| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สร้างเกาะหนีภัย..เพียรฝึกใจให้พ้นทุกข์
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน เรามีศีลอย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องมีศีลและมีธรรม และศีลกับธรรมก็ยังไม่พอต้องเพราะเหมือนกับมีตัวเรือนกับสายนาฬิกา แต่ต้องมีเพชรคือมีปัญญาชีวิตของเราจึงจะงามได้
เวลาและวารีไม่คอยใคร เมื่อนึกแล้วก็อดที่จะใจหายทั้งที่ตนเองและผู้อื่นมิได้ นั่งมองกันอยู่อย่างนี้ประเดี๋ยวก็หายไปคนหนึ่ง ๆ หรือคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ใครก็ได้ที่สักวันไม่สามารถได้เห็นใครอีกแล้วเพราะตนเองได้ตายไป แต่ผู้ที่ยังอยู่ก็จะเห็นว่าคนนั้นหายไปคนนี้หายไป
อย่างข่าวการเสียชีวิตของนักร้องท่านหนึ่งเมื่อสองวันที่ผ่านมา ซึ่งใครจะไปนึกถึงว่าเขาจะประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย เขาเองก็คงคิดแค่จะขับรถไปให้ถึงที่หมายแต่ไม่ได้คิดว่าจะมาถึงแก่ความตายด้วยอุบัติเหตุ เพราะฉะนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น และเราก็ถูกรับรู้เรื่องความตายกันมามากมายจากคนใกล้ตัวของเราเอง
เราจึงประมาทไม่ได้ ต้องพยายามกระทำทุกอย่างให้ดีที่สุด และฉุดจิตของตนเองให้ออกจากโคลนตม หรืออาสวกิเลสให้มาที่สุดให้ได้ โดยที่เราจะต้องเรียนให้รู้เรื่องของที่พึ่งอันเกษม และตัวการที่จะทำให้เรามีที่พึ่งอันเกษมได้ก็คือ ปัญญา
ดังพระพุทธภาษิตในวันนี้ที่ยกขึ้นมาว่า
อุฏฐาเนนปฺปมาเทน สญฺญเมน ทเมน จ ทีปํ กยิราถ เมธาวี ยํ โอโฆ นาภิกีรติ หมายความว่า ผู้มีปัญญาควรทำที่พึ่ง ที่น้ำคือกิเลสท่วมไม่ได้ ด้วยธรรม คือ ความหมั่นขยัน ความไม่ประมาท ความสำรวม และฝึกอินทรีย์
ท่านอาจารย์ได้อธิบายคาถาบทนี้ว่า ท่ามกลางห้วงน้ำใหญ่และลึกนั้นเราจะต้องมีเกาะเป็นที่พึ่งไม่ให้น้ำท่วมทับเราจมลงไป
คำว่า "เกาะ" หรือ "ที่พึ่งอันเกษม" นี้ ท่านหมายเอาพระอรหัตตผลเท่านั้นเองที่เป็นที่พึ่งอันปลอดภัยในจากการ่วมทับของห้วงน้ำ
กิเลสอันเป็นดุจห้วงน้ำท่านเรียกว่า โอฆะ มี ๔ คือ กาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏโฐฆะ อวิชโชฆะ พูดง่ายๆ ก็คือ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [19 ต.ค. 2553 , 10:27:22 น.] ( IP = 58.9.229.244 : : )
สลักธรรม 2
ถ้าหากยังจำกันได้ว่าในสัปดาห์ที่แล้วได้อธิบายพระพุทธภาษิต บทหนึ่งไว้ว่า มัจจุคือความตายย่อมพัดพาเอาบุคคลที่ข้องอยู่ในอารมณ์ต่างๆ ผู้เลือกเก็บดอกไม้ คือกามคุณ ๕ อยู่ เหมือนห้วงน้ำใหญ่ไหลพัดพาเอาชาวบ้านผู้หลับไหลอยู่ ฉะนั้น คำว่า "ห้วงน้ำใหญ่" ก็ได้นำมาอธิบายตรงนี้ นี่ก็คือเรื่องต่อเนื่องที่หลวงพ่อเสือท่านคัดมาให้ทำความเข้าใจ
เราจึงต้องคอยเติมความเข้าใจให้มีอยู่เรื่อยๆ เพราะชีวิตของเรานั้นประมาท คือขาดสติง่ายเหลือเกิน ประเดี๋ยวเดียวก็ขาดสติเสียแล้ว เช่น ตอนนี้กำลังใส่ใจฟังและก็สนใจมากเลยแล้วก็กลัวชีวิต ว่าจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตายที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วก็รีบทำความดีตื่นเต้นกันทำให้เกิดความกังวลใจเกิดภาวะอันเร่งเร้าตนเอง แต่พอฟังจบปุ๊บแล้วเดินออกไปที่ห้องครัวไปตักกับข้าว ตอนที่ตักกับข้าวนั้นก็ไม่ได้กลัวตายแล้ว
ความกลัวตายหมดไปแล้ว และมีความอยากเกิดเกิดขึ้นมาแทน เพราะความปรารถนาในอารมณ์ต่างๆนั้นก็คือความอยากเกิด เป็นความปรารถนาภพชาติโดยตรงเลย ชีวิตจึงอยู่กับความอยาก เพราะอยากกิน อยากเห็น อยากได้ เหล่านี้คือความปรารถนาเกิด ตอนที่นั่งฟังอยู่ในห้องไม่อยากเกิด แต่พอออกนอกห้องก็อยากเกิด ถามว่าเราอยู่ในห้องหรือนอกห้องมากกว่ากัน
เราจึงอยากเกิดอยู่ตลอดเวลาเพราะอยากเห็น อยากได้ยิน อยากได้กลิ่นสารพัด ท่านจึงบอกว่า ที่พึ่งอันเกษมก็คือ อรหัตตผลเท่านั้นเอง
ซึ่งตรงนี้ก็จะชี้ให้เห็นว่า น่ากลัว จากการที่ได้ศึกษาพระสูตรก็ได้พบเรื่องเปรตต่างๆ ได้พบเห็นถึงความอยู่ยากของชีวิต คือทำอะไรพลาดนิดเดียวก็ตกนรก เมื่อตกนรกแล้วก็อาศัยอยู่ในนรกถึง ๑ พุทธันดร ต้องรอให้มีพระพุทธเจ้าอีกพระองค์จึงจะมาโปรดได้
หรืออย่างที่ได้ฟังจากหลวงพ่ออีกเรื่องหนึ่งก็คือ พระโมคคัลลานะได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมเปรตตนนี้จึงมีปากยื่นยาวมาก เวลาที่ใครอุทิศกุศลให้แล้วก้มหน้าจะรับกุศลจะรับอาหาร ปากก็เลยชามไปไกลไม่ได้อาหาร ยิ่งปรารถนาจะกินอาหารเท่าใดปากก็จะยิ่งยาวออกไปเรื่อยๆ เป็นโยชน์ ทำไมจึงเป็นแบบนี้
พระพุทธองค์ตรัสถึงบุพกรรมของเปรตว่า ในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ในธรรมสภาคือสถานที่แสดงธรรม เสวนาธรรม พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้อธิบายธรรมอยู่ เปรตตนนี้ในสมัยที่เป็นมนุษย์นั้นได้นั่งอยู่ในธรรมสภาและเพ้อเจ้อเรื่องไร้สาระอยู่กับเพื่อนเพียงชั่วขณะเพียงชั่วอึดใจเดียวเทียบกับเวลาในปัจจุบันก็คงจะประมาณ ๑ นาทีเท่านั้น
ทำให้ตนเองเสียประโยชน์ ผู้อื่นเสียประโยชน์ และที่ประชุมก็เสียประโยชน์ บุคคลนั้นเมื่อต้องตายไปด้วยอำนาจกรรมที่แรงนี้ก็ได้ไปเกิดในนรกอยู่นาน พ้นจากนรกแล้วก็มาเกิดเป็นเปรตปากยื่นปากยาว ๑ พุทธันดร ...๑ นาที ๑ พุทธันดร ฟังดูแล้วสยองนะเพราะเราคงเพ้อเจ้อกันมากกว่า ๑ นาที ฉะนั้นอันตรายมากๆ เลย โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [19 ต.ค. 2553 , 10:30:40 น.] ( IP = 58.9.229.244 : : )
สลักธรรม 3
เราจึงต้องพยายามฝืนใจ ฝึกจิต และผลิตปัญญาเพื่อจะได้ที่พึ่งอันเกษมคืออรหัตตผล เพราะชีวิตแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนั้นน่ากลัว ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเทวดา ต่างก็มีเกิด แก่ ตาย ตอนนี้ทุกคนก็เหลือกันอยู่อย่างเดียว คือ "ตาย"
และบางคนก็เห็นชัดว่ากำลังเดินไปใกล้ฝาโลง เพราะอายุ ๗๐ ปีแล้ว ฝาโลงเปิดรอรับแล้วละ ก็อยู่ที่ว่าเรามีลีลาก้าวลงหรือไม่ หรือจะต้องถูกพญามัจจุราชผู้น่ารักผลักลงไป คือความประมาท ไม่มีการเตรียมตัวตายที่ดี แล้วก็หลับตาลองนึกกันดูว่า ที่ที่จะหยุดการเพ้อเจ้อ การส่อเสียด การพูดคำหยาบ อยู่ที่ไหน ..อยู่ที่การปฏิบัติเพียงอย่างเดียว
อย่างสัปดาห์ที่แล้วเพิ่งกลับมาจากธุระพอลงจากรถก็ได้ยินเสียงลูกแมวร้องดังมาก เพราะมีลูกแมวก็ถูกทิ้งอยู่ใกล้ๆ ท่อระบายน้ำ ๓ ตัว กำลังจะตกลงไปในท่ออยู่แล้วก็เลยไปช่วยกันมาไว้ในบ้าน พอดีว่าในบ้านมีแมวแม่ลูกอ่อนอยู่พอดี ก็เลยสลับกันกินนม จนวันรุ่งขึ้นจึงได้หาแม่แมวพบแล้วก็เอาลูกไปคืนให้
นี่คือเรื่องที่เราทำกุศลอยู่ก็จริงแต่มีอกุศลเป็นเหตุ เพราะเราสลดหดหู่ถ้าไม่ช่วยลูกแมว ตรงนี้อกุศลเกิดขึ้นมาเป็นเหตุให้เกิดการช่วยเหลือคือกุศล เหตุการณ์อย่างนี้มีมากมายคืออกุศลก่อให้เกิดกุศล แต่เหตุการณ์ที่เป็นกุศลก่อให้เกิดกุศลอย่างเดียวแน่นอนคือ วิปัสสนากรรมฐาน
ท่านบอกว่าในสิ่งที่หลงติดอยู่ในโอฆะ ก็คือ กาม ความใคร่ในกามคุณ ๕ ภพ ความพอใจในภพ ในความเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นเป็นนี่ ทิฏฐิ ความเห็นผิด อวิชชา ความไม่รู้อริยสัจ ๔ นั่นเอง สิ่งเหล่านี้ประดุจห้วงน้ำที่ทับถมเราอยู่ตลอดเวลา
เราจึงต้องสร้างเกาะขึ้นมาเพื่อไม่ให้ตกลงไปในน้ำด้วยธรรม ๔ อย่าง คือ อุฏฐานะ ความเพียร อับปมาทะ ความไม่ประมาท สัญญมะ ความสำรวมกาย วาจา ใจ และทมะ การฝึกอินทรีย์คือ ระวังตา หู เป็นต้น มิให้ยินดียินร้ายเพราะได้เห็นรูป ฟังเสียง เป็นต้น
ความเพียร (อุฏฐานะ) ความไม่ประมาท (อับปมาทะ) ความสำรวมกาย วาจา ใจ (สัญญมะ) และการฝึกอินทรีย์คือ สำรวมระวังตา หู ลิ้น กาย ใจ มิให้ยินดียินร้ายเพราะในกามคุณทั้ง ๕ (ทมะ)
นี่ก็คือสิ่งที่เราจะต้องมีอยู่ในชีวิตประจำวันตลอดเวลา ต้องฝึกให้มีความสันทัดจัดเจน เพราะความสันทัดจัดเจนนี่แหละที่จะเป็นตัวผลักดันให้เราเดินก้าวไปในความเจริญหรือความเสื่อมที่ได้สะสมไว้ต่อไป โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [19 ต.ค. 2553 , 10:32:49 น.] ( IP = 58.9.229.244 : : )
สลักธรรม 4
พระพุทธภาษิตนี้ก็มีเรื่องประกอบตามคาถาธรรมบทคือ เรื่องพระจูฬปันถก ซึ่งมีเนื้อความสำคัญโดยย่อดังนี้ว่า
พระจูฬปันถกเป็นชาวเมืองราชคฤห์ มีพี่น้องด้วยกัน ๒ คน พี่ชายชื่อมหาปันถก ที่ชื่อ "ปันถก" เพราะเกิดในระหว่างทาง คือคลอดในระหว่างการเดินทางของมารดาที่กำลังกลับสู่ไปบ้านเดิม
ที่ต้องคลอดอยู่ระหว่างทางก็เพราะมารดาของพระจุลปันถกเป็นลูกสาวของเศรษฐีเมืองราชคฤห์ แต่แอบไปลักลอบได้เสียกับคนใช้ของตน จึงเกิดความละอายไม่กล้าอยู่ที่เดิมแล้วก็ชวนกันหนีไปอยู่ในสถานที่ที่มั่นใจว่าจะไม่มีใครรู้จักตน แล้วนางก็ได้ตั้งครรภ์ที่หมู่บ้านแห่งนั้น
(ท่านอาจารย์เน้นว่า ..ตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่า "กาม" ความยินดีติดใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นั้นมันเป็นเครื่องที่นำสู่ความหายนะได้ง่าย เกิดความใฝ่ต่ำได้ง่าย และก็เป็นมาในทุกสมัยแม้กระทั่งในพุทธกาล เช่นการแอบไปได้เสียกับคนรับใช้ เมื่อไปได้เสียแล้วก็มีความยินดีต้องการส้องเสพในกามนั้นจนกระทั่งเกิดการตั้งครรภ์ และก็ไม่กล้าอยู่ที่เดิมเพราะละอายในการทำความไม่ดีของตนเอง ทั้งยังหลอกลวงปิดบังบิดามารดาเพราะติดในรสกามเหล่านั้น)
เมื่อครรภ์แก่ใกล้คลอดนางก็บอกกับสามีว่า ต้องการไปคลอดที่บ้านเดิมตามธรรมเนียม แต่สามีก็ผัดวันประกันพรุ่งอยู่เรื่อยมาจนนางไม่อาจรอคอยได้อีกต่อไป จึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเดิมทางตอนใต้ของกรุงราชคฤห์ไปตามลำพัง และก่อนที่นางจะเดินทางไปนางได้สั่งเพื่อนบ้านใกล้เคียงให้ช่วยดูแลบ้านแล้วช่วยบอกสามีของนางว่า นางได้กลับไปบ้านเดิมแล้ว
เมื่อสามีทราบเรื่องก็รีบเดินทางติดตามไป ได้ไปพบนางที่กลางทาง ซึ่งขณะนั้นนางก็ได้คลอดบุตรชายออกมาแล้ว สองสามีภรรยาจึงปรึกษากันว่า ในเมื่อบุตรได้คลอดออกมาแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเดินทางกลับบ้านเดิมอีกจึงชวนกันกลับบ้านของตน
ต่อมาไม่นานนางก็ได้ตั้งครรภ์ท้องที่ ๒ และได้คลอดในทำนองเดียวกับท้องแรก สองสามีภรรยาจึงตั้งชื่อลูกคนแรกว่า มหาปันถก และลูกคนที่ ๒ ชื่อว่า จูฬปันถก โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [19 ต.ค. 2553 , 10:35:29 น.] ( IP = 58.9.229.244 : : )
สลักธรรม 5
เมื่อเด็กทั้งสองเจริญเติบโตขึ้นก็รบเร้าให้แม่พาไปหาตาและยาย สองสามีภรรยาทนรบเร้าไม่ไหวก็ออกเดินทางไปยังกรุงราชคฤห์ แต่ด้วยความละอายก็ไม่กล้าไปยังเรือนของเศรษฐีผู้เป็นบิดา จึงพากันพักอยู่ที่ศาลาหน้าเมืองก่อน แล้วก็บอกตำแหน่งเรือนและถนนให้เด็กทั้งสองไปหาตายายตามลำพัง ส่วนสองสามีภรรยาก็รออยู่ที่ศาลาหน้าเมืองเพื่อสังเกตท่าทีของเศรษฐี
ฝ่ายเศรษฐีเมื่อได้พบหลานและสอบถามความถึงบุตรสาวแล้วแม้จะยังโกรธแต่ความรักลูกก็ยังมี และก็เห็นว่ายังเป็นลูกผู้หญิงอีกด้วย จึงตัดสินใจมอบทรัพย์ให้จำนวนหนึ่งเพื่อไปทำทุนแล้วก็บอกให้ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ แต่อย่าเข้าไปให้เห็นหน้า ส่วนหลานทั้งสองนั้นเศรษฐีจะรับเลี้ยงไว้เอง สองสามีภรรยาเมื่อรับทรัพย์จากเศรษฐีแล้วกลับไปอยู่ที่เดิมด้วยความอุ่นใจว่า บุตรทั้งสองของตนได้มีที่อาศัยที่สะดวกสบายแล้ว
เศรษฐีนั้นเป็นผู้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามา มักไปฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ เวลาไปก็ชอบพามหาปันถกไปด้วย จนมหาปันถกมีจิตใจอ่อนโยนอ่อนน้อมต่อพระรัตนตรัย และเมื่อได้เห็นภิกษุสามเณรอื่นๆ ก็อยากจะบวช จึงขออนุญาตเศรษฐี ผู้เป็นตาบอกว่าตนเองจะบวชบ้าง
เศรษฐีเมื่อได้ฟังคำร้องขอของหลานชาย หัวใจก็พองโตด้วยความปีติและบอกกับมหาปันถกว่า "การบวชของหลานนั้นเป็นความสุขของตาเลย ทำให้ตามีความสุขมากกว่าการบวชของคนทั่วโลก ฉะนั้น ถ้าคิดจะบวชก็จงบวชเถิด" จากนั้นก็ตระเตรียมงานให้มหาปันถกบวชได้บวช โดยได้พระเถระผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งเป็นอุปัชฌาย์
(ตรงนี้อาจารย์ได้เสริมความขึ้นว่า พระบางรูปมิได้มีการบิณฑบาตสักเท่าใด ยิ่งในสมัยปัจจุบันนี้ผู้ที่ถือบิณฑบาตเป็นวัตรก็หาได้น้อยมาก โดยเฉพาะพระราชะคณะชั้นผู้ใหญ่ด้วยแล้วก็หายากที่จะได้พบ แต่ก็ได้ทราบมาว่ายังมีอยู่อีกรูปหนึ่งที่ถือบิณฑบาตเป็นอาจิณทุกเช้าอยู่ก็คือเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งท่านจะงดบิณฑบาตก็เฉพาะเมื่อท่านอาพาธเท่านั้น)โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [19 ต.ค. 2553 , 10:37:40 น.] ( IP = 58.9.229.244 : : )
สลักธรรม 6
เมื่อบวชได้ไม่นานพระมหาปันถกก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ เมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็นึกถึงน้องชายคือ จูฬบันถก เพราะตนเองรู้ว่าความสิ้นกิเลสนั้นเป็นสมบัติที่ดีกว่าสมบัติทางโลก ชีวิตของผู้ที่สิ้นกิเลสเป็นชีวิตที่ดีกว่าอย่างแน่นอน เพราะตนเองได้รู้เห็นหมดทุกอย่างแล้วทั้งเรื่องในทางโลกที่ประสบ และความรู้แจ้งรู้จริงในเรื่องของชีวิตจึงได้นึกถึงน้องชายที่เติบโตขึ้นมาด้วยกัน การที่ตนได้แยกออกมาบวชแล้วได้พบสมบัติอันล้ำค่าที่ดีกว่าชีวิตฆราวาสนั้น ควรที่ตนจะชักชวนให้น้องชายได้สมบัตินี้เช่นเดียว พิจารณาดังนี้แล้วจึงไปขออนุญาตเศรษฐีผู้เป็นตาขอให้ได้บวชด้วย
เศรษฐีผู้เป็นตาก็อนุญาตด้วยดีในทันที เมื่อจูฬปันถกบวชแล้วพระเถระพี่ชายก็สอนให้ศึกษาเรื่องศีล สมาธิและปัญญา และบางเรื่องที่ควรศึกษา แต่ปรากฏว่า พระจูฬปันถกนั้นโง่เขลามาก แม้พระมหาบันถกจะสอนให้ท่องจำข้อความสั้นๆ ก็ยังจำไม่ได้แม้จะใช้เวลาท่องถึงสี่เดือน ข้อความนั้นก็คือ
"ดอกบัวโกมุท มีกลิ่นหอม บานแต่เช้า
กลิ่นย่อมหอมกรุ่นอยู่เสมอ ฉันใด
เธอจงมองดูพระอังคีรส (พระพุทธเจ้า) ผู้รุ่งโรจน์อยู่
ดุจพระอาทิตย์ส่องแสงกลางท้องฟ้าในเวลากลางวันฉันนั้น"
บุพกรรมที่ทำให้พระจูฬปันถกท่องจำไม่ได้นั้นก็เพราะว่า ในศาสนาของพระกัสปปสัมมาสัมพุทธเจ้า พระจูฬบันถกเป็นผู้มีปัญญาดีได้บวชเป็นภิกษุในศาสนานั้น มีภิกษุอีกรูปหนึ่งเป็นคนเขลาได้พยายามท่องปริยัติธรรมอยู่ พระจูฬปันถกเห็นเข้าก็หัวเราะเยาะในความไม่แตกฉาน ทำให้ภิกษุนั้นเกิดความละอายจึงเลิกเรียนไป เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น จึงทำให้พระจูฬปันถกเป็นผู้เขลาในกาลบัดนี้
(ตรงนี้ท่านอาจารย์ได้เน้นให้เกิดความกลัวบาปอีกครั้งหนึ่งว่า จะเห็นว่าท่านจูฬบันถกในสมัยนั้นเพียงแต่หัวเราะเยาะผู้อื่นเท่านั้น ยังทำให้ได้รับผลถึงขนาดนี้ ถ้าคนที่ได้อ่านพระสูตรแล้ว ก็จะเห็นว่า บาปแม้แต่น้อยนิดก็ยังให้ผลได้ และชีวิตก็อยู่ยากจริงๆ เพราะทำอะไรผิดพลาดได้ง่าย)
พระมหาปันถกพิจารณาแล้วก็เห็นว่า พระจูฬบันถกคงเป็นผู้อาภัพในพระศาสนา จึงบอกให้สึกไปทำมาหากินในทางโลก แต่พระจุลปันถกไม่มีความปรารถนาที่จะสึก ขอเวลาที่จะบวชอยู่ต่อไปเพราะยังมีความอาลัยในพรหมจรรย์ แต่เมื่อถูกพระมหาบันถกไล่ออกจากที่อยู่ให้ไปสึกก็เสียใจอยู่ไม่น้อย
ในวันนั้นพระมหาปันถกมีหน้าที่ผู้จัดภิกษุไปฉัตภัตตาหารตามที่ได่รับนิมนต์ และวันเดียวกันหมอชีวกโกมารภัจผู้สร้างวัดอัมพวัน ได้ไปเข้าเฝ้าพระศาสดาที่อัมพวนารามเมื่อฟังพระธรรมเทศนาแล้ว ประสงค์ที่จะนิมนต์พระ ๕๐๐ รูปไปฉันที่บ้านของตนในวันรุ่งขึ้น จึงไปแจ้งการนิมนต์ไว้ที่พระมหาบันถก
พระมหาปันถกแจ้งให้หมอชีวกโกมารภัจทราบว่าคงจัดภิกษุให้ได้เพียง ๔๙๙ รูป เพราะมีภิกษุโง่รูปหนึ่งไม่เจริญงอกงามในธรรมวินัย เป็นผู้ไม่ควรรับนิมนต์ จึงขอเว้นภิกษุรูปนี้เสียรูปหนึ่ง นอกนั้นรับนิมนต์ให้ได้
พระจูฬปันถกได้ยินดังนั้นก็เสียใจมาก จึงตัดใจว่า เมื่อพี่ชายมิได้มีเยื่อใยในตนแล้ว ยังจะอยู่ไปทำไมในศาสนานี้ จะสึกออกไปเป็นคฤหัสถ์ ไปทำบุญให้ทานไปตามความสามารถของตนก็ได้ โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [19 ต.ค. 2553 , 10:39:41 น.] ( IP = 58.9.229.244 : : )
สลักธรรม 7
วันรุ่งขึ้น พระจูฬปันถกได้เดินทางออกจากวัดตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อจะไปสึก และในวันนั้น พระศาสดาสัมมาสัมพุทะเจ้าทรงตรวจดูสัตวโลกที่ควรจะเสด็จไปโปรด ทรงเห็นพระจูฬปันถกปรากฏในข่ายพระญาณ จึงเสด็จไปดักรออยู่ที่หน้าวัด
เมื่อพบพระจูฬบันถกแล้วตรัสว่า "จูฬปันถก! เธอบวชในสำนักของเรา บวชอุทิศเรา เมื่อถูกพี่ชายขับไล่ ไฉนจึงไม่มาสู่สำนักของเราเล่า อย่าสึกเลย จูฬปันถก.. มาเถิด มาอยู่กับเรา
ตรัสดังนั้นแล้ว ทรงเอาพระหัตถ์ลูบศีรษะพระจูฬปันถกด้วยพระทัยกรุณา สายพระเนตรที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาทำให้พระจูฬบันถกมีหยาดน้ำตาคลอตา ความน้อยใจได้คลายตัวลง พระศาสดาทรงนำพระจูฬบันถกพร้อมกับข้าวของไปพระคันธกุฎีของพระองค์ ทรงให้พระจูฬปันถกนั่งที่หน้ามุขแล้วทรงพิจารณาว่า "จูฬปันถกผู้นี้มีบารมีมาทางใดหนอ?" คือเคยทำบารมีมาทางด้านใดในอดีต
(ท่านอาจารย์อธิบายว่า อาการที่พระพุทธองค์ทรงพระจูฬบันถกพร้อมข้าวของไปยังพระคันธกุฎีนั้น เป็นธรรมเนียมการต้อนรับอย่างเต็มใจของคนในสมัยนั้น ที่มีความยินดียิ่งที่จะให้มาอยู่ด้วยในบ้านหรือในอาณาบริเวณ)
เมื่อทรงทราบด้วยพระญาณโดยตลอดแล้ว จึงประทานผ้าเช็ดหน้าสีขาวให้ผืนหนึ่ง พร้อมรับสั่งว่า "จูฬปันถก! เธอนั่งผินหน้าไปทางทิศตะวันออกนะ ลูบผ้าผืนนี้ พลางบริกรรม (นึกในใจ หรือออกเสียงเบาๆ ) ว่า "รโชหรณํ รโชหรณํ" (ผ้าเช็ดธุลี)
เมื่อตรัสดังนี้แล้ว ก็มีผู้มาทูลอาราธนาให้เสด็จไปบ้านหมอชีวกตามที่ได้นัดหมายไว้
(ท่านอาจารย์ได้ตั้งคำถามขึ้นว่า ทำไมจึงตรัสให้พระจูฬบันถกนั่งผินหน้าไปทางทิศตะวันออก หลวงพ่อเสือท่านได้อธิบายว่า ในอินเดียนั้นเวลาที่อากาศร้อนก็จะร้อนจัด และเมื่อนั่งหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ก็จะยิ่งร้อนมีเหงื่อไหลออกตามร่างกายมาก คราบไคลก็ติดอยู่ที่ผ้าก็จะชัดเจน)โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [19 ต.ค. 2553 , 10:41:31 น.] ( IP = 58.9.229.244 : : )
สลักธรรม 8
ฝ่ายพระจูฬปันถก นั่งมองดูดวงอาทิตย์ มือลูบผ้าพลางบริกรรมว่า "รโชหรณํ รโชหรณํ" เมื่อมองดูผ้าบ่อยๆ ได้เห็นผ้านั้นเปื้อนเหงื่อคราบไคลทำให้ผ้านั้นเศร้าหมองไป ท่านจึงคิดว่า "ผ้านี้สะอาดแท้ๆ แต่เป็นเพราะอาศัยอัตตภาพนี้(คือร่างกายนี้) มันจึงเศร้าหมองไป สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ" เมื่อพิจารณาดังนี้แล้ว เริ่มมองเห็นความสิ้นและความเสื่อมแห่งสังขารทั้งปวง ได้เจริญอยู่ในวิปัสสนาในขั้นสัมสนญาณ
ในขณะนั้นพระศาสดาประทับนั่งอยู่บ้านหมอชีวก ส่งพระญาณตามกระแสจิตของพระจูฬปันถก ทรงทราบว่า บัดนี้จิตของพระจูฬปันถกขึ้นสู่วิปัสสนาแล้วแต่ติอยู่ในนิกันติบางประการ
ทรงเปล่งพระรัศมีมาปรากฏประหนึ่งประทับอยู่ต่อหน้าของพระจูฬปันถก แล้วตรัสว่า "จูฬปันถก! เธออย่าคิดแต่เพียงว่า "ท่อนผ้านี้เท่านั้นเศร้าหมองเปื้อนธุลี" แต่เธอจงคิดถึงธุลีภายในด้วย นั่นคือราคะ โทสะ และโมหะอันอยู่ภายใน เธอจงนำเอาธุลีนั่นออกเสีย"
แล้วตรัสอีกว่า "ราคะ โทสะ และโมหะ เราเรียกว่าธุลี ฝุ่นละอองหาใช่ธุลีไม่ คำว่า ธุลีเป็นคำเรียก ราคะโทสะ และโมหะ ภิกษุผู้ละธุลีมีราคะเป็นต้นได้แล้ว ย่อมอยู่เป็นสุขในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี"
เมื่อจบพระดำรัสของพระศาสดาสพระจูฬปันถกก็ได้บรรลุอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายในทันใดนั้นเอง
เหตุที่สำเร็จอรหัตผลเร็วก็เพราะว่า พระจูฬปันถกนั้นมีอุปนิสัยมาทางผ้าเปื้อนธุลีคือเป็นผู้มีราคะจริต ชอบความสะอาด เมื่อเกิดความสกปรกขึ้นก็จะไม่ชอบ และเห็นจะความเสื่อมปรากฏได้ง่าย พระพุทธองค์ทรงทราบถึงจริตนั้นจึงทรงประทานอุปกรณ์อันเหมาะสมแก่อุปนิสัยของท่านได้โดยตรง
เพราะพระจูฬปันถกในอดีต ท่านเคยเกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่ง วันหนึ่งทรงเสด็จเวียนไปรอบพระนคร ก็มีเหงื่อไหลออกมาจากพระหน้าผาก ทรงเอาผ้าสะอาดเช็ดเหงื่อนั้น ทรงได้อนิจจสัญญาจากผ้าว่า "ผ้าสะอาดอย่างนี้ เศร้าหมองแล้วเพราะอาศัยสรีระนี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ"
พระศาสดาทรงทราบเรื่องนี้ดีว่า อนิจสัญญาได้ฝังเป็นอุปนิสัยของท่านตั้งแต่อดีตชาตินั้นมา ผ้าเช็ดธุลีจึงเป็นปัจจัยแห่งอุปนิสัยที่เหมาะสมของพระจูฬบันถก โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [19 ต.ค. 2553 , 10:44:19 น.] ( IP = 58.9.229.244 : : )
สลักธรรม 9
เมื่อพระจูฬบันถกมาถึงแล้ว พระศาสดาให้หมอชีวกรับบาตรของพระจูฬปันถก เป็นสัญญาณเชิงให้พระจูฬปันถกแสดงอนุโมทนากถาแทน พระเถระจึงได้บันลือสีหนาทแสดงสาระของพระไตรปิฎกร่ายพระคาถาอย่างแคล่วคล่องด้วยปัญญาที่เกิดมาพร้อมกับอริยมรรค
เมื่อพระจูฬบันถกกล่าวอนุโมทนาจบลงแล้ว พระศาสดาเสด็จกลับพระคันธกุฎีโดยมีพระภิกษุแวดล้อมตามมาส่งเสด็จ เมื่อมาถึงพระคันธกุฎีแล้วทรงยืนที่หน้ามุขประทานพระโอวาทธรรมพอสมควรแล้วจึงเสด็จเข้าบรรทมด้วยสีหไสยาสน์
ในเย็นวันเดียวกันนั้น ภิกษุได้นั่งสนทนากันในธรรมสภา เรื่องพระจูฬปันถกที่ไม่สามารถจะจำคาถา ๔ บท ภายใน๔ เดือนได้ แต่ก็ไม่ละความเพียร จนเป็นเจ้าของทรัพย์คือโลกุตรธรรมได้ด้วยการช่วยเหลือของพระศาสดา
และพากันกล่าวสรรญเสริญว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยมไม่มีใครเสมอเหมือน ทรงเป็นที่พึ่งของพระจูฬปันถกโดยแท้ น่าอัศจรรย์ในพระกำลังของพระพุทธเจ้า ส่วนพระมหาปันถกไม่รู้อุปนิสัยของน้องชาย จึงไม่อาจให้เรียนรู้สิ่งใดได้ พระศาสดาทรงเป็นที่พึ่งของพระจูฬปันถกอย่างยอดเยี่ยม
พระศาสดาทรงทราบเรื่องที่ภิกษุทั้งหลายสนทนากันด้วยทิพยจักษุแล้ว ทรงดำริว่า "เราควรไปยังธรรมสภา" จึงเสด็จลุกจากพุทธไสยาเสด็จไปยังธรรมสภาด้วยพุทธลีลาอันงามยิ่ง เสด็จขึ้นสู่พุทธอาสน์ อันเตรียมไว้แล้วทรงเปล่งพระรัศมี ๖ สี ออกอ่อนๆ ประหนึ่งสุริโยทัยเริ่มทอแสง
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาถึง ภิกษุทั้งหลายหยุดสนทนา นั่งนิ่งเงียบ ทรงมองดูภิกษุบริษัทด้วยพระหฤทัยอันอ่อนโยน ทรงรำพึงว่า "บริษัทนี้งามยิ่งนัก การคนองมือ คนองเท้า หรือเสียงไอ เสียงจามของภิกษุสักรูปหนึ่งมิได้มีเธอทั้งหลายมีความเคารพในพระพุทธเจ้าอย่างสูงยิ่ง หากเราไม่พูดขึ้นก่อนจักไม่มีใครพูดเลย แม้จะนั่งอยู่ชั่วอายุก็ตาม"
ทรงดำริดังนี้แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่ากำลังพูดกันในเรื่องใด เมื่อทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย! จูฬปันถกจะเป็นผู้โง่เขลาในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้ในการก่อนก็เคยโง่เขลามาแล้ว อนึ่ง เราเป็นที่พึ่งของเธอในเฉพาะในบัดนี้ท่านั้นก็หาไม่ แม้ในกาลก่อนก็เคยเป็นที่พึ่งของเธอมาแล้วเหมือนกัน ต่างกันแต่เพียงว่า จูฬปันถกตั้งอยู่ในโอวาทของเราแล้วได้รับสมบัติคือโลกุตระในบัดนี้ ส่วนในกาลก่อนได้เพียงสมบัติคือโลกิยะสมบัติเท่านั้น" โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [19 ต.ค. 2553 , 10:46:20 น.] ( IP = 58.9.229.244 : : )
สลักธรรม 10
พระศาสดา ทรงนำเรื่องอดีตของพระจูฬปันถกมาเล่าว่า ในอดีตกาล มานพคนหนึ่งชาวเมืองพาราณสี ไปศึกษาศิลปศาสตร์ในเมืองตักสิลา เป็นคนดีมาก ปรนนิบัติอาจารย์ด้วยความตั้งใจดีอย่างยิ่ง มีความขยันหมั่นเพียรในการทำงานและการศึกษาทุกอย่าง แต่เป็นคนโง่เขลา อาจารย์สงสารเขาพยายามให้เขาศึกษาด้วยความตั้งใจดีอย่างยิ่ง เพราะระลึกว่า "ศิษย์คนนี้มีอุปการะมากแก่เรา" แต่ก็ไม่สามารถให้เขาเรียนรู้อะไรได้
เขาอยู่กับอาจารย์เป็นเวลานานหลายปี แต่สักคาถาเดียวก็จำไม่ได้ มองเห็นตนเป็นผู้อาภัพในการศึกษา จึงเข้าไปลาอาจารย์กลับบ้านอาจารย์รักศิษย์คนนั้นมาก อยากจะให้เขาได้อะไรไปสักอย่างหนึ่ง จึงผูกมนต์ขึ้นบทหนึ่ง พาเขาไปในป่าแล้วให้เรียนมนต์บทนั้น เมื่อมานพรับว่าจำได้แล้วจึงอนุญาตให้กลับบ้าน พร้อมสั่งว่า เมื่อว่างและนึกขึ้นได้เมื่อไรก็จงท่องมนต์บทนั้นเสมอๆ มานพรับคำของอาจารย์ด้วยเคารพแล้วเดินทางกลับ มารดาบิดาต้อนรับเขาอย่างดี ด้วยเข้าใจว่าบุตรของตนได้ศึกษาสำเร็จกลับมาแล้ว เพราะในสมัยนั้นคนที่จะกลับบ้านได้ก็ต้องจบการศึกษาแล้วเท่านั้น
ครั้งนั้น พระเจ้ากรุงพาราณสี ทรงดำริว่า "จะสำรวจความคิดเห็นของราษฎรที่มีต่อพระองค์ และจะสดับตรับฟังทุกข์สุขของราษฎรอย่างใกล้ชิด" จึงทรงปลอมพระองค์เสด็จไปแต่พระองค์เดียวในเวลาค่ำคืน
ในคืนหนึ่ง ทอดพระเนตรเห็นพวกโจรกำลังจะเข้าลักของในบ้านหลังหนึ่ง จึงทรงแอบซุ่มสังเกตอยู่ เมื่อโจรเข้าบ้านได้แล้วกำลังสำรวจสิ่งของอยู่
บังเอิญมานพหนุ่มเจ้าของบ้านนอนไม่หลับจึงได้สาธยายมนต์ขึ้นว่า "ฆเฏสิ ฆเฏสิ, กึการณา ฆเฏสิ? อหํ ปิ ตํ ชานามิ ชานามิ ..เจ้าพยายามไปเถิด พยายามไปเถิด, เจ้าพยายามเพื่ออะไร? เรารู้ เรารู้ความพยายามของเจ้า " โจรได้ยินดังนั้นพากันวิ่งหนีออกจาบ้าน จนผ้าผ่อนหลุดลุ่ย โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [19 ต.ค. 2553 , 10:47:56 น.] ( IP = 58.9.229.244 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |