| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
จริตที่ ๗ ดัดจริต
สลักธรรม 1
พุทธิจริต ก็คือพวกเรา
ศรัทธาจริต ก็คือพวกเรา
โมหะจริต ก็คือพวกเรา
ราคะจริต ก็คือพวกเรา
โทสจริต ก็คือพวกเรา
วิตกจริต ก็คือพวกเรา
จริตทั้งหกอย่างนั้นก็คือพวกเราแต่อยู่ที่ว่าอะไรจะเด่นขึ้นมาเท่านั้นเอง หลวงพ่อเสือท่านบอกว่าต้องเติมจริตที่ ๗ ดัดจริต คือ ดัดจริตที่ไม่ดีให้ดี
การจะรู้จักผู้อื่นก็ต้องให้รอบรู้ว่า เขาเป็นคนประเภทไหน โบราณท่านจึงมีคำเตือนว่า ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง คือข้างในกลวง ดูดีแต่ข้างนอก คือแรกๆ ก็ดูดี แต่พอเราไปคบไปคุ้นก็ดีแตก จึงต้องรู้จักใช้ความรอบรู้คือดูให้ละเอียดเข้าไปถึงจริตอัธยาศัย แล้วท่านก็บอกอีกว่า อยากจะรู้จักว่าคนนั้นเขาเป็นยังไงให้ดูเพื่อนที่เขาคบ ดูคนที่เขาชอบ และจะรู้ว่าเขานั้นเป็นยังไง เพราะคบคนดี มีศรีแก่ตัว คบคนชั่ว ตัวจะเป็นสี
แต่ถ้าจะรู้จักตนเอง ต้องใช้ปัญญา ก็คือปัญญาที่เข้าไปรู้ ซึ่งท่านหมายถึงการปฏิบัติวิปัสสนาเท่านั้นที่เข้าไปรู้ตัวเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ต.ค. 2553 , 13:17:31 น.] ( IP = 125.27.176.126 : : )
สลักธรรม 2
ในวันนี้มีจดหมายจากไส้เดือนที่เขียนถึงทุกคน ไส้เดือนตัวนี้อยากจะบอกว่า
รอยไส้เดือน เกลื่อนไป ในผิวดิน
เป็นลวดลาย หลายระบิล หลายท่วงท่า
มีความหมาย ว่ากระไร ใครสงกา
หรือเห็นว่า ไร้สิ่ง น่าสนใจ
คือจดหมาย ไส้เดือน เตือนมนุษย์
ไม่รู้สิ้น รู้สุด มาแต่ไหน
ทั้งคืนวัน ขยันเขียน เวียนทำไป
มนุษย์อ่าน หรือไม่ ไม่อาวรณ์
มันพร่ำบอก พร่ำสอน พร่ำวอนว่า
พร่ำพรรณนา ให้ระวัง ให้สังหรณ์
ว่าสรรพสิ่ง เปลี่ยนไป ไม่ถาวร
ทุกทุกตอน อนิจจัง อนัตตา
มันให้อัต- ถาธิบาย หลายแสนอย่าง
อุทาหรณ์ ต่างต่าง ครบทุกท่า
รอยไส้เดือน เกลื่อนทั่ว พสุธา
ก็เพราะว่า ไส้เดือนรัก คนนักเอย ฯ
จดหมายจากไส้เดือนมีความหมายว่า การศึกษาพระธรรมไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นเกินไป หากเป็นอยู่ด้วยสติแล้วไซร้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบข้างตัวเราย่อมสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นธรรมะสอนใจได้ แม้กระทั่งไส้เดือน
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ต.ค. 2553 , 13:18:00 น.] ( IP = 125.27.176.126 : : )
สลักธรรม 3
ที่เห็นในภาพเป็นรอยไส้เดือนเลื้อยไปเลื้อยมา ท่านบอกว่า มันเขียนจดหมายฝากให้มนุษย์ เราอ่านจดหมายของมนุษย์ อย่างจดหมายจากเมืองไทยของโบตั๋นหรือของใครต่อใครมาเยอะแยะแล้ว ลองมาอ่านจดหมายของไส้เดือนดูเองบ้าง ดูซิว่าสำบัดสำนวนจะหยดย้อยขนาดไหน
ธรรมชาติของไส้เดือนเมื่อเกิดขึ้นมาในโลกมีแต่สร้างประโยชน์ให้กับโลก มันช่วยพรวนดินให้ต้นไม้ต้นหญ้าได้งอกงาม เป็นสัตว์ที่อยู่ในดินก็จริง แต่เมื่อมันจะตายมันจะขึ้นมาตายบนพื้นดิน เป็นประโยชน์แก่ไก่ แก่ นก ได้จิกกินเป็นอาหาร
แต่ก่อนที่มันจะตายยังได้เขียนร่องรอยเอาไว้อีก ร่องรอยอันนี้แหละ คือจดหมายที่มันเขียนฝากเอาไว้ให้กับมนุษย์ เพื่อมนุษย์จะได้อ่าน ได้ศึกษาเรื่องราวของชีวิต แม้แต่ไส้เดือนก่อนตายยังฝากร่องรอยเอาไว้ให้กับโลก มนุษย์ล่ะจะมีร่องรอยอะไรไว้ฝากฝัง
ชีวิตของคนเราอยู่ได้ไม่นาน โดยกาลประมาณไม่เกินร้อยปีต้องตายจากกัน ควรสร้างความดีฝากเป็นรอยตราไว้อย่าให้อายไส้เดือน อันวัวควายตายแล้วยังเหลือเขาและหนัง ช้างมีงาเป็นอนุสรณ์มนุษย์ต้องทำความดีประดับไว้ในโลกา
ทำดีไว้ให้ควรค่าคำว่าคน
ให้โลกล้นด้วยคนดีสักทีเอย
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ต.ค. 2553 , 13:18:22 น.] ( IP = 125.27.176.126 : : )
สลักธรรม 4
ก็คือชีวิตนี้ไม่มีอะไรเลย เหมือนไส้เดือนทำรอยไว้จากดินที่เป็นร่วนซุย เรามองไปก็เหมือนลายกลมๆ ไม่รู้ว่ามันเริ่มต้นตรงไหน ไม่รู้เงื่อนต้นของมัน ก็เหมือนกับชีวิตของเรานี้ ไม่มีอะไรเลยที่อ่านได้ มันดับไปหมดแล้ว เหมือนชีวิตจริงๆ ของเราไม่รู้อะไรเลย ที่เรารู้นั้นบัญญัติทั้งนั้นเลย แม้แต่ชีวิตของเราเองเรายังอ่านไม่ออกหนึ่งประเด็นแล้ว
ตัวเราเองยังอ่านไม่ออก ถ้าเราไม่มาศึกษาพระอภิธรรม เราจะรู้จักชีวิตเราจริงๆ ไหม?...ไม่รู้ เราก็รู้ว่าเราเป็นหญิงเป็นชาย เป็นลูกนายนั่น เป็นหลานนายนี่ ชื่ออย่างนั้น ชื่ออย่างนี้ แต่งงานไปมีลูกกี่คน ก็รู้โดยภาพรวมที่เหมือนกับสี พู่กัน เอามาเขียนบนกระดาษเปล่ามันก็มีลายขึ้นมา จริงๆ แล้วชีวิตของคนเราว่างเปล่า ไร้สาระสิ้นเชิง ไม่รู้ว่าเริ่มต้นตรงไหน อ่านไม่ได้หรอก ชีวิตของคนเรามันอ่านไม่ออก ถ้าเราไม่มาศึกษาพระอภิธรรม เราจะไม่รู้หรอกว่า ธรรมชาติที่อยู่ในชีวิตเราคือรูปกับนาม นี่คือลวดลายของชีวิต
และก็มีอีกอันหนึ่งที่น่าบอก ประทับใจมาก นอกจากว่า ไส้เดือนมีข้อคิดให้ว่า ตัวไส้เดือนเกิดในดิน แต่ไปตายในที่สูงคือมีอากาศ แต่ถ้าเผื่อเรานี่เกิดบนดิน ตายแล้วฝัง ลงไปใต้ดิน ฉะนั้น เราตายต่ำ แล้วก็มีกลอนอีกบทหนึ่งที่อ่านแล้วประทับใจ คือ
ต้นไม้ให้ความร่มรื่นแก่ชีวิต
นกตัวนิดให้เสียงเพลง แก่โลกหล้า
ดอกไม้น้อย ยังให้ความ ชื่นบานตา
แม้ต้นหญ้า ก็ยังให้ออกซิเจน
แล้วตัวเราเกิดมาในโลกนี้
ทำสิ่งดีอะไรให้โลกเห็น
กิน-กาม-เกียรติเท่านั้นหรือที่ทำเป็น
ไม่ดีเด่นกว่าบรรดาต้นหญ้าเลยฯ
ที่จริงแล้วชีวิตของคนเราก็เป็นรอยหยักไปหยักมาตามวิบาก เดี๋ยวไปทางนี้เดี๋ยวไปทางนั้น คือลอยละล่อง วนเวียนในสายธาร อันโอฬารตระการยิ่งคือตัณหา มันกักขังผูกรัดมัดชีวา ให้ชีวิตไปมาอยู่โดยกรรม เรามีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ให้ชีวิตไปมาอยู่โดยกรรม ไม่มีอะไร ทุกอย่างเราบอกว่าเราทำไว้ทำไว้ หรือมีไว้มันก็ไร้ค่าจะมีมรดกตายไปก็เอาไปไม่ได้สักบาทเดียว ฉะนั้น การที่ท่านมาเรียน การที่ท่านมาศึกษา ถึงบอกว่าเป็นเรื่องที่ประเสริฐ เป็นเรื่องที่ดี แต่การศึกษาจะประเสริฐและเกิดผลก็อยู่ที่การนำไปประพฤติและปฏิบัติ
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ต.ค. 2553 , 13:18:45 น.] ( IP = 125.27.176.126 : : )
สลักธรรม 5
ถาม ถ้าเผื่อเป็นโรคอัลไซเมอร์ เกี่ยวกับเจตสิกไหม เพราะสัญญาเจตสิกนั้นคือความจำ
ตอบ จะไปโทษเจตสิกทำไม เจตสิกทำงานมาร่วมเท่านั้นเอง แต่จริงๆ ก็ต้องบอกว่าเพราะกรรม โดยมีเจตสิกมาทำงานร่วมตามสมควร เพราะจิตเกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้ จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์เฉยๆ แต่ทุกวันนี้เวลาเรารู้อะไร เรารู้แล้วเราก็จำ ก็คือมี ธรรมชาติของเจตสิกสัพพจิตตสาธารณเจตสิกและอัญญาสมานาเจตสิกมาทำงานร่วมกับจิตอยู่เสมอ แล้วก็ไม่ได้ร่วมงานกันมาเฉพาะในชาตินี้ แต่มีอดีตอันไกลแสนไกลด้วย
เรื่องโรคภัยไข้เจ็บนั้น ชีวิตของคนเรามีกรรม จิต อุตุ และอาหารเป็นสมุฏฐาน อย่างที่หลวงพ่อท่านบอกว่า กรรมเป็นพื้นฐาน จิตเป็นตัวเร่งเร้า อุตุเป็นพลังงาน อาหารเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ทำให้ชีวิตนี้ดำเนินอยู่ได้ และท่านเคยยกตัวอย่างไว้ว่า เด็กๆ วิ่งเล่นกัน เกิดหกล้มเพราะวิ่งเร็ว แต่ความที่เด็กอยากจะเล่นกับเพื่อน ถึงจะมีแผลเลือดออกก็ยังคงวิ่งต่อ แต่ถ้าเผื่อแม่มาเห็นแล้วทักว่านั่นเลือดออกแล้ว ก็เหมือนมีจิตไปเร่งเร้าให้อาการมันเกิดขึ้น เด็กก็จะร้องจ้าขึ้นมาเลย จิตจึงเป็นตัวเร่งเร้า
รูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ที่เราได้รับนี้เป็นเรื่องของกรรมเก่าทั้งสิ้น กรรมเก่านี้เปลี่ยนชื่อแล้วก็เป็นวิบาก ส่วนกรรมใหม่ก็ทรงรูปเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม จะเห็นว่ามีกรรมทั้งนั้นเป็นพื้นฐาน
ไม่ว่าจะเป็นรูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ แม้ธรรมารมณ์ที่เข้ามาสู่ชีวิตเป็นเรื่องของกรรมเก่าทั้งสิ้น ซึ่งเราเลือกไม่ได้ แต่จิตของเรา จิตที่เต็มไปด้วยอาสวะอนุสัย เมื่อได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้รส คือเมื่อกระทบกับอารมณ์แล้ว กิเลสอาสวะที่อยู่ที่จิตที่ขันธสันดาน ก็เข้าไปตีเทียบและเสพอารมณ์ มันจึงมีอาการแตกต่างออกไป พอใจ ไม่พอใจ สุขใจ ไม่สุขใจ ...จิตจึงเป็นตัวเร่งเร้า อุตุเป็นพลังงานของชีวิต อาหารเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง
เมื่อมีความบกพร่องเกิดขึ้นเช่นเป็นอัลไซเมอร์ เป็นโรคสัญญาเจตสิกเสื่อมใช่ไหม? ตอบว่า ไม่ใช่ แต่เป็นโรคกรรม กรรมที่ทำให้คนนั้นมีสมาธิสั้น แต่คำว่าสั้นนี่ มีสั้นตั้งแต่เกิด กับสั้นตอนแก่ ถ้าสั้นตอนแก่ ความจำเริ่มเสียแล้ว ออฟฟิศที่เราอาศัย เช่น สมอง และอุปกรณ์ที่ให้จิตไปทำงานเริ่มเสื่อม เช่น หูเริ่มตึง เราก็จะเห็นว่า กรรมชรูปที่เราได้มานี่เริ่มเสื่อม คนแก่ก็คือมีความจำเสื่อมลงเพราะสมองฝ่อลง และวิบากไม่ดีก็ส่งผลมาด้วย แต่เรียกว่า กรรมชรูปเริ่มเสื่อม รูปที่ได้มานี่ จะเป็นสมองเป็นประสาทหูเริ่มเสื่อม แก่แล้วไม่มีอะไรดี คนแก่เริ่มเป็นอัลไซเมอร์เพราะมีวิบากมาด้วย แต่รูปหรือที่ตั้งของการได้ยินการทำงานด้วยเหมือนบ้านทรุดนั่นเอง นี่คือโรคหนึ่งของอัลไซเมอร์
แต่อัลไซเมอร์ตั้งแต่เด็ก หรือพวกสมาธิสั้น พอเกิดมาไม่รู้หรอก หน้าตาดี ดูดี น่ารักแต่ความจำไม่ดี จะเป็นออทิสติกความจำสั้น หรือว่าจะเป็นโรคดาวน์ซินโดรม นั่นคือกรรมจำเพาะเจาะจง มุ่งส่งอุดหนุนเงื่อนไขเลยว่าเกิดมาต้องไม่สมประกอบ เพราะอดีตชาติเมา เป็นพวกขาดสติ มีน้ำมึนเมามาก เมื่อขึ้นมาจากนรก มาจากอบายแล้วอำนาจกรรม เศษกรรม จึงทำให้เป็นแบบนี้ ถามว่าเจตสิกบกพร่องไหม? ไม่ใช่ แต่อำนาจกรรม
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ต.ค. 2553 , 13:19:09 น.] ( IP = 125.27.176.126 : : )
สลักธรรม 6
ถาม ข้อปฏิบัติ ๑๕ ข้อ ข้อห้ามในข้อไหนควรระวังมากที่สุด
ตอบทั้ง ๑๕ ข้อนั้นเลย ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็เพราะความไม่รู้จริง
คำถาม ความแตกต่างของพระธาตุและพระบรมธาตุ
ตอบ คำว่า บรม โดยทั่วๆ ไป เขาใช้ยกย่องผู้มีพระคุณ และผู้มี่พระคุณสูงสุด มีความเก่งที่สุดเป็นเอกอุของโลก ก็คือไม่มีใครเกินพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นกระดูกของพระพุทธเจ้า เรียกว่าพระบรมสารีริกธาตุ หรือพระบรมธาตุ แต่ถ้าเผื่อเป็นของสาวกคือพระอรหันต์ เช่น พระโมคคัลลา พระสารีบุตร พระอานนท์ เป็นต้น จะเรียกว่า เรียกว่า พระสารีริกธาตุหรือพระธาตุ แต่ถ้าลงมาอีกเป็นเกจิอาจารย์ต่างๆ ก็เรียกว่าพระธาตุได้ ส่วนกระดูกพ่อแม่เราหรือผู้มีคุณเรียกว่า อัฐิธาตุ อย่างเราเรียกว่า กระดูก
เขาบอกแต่ลักษณะของพระบรมสารีริกธาตุไว้ว่า มีชนิดเป็นเมล็ดพันธุ์ผักกาด แบบข้าวสารหัก และแบบเมล็ดข้าวสารสวยๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใด พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เมื่อเราตถาคตดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ธรรมของเรานั่นแหละจะเป็นศาสดาของเธอ พระพุทธองค์ไม่ได้บอกเลยว่า กระดูกของเราจะเป็นศาสดาของเธอ ฉะนั้น ธรรมะเท่านั้น คือคุณากร ถ้าเผื่อมีพระบรมสารีริกธาตุไว้บูชา เหมือนกับเราได้ของที่มีค่ามาบูชานั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ต.ค. 2553 , 13:19:27 น.] ( IP = 125.27.176.126 : : )
สลักธรรม 7
ถาม เห็นบางคนชอบทำทานกับคนที่ฐานะดีหรือคนที่เป็นพวกเดียวกันแบบแบ่งชนชั้น มากกว่าจะสงเคราะห์คนที่น่าสงสาร จะวางใจอย่างไรดี
ตอบ ทานก็คือ การให้ การให้ก็ต้องมีผู้รับ ถ้าเผื่อผู้รับมีศีลมากทานที่ให้ได้ผลมาก ถ้าเผื่อผู้รับมีคุณมาก มีบุญมาก ทานย่อมมีอานิสงส์แก่ผู้ให้มาก ผู้มีบุญมากยกตัวอย่างเช่น โดยเสด็จพระราชกุศล ตามพระราชอัธยาศัย แม้พระองค์จะมีเงินล้นฟ้า แต่ท่านเป็นผู้ปฏิสนธิมาด้วยบุญมหาศาล เมื่อเราได้ทำแล้วเราก็จะปิติมาก เพราะเราพอใจและเนื้อนาบุญนั้นดีด้วย
หรืออย่างการเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารผู้มาศึกษาพระอภิธรรม ต้องการให้ครูผู้สอนและเพื่อนสหายพระอภิธรรมได้รับประทาน การเตรียมสิ่งที่ประณีตนั้นจัดเป็นสามีทาน แต่ถ้าเราทำอาหารประณีตไว้แล้วอยู่ดีๆ สมมุติว่ามีสุนัขปีนขึ้นมาจะกินอาหารที่เราเตรียมไว้ทานนั้นก็จะเสียหายไปแล้วเราก็จะไม่พอใจ เช่นเดียวกันเราก็ไม่ได้พอใจในขอทาน แต่สงสารเพราะมีทุกขิตสัตว์มาอยู่ต่อหน้าเราจึงให้
เราจึงต้องแบ่งให้เป็นว่าเรามีหน้าที่อย่างไร คือเมื่อเราเป็นผู้ดู เขาจะให้ใครก็แล้วแต่ เรามีหน้าที่อนุโมทนากับการให้ของเขาก็พอแล้ว ไม่ใช่ว่าพอเห็นเขาให้ก็ มองบริวารเขา พวกแกทั้งนั้นอย่างนี้เราก็เสียประโยชน์
จึงขอย้ำว่า อยู่ที่ว่าใจของเราและใจของเขา เขาอาจจะมีความสุขของเขาอย่างนั้นก็ได้ คนที่เขาได้รับสิ่งดีๆ ก็คือเขาวิบากดี เช่น มีปอเต็กตึ้งมาแจกของ แล้วเขาได้ก่อนเสมอเลย แต่เราไปบอกว่าเขาวิ่งเร็วเป็นนักฉวยโอกาส ซึ่งจริงๆ แล้ว เขาวิบากดี เพราะมาจากที่ไหนก็ไม่รู้แต่มาถึงก่อน แต่กรรมใหม่เขาอาจจะไม่ดีก็ได้ พวกที่กินก่อนกินเร็วก่อนคนอื่นนี่วิบากดี แต่กรรมใหม่อาจจะไม่ดีก็ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ต.ค. 2553 , 13:19:46 น.] ( IP = 125.27.176.126 : : )
สลักธรรม 8
เมื่อเรียนธรรมะแล้วเราก็ต้องยอมรับแล้วปรับให้ได้ว่า เรากำลังทำกรรมอะไร การให้จึงต้องเลือกให้และเลือกรับด้วย พวกที่แบมือรับมากๆ นี่ มักจะลืมการเป็นผู้ให้ ท่านบอกว่า มือที่แบย่อมแย่กว่ามือที่กำ ชีวิตจะตกต่ำและระกำมากกว่ามือที่กำแล้วแบ เพราะกำแล้วแบก็คือให้ แต่แบแล้วกำนั้นจะเป็นหนี้บุญคุณเป็นหนี้ในชาติหน้าต่อไป
ถ้าเราคิดเป็นเราจะมีความสุข จะอยู่สถานที่ใดก็ไม่มีคนรังเกียจ เพราะรู้กาลเทศะว่าเราทำอะไรอยู่ ใช่! เรามีวิบากดี แต่ถ้ากินวิบากอย่างเดียวแล้วไม่ทำกรรมดีใหม่ก็วิบากดีก็หมดนะ เราก็ต้องคิดอันนี้
คนเราจะมีสิทธิ์เลือกชั้นวรรณะ เราคิดไปว่าเขาแบ่งชั้นวรรณะ เขาอาจจะแบ่งก็ได้แต่เขารู้ว่าเป็นความสบายใจของเขา แต่เขากับเราไม่เกี่ยวกัน เราจะสบายใจให้แต่กับพวกขอทานก็เรื่องของเรา แต่เราจะไปตัดสินอะไรด้วยสายตาเราไม่ได้ เราต้องเข้าถึงกรรมและวิบาก อย่างในกลุ่มที่เราเห็น ว่าเป็นคนที่อยู่ในวรรณะนี้ก็เป็นคนโชคดี ที่ได้รับของแจกของกินดี
และการที่คนเราได้รับ ไม่ได้อยู่ที่เขาให้เป็นสำคัญ อยู่ที่วิบากของเขาเป็นสำคัญ มองเขาให้เป็นวิบากดี แต่วิบากต้องมีหมด ถ้าเผื่อไม่มีการทำกรรมดีใหม่ จะสบายใจได้ก็คือ กรรมและวิบากมาตัดสินแค่นี้เอง
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ต.ค. 2553 , 13:20:05 น.] ( IP = 125.27.176.126 : : )
สลักธรรม 9
เราต้องพึ่งมรรคจิตไปประหาณอนุสัย มรรคจิตเท่านั้นที่จะมีหน้าที่ทำลาย อยู่ที่ว่าคราวนี้จะทำอย่างไร ใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี่ พระพุทธเจ้าสอนแค่ ๓ อย่าง คือ ละเว้นความชั่ว ประพฤติความดี ทำจิตให้บริสุทธิ์ อย่าไปอยากได้อะไรมากมาย หน้าที่เราวันนี้ ทำลายความฟุ้งซ่านให้ได้ก่อน ทำให้ตัวเองไม่ฟุ้งซ่าน แค่ควบคุมจิตของตัวเองให้ไม่ฟุ้งยังยากเลย แล้วเราจะไปทำลายอนุสัยไม่ได้เพราะเป็นหน้าที่ของมรรคจิต
เราจึงต้องเรียนเพื่อให้เห็นของในตัวเรา เหมือนเรียนรู้ถึงอวัยวะภายในของเรา การเรียนเป็นการนำชีวิตของทุกๆ ท่านมาตีแผ่ ที่ปรากฏว่าเรามากไปด้วยอกุศล ๑๒ แล้วก็เคยทำบุญเหมือนกันแต่บุญของเรานี้ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา ซึ่งแต่พอเรารู้อย่างนี้แล้ว ก็สามารถทำบุญที่ประกอบไปด้วยปัญญาได้แล้ว คือ เจริญสติปัฏฐาน ๔ ทำบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ และเลิกให้ได้คือ อกุศลจิต ๑๒ เรียนตั้งเยอะ รู้ตั้งแยะ แต่แนะให้ตัวเองทำคือ บุญที่ประกอบไปด้วยปัญญาเพราะจะนำพาให้เป็นโสดาบันได้
ขอความสุขความเจริญความมีสติ ความมีปัญญา จงเกิดแก่ท่านทุกท่าน ขอความมีความรู้และเจตนาที่ตั้งใจ ทำให้ทุกท่าน มีความคล่องแคล่วในความเข้าใจ ถ่ายทอนความเห็นผิด และรื้อสัญญาละสังโยชน์ให้ได้ ความเคยชินเก่าๆ ความติดข้องเก่าๆ ที่เป็นนิสัยส่วนตัว ถ้าเกิดรู้แล้วว่าทำแล้วมันทำให้ชีวิตลำบาก ขอให้สามารถแก้ปมปัญหานั้นได้
ขอให้เป็นคนมีตาสว่างไสว มีใจด้วยความสุข และสามารถดับทุกข์ต่างๆ ได้ และก็พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ทุกคน ด้วยเจตนา และขออโหสิกรรมทุกคนว่า บางครั้งยืนหน้าชั้น ดุไปบ้าง แต่คือหัวใจ อาจจะอาจเอื้อมนิดหนึ่งว่า คือดูกระดูกพระอานนท์ และกระดูกพระอานนท์เป็นหัวใจ ถวายพระพุทธเจ้ายังไง ขอเป็นหัวใจมอบให้ลูกศิษย์ขนาดนั้น เพราะตอนสอนนั้นให้ด้วยใจ สวัสดีค่ะ
...เปลวเทียนละลายแท่ง เพื่อเปล่งแสงอันอำไพ
ชีวิตมลายไป เหลืออะไรทิ้งไว้แทน....
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [20 ต.ค. 2553 , 13:20:23 น.] ( IP = 125.27.176.126 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |