มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สู่เส้นทางสร้างสัมมาทิฏฐิ








สู่เส้นทางสร้างสัมมาทิฏฐิ
บรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันอาทิตย์ที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๓



วันนี้ไม่มีใครสงสัยเลยหรือที่มีการสวดสรรเสริญพระพุทธคุณทำนองสรภัญญะซึ่งใช้เสียงสลับกันสองคน เพื่อให้การทำสมาธิมีความสงบอยู่กับอารมณ์ได้มากขึ้น ได้ฟังเนื้อหาการสรรเสริญพระพุทธคุณได้ซาบซึ้งขึ้นเพราะนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงมอบสัมมาทิฏฐิให้แก่พุทธบริษัท และทรงใช้สัมมาทิฏฐินี้รื้อสัตว์ขนสัตว์ออกจากวัฏฏะภัย

วัฏฏสงสารคือการเวียนว่ายตายเกิด คำว่า “การเวียนว่ายตายเกิด” นี้ดูแล้วธรรมดา ๆ แต่เมื่อเราอ่านบทสวดมนต์อย่างพิจารณาก็จะรู้ว่า สังสารวัฏหรือการเวียนว่ายตายเกิดนี้พระพุทธองค์ทรงชี้ที่ ชาติปิ ทุกขา ชราปิ ทุกขา มรณัมปิ ทุกขัง ฯ การเกิดเป็นทุกข์ การแก่เป็นทุกข์ การตายเป็นทุกข์ เพราะว่าในการเกิดขึ้นมาเราต้องแบกภาระของชีวิตซึ่งไม่ทำไม่ได้ และไม่มีใครในโลกนี้เลยที่ไม่มีภาระแบกชีวิตของตัวเอง

ก็คือต้องเดิน ต้องยืน ต้องนั่ง ต้องกิน ต้องขับถ่าย ต้องสารพัด ตั้งแต่เช้าจรดค่ำไปแต่ละวัน ๆ แบกมาหมดเลยตั้งแต่เด็ก ทุกคนต้องทำเหมือนกันหมด เรากินมากันกี่มื้อ เมื่อเช้าก็กินใช่ไหม? อิ่มตลอดไหม? อิ่มตอนนี้เดี๋ยวหิวอีกแล้ว? พร่องอยู่เป็นนิจ ก็คือหมดมันพร่องต้องเติมอยู่ตลอดเวลา อยากอยู่กันไปอีกเท่าไรก็ต้องเติมอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้าเผื่อไม่เติมแล้ว ความหิวเป็นทุกข์ จัดเป็นโรคชนิดหนึ่ง ฉะนั้น ชาติเกิดเป็นทุกข์

ถ้าเราไม่เกิดมาเสียอย่างเดียวต้องทำพวกนี้ไหม? ไม่ต้อง

ต้องเดินเปลี่ยนอิริยาบถไหม? ไม่ต้อง

ต้องทำมาหากินเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไหม? ไม่ต้อง

ฉะนั้น การเกิดจึงเป็นการเริ่มต้นของความทุกข์ต่าง ๆ นานา

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [27 ต.ค. 2553 , 14:04:28 น.] ( IP = 113.53.196.239 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วเราก็นึกว่าเจริญเติบโตไป แต่ในภาษาพระนั้นเกิดแล้วก็แก่ ไม่ได้เจริญเติบโตแต่มีความเสื่อมเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ แต่เราดูเหมือนเจริญเติบโตคืออายุมากขึ้น แต่นั่นเป็นความคร่ำคร่ามากขึ้นต่างหาก ความคร่ำคร่าที่เกิดขึ้นนี้ก็นำมาซึ่งความผุพังไปไม่จีรังไม่ยั่งยืน และไปสู่ที่เดียวกันคือความตาย

การเกิด แก่ ตาย เป็นทุกข์ เพราะว่าไม่มีสภาพใดที่ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ คำว่าทุกข์ขอให้เข้าใจตามคำที่แปลตรงๆ ว่า ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ หนีไม่พ้น คำว่าทุกข์มาจากคำว่า "ทุกขะ" หรือ "ขมะ" แปลว่าทนได้ยาก ฉะนั้น ใครที่อยากจะพูดบาลีก็ต้องเข้าใจบาลีด้วย

ที่บอกว่านึกถึงพระพุทธเจ้าเพราะพระองค์มอบสัมมาทิฏฐิ ให้นั้น ก็เพราะสัมมาทิฏฐินี้แหละเปรียบเสมือนเพชรอันมีค่าที่สุด เพราะเมื่อเราเข้าใจชีวิต(จิ เจ รุ)แล้วก็เท่ากับการเริ่มต้นสร้างสัมมาทิฏฐิ แต่ถ้าไม่เข้าใจชีวิตก็จะบอกว่ามีสัมมาทิฏฐิไม่ได้ คำว่า “สัมมาทิฏฐิ” ที่แท้ยังไม่มีที่พวกเรา เพราะคำนี้เป็นของพระโสดาบันเป็นปฐม ฉะนั้น เราจะบอกว่าเราเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐินั้นจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะสัมมาทิฏฐิหมายถึงปัญญาในขั้นที่รู้แจ้งแทงตลอด ซึ่งคำว่า “ปัญญา” แยกออกเป็น ๓ ขั้นคือ ปัญญาขั้นสุตะ ปัญญาขั้นจินตะ และปัญญาขั้นภาวนา

ฉะนั้น เราไม่สามารถบอกได้เลยว่าเราเป็นผู้ทรงสัมมาทิฏฐิ แต่คิดได้ว่าเราโชคดีนะที่ได้เกิดในพระพุทธศาสนา ได้มีโอกาสเรียนพระอภิธรรม มีโอกาสที่จะสร้างปัญญาให้เกิดขึ้น และที่เรากำลังสร้างปัญญาอยู่ในขณะนี้ก็คือปัญญาขั้นสุตะที่เกิดขึ้นจากการฟัง บางคนคิดว่า การได้ฟังมาก ๆ จะเป็นปัญญาขั้นสุตะ ขอบอกเลยว่า เป็นไปไม่ได้ถ้าไม่รู้จักเลือกฟัง

พระอภิธรรมนี้เป็นการศึกษาที่สุดยอดแล้ว เพราะสามารถจบอกได้ทุกอย่าง ไม่ว่าใครจะพูดอะไร ๆ ก็ตอบได้ถูกหมด ฉะนั้น การที่เรามาศึกษาพระอภิธรรมที่ว่าด้วย จิต เจตสิก รูป นิพพาน นี้เป็นการที่กำลังก้าวเข้ามาสร้างปัญญาแต่เป็นปัญญาในขั้นสุตะเท่านั้น ยังไม่ได้จัดว่าเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ (ต้องขั้นภาวนาปัญญา) แล้วไม่ใช่ภาวนาแบบท่องได้ด้วยนะ แต่เป็นขั้นที่ทำความเจริญได้แล้ว เมื่อทำให้เจริญขั้นสัมมาทิฏฐิได้แล้ว ก็ทำโคตร(โค-ตะ-ระ) ปุถุชนให้หลุดไปเป็นพระโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคล

แต่อย่างเรา ๆ ตอนนี้ก็คือปุถุชน ปุถุชนคือ คนโง่ ผู้โง่ ผู้เขลา ทำไมถึงเป็นผู้โง่ ผู้เขลาล่ะ? เพราะเป็นบุคคลที่มากไปด้วยกิเลส ถูกกิเลสครอบงำ ไม่สามารถเป็นอิสระจากกิเลสได้ จึงเป็นผู้โง่ แต่ปุถุชนก็ยังมีหลายระดับ ขณะที่เรามาฟังเราก็เป็นปุถุชนอยู่นะ แต่เป็นปุถุชนที่ไม่เปิดโอกาสให้โง่เข้าครอบงำ ในขณะที่กำลังใส่ใจไม่ใช่กำลังฟัง ขณะที่กำลังใส่ใจฟังและรู้ตามขณะนั้นไม่โง่ แต่ไม่ใช่ว่าสภาพปุถุชนหมด แต่มีอำนาจพิเศษกดทับไว้ไม่ให้โง่กระเพื่อม

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ต.ค. 2553 , 14:04:53 น.] ( IP = 113.53.196.239 : : )


  สลักธรรม 2




เมื่อสักครู่ที่สวดมนต์นั้นเกิดความเคารพพระพุทธเจ้าอย่างมากเลยที่ทรงมอบสัมมาทิฏฐิให้โดยไม่ได้มอบอาวุธอื่นเลย เพราะสัมมาทิฏฐินี้แหละที่จะคลายพันธะ คลายธุระ นั่นคือต้องเป็นพระโสดาบันขึ้นไป จึงจะเรียกว่าผู้ทรงสัมมาทิฏฐิ คือผู้ภาวนาได้ ภาวนานี้ไม่ใช่ พุทโธ หรือ สัมมาอะระหัง ภาวนาแปลว่าทำให้เจริญ แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เจริญล่ะ? ก็คือทำมรรค ๘ ให้เจริญ

คำว่า "สัมมาทิฏฐิ" นี้จึงมีคุณมากในการทำมรรคให้เจริญ ซึ่งมรรคอันมีองค์ ๘ นั้นเป็นคำรวม แต่เมื่อสงเคราะห์แล้วก็ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่า ไตรสิกขา ข้อปฏิบัติที่ทำให้เกิดความพ้นทุกข์ แล้วก็มิใช่ศีล สมาธิ และปัญญาธรรมดา แต่เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ที่จะนำมาซึ่งความวิสุทธิ บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมอง หรือเรียกว่า มรรคพรหมจรรย์นั่นเอง

เราจึงต้องใส่ใจฟัง ไม่ใช่ฟังไปอย่างเดียว การฟังมาก ๆ ๆ จึงไม่ได้บุญเสมอไป การฟังก็เหมือนกับการเติมความทรงจำ เราฟังแล้วเราเก็บ เพราะเรามีตัวเก็บอารมณ์ เมื่อจิตรู้อารมณ์ แล้วก็มีการสะสม จิตวิจิตรได้ด้วยกรรม จิตวิจิตรด้วยการสะสมอารมณ์ จิตวิจิตรด้วยการสะสมกิเลส เมื่อเราใส่อะไรไปมาก ๆ แล้วสิ่งที่ใส่นั้นไม่ใช่เกิดจากพระปัญญาธิคุณ ก็เท่ากับเราใส่ตะกอนชีวิตลงไปทำให้ชีวิตเราพะรุงพะรัง

ชีวิตนี้เรามาเพื่อแวะเท่านั้นเอง ทุกคนที่มาเป็นญาติพี่น้องกัน เป็นลูกเป็นเต้าเป็นหลานกัน ต่างก็มาแวะอยู่ในโลกนี้เท่านั้นแล้วก็ต่างคนต่างไป เหตุที่พูดเช่นนี้ก็เพราะเมื่อวานไปประสบภัยพิบัติมาที่โคราช ซึ่งได้เล่าให้คุณป้าท่านหนึ่งฟังว่า ภัยที่ไปเผชิญมานั้นดีนะที่เกิดขึ้นเมื่อขาไปก็เลยเปลี่ยนเส้นทางตอนกลับกรุงเทพได้ แต่ถ้ามาเกิดตอนขากลับนี่ก็คงกลับมาไม่ได้ อาจต้องอยู่กลางถนนที่กำลังมีน้ำป่าไหลหลาก และในระหว่างทางขากลับข่าวในทีวีก็ประกาศให้จังหวัดนครราชสีมาเป็นเขตภัยพิบัติ นี่ขนาดเขาใหญ่นะน้ำยังท่วมเลยแล้วที่ต่ำๆจะไปเหลือเหรอ

แต่รุ่นอย่างเรา ๆ นี้จัดว่าชีวิตมาปลายทางเป็นวัยที่ค่อนข้างจะหมดยางแล้วในความอยากนั่นอยากนี่ก็อาจจะอยู่รอดได้ในภาวะน้ำท่วมเพราะไม่ได้อยากออกไปไหนๆ แค่มีข้าวกินก็พอแล้ว ไม่ต้องไปดูหนังก็ได้ ถ้าชั้นล่างน้ำท่วมก็อยู่ชั้นบน มีข้าว มีน้ำ มีห้องน้ำได้ ก็อยู่ได้ แต่สภาพแบบนี้จะไม่รอดสำหรับผู้กิเลสมากที่อยากไปซื้อโน่นซื้อนี่ ต้องไปโน่นไปนี่อยู่บ้านไม่ติด ฉะนั้น จึงบอกว่าอย่างเรา ๆ นี้ เรายอมรับสภาพได้เพราะมันหมดยางและหมดอยากลงไปมากอะไร ๆ ก็ได้ นอกจากนั้น อายุปูนนี้แล้วก็มีบำนาญใช้

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ต.ค. 2553 , 14:05:10 น.] ( IP = 113.53.196.239 : : )


  สลักธรรม 3




คนที่มีบำนาญทำอะไรมา? ถ้าตอบว่ารับราชการนั้นก็ผิด แต่ถ้าตอบว่าทำกุศลมาก็ถูก เพราะ คนที่มีเงินคือคนที่ใช้ของเก่าทั้งสิ้นเพราะมีกุศลส่งผลจาก ๑ ใน ๑๑ ของผลของทาน คนที่มีบำนาญกินจนตายนี้จัดเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง แต่ผู้ที่ขณะนี้ทำงานตามบริษัทแล้วแต่ไม่มีบำนาญก็จัดว่าเป็นที่มาของโภคทรัพย์ ที่มาแล้วก็หมด

แต่พวกบำนาญนี้เป็นที่มาของโภคทรัพย์ตอนทำงาน และตอนเกษียนเป็นที่ตั้งและตั้งรับ ซึ่งก็คือเรื่องของผลของทานนั่นเองไม่ใช่อย่างอื่นเลย แล้วไม่ใช่ทานในชาตินี้ด้วย แต่เป็นทานในชาติที่แล้วๆ มา

เสื้อผ้าใหม่ทุกตัวที่เราคิดว่าใหม่นี้ เราหลอกตัวเองเพราะเป็นเสื้อผ้าจากชาติที่แล้วที่ส่งมาใช้ข้ามชาติ ถ้าชาติที่แล้วทำไว้มากชาตินี้มีมาก ถ้าชาติที่แล้วทำไว้น้อย ชาตินี้ก็อาจมีแค่ตัวสองตัว วันนี้ใส่แล้วก็กลับไปซัก พรุ่งนี้เอามาใส่ ฉะนั้น มันอยู่ที่อดีตทั้งสิ้นเลย อดีตเหตุ ปัจจุบันผล ปัจจุบันเหตุให้อนาคตผล พระอภิธรรมเป็นการสอนให้รู้จักมีหลักในการคิด แล้วเราก็จะเป็นผู้ช่างคิดช่างสังเกต

มีผู้ใหญ่เล่ามาให้ฟังว่าท่านมีลูกชายเป็นคนที่เชื่ออะไรๆ แบบเณรส่องบาตร ท่านเล่าว่าเหมือนพระเวลาตอนเช้าก็เอาบาตรไปส่อง กับแสงพระอาทิตย์ เณรคนนี้ก็เอาบาตรไปส่องทำตาม โดยหารู้ไม่ว่าทำไปเพื่ออะไร พระท่านก็ล้างบาตรเสร็จแล้วก็เอาบาตรมาส่อง เณรก็ล้างบาตรแล้วก็เอาบาตรมาส่องโดยที่ไม่รู้ว่าอะไร จนกระทั่งหลวงลุงถามว่าส่องทำไม? เณรก็บอกว่าส่องตามหลวงลุงไง

นี่ไงที่หลวงพ่อท่านบอกว่า “ทำตามเขาเราแย่” ถ้าขณะนี้เราปวดปัสสาวะอยู่ แต่เราชอบทำตามคนอื่นเราก็ต้องทน คือไม่เป็นตัวของตัวเอง หลวงลุงจึงบอกว่าที่ส่องมานี้พิจารณาบาตรว่าที่บวชมานี้หลายปีแล้วใช้บาตรมานานแล้วบาตรนี้รั่วไหม แล้วที่บวชใหม่นี้บาตรต้องมาส่องไหม? ไม่ต้อง ฉะนั้น ทำตามเขาเราแย่

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ต.ค. 2553 , 14:05:29 น.] ( IP = 113.53.196.239 : : )


  สลักธรรม 4




การเรียนก็เหมือนกัน หรือการที่เราจะทำอะไรเหมือนกัน เราเปรียบเสมือนแก้ว แก้วเป็นภาชนะที่มีคุณค่าก็ตรงที่ใส่น้ำดื่มได้ แต่แก้วเปล่าพวกนี้ราคาก็แพงด้วยแต่ไม่มีคุณค่าเลย เพราะเป็นแก้วที่คว่ำ หรือแก้วใบนี้ก็จะไม่มีคุณค่าถ้าหากมีน้ำอยู่เต็ม

ความสำคัญของแก้วอยู่ที่มีช่องว่างเพราะสามารถเติมอะไรลงไปได้ ฉะนั้น มาดูว่าเราเป็นแก้วประเภทไหน เพราะคิดดูแล้ว บางรายก็เป็นแก้วคว่ำไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รับอะไรเลยคว่ำตลอด เติมอะไรไม่ได้ บางคนไม่ได้คว่ำแต่ตะแคงมาคือหงายแล้วแต่ไม่ได้ตั้งขึ้น ส่วนบางคนก็เหมือนแก้วที่กลิ้งไปกลิ้งมา เวลาที่เปิดใส่น้ำให้แก้วแต่ละใบก็มีลักษณะต่างๆ กันไป แก้วที่หงายแล้วตั้งไว้ก็จะรับน้ำหรือความรู้จากครูไปได้คือเป็นภาชนะที่พร้อมรองรับ แต่บางคนมาแบบแก้วใบที่กลิ้งได้ ใส่น้ำไปได้นิดหนึ่ง ก็กลิ้งไปน้ำหกหมด ไม่พยายามทรงตัวเองให้นิ่ง พอเติมอะไรไปไม่พยายามรักษาความเป็นเอกลักษณ์คือนิ่งแล้วรอเติมเข้าไปอีก ที่ใส่ไปแล้วก็เลยหกหมด ฉะนั้น ก็ลองพิจารณากันว่าชีวิตของเราเป็นคนประเภทไหน

อย่างไรก็แล้วแต่ ก็ยังยินดีเป็นผู้เติมน้ำให้กับทุกคน ไม่ต้องกลัวเหนื่อยหรอก ขอบคุณมากที่แต่ละคนสงสารว่าอาจารย์เหนื่อย เพราะว่าเวลาสอนนี้เอาหัวใจออกมาสอนเลย แล้วก็เชื่อนะว่าเวลาที่มีคำถามถามมานี้ คนถามจะเป็นเหมือนตัวเองอย่างที่เคยถามหลวงพ่อแสวงท่านที่สนใจถามจริง อยากรู้จริง ๆ อยากเข้าใจจริง ๆ จึงถาม เมื่อคิดอย่างนี้จึงเต็มใจตอบดำถามให้มาตลอด เพราะไม่เคยคิดเลยว่าทุกคนที่ถามนี้จะถามออกมาแล้วก็ไม่ใส่ใจ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน

เรื่องสัมมาทิฏฐิเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้ขอพูดคำนี้กับทั้งครูทั้งศิษย์เลยนะว่าพระอภิธรรมมี ๒ แบบ เพื่อที่ครูจะได้วางใจได้ว่า ถ้าเราจะให้ความจริงแล้วอย่ากลัวลูกศิษย์โกรธ แล้วก็ท่องคาถาหลวงพ่อเลยถ้าเห็นอาการหน้าใครไม่ดีมีปฏิกิริยาตอบมาว่า ใครชอบใครชัง ช่างเถิด ใครเชิดใครแช่ง ช่างเขา ใครด่าใครบ่น ทนเอา ใจเราร่มเย็นเป็นพอ และสำหรับนักเรียนเวลาถูกดุก็ท่องไว้ว่า ครูว่าครูชัง ช่างเถิด ครูเชิดครูแช่ง ช่างเขา ครูด่าครูบ่น ทนเอา ใจเรารู้มีปัญญาเป็นพอ

พระธรรมมี ๒ แบบ คือถูก กับ ผิด ไม่มีอะไรเป็นกลาง ๆ อย่างสงสัยจะถูกมั๊งหรือสงสัยจะผิดมั๊งนี่ไม่มี ถ้าเข้าถึงเหตุผลในพระอภิธรรมได้ก็จะถูกหรือผิดไปเลย พระอภิธรรมไม่เลือกที่รักไม่ผลักที่ชัง แต่ให้สัมมาทิฏฐิ จึงต้องบอกว่าถูกหรือผิด นี่คือหลักที่หลวงพ่อท่านบอกว่าให้พยายามทำใจ เมื่อใดเรารู้ว่าเราโง่เมื่อนั้นแหละเป็นการเริ่มต้นฉลาด แต่เมื่อใดเรารู้ว่าตัวเองฉลาดมากนั่นแหละ เรากำลังจมอยู่ในความโง่ เพราะสิ่งที่เรายังไม่รู้นั้นมีอีกมากเหลือเกิน

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ต.ค. 2553 , 14:05:47 น.] ( IP = 113.53.196.239 : : )


  สลักธรรม 5




หลักธรรมของพระพุทธเจ้าไม่มีเข้าข้างใครถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด อย่างที่ถามกันเรื่องอสงไขยนั้น ผู้ตอบก็ตอบโดยพยายามเอาตัวเลขมาอธิบาย แต่ก็ขอให้ข้อสังเกตว่า อย่างเวลาของโลกนั้นเขายังมีการเลื่อนเวลาถอยหลังลงมาเท่านั้นเท่านี้ชั่วโมงเพราะแกนโลกมันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ฉะนั้น การหาความแน่นอนกับตัวเลขของเวลาจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปใส่ใจมาก เพราะมันเป็นบัญญัติ มันเป็นสมมติ อย่าหาเอาแน่แก่ตัวเลขเหล่านี้เลย เพียงแต่เราเป็นผู้รู้ตามว่านานเหลือเกิน แต่อย่าไปยึดติดกับตัวเลย และถึงแม้จะรู้แน่นอนเราก็ไม่มีโอกาสที่นับปฏิทินได้

จึงบอกกับผู้ที่ตอบคำถามไปว่า บางครั้งไม่ตอบปัญหาให้ละเอียดบ้างก็ได้นะ คือตอบรวม ๆ ไป เพราะตอนนี้เรากำลังเรียนเรื่องจิตก็ขอให้เข้าใจจิตทั้ง ๑๒๑ ดวงให้ได้ก่อน ส่วนเรื่องอสงไขยนั้นเราค่อยไปศึกษากันต่อในโอกาสข้างหน้า

วันนี้ จะขอพูดถึงวิธีเลี้ยงศิษย์หรือวิธีเลี้ยงลูก ๔ แบบ ได้แก่ ดูแลเอาใจใส่ เยินยอ ให้ไม้ไผ่ และโยนใส่เตาเผา

๑. ดูแลเอาใจใส่

๒. เยินยอ เช่น ลูกทำดี เก่งนะ ศิษย์บ้าง ยอบ้าง ไม่ใช่เก่งตะพึด นาน ๆ ให้ยอที ลูกเราถูกยอมาก ๆ ก็เหลิง ตัวเราถูกยอมาก ๆ ก็เหลิง

๓. ให้ไม้ไผ่ ก็คือ ตีบ้าง

๔. โยนใส่เตาเผา คือถ้าเผื่อ ๓ ข้อนั้นให้แล้วยังดีไม่ได้ให้ทำข้อนี้ ตัดใจเสียคิดว่ามันตายไปแล้ว เผาไปแล้ว ให้มาแล้ว เอาใจใส่ขนาดนี้แล้ว อะลุ้มอล่วยเยินยอแล้ว ตีก็แล้ว ดุก็แล้ว ยังดีไม่ได้ท่านบอกให้โยนใส่เตาเผา คือ โยนมันเข้ากองไฟไป ให้ทำใจเหมือนมันตายจากเราไปแล้ว พอเข้าเตาเผาแล้วจบไหม? จบ ต้องตามไปเอาใจใส่ไหม ถ้าคนที่ถูกโยนเข้าเตาเผาต้องตามไปเอาใจใส่ไหม? ต้องเยินยอเขาอีกไหม? ต้องตีไหม? ก็สบายเรา

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ต.ค. 2553 , 14:06:05 น.] ( IP = 113.53.196.239 : : )


  สลักธรรม 6




เราต้องยอมรับเลยว่าการที่เราจะมีปัญญาสัมมาทิฏฐิได้ก็ต้องอาศัยบันไดที่ก้าวทีละขั้น ๆ เริ่มจากเรื่องจิตไปทีละนิดๆ การที่เรียนจิตแล้วรู้เรื่องจิตก็ขอให้เข้าใจว่าท่านเป็นคนหนึ่งในโลกที่โชคดี ไม่ใช่เป็นคนหนึ่งในล้าน ท่านจะภูมิใจตนเองเลยว่าในโลกจะมีประชาการกี่คนก็แล้วแต่ฉันเป็นคนโชคดีที่หนึ่งเลยในโลกนะ เพราะว่าเมื่อเข้าใจเรื่องจิตท่านจะสามารถเป็นผู้มีการกระทำให้จิตของท่านไม่วิปลาสได้

ความวิปลาสแปลว่า บ้า เช่น ทิฏฐิวิปลาส เมื่อทิฏฐิเกิดขึ้นที่จิต สัญญาก็วิปลาส เพราะสัญญาเป็นนาม เจตสิกที่เกิดขึ้นพร้อมกับจิต แล้วตัวจิตเองจิตวิปลาส จึงขอให้ใส่ใจจิต แม้ผู้ที่เรียนพระอภิธรรมมาหลายปีแล้วก็ยังเข้าใจเรื่องจิตไม่หมด ฉะนั้นนักเรียนที่เริ่มต้นเรียนปีนี้ก็อย่าใจร้อน

ขอให้ท่านให้เวลากับการศึกษาพระอภิธรรมเต็มที่อีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มต้นใหม่คือหงายแก้วของตัวเองแล้วรับน้ำเติมเข้าไป เมื่อเติมแล้วน้ำหนักจะมากขึ้นตรงความเข้าใจ อย่านึกนะว่าสิ่งที่เราไปฟังมาหรือคำพูดของใครก็แล้วแต่ที่ยกคำบาลีมาแสดงแล้วเราคิดว่าเจ๋งเลย นั่นใช่เลย เป๊ะเลย แล้วเราเข้าใจบาลีหรือเปล่า แต่เมื่อใดที่เรามีความเข้าใจในบาลีอย่างเต็มหัวใจเราก็จะรู้เลยว่าที่เขาพูดนั้นหมายถึงอะไร เพราะเรามีมาตรฐานที่ถูกตรงและวัดเขาได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเรามีความรู้พระอภิธรรม ไม่ว่าเราจะไปนั่งที่ไหน เราจะรู้เลยว่าสิ่งที่เขาพูดมานั้นถูกหรือผิด เพราะพระอภิธรรมคือไม้บรรทัดที่วัดได้เลย

ขอให้ทุกคนมีความสุขความเจริญ ขอให้ตั้งใจนะ ขอให้ความดีทั้งหลายความตั้งใจทั้งหลายเป็นคุณธรรม ย้อนกลับไปพิทักษ์รักษากาย วาจา ใจ ให้ทุกคนมีความเข้าใจในธรรม เพื่อจะนำพระธรรมเหล่านั้นมาสร้างความเจริญคือภาวนาให้ตนเอง คือทำให้ได้และทำให้ถึงซึ่งมรรคผลนิพพานทุกคน อนุโมทนาค่ะ




โดย น้องกิ๊ฟ [27 ต.ค. 2553 , 14:06:22 น.] ( IP = 113.53.196.239 : : )


  สลักธรรม 7

ขออนุโมทนาค่ะน้องกิ้ฟ
แม้วันนี้ไม่ได้มีโอกาสมาฟัง
แต่ดีใจที่ได้มาติดตามสิ่งที่ดีงาม
และมีประโยชน์ต่อสติปัญญาเพิ่มขึ้นค่ะ

โดย น้องอุ๊ [31 ต.ค. 2553 , 10:31:41 น.] ( IP = 202.28.183.10 : : 10.6.221.147 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org