางคนนั้นเก็บข้าวของได้ทัน บางคนก็หนีภัยออกมาได้แต่ตัว บางคนน้ำท่วมนาไปทั้งหมด บางคนก็โดนท่วมไม่มาก เหล่านี้เป็นต้น
น้องกิ๊ฟดูภาพข่าวต่างๆ แล้วก็รู้สึกสงสารผู้ประสบภัย และก็พบสิ่งหนึ่งจากที่นักข่าวสัมภาษณ์ผู้ประสบภัยก็คือ การยอมรับชะตากรรมที่เกิดขึ้นอย่างสงบโดยไม่โทษใคร แล้วก็หาทางแก้ไขปัญหาเท่าที่จะทำได้ มีการมองไปข้างหน้าเพื่อหาทางปรับปรุงอาชีพการงานสภาพครอบครัวและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ....ความรู้สึกนึกคิดที่ไม่โทษใครแบบนี้หากนำมาใช้กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตด้วยก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะคะ
เพราะถึงแม้แต่ละคนจะไม่มีปัญญารู้ไปถึงว่าเป็นเรื่องของกรรมเก่าที่มาส่งผล แต่เขาเหล่านั้นก็พร้อมจะเดินออกจากปัญหาโดยไม่จมอยู่กับอดีต ทั้งยังมีแรงผลักดันที่จะพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น และสำหรับในบางรายเมื่อพ้นสภาพอุทกภัยไปแล้วก็อาจจะหาทางป้องกันไว้ในปีต่อไปๆ ..วิธีการเหล่านี้หากนำมาใช้กับทุกๆ ปัญหาในชีวิตได้ก็จะดียิ่ง เพราะอกุศลวิบากทั้งหลายก็ล้วนมาจากความชั่วที่เราทำไว้ทั้งนั้น ยิ่งถ้าได้มีโอกาสเติมปัญญาลงไปอีกสักหน่อยก็คงจะมีการพัฒนาจิตได้อีกหลายระดับและก็จะเป็นผู้มีมีความทุกข์ใจน้อยลงมาก
น้องกิ๊ฟคิดว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้เราทุกข์ใจอย่างมากมายในทุกข์วันนี้ก็เพราะเราคิดไม่เป็น ..ความคิด คือ เงื่อนไขสำคัญที่สุดของความสุขและความทุกข์.. หรืออย่างที่พี่ดอกแก้วและพี่เณรเน้นอยู่เสมอในเรื่องของ "สัมมาทิฏฐิ" ความคิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิทำให้เราเป็นทุกข์ได้มาก เช่น เพราะคิดว่าเป็นตัวตนเป็นเราเขาจึงมีคู่กรณีในชื่อต่างๆ ให้ฟ้องร้องกล่าวโทษ แต่หากคิดแบบสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็ไม่มีอะไรให้เราโทษหรือกล่าวหา เพราะแม้กระทั่ง"เรา"ก็ไม่มี
ดูภาพที่พี่เณรนำมาประกอบแล้ว ภาพที่พระพุทธองค์เสด็จดำเนินไปนั้นให้ความรู้สึกถึงพลังแห่งความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวแม้สภาพรอบกายจะดูหม่นมัวและมืดครึ้ม แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความเดียวดายในเส้นทาง ดังนั้น คำว่า " อุปสรรคท้าทายความสามารถ วิบากท้าทายปัญญา " ที่พี่เณรยกมาในคราวนี้ดูต้องใช้สติ ปัญญา ความอดทน และความเพียรอย่างมากมายจึงจะผ่านพ้นวิกฤตไปได้อย่างปลอดภัย และในขณะเดียวกันก็ต้องฝึกหัด "หลีก ละ ลด เลิก" ไปในระกว่างการเผชิญภัยนั้นด้วย
ตอนนี้ ที่นี่ฝนกำลังตกอยู่เหมือนกันค่ะ มีข่าวว่าจังหวัดข้างเคียงจะปล่อยน้ำออกมาจากเขื่อนก่อนที่จะล้น ซึ่งอาจมีผลกระทบถึงพื้นที่ด้านล่างที่อาจมีอุทกภัยในบางพื้นที่ แต่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นน้องกิ๊ฟจะพยายามก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นไปให้ได้ โดยเฉพาะการดูแลความคิดและจิตใจของตนให้ก้าวพ้นเครื่องกีดขวางความสุข ขอให้พี่เณรและพี่ดอกแก้วมีสุขภาพที่แข็งแรง และมีขายาวๆ ก้าวโตๆ สามารถก้าวข้ามหลุมพรางต่างๆ ได้เช่นกันนะคะ
กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่าให้พรดีๆ กับน้องกิ๊ฟแต่เช้าเลย...สาธุ
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [18 ต.ค. 2553 , 13:30:05 น.] ( IP = 125.27.183.170 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |