| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เบื่อ-บ่น
สลักธรรม 11
สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟ และพี่เณร
ได้เข้ามาครานี้ก็มาฟังพี่เณรกับน้องกิ้ฟสนทนากันเกี่ยวกับความทุกข์ความเดือดร้อนของผู้คนที่โดนภัยพิบัติ น่าสงสารมากเลยนะคะ เพราะเมื่อน้ำท่วมขนาดนั้นนาสวนที่ทำกันไว้ก็เสียหายหมด และน้ำป่าไหลมาท่วมขนาดนั้น 1.70 ม. บ้านช่องที่เคยอาศัยหลับนอนพักผ่อนชีวิตก็ถูกน้ำท่วมไปหมด ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆพังหมดเลยท่วมแม้กระทั่งโรงพยาบาล ถึงขนาดน้ำปะปาใช้ไม่ได้เลย โรงอาหารที่จะทำอาหารให้แก่ผู้ป่วยเจ็บก็ไม่สามารถทำได้ เรียกว่าทุกอย่างติดขัดไปหมดเป็นลูกโซ่เลยนะค่ะ
ทำให้นึกถึง "ลูกโซ่แห่งสังสารวัฏฏ์ " ที่คล้องไว้ต่อๆกันเป็นสายที่ยากจะดึงให้ขาดได้ คงคล้องเกี่ยวความทุกข์ไว้ไปชั่วกาลนาน อย่างไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่าจะไปสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ เพราะเหตุแห่งอวิชชาและตัณหานั่นเองทำให้ชีวิตของสัตวโลกต้องคร่ำครวญแหวกว่ายอยู่ในวังวนแห่งทุกข์
" ความไม่รู้ " นี้น่ากลัวนะค่ะ เพราะทำให้เกิดการกระทำกรรม อันเป็นตัวการให้มีผลของกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดไป บางคนก็ปลื้มและยินดีในกรรมที่ตนได้ทำโดยความไม่รู้เท่าทันกิเลสที่แฝงตัวมาให้คราบของกุศล " ปุญญาภิสังขาร " และอีกหลายๆชีวิตที่คิดสั้นๆเอาแต่สุขตรงหน้า มีการกระทำชั่วต่างๆเช่นการล่าสัตว์ เล่นไพ่ ดื่มน้ำเมาเป็นต้น ซึ่งเป็นการกระทำอกุศล " อปุญญาภิสังขาร " หรือแม้กระทั่งตั้งใจกระทำกุศลที่ทำได้ยาก คือ อรูปฌานกุศล " อเนญชาภิสังขาร "
สังขารทั้ง ๓ นี้ล้วนเกิดมาจากความไม่รู้จริงทั้งนั้นว่า ภพชาติเป็นทุกข์ วิเคราะห์ดูแล้วจะเห็นได้ว่าชีวิตที่ผ่านๆมาของคนเรานั้นจมปลักสลักแแน่นอยู่ใน ความไม่รู้ มาช้านานเลยนะค่ะ และด้วยความไม่รู้จึงทำให้มีความเห็นผิดเป็นชอบไป และความชอบที่มีความโง่นี้เองทำให้ชีวิตแต่ละคนเลือกทางให้แก่ตัวเองแบบที่ชอบๆทำกันเลย บนถนนชีวิตทั้ง ๖ สายที่ต่างเดินไปแวะกันมาแล้วทั้งนั้น และก็ยังเวียนไปมาอย่างชนิดไม่มีที่สิ้นสุดได้เหมือนลูกโซ่ที่คล้องกันแน่น ระหว่างภพนี้และภพหน้านั่นเองเลยนะค่ะ
ด้วยเหตุนี้การสร้างชีวิตให้มี "สัมมาทิฏฐิ" จึงสำคัญมากเพราะเมื่อใดก็ตามที่สัมมาทิฏฐิหยั่งรากแก้วลงในเนื้อใจได้ การกระทำ คำพูด และความเห็นนั้นจะเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นจากภัยพิบัติที่ใหญ่หลวงที่สุด คือการเกิด ได้นะค่ะ
แต่ถึงธรรมนั้นจะยากแค่ไหนพี่ดอกแก้วก็ขอเป็นกำลังใจให้น้องกิ้ฟกับพี่เณรและเพื่อนร่วมทุกข์ทุกๆท่าน ได้มีโอกาสก้าวเข้าไปสู่ความเป็นผู้มี "สัมมาทิฏฐิ" ได้นะค่ะ เพราะนั่นคือสิ่งที่มีค่าสูงสุดแห่งชีวิตแล้ว.โดย พี่ดอกแก้ว [18 ต.ค. 2553 , 18:24:51 น.] ( IP = 58.9.140.70 : : )
สลักธรรม 12
สวัสดีค่ะพี่เณร สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว
หลายกระทู้ที่เราคุยกันมาดูเหมือนว่าเราจะพูดถึงธรรมะซ้ำๆ อยู่ไม่กี่ชื่อนะคะ เช่น อวิชชา ปัญญา มิจฉาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ สติ สมาธิ วิริยะ ตัณหา ไตรลักษณ์ .... แล้วเราก็จะมีเหตุการณ์ทั้งเก่าและใหม่ที่เคยได้พบหรือได้รู้มาวิเคราะห์กันอยู่เรื่อยๆ โดยผ่านท่วงทำนองของภาษาที่เป็นไปตามลีลาของความคิดและความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะเขียน ที่อาจทำให้ผู้อ่านประทับใจตรงนั้นตรงนี้กับบางคำที่ถูกใจ และบางท่านก็อาจจะเบื่อเพราะพูดอยู่ในเรื่องเดิมๆ
ซึ่งบอกตามตรงนะคะว่าน้องกิ๊ฟก็ไม่ได้คิดจะพูดอะไรใหม่ เพราะทุกสภาพธรรมนั้นพระพุทธองค์ทรงค้นพบจนครบถ้วนสมบูรณ์แล้วทั้งฝ่ายบุญ ฝ่ายบาป และฝ่ายกิริยา และที่เรายังคุยกันในเรื่องเดิมๆ ก็เพราะเรายังพัวพันอยู่กับเรื่องเดิมๆ อย่างหลุดพ้นไปไม่ได้จริงๆ ขนาดเราคุยกันอยู่แบบนี้บางทีน้องกิ๊ฟก็หลุดออกไปจากเส้นทางสายสัมมาทิฏฐิได้บ่อยๆ เมื่อกระทบอารมณ์บางชนิด
ซึ่งถ้าไม่มีการคุยกันในเรื่องแบบนี้ไปนานๆ ก็อาจมีความเสี่ยงที่ชีวิตหลุดไปจากวงการของสัมมาทิฏฐิได้ เพราะขาดคำเตือนใจขาดการเตือนกันนั่นเอง นึกถึงคำของหลวงพ่อนะคะที่ท่านบอกว่า "อะไรไม่ได้ใช้ มันก็เสื่อม" อิอิ..และเมื่อพูดถึงคำคมของหลวงพ่อแล้ว ก็เหมือนกันค่ะที่เรานำคำคมของท่านกลับมาพูดซ้ำๆ อยู่หลายคำ เพราะเป็นคำที่เข้ากับสถานการณ์ได้มากมายจริงๆ
ในการศึกษาปริยัตินั้นก็เพื่อเป็นพื้นฐานของการทำความรู้จักสัมมาทิฏฐิ ในการปฏิบัติธรรมก็เพื่อปลูกสัมมาทิฏฐิให้เจริญในชีวิต ...ดังที่พี่เณรได้ย้ำเตือนไว้แล้วในคราวก่อนๆ อย่างน่ากลัวว่า เราเป็นผู้เดินย่ำต้นกล้าสัมมาทิฏฐิด้วยการเดินเข้าๆ ออกๆ ห้องปฏิบัติกันอยู่นี่แหละ
และมาคราวนี้พี่ดอกแก้วก็มาย้ำในเรื่องของ "ลูกโซ่แห่งสังสารวัฏฏ์" ไว้ให้อีก แม้จะพูดไว้เกี่ยวเนื่องเพียงเล็กน้อยกับสถานการณ์น้ำท่วมที่ก่อให้เกิดความไม่สะดวกหรือความทุกข์ต่อเนื่องกันไปในส่วนต่างๆ ของกิจกรรมการดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัย แต่น้องกิ๊ฟจะขอพูดต่อในเรื่องนี้ต่อให้มากขึ้นเพราะเมื่อพิจารณาเรื่องกรรมและผลของกรรมแล้วก็น่ากลัวมากจริงๆ
เพราะอย่างที่เราเรียนกันมาแล้วในเรื่องของวิถีจิตที่เราจะทราบว่า บุญหรือบาปนั้นเกิดขึ้นตรงชวนจิต และชวนจิตนี้ก็มีถึงเจ็ดขณะในการรับอารมณ์ที่แรงหรือชัดเจน และชวนจิตทั้งเจ็ดนี้เมื่อเสพอารมณ์คือทำกรรมเป็นบุญ-บาปแล้วก็มีอำนาจที่จะให้ผลต่อไปตามวาระโอกาสที่สุกงอม เช่นดวงที่หนึ่งให้ผลทันทีในชาตินี้ ดวงที่เจ็ดให้ผลในชาติหน้า และดวงที่สองถึงดวงที่หกให้ผลในชาติที่สามเป็นต้นไปจนกว่าจะอโหสิกรรม
และในการทำกรรมที่เป็นบุญ-บาปกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการนั้นก็ต้องใช้วิถีจิตหลายวิถี อย่างที่มีการเปรียบไว้ว่า "เพียงลัดนิ้วมือเดียว (พจนานุกรมให้ความหมายไว้ว่า : เวลาชั่วงอนิ้วมือแล้วดีดออก) จิตเกิดดับขึ้นได้ถึงแสนโกฏิขณะ" ฉะนั้น ในการทำกรรมชั่วของเราแต่ละครั้งเช่นจะลักทรัพย์ใครสักชิ้น หรือจะตบยุงตายสักตัว ก็ใช้เวลามากกว่าลัดนิ้วมือเดียวแน่ๆ
โดย น้องกิ๊ฟ [19 ต.ค. 2553 , 14:55:15 น.] ( IP = 180.180.112.200 : : )
สลักธรรม 13
ฉะนั้น ผู้ที่ประสบกับอกุศลวิบากทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการประสบอุทกภัยอยู่ในขณะนี้หรือการประสบกับอารมณ์ที่ไม่ดีต่างๆ รวมทั้งมีความทุกข์กายเกิดขึ้นนั้น.. เมื่อกล่าวโดยรวมแล้วก็จัดอยู่ในช่วงเวลาของการให้ผลของชวนจิตดวงที่สองถึงดวงที่หกของวิถีแห่งบาปมาเป็นอกุศลวิบาก ซึ่งแต่ละชีวิตนั้นก็ระบุลงไปไม่ได้เลยว่าเป็นการให้ผลของชวนจิตดวงไหนของวิถีที่เท่าไหร่ในการกระทำกรรมชั่วครั้งนั้นๆ แล้วยังมีเหลืออีกกี่วิถีล่ะที่ยังไม่ให้ผล? และยังมีกรรมชั่วอื่นๆ อีกไหมล่ะที่รอจ่อคิวให้ผลอยู่ตามเวลาที่สุกงอม? ...เพราะเราคงไม่ได้พลาดพลั้งไปทำกรรมชั่วไว้ชนิดเดียวแน่ๆ
เทียบง่ายๆ กับช่วงชีวิตนี้ที่กว่าเราจะเติบโตและรู้ความ พูดอย่างไม่เข้าข้างตัวเองก็คือเราได้ทำอกุศลกรรมบถในกรณีต่างๆ มาอย่างนับครั้งไม่ถ้วน ในอดีตชาติที่ผ่านๆ มาก็คงไม่ต้องประมาณการแล้วว่าเป็นอย่างไร แต่มั่นใจได้ว่ามากมายแน่นอน
และเมื่อรับผลคืออกุศลวิบากเหล่านั้นแล้ว ก็ก่อให้เกิดจุดเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่แห่งสังสารวัฏฏ์เพิ่มเข้าไปใหม่ด้วยอวิชชาและตัณหา มีการก่อเจตนากรรมตอบสนองวิบากด้วยความไม่รู้ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนวิถีจิตในการกระทำบุญหรือบาปให้เกิดขึ้น เพื่อรอโอกาสที่จะให้ผลต่อไปอีก และเมื่อผลของกรรมเกิดขึ้นแล้วเราก็มีการตอบสนองอย่างนี้ซ้ำๆ ไปอีกอย่างไม่รู้จบ
แม้ว่าพี่ดอกแก้วจะพูดเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนแล้วโดยอธิบายถึง"สังขารทั้ง ๓" ไว้ด้วย แต่น้องกิ๊ฟก็ขอย้ำเตือนตนเองให้เรื่องเหล่านี้อีกครั้ง หวังว่าพี่เณรและพี่ดอกแก้วจะไม่รำคาญที่น้องกิ๊ฟพูดซ้ำนะคะ
การได้ทราบข่าวผู้ประสบอุทกภัย..ทำให้เราพิจารณาไปที่ภายนอกตนได้ว่า เขาเหล่านั้นกำลังรับผลที่ไม่ดีและสร้างเหตุไม่ดีเอาไว้ ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมพิจารณาตนว่า เราก็สร้างเหตุไม่ดีมาเหมือนกันจึงได้มาพบเห็นกับเรื่องราวและภาพที่น่ากลัวเหล่านี้ ต้องมาร่วมรับรู้รับทราบเหตุการณ์เช่นนี้ ...และก็เป็นโอกาสดีที่จะทำให้เรามีการสำรวจตนเองเพื่อสร้างกรรมใหม่ที่ดีต่อไป
ฉะนั้น น้องกิ๊ฟคิดว่า การที่เรามาเกิดในยุคสมัยนี้ก็คงสรุปได้ในภาพรวมว่า เรายังเป็นผู้ที่พร่องในบารมีด้านต่างๆ กันมาก ชีวิตจึงไม่ได้พรั่งพร้อม สภาพแวดล้อมก็ไม่ดีพอที่จะเกื้อกูลให้จิตใจเจริญอยู่ในกุศล และสภาพจิตใจของเราก็พร้อมที่จะทำอกุศลได้เสมอแม้ในการรับกุศลวิบากก็ตาม ..ที่เป็นอย่างนี้ก็เป็นเพราะเราจมปลักสลักแน่นอยู่กับความไม่รู้มาช้านานดังที่พี่ดอกแก้วบอกจริงๆ
"สัมมาทิฏฐิ" คำพูดที่พี่ดอกแก้วและพี่เณรพูดอยู่ซ้ำๆ นี้ เป็นหัวจักรอันสำคัญของรถไฟสายพระนิพพาน น้องกิ๊ฟรู้สึกดีมากเลยค่ะที่ได้รับคำพรของพี่ดอกแก้วอย่างนี้ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่สูงค่าอย่างเหลือเกิน กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงนะคะ
โดย น้องกิ๊ฟ [19 ต.ค. 2553 , 14:55:46 น.] ( IP = 180.180.112.200 : : )
สลักธรรม 14
สวัสดีครับน้องกิ้ฟสวัสดีครับพี่ดอกแก้ว
ก่อนจะสิ้นวันลงไป พี่เณรก็ต้องเข้ามาที่ลานธรรมแห่งนี้เสมอ เพื่อจะมาดูว่ามีอะไรให้อ่านบ้าง และมีอะไรที่พอจะตอบช่วยเหลือผู้ที่เข้ามาบ้าง และก็รีบเปิดมาที่กระทู้ " เบื่อ - บ่น " นี้เพราะจะได้พบกับความสุขใจในธรรมและคำที่สามารถนำจิตให้มีปัญญานั่นเอง ก็มาพบอ่านสิ่งที่น้องกิ้ฟเขียนถึงไว้นี่ละครับ
ไม่เบื่อหรอกครับและไม่บ่นด้วยจริงๆ จะเบื่อไปทำไมเพราะมีแต่สิ่งที่จะฉุดดึงชีวิตให้ไปในทิศทางที่ดีมีประโยชน์มากมายเลยครับ เพราะแง่มุมมองหลากหหลายที่พี่ดอกแก้ว และน้องกิ้ฟต่างก็ได้มอบไว้นั้นสามารถนำไปใช้แก้ไขปรับปรุงชีวิตได้เป็นอย่างดีเลยครับ
เรียกว่า ต่างนำพระธรรมคำสอนที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแล้วนำมาวิจัยแก้ไขปัญหาชีวิตได้อย่างดีเลยครับ เพราะถ้อยคำทั้งหมดที่มีมากนั้น ล้วนผ่านกระบวนการทำที่ตนกันมา จึงสามารถเล่าอธิบายขยาดความรู้ออกมาได้แบบนี้ ซึ่งพี่เณรคิดว่านี้แหละคือสิ่งที่เรียกว่า นำพระธรรมมาใช้กับชีวิต ไม่ใช่มีแค่การรู้ข้อธรรมมากมายแต่เอามาเป็นประโยชน์ตนไม่ได้ พี่เณรไม่อยากตกอยู่ในชีวิตที่เขาเรียกกันว่า "มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด" นะครับ
โดยเฉพาะเรื่องความมีสัมมาทิฏฐิด้วยแล้ว ต้องอาศัยความขยันหมั่นเพียรอย่างหนัก และความขยันที่ว่านี้ไม่ใช่แค่ขยันจำ ขยันจดนะครับ แต่ต้องเป็นความขยันของใจที่หมั่นนึกหมั่นคิดนั่นเอง คือเอามาสะกัดกั้นความเห็นผิดแบบที่เคยๆเห็น โดยอาศัยสติเป็นเครื่องระลึกรู้สึกตัว และเปิดทางให้ปัญญา (ความคิด)มาตัดสินสภาพธรรมทั้งหลายที่มาสู่ตนได้อย่างถูกต้องไงครับ
เพราะถ้าไม่ทำชีวิตให้คุ้นเคยในสติปัญญาแล้ว ความคุ้นชินเก่าๆ คือ กิเลสวัฏฏ์ ก็วิ่งมาทำหน้าที่ทันทีตามทวารต่างๆ จนเกิด กัมมวัฏฏ์ ขึ้นต่อเนื่องเช่นเดิมๆและชีวิตก็หนีไม่พ้น วิปากวัฏฏ์ นั่นเอง ทำให้จิตใจนั้นโคจรอยู่กับวงกลม ๓ เปาะนี้ตลอดไป หรือจะเรียกว่า วงเวียนกรรมก็ได้นะครับ
พี่เณรเลยนึกไปถึงการจราจรของวงเวียนใหญ่ และอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และอีกหลายๆวงเวียน ที่มีรถจากถนนหลายเส้นวิ่งเข้ามาในที่เดียวกัน ต่างพยายามที่จะแซงซ้ายปาดขวาอยู่มามากหลายเลนในวงเวียน ซึ่งไม่ต่างไปจากชีวิตเรานะครับ ที่มีอะไรมากมายคือบาปทั้งหลาย (ชวนะ ๒ ถึง ๖) ที่พร้อมแล่นเข้ามาใกล้บาง เฉียดไปบ้าง โดนเข้าบ้าง แซง (วิบากกุศล) ไปได้บ้างมามายเลยครับ และถ้าขับรถไม่เก่งแล้วมีอันตรายมากครับเมื่อต้องอยู่ในวงเวียนนั้น ก็เหมือนกับชีวิตที่ยังไม่คล่องในความมีสติปัญญานั่นเอง พลาดถูกชนเอาง่ายๆเลยนะครับ
นี่ไงครับพี่เณรจะเบื่อการสนทนาธรรมได้อย่างไร เพราะเป็นการฝึกชีวิตให้สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ และยังหลบหลีกสิ่งที่มาชนได้อีกด้วยครับน้องกิ้ฟ
สำหรับค่ำคืนนี้พี่เณรบอกตรงๆว่ามีความสุขใจมากเพราะนอกจากได้มาสนทนาธรรมกับน้องกิ้ฟและพี่ดอกแก้วแล้ว วันนี้พี่เณรยังอิ่มใจมากด้วยครับ เพราะวันนี้พี่เณรได้ไปธนาคารมาถึง ๓ แห่งเลย ไปทำบุญช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมมานะครับ
ขอบุญกุศลที่พี่เณรเพียรสร้างด้วยความศรัทธาในบุญ และมีจิตเมตตาต่อเพื่อนร่วมทุกข์นี้ จงเป็นพลวะปัจจัย ยังผลมายังน้องกิ้ฟและพี่ดอกแก้วด้วยนะครับ ขอให้คลาดแคล้วจากภัยพิบัตินานาประการนะครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ.โดย พี่เณร [19 ต.ค. 2553 , 20:29:12 น.] ( IP = 58.9.225.65 : : )
สลักธรรม 15
สวัสดีค่ะพี่เณร สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว
กราบอนุโมทนากับพี่เณรด้วยค่ะที่ได้ทำกุศลบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในคราวนี้ น้องกิ๊ฟเองก็ไปบริจาคมาแล้วเหมือนกันค่ะโดยบริจาคร่วมไปกับมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก จึงขอบอกกล่าวกุศลให้พี่เณรทราบและขอนำกุศลนี้มาเป็นเครื่องบูชาพระคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านด้วยความเคารพ ขอให้พี่เณรและพี่ดอกแก้วปลอดจากภัยทั้งปวงเลยนะคะ
ภาพวงเวียนกรรมของพี่เณรนี้เป็นเป็นเหมือนส่วนที่มาสรุปเรื่องราวที่น้องกิ๊ฟเขียนไว้อย่างเหมาะเจาะเลยนะคะ พี่ดอกแก้วได้สร้างสัมมาทิฏฐิไว้ให้โดยเริ่มต้นจากการทำความรู้จักกับปฏิจจสมุปบาทโดยยกหัวขบวนฝ่ายอธรรมมาแสดงในหน้าตาของอวิชชา-ตัณหา และสังขาร แล้วน้องกิ๊ฟก็หยบยกเอาเรื่องของสังขารหรือเจตนาในการทำกรรมย้ายไปคุยกันในเรื่องของชวนจิตและการให้ผลของกรรม
และในที่สุดพี่เณรก็ยกลูกโซ่แห่งสังสารวัฏฏ์การเชื่อมร้อยกรรม-วิบากหมุนวนกลับมาวางไว้วัฏฏะ ๓ ซึ่งสิ่งที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลาในการใช้ชีวิตอยู่ในวงเวียนกรรมของเราก็คือความรู้สึกนึกคิดและการกระทำ เมื่อพบสิ่งที่ถูกใจ...โลภะ/ตัณหาก็มาทำงานในเงื่อนของกิเลสวัฏฏ์ เมื่อพบกับสิ่งที่ไม่ถูกใจ...โทสะก็มาทำกันเต็มสตรีมขับเคลื่อนกระบวนการของกรรมวัฏฏ์กันต่อไป
รวมทั้งมีการหยิบยกชีวิตที่เสมือนการขับรถอยู่ในวงเวียนใหญ่ๆ มาประกอบไว้ด้วยก็ยิ่งทำให้รู้สึกถึงอันตรายในวิปากวัฏฏ์ได้มากและต้องมีความระมัดระวังในการใช้ชีวิตอย่างมากๆ ด้วยทั้งมือใหม่หัดขับหรือมือเก่าขับเก่ง เพราะสภาพการจราจรแถววงเวียนใหญ่ๆนี่เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ เลยโอกาสที่ทั้งมือใหม่และมือเก่าจะมาเบียดมาแซงเรามีอยู่ตลอดเวลา อย่างที่บางคนบอกว่าขับมาดีๆ ก็มาถูกรถคันอื่นที่ขับไม่ดีวิ่งเข้ามาชนหรือมาเบียดมาแซงให้เกิดความตกใจก็มี เพราะไม่รู้ว่าชวนจิตดวงไหนจะมาให้ผล
และนอกจากนี้แม้จะไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆ แต่ถ้าเลือกเลนผิดก็ต้องเสียเวลาวนกันอีกพักใหญ่กว่าจะพ้นแต่ละไฟแดงมาสู่เส้นทางที่ต้องการได้ หรือบางทีก็เปลี่ยนทิศทางไปเลยก็มีซึ่งบางทีก็เลือกเส้นทางผิดที่การจราจรติดขัดยิ่งกว่าเดิม
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ต.ค. 2553 , 15:55:25 น.] ( IP = 125.27.176.126 : : )
สลักธรรม 16
ฉะนั้น จึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะว่า ความคล่องในสติปัญญานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากจริงๆ ในการรับมือกับวิบากทั้งปวง เพราะหากตั้งตนไว้ไม่ชอบคือขาดปัญญาขับรถคร่อมเลนอยู่ตลอดนี่ ก็เท่ากับเร่งเร้าให้เกิดอุบัติเหตุคือมีอกุศลวิบากมาส่งผลได้ง่ายและส่งผลได้อย่างถนัดถนี่
และก็ทำให้รับกุศลวิบากได้ไม่เต็มที่เพราะมีชีวิตไม่ตรงเส้นทางที่ถึงแม้จะมีไฟเขียวให้วิ่งไปได้แล้วก็ยังไปไม่ได้สะดวกเพราะตั้งตนไว้ไม่ชอบนั่นเอง อย่างผู้ประสบภัยบางรายเมื่อได้รับความช่วยเหลือแล้ว กลับไม่พอใจในความช่วยเหลือนั้น มองเลยไปในอนาคตเรียกร้องความช่วยเหลือต่างๆ วิบากดีคือข้าวของที่อยู่ในมือเลยดูเหมือนจะไร้ค่า ความสุขก็เลยน้อยลงไป ..กลไกของอวิชชา/ตัณหาก็มาทำงานกันต่อ หรือแม้กระทั่งเราเองที่พอได้รับวิบากดีเช่นได้รับคำอธิบายต่างๆ แล้วแต่กลับเกิดความสงสัยว่า เขาให้ความรู้หรือเขาว่าเราทางอ้อมกันแน่ หรือเขาชื่นชมจริงๆ หรือแกล้งชมกันแน่ ..แล้วก็เลยไม่สุขใจ
ซึ่งตอนนั้นก็ลืมกันไปเลยเรื่องกรรมเรื่องวิบาก แทนที่จะรับรู้วิบากดีที่เกิดขึ้น แล้วก็วางใจลงไปว่าใครทำใครได้ แยกแยะลงไปได้ว่า ..คำอธิบายหรือคำชมเป็นกุศลวิบากของผู้ฟังหรือผู้ถูกชม การหลอกว่าหรือแกล้งชมเป็นกรรมใหม่ของผู้พูด..ซึ่งเป็นคนละส่วนกันชัดๆ เพราะพอตัวตนเรา-เขาเข้ามาทำงานนี่ก็เลยก่อกิเลสวัฏฏ์กัมมวัฏฏ์พ่วงกันไปเรื่อยๆ
เรื่องการตั้งตนไว้ไม่ชอบนี้ เมื่อมองโดยรวมก็คือเรื่องของศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา ที่เราเข้าใจกันอยู่ว่าเป็นเรื่องของการทุจริตผิดศีลธรรม มีศรัทธาความเชื่อที่ไร้เหตุผล มีความตระหนี่หวงแหน และเมื่อมองให้ลึกลงไปแล้วในเรื่องของปัญญาก็น่าจะรวมได้ถึงการไม่มีเป้าหมายในชีวิตที่ดีด้วยนะคะ เพราะเมื่อไม่มีเป้าหมายที่ดีในชีวิตแล้วก็สรุปได้สถานเดียวว่า ดำเนินชีวิตไปในทางที่แย่แน่นอน แล้วการกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ย่อมจะเป็นโทษแก่ตนเสียมากกว่าดี
การที่มาศึกษาพระธรรมโดยมีเจตนาเพื่อต้องการมีความรู้เพื่อนำไปฏิบัติธรรม แต่พออยู่ต่อมาเป้าหมายก็เปลี่ยนไปกลายเป็นการมองหาคู่ครองหรือมาหาสังคมใหม่ๆ ที่ไม่รู้จักเบื้องหลังเก่าๆ ของตนเองนี่ ก็คงจะจัดได้ว่าตั้งตนไว้ไม่ชอบนะคะ หรือมาหาคนปลอบประโลมใจมากกว่าจะมาหาธรรมโอสถปลอบประโลมใจ นี่ก็น่าจะเข้าข่ายได้เหมือนกัน
ปริยัติจึงไม่ใช่วัคซีนชั้นดีตามที่พี่เณรเคยเปรียบเปรยไว้จริงๆ มีแต่ต้องนำปริยัตินั้นมาเพียรปฏิบัติให้เกิดความรู้จริงๆ ที่ตนเท่านั้นจึงจะป้องกันโรคภัยจากกิเลสได้ .. ..อิอิ ในที่สุด น้องกิ๊ฟก็ย้อนยูเทิร์นกลับมาที่ "สัมมาทิฏฐิ" ได้อีกครั้ง ไชโย
วันนี้รู้สึกว่าพูดยาวอีกแระค่ะ เพราะไปอยู่ตรงวงเวียนกรรมของพี่เณรอยู่นาน ...กราบขอบพระคุณพี่เณรมากเลยค่ะที่มาให้ตัวอย่างดีๆ ..สาธุ
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ต.ค. 2553 , 15:56:25 น.] ( IP = 125.27.176.126 : : )
สลักธรรม 17สวัสดีครับน้องกิ้ฟ
มาอ่านที่น้องกิ้ฟสรุปธรรมที่เราคุยกันมารวมแล้วก็ได้แก่ " สังสารวัฏฏ์ที่มากล้นไปด้วยทุกข์ " แต่ถ้าเราเข้าใจก็สามารถถอนตัวออกจากทุกข์นั้นขึ้นมาได้จริงๆเลยนะครับน้องกิ้ฟ และหยุดการสร้างเหตุใหม่ซ้ำเติมตนเองให้แช่ชุ่มอยู่ในกองกิเลสให้ได้
ซึ่งการถอดชีวิตออกจากเส้นทางสายนั้นไม่ง่ายเลยนะครับ จะต้องมีจิตที่สูงด้วยความดีมีสัจจะจริงๆ โดยเฉพาะสัจจะวาจา ซึ่งทำได้ไม่ยากเลย ถ้าคิดก่อนที่จะพูดอะไรออกไป เพราะเมื่อพูดออกไปแล้วเราต้องรักษาคำพูดของเราให้ได้
สำหรับพี่เณรเองแล้ว ในเรื่องการรักษาคำพูดเริ่มง่ายและคล่องขึ้นมากแล้วละครับ โดยการใช้วิธีของหลวงพ่อเสือที่ท่านสอนนะครับ ว่าคิดก่อนพูด อย่ากินก่อนหา อย่าว่าก่อนเห็น อย่าเล่นก่อนทำ ทำให้พี่เณรระมัดระวังในการพูดนัดหมายกับใครมากขึ้นนะครับ ไม่นัดไกลเกินที่เราจะไม่สามารถรู้ได้ว่าเมื่อถึงวันนั้นเราจะพร้อมไหม แม้แต่เวลาที่นัดพี่เณรค่อนข้างจะตรงต่อเวลามากและรักษาสิ่งนี้มานานจนคุ้นเลยครับ สิ่งที่เป็นแรงผลักอีกอย่างก็คือ ไม่อยากให้ใครมารอเรา เพราะการรออะไรเสียเวลามากเลย มัวแต่รอๆๆจนต้องทิ้งเวลาช่วงนั้นไปอย่างเสียประโยชน์นะครับ
การค่อยๆแก้นิสัยมักง่ายออกไปจากชีวิต เป็นการเริ่มต้นในการเดินตามคำสอนของหลวงพ่อท่านได้ดีเลยนะครับ ไม่รับปากอะไรใครง่ายๆ คิดก่อน..ซึ่งพี่เณรเองพบเจอมากเลยครับน้องกิ้ฟกับการรับปากไปแบบส่งเดช ปัดๆเรื่องไปให้จบ แต่กลับสร้างความหวังให้คนอื่นเขา และตนก็ไม่สามารถรับผิดชอบสิ่งสิ่งนั้นๆได้ เฮ้อ..น่าเบื่อนะครับชีวิตเช่นนี้
วงเวียนกรรมจึงนำภัยแห่งชีวิตมาแบบไม่มีวันหยุดลงได้ ล้อกรรมก็ต้องหมุนไปเรื่อยในวัฏฏะสงสารเลย ด้วยเพราะการขาดการยับยั้งช่างใจ ขาดความรับผิดชอบชีวิตตนด้วยดีมีสัจจะนั่นเอง ซึ่งตัวการที่ทำให้ชีวิตเหล่านั้นกล้าที่จะทำอะไรๆได้โดยไม่แค่อะไรเลยก็คือ การขาด หิริ และ โอตตัปปะ นั่นเอง เป็นชีวิตที่ประมาทมากเลยนะครับน้องกิ้ฟ
วันนี้ก็ไม่พ้นการรำพึงถึงชีวิตอีกนั่นละครับ แต่เป็นการที่สามารถเอาของรวมๆมาแยกออกให้เห็นได้ว่า สิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดีนั่นเอง และเพื่อตนเองจะได้ประจักษ์ชัดขึ้นอย่างมั่นคงในสิ่งที่เราจะเลือกเดินต่อไปภายใต้ ร่มธรรม ไงครับน้องกิ้ฟโดย พี่เณร [21 ต.ค. 2553 , 08:38:47 น.] ( IP = 58.9.235.102 : : )
สลักธรรม 18สวัสดีค่ะพี่เณร สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว
กราบอนุโมทนากับสัจจะวาจาของพี่เณรด้วยค่ะ และดีจังเลยที่แนะนำเทคนิคการรักษาคำพูดโดยใช้หลักการของหลวงพ่อมาให้ด้วย เพียงแต่เรื่องเกี่ยวกับเวลานัดหมายที่พี่เณรเล่ามานั้น น้องกิ๊ฟรู้สึกว่า พี่เณรเป็นบุคคลที่กระตือรือร้นมากชนิดที่ชอบมารอคอยก่อนถึงเวลานัดเป็นชั่วโมงๆ เลยทำให้ระยะเวลาในการรอคอยยิ่งยาวนานขึ้นไปอีก ..๕๕๕ ขำ
การรักษาคำพูดเป็นสิ่งสำคัญมากจริงๆ และประสิทธิภาพในการรักษาคำพูดนี้ก็เป็นเกณฑ์มาตรฐานหนึ่งที่น้องกิ๊ฟใช้ตัดสินคนที่เราคบหา ..อิอิ แค่ตัดสินเฉยๆ นะคะ ไม่ได้ลงโทษอะไร คือ ตัดสินว่าเขามีศีลธรรมและคุณธรรมมากน้อยขนาดไหน มีความน่าเชื่อถือได้ขนาดไหน และถ้าพบผู้ที่มีโทษสมบัติแบบนี้มากๆ ในชีวิตก็จะหลีกเลี่ยงการคบหา หรือไม่ก็ต้องวางใจเฉยๆ ในการสนทนาปราศรัย เพราะจะโทษเขาอย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่เพราะเราทำกรรมมาไม่ดีด้วยเลยต้องมาพบกับลักษณะนิสัยที่ไม่พึงปรารถนาเช่นนี้ และที่สำคัญเมื่อมองไปถึงหลักของไตรลักษณ์แล้วก็จะยิ่งวางใจได้ง่ายขึ้นในการรักษาคำพูดหรือไม่รักษาคำพูดของใคร..เพราะอะไรๆ ก็ไปย่อมเปลี่ยนแปลงไปและยึดถือบังคับบัญชาไม่ได้เลย จึงมีแต่ต้องย้อนกลับมาฝึกตนให้ดีในการ "รู้กระทบ และรู้กระทำ" ตามที่หลวงพ่อเสือท่านสอนไว้น่ะค่ะ
เพราะการรักษาคำพูดนี้นอกจากจะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของจิตใจและความเป็นกัลยาณมิตรแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับศีลข้อมุสาวาทฯ อีกด้วย อย่างบางคนนั้นไม่ค่อยได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในชีวิตเหล่านี้ ก็ดีแต่ปากหวาน เอาอกเอาใจกันหรือพูดสร้างความหวังให้กำลังใจไปเรื่อยเปื่อยในเหตุการณ์เฉพาะหน้า โดยไม่คำนึงว่าจะมีผลกระทบต่อเนื่องจากคำพูดนั้นๆ เช่น อาจทำให้คนฟังเสียใจหรือผิดหวังมากยิ่งขึ้นเมื่อไม่เป็นไปตามที่ได้ฟังมา หรือบางทีก็อาจเสียทรัพย์สินที่นำไปดำเนินการไว้ล่วงหน้าแล้วก็เป็นได้ แต่เสียอะไรก็ไม่เท่าเสียศรัทธาและความเชื่อถือ
การดีแต่พูดเหล่านี้ทั้งที่รู้ว่า ทำไม่ได้ หรือไม่ใส่ใจ หรือไม่อยากทำ หรือไม่อยากขัดคอ หรือเพื่อให้คนฟังสบายใจมากกว่าที่จะทำให้จริงๆ หรือเพื่อประวิงเวลาไปอย่างนั้น หรือเพื่ออะไรก็ตามที่ขาดความจริงใจ ..นั่นก็คือการกระทำที่ละเมิดศีลข้อมุสาวาทไปแล้ว ถ้าผู้ฟังเชื่อในสิ่งที่พูดไปแล้ว แต่จะละเมิดมากน้อยจนกระทั่งศีลขาด ศีลทะลุ ศีลด่างพร้อยไปขาดไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง และจะสร้างความเสียหายแก่ผู้ฟังได้มากขนาดไหนก็อีกเรื่องหนึ่งเหมือนกัน
และน้องกิ๊ฟก็คิดว่า การเพียรพยายามทำตามทำพูดที่ให้ไว้แต่ไม่สำเร็จนั้น..ไม่ใช่การไม่รักษาคำพูด เพราะมีความพยายามลงมือกระทำแล้วจริงๆ แต่อาจมีอุปสรรคเพราะบารมีไม่พร้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจะให้กำลังใจกันด้วยซ้ำ ฉะนั้น เจตนาที่พูดออกไปจึงไม่ได้มีความหลอกลวงให้หลงเชื่อ ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ให้อภัยกันได้นะคะ
บุคคลสำคัญทั้งหลายจึงต่างมีหน้าที่ที่ต้องรักษาคำพูดของตนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และในทางพระพุทธศาสนาก็ให้ความสำคัญในข้อนี้ถึงกับบรรจุลงไว้ในศีลที่เป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ไว้เลยทีเดียว และน้องกิ๊ฟก็คิดว่า ความไม่มีหิริ-โอตตัปปะที่เกิดขึ้นจนทำให้มีการไม่รักษาคำพูดนี้ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นผลมาจากความมีมานะถือตน เพราะคิดว่าไม่มีใครกล้าทำอะไรเนื่องจากตนอยู่ในฐานะที่สูงกว่า หรือมองเห็นคนอื่นโง่เขลากว่ารู้ไม่ทัน
ธรรมชาติที่เป็นความอหังการคือมานะเจตสิก..ความถือตัวโดยเฉพาะความคิดที่ว่าตนเหนือกว่าผู้อื่นนี้ พาให้ชีวิตทำทุจริตกรรมหนักๆ ได้มากมายเพราะความย่ามใจในความสามารถของตน ในขณะที่รู้สึกว่าตนเหนือกว่าคนอื่นก็เท่ากับเกิดความดูถูกดูหมิ่นเขาไปพร้อมกันด้วย แล้วก็เกิดความเสียหายได้ง่ายเพราะประมาทคิดว่าตนเก่ง ก็เลยก่อการโกหกปลิ้นปล้อนไปได้สารพัด
มานะเจตสิกนี้เมื่อศึกษาผิวเผินก็อาจคิดกันว่าฤทธิ์เดชไม่มาก เพราะเป็นโลภมูลจิตชนิด"วิปปยุต" แล้วก็เลยทำให้มองข้ามความสำคัญของกิเลสตัวนี้ไป ซึ่งที่จริงแล้วอะไรก็แล้วแต่ที่ต้องอาศัยมรรคจิตขั้นที่สูงขึ้นๆ ไปประหาณนั่นก็แสดงว่า ฤทธิ์เดชของเขาช่างร้ายเหลือ จึงต้องใช้ญาณปัญญาที่มีอานุภาพมากมาจัดการ น้องกิ๊ฟคิดว่าในเรื่องของโลภนั้น ทิฏฐิคือสักกายทิฏฐิเป็นความสำคัญประการแรกที่เราจะต้องทำความรู้จักและทำให้เบาบางลง โดยเราก็จะทิ้งการกำจัดมานะให้เบาบางไปไม่ได้เช่นกัน เพราะกิเลสทั้งหลายนั้นต่างสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำหน้าที่เป็นพนักงานขับรถวนอยู่ในวงเวียนชีวิตกันตลอดเวลา จังหวะไหนที่ถึงคิวกิเลสชนิดนั้นก็จะแสดงตัวออกมาเป็นหัวหน้าทีมกันได้ชัดๆ
ดีจังเลยนะคะที่เราได้มีโอกาสมาศึกษาพระอภิธรรมกัน แล้วก็มีโอกาสได้ทำความเข้าใจไปทีละขั้นกับสภาพธรรมแต่ละชนิด พอมีความรู้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราก็สามารถที่จะจับต้นชนปลายในกระบวนการทำงานของจิตและเจตสิกได้ชัดเจนขึ้น สามารถวิเคราะห์ตนเองและผู้อื่นได้อย่างเป็นระบบและเป็นสภาพธรรมโดยไม่ค่อยเห็นผิดว่าเป็นตัวตนคนสัตว์เท่าใดนัก และก็รู้ถึงความน่ากลัวและวิธีหลีกเลี่ยงได้ถนัดถนี่ขึ้น รวมทั้งมีสิทธิ์ที่จะเลือกสิ่งที่ดีๆให้กับตนเองได้ด้วยในแต่ละอารมณ์และการกระทำ และพอนึกถึงคำเดิมๆของหลวงพ่อแล้วที่ว่า "ใครทำใครได้" ก็ยิ่งทำให้เส้นทางชีวิตราบเรียบขึ้นเยอะเลยค่ะพี่เณร
กราบขอบพระคุณมากนะคะที่ให้คำแนะนำดีๆ ในวันนี้ ของให้มีความสุขและสุขภาพแข็งแรงนะคะพี่เณร
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ต.ค. 2553 , 12:15:06 น.] ( IP = 125.27.182.141 : : 10.0.8.52 )
สลักธรรม 19
สวัสดียามเย็นครับน้องกิ้ฟ
วันนี้น้องกิ้ฟร่ายยาวเลยนะครับ แต่ดีมากเลยครับที่เน้นให้เห็นโทษภัยอันน่ากลัวของมานะ ที่ประกอบอยู่กับจิต แม้จะเป็น วิปปยุตจิตก็ตามที แต่ด้วยอำนาจอันมหึมาที่มีอยู่ทำให้จิตแข็งกร้าว กระด้าง อวดดีสารพัดเลย และจริงอย่างยิ่งที่น้องกิ้ฟบอกนะครับ ความอวดดีโดยมีมานะพองขนอยู่นั้น ทำให้จิตหยาบๆเกิดได้ง่ายมาก ทุจริตก็เกิดง่ายเช่นกันครับ
ยิ่งถ้าเป็นบุคคลประเภทอัตตาธิปไตยด้วยแล้ว จะยิ่งเป็นการทำลายตนให้ตกต่ำไปได้ง่าย จมลึกไปในกองบาปอกุศลเทียว นึกๆไปแล้วบุคคลเหล่านี้ตกอยู่ในความประมาทมากจริงๆเลย เพราะบางครั้งบุญพาวาสนาส่งก็จริงอยู่ แต่ด้วยความไม่เที่ยงเมื่อบุญหมดลง บุคคลแบบนี้ละครับจะโดดเดี่ยวเดียวดายจริงๆ
แต่การพูดเรื่องกรรมดีกับกรรมชั่วนั้น ไม่ได้พูดได้กับทุกคนนะครับน้องกิ้ฟ จะพูดได้เฉพาะผู้พร้อมเท่านั้น และมีเหตุอดีตที่ดีมามากพอควร ไม่เช่นนั้นพูดอธิบายจนตายก็เสียเวลาเปล่า
ทุกวันนี้ต้องขอบอกน้องกิ้ฟแบบจากใจเลยว่า " เบื่อ " แล้วละครับที่พยายามนำสินค้าที่มีค่าสูงยิ่งไปเสนอให้ใครแบบก่อนๆแล้ว เพราะทุกวันนี้มองดูแล้วคนที่ต้องการจริงๆ แบบมีศรัทธาเพื่อเดินตามรอบบาทพระศาสดานั้นหายากลงแล้วครับ ที่หันหน้าเข้าวัดกันอยู่นั้นเพราะมีความผิดหวังมา อกหักมา ล่มจมหมดตัวมา และอื่นๆอีกมากที่ทำให้ขากว้างเข้ามาหาที่พักใจ หาคนเอาใจใส่ และหาเครื่องลางของขลังมากกว่ามาแบบบเพื่อต้องการรู้จริงๆว่า ชีวิตเป็นทุกข์
ทำให้นึกถึงคำของหลวงพ่อเสือที่ท่านสอนไว้ว่า " มองให้รู้ ดูให้จำ ทำให้เลือก "ขึ้นมาเลยละครับ เพราะที่ผ่านๆมาพี่เณรเป็นพวก มองก็ไม่รู้ ดูก็ไม่เคยจำ ทำก็ไม่เคยเลือก ทำให้เวลามีคนมาหาก็ไม่รู้เลยว่าเขามาต้องการอะไร ให้แต่สิ่งที่ตนถนัดไปเป็นประจำ แบบจริงๆจัง (เพราะสิ่งที่ตนเองให้ไปนั้นได้เกิดประโยชน์จริงที่ตนเองแล้วนะครับ) ปรากฏว่าเขาต้องการแบบอื่นกันเสียนิ
แต่ถึงกระนั้นก็ยังเต็มใจเสมอนะครับถ้าใครต้องการรู้พระอภิธรรมเพื่อจะได้พาตนเองออกจากกองอกุศล และสามารถนำไปตรวจใช้กับชีวิตได้เป้นได้เก่งแบบน้องกิ้ฟนี่ละครับ พี่เณรสาธุเลย
ค่ำคืนนี้เดี๋ยวพี่เณรจะไปสวดมนต์ ทำสมาธิ เจริญวิปัสสนาและจะได้แผ่เมตตาความปรารถนาดีไปยังเพื่อนพี่น้องทุกคนที่ได้รับทุกข์ภัยจากน้ำท่วมอยู่ ให้เขาไม่ป่วยไข้และมีกำลังต่อสู้กับวิกฤตครั้งนี้ได้นะครับ และพี่เณรขอให้น้องกิ้ฟโชคดีมีความสุขในร่มธรรมนะครับโดย พี่เณร [21 ต.ค. 2553 , 18:18:16 น.] ( IP = 58.9.235.102 : : )
สลักธรรม 20
สวัสดีค่ะพี่เณร สวัสดีค่ะพี่ดอกแก้ว
คำว่า "ธรรมะคือคุณากร" ที่เป็นคำขึ้นต้นในบทสรภัญญะสรรเสริญพระธรรมคุณนั้น เมื่อได้แปลความหมายจากศัพท์แล้วก็รู้สึกถึงความสูงส่งมากในฐานะที่ธรรมะเป็นบ่อเกิดแห่งความดี เมื่อได้มาฟังคำอธิบายจากพี่เณรเกี่ยวกับคำนี้ก็เห็นประโยชน์อย่างหว้างขวางของพระธรรมที่มีต่อชีวิต และเมื่อนำมาใช้ที่ตนก็ยิ่งรู้สึกถึง"คุณค่า"ในเนื้อแท้
เมื่อใดที่นำมาพระธรรมมาร่วมในการดำเนินชีวิต น้องกิ๊ฟรู้สึกว่า ชีวิตเราดูดีมีคุณค่าและความสามารถไม่น้อยที่นำความรู้มาใช้ปฏิบัติได้บ้างแม้จะเป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ ก็ตาม แต่ก็ทำให้ชีวิตแตกต่างไปจากเดิมคือไม่ค่อยตอบสนองอารมณ์ด้วยความลุ่มหลงสักเท่าใด
เมื่อใดที่นำมาพระธรรมมาแก้ไขปัญหาชีวิตได้ น้องกิ๊ฟรู้สึกว่า ชีวิตเราเริ่มจะคุณภาพขึ้นมาบ้างแล้ว เกิดความภาคภูมิใจที่ได้พบพระพุทธศาสนา และก็รู้สึกอบอุ่น มีความสุข เหมือนได้อยู่ในที่สวยงามสว่างไสวไม่มืดมน เหมือนได้อยู่ในอาณาบริเวณที่สะอาดและสงบซึ่งน้องกิ๊ฟขอเปรียบว่าเป็นเขตแดนแห่งรัศมีพระธรรมนะคะ และเมื่อพูดถึงเขตแดนแห่งรัศมีพระธรรมแล้วก็อดที่จะนึกถึงสระบัวที่เต็มไปด้วยดอกและใบที่สวยงามขึ้นมาไม่ได้
และในเรื่องของ"บัว"นี้เมื่อพิจารณาไปตามการเปรียบบุคคลเป็นสี่เหล่าของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเราก็คงทะนงตนกันไม่ได้เพราะเรายังไม่ได้เป็นผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิอย่างแท้จริงอย่างที่พี่ดอกแก้วบอกไว้ ตอนที่อารมณ์ยังไม่แปรปรวนหรือยังไม่มีอารมณ์ที่ถูกกับกิเลสอย่างแรงมากระทบ เราก็ยังอาจสงบเสงี่ยมอยู่กับภาพลักษณ์ที่ดีได้ แต่เมื่อใดที่พบกับอารมณ์ที่เป็นเหมือนแม่เหล็กที่มีแรงดึงดูดมหาศาลตรงขั้วกับกิเลสที่นอนนิ่งอยู่ในชีวิต เราก็พร้อมจะหลุดเข้าไปจมปลักอยู่ในบ่อตัณหาและอวิชชาอย่างรั้งไม่อยู่ ทำให้ภาพลักษณ์แห่งความชั่วปรากฏอย่างโดดเด่น
ซึ่งเมื่อได้อ่านความรู้สึก "เบื่อ" ของพี่เณรด้วยแล้วก็รู้สึกว่ายังต้องเพียรพยายามให้มากในการนำธรรมะมาดำเนินในชีวิตทั้งในส่วนของศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อที่จะได้พัฒนาตนไปเป็นบัวที่พร้อมเบ่งบานต่อไปในอนาคตกาลที่จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาโปรด เพราะในอดีตนั้นเราคงเป็นเหง้าบัวที่จมโคลนเลนเน่าหมักอยู่ในตมกันมานานแสนนาน มาถึงตอนนี้แม้จะรู้สึกตนว่าดีขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังเป็นดีที่พระพุทธเจ้ายังโปรดไม่สำเร็จ
เมื่อนึกถึงเรื่องการแสดงธรรมโปรดของพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ทรงมากไปด้วยพระมหากรุณาแจกจ่ายธรรมไปตามจริตอัธยาศัยของผู้รับ เพราะทรงทราบว่าบุคคลนั้นเป็นแก้วชนิดไหนเป็นภาชนะแบบใด จึงทรงมอบสิ่งที่เหมาะสมลงบรรจุให้ในแก้วหรือภาชนะใบนั้น แม้จะมีแก้วที่คว่ำรวมอยู่ในหมู่พวกนั้นด้วยพระองค์ก็ไม่หยิบแก้วใบนั้นออกไปแต่ทรงแสดงธรรมโปรดบุคคลในประชุมชนนั้นจนสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลระดับต่างๆ หรือสมาทานเป็นผู้ขอถึงพระรัตนตรัยตามเหตุปัจจัยที่แต่ละคนสร้างมา และก็มีผลพลอยได้ในพวกที่แม้ไม่สำเร็จอะไรแต่ก็ได้สร้างสมเป็นอุปนิสัยให้เกิดขึ้นในชีวิตเพื่อที่จะมีโอกาสพัฒนาตนต่อไปในสมัยของพระพุทธเจ้าที่จะมีมาในอนาคต
รู้สึกเห็นใจพี่เณรมากเลยค่ะกับการเป็นผู้ให้ที่พยายามทุ่มเทมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้รับ ซึ่งในสมัยนี้ก็ยากที่จะมีแก้วหรือภาชนะที่มีคุณภาพดีหรือมีความพร้อมมารองรับสิ่งที่ให้ แต่ถึงแม้ผลงานที่สำเร็จออกมาจะทำให้พี่เณรผิดหวังไปบ้างก็ช่างมันเถอะค่ะ เพราะอย่างน้อยก็มีแก้วใบอื่นๆ ที่พอจะรองรับบางสิ่งบางอย่างจากพี่เณรได้ และแม้แก้วใบต่างๆ ที่วางอยู่ตรงหน้าจะดูคร่ำคร่าสกปรกไปด้วคราบกิเลสหรือกลิ้งไปกลิ้งมาไม่เป็นระเบียบ
แต่เมื่อมีแสงที่ส่องสว่างจากการให้ของพี่เณรมากระทบก็พอจะทำให้แก้วนั้นมีประกายขึ้นมาได้บ้างในบางขณะในบางมุมแม้จะรองรับอะไรไปไม่ได้แต่ก็ยังได้มีโอกาสฟังสิ่งที่ดีมีโอกาสใช้ชีวิตที่สำรวมในขณะนั้น ...คิดว่าพี่เณรคงต้องเลือกที่จะให้กับผู้รับแระที่นี้ เพื่อไม่ให้เหนื่อยมากจนเกินไปหรือผิดหวังกับการให้ที่เสียเปล่า และกระตุ้นกิเลสผู้รับให้พูนเพิ่มจนลืมเป้าหมายที่มีมาแต่เดิม ..อิอิ ตอนนี้นึกถึงวิธีเลี้ยงลูก ๔ แบบในคราวก่อน คงถึงคราวที่ต้องใช้ไม้ไผ่กับบางคนบ้างแล้วนะคะ
และที่สำคัญก็คือแสงสว่างที่เปล่งประกายจากการให้ของพี่เณรและพี่ดอกแก้วนั้นดูงดงามมากเลยค่ะทั้งยังสร้างคุณค่าให้กับผู้ให้โดยตรงด้วยสมกับคำว่า "ใครทำใครได้" ของหลวงพ่อเลยค่ะ แต่คงเป็นเรื่องธรรมดานะคะกับการให้ที่อาจมีการหวังผลบ้างในผู้รับเพราะอย่างไรเราก็ต่างยังเป็นผู้มีกิเลสทั้งสิ้น การผิดหวังก็คงเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกันที่จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่เหตุ-ปัจจัยไม่เหมาะสม แต่ความอดทนและการเพียรสร้างบารมีก็สามารถเกิดขึ้นได้เรื่อยๆในชีวิตของผู้ต้องการพ้นทุกข์ใช่ไหมคะ
น้องกิ๊ฟขอเป็นกำลังใจให้พี่เณรสู้ๆ และขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรงนะคะ
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ต.ค. 2553 , 11:26:13 น.] ( IP = 180.180.112.105 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |