มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หัวใจพระพุทธศาสนา...อริยสัจ ๔ (๓)




หลักธรรมอันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา

อริยสัจ ๔


ตอนที่ผ่านมา

๓.๓ นิโรธอริยสัจ

นิโรธนี้ เรียกคำเต็มว่า ทุกขนิโรธ แปลว่า ความดับทุกข์ เพราะความสิ้นไปของตัณหา ดังพระพุทธพจน์ในธัมมจักกัปปวัตนสูตรที่ว่า โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ จาโค ปฏินิสฺสคฺโต มุตฺติ อนาลโย ความดับเพราะคายออกโดยไม่เหลือซึ่งตัณหานั้น การสละละทิ้งพ้นไป ความไม่มีอาลัยในตัณหานั้น นี่แหละคือทุกขนิโรธ

โดยใจความสำคัญ นิโรธคือความดับทุกข์เพราะดับกิเลสได้นั่นเอง คำว่านิโรธก็ดี วิมุติ ปหานะ วิเวก วิราคะหรือโวสสัคคะ (ความสละ ความปล่อยวาง) ก็ดี มีความหมายอย่างเดียวกัน ท่านแสดงไว้ ๕ อย่าง คือ

๑. ตทังคนิโรธ ความดับด้วยองค์นั้นๆ หรือดับกิเลสได้ชั่วคราว เช่น เมื่อเมตตากรุณาเกิดขึ้น ความโกรธและความคิดพยาบาทคือ ความคิดเบียดเบียนย่อมดับไป เมื่ออสุภสัญญาคือความกำหนดว่าไม่งามเกิดขึ้น ราคะ ความกำหนัดยินดีในกามคุณ ๕ ย่อมดับไป รวมความว่าดับกิเลสด้วยองค์ธรรมที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว

๒. วิกขัมภนนิโรธ ดับกิเลส หรือข่มกิเลสไว้ได้ด้วยกำลังฌาน เช่น ข่มนิวรณ์ ๕ ไว้ด้วยกำลังแห่งฌาน ตั้งแต่ปฐมฌานเป็นต้นไป ตลอดเวลาที่ฌานยังไม่เสื่อม บุคคลผู้ได้ฌานย่อมมีอาการเสมือนหนึ่งผู้ไม่มีกิเลส ท่านเปรียบเหมือนหญ้าที่ศิลาทับไว้ หรือเหมือนโรคบางอย่างที่ถูกคุมไว้ด้วยยา ตลอดเวลาที่ยามีกำลังอยู่ โรคย่อมสงบระงับไป

๓. สมุจเฉทนิโรธ ความดับกิเลสอย่างเด็ดขาด ด้วยกำลังแห่งอริยมรรค กิเลสใดที่อริยมรรคตัดแล้ว ย่อมเป็นอันตัดขาดไม่กลับเกิดขึ้นอีก เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ถูกถอนขึ้นทั้งรากและเผาไฟทิ้ง เป็นอันตัดได้สิ้นเสร็จเด็ดขาด ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดขึ้นอีก ตัวอย่างเช่น การตัดกิเลสของพระอริยบุคคล ๔ จำพวกมีพระโสดาบัน เป็นต้น

๔. ปฏิปัสสัทธินิโรธ ความดับกิเลสอย่างสงบระงับไปในขณะแห่งอริยผลนั้นเองเรียกว่าปฏิปัสสัทธินิโรธ ไม่ต้องขวนขวายเพื่อการดับอีก เหมือนคนหายโรคแล้วไม่ต้องขวนขวายหายาเพื่อดับโรคนั้นอีก

๕. นิสสรณนิโรธ แปลตามตัวว่าดับกิเลสด้วยการสลัดออกไป หมายถึง ภาวะแห่งการดับกิเลสนั้นยั่งยืนตลอดไป ได้รับความสุขจากความดับนั้นยั่งยืนตลอดไป ได้แก่นิพพานนั่นเอง เหมือนความสุขความปลอดโปร่งอันยั่งยืนของผู้ที่หายโรคแล้วอย่างเด็ดขาด

โดยใจความสำคัญ นิโรธ ๓ ประการหลังก็คือ มรรค ผล และนิพพานนั่นเอง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ย. 2553 , 07:13:47 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ไวพจน์ (Synonym) ของนิโรธ

ไวพจน์คือคำที่ใช้แทนกันได้ ไวพจน์ของนิโรธมีหลายอย่าง ที่แสดงไว้ในพระสูตรเช่น อัคคัปปสาทสูตร มีด้วยกัน ๗ คำคือ

๑. มทนิมฺมทโน การย่ำยีความเมาเสียได้
๒. ปิปาสวินโย การดับความกระหายเสียได้
๓. อาลยสมุคฺฆาโต การถอนอาลัยเสียได้
๔. วฏฺฏูปจฺเฉทโท การตัดวัฏฏะได้
๕. ตณฺหกฺขโย ความสิ้นตัณหา
๖. วิราโค ความสิ้นกำหนัด
๗. นิพฺพานํ ความดับเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ย. 2553 , 07:16:09 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )


  สลักธรรม 2

นิพพาน

ดังได้กล่าวแล้วว่า นิพพานเป็นชื่อหนังของนิโรธ เพราะฉะนั้นนิพพานกับนิโรธจึงเป็นอย่างเดียวกัน ตามตัวอักษรนิพพานแปลว่า

๑. ความดับ หมายถึง ดับกิเลสและดับทุกข์

๒. สภาพที่ปราศจากเครื่องร้อยรัดเสียบแทง คือ ตัณหา หรือ กิเลสนานาชนิด หรือสภาพที่ออกไปจากตัณหาได้

ท่านแสดงนิพพานไว้ ๒ อย่าง ๒ นัยดังนี้

๑. สอุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสหมดแล้ว แต่ยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่ เช่น พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่

๒. อนุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสหมดแล้ว และดับขันธ์แล้วด้วย เช่น พระอรหันต์ที่สิ้นชีวิตแล้ว

นี่เป็นนัยที่ ๑


ส่วนนัยที่ ๒ มีว่า สอุปาทิเสสนิพพาน หมายถึงดับกิเลสได้แล้วเป็นบางส่วน ยังเหลืออยู่บางส่วน เช่น นิพพานของพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี อนุปาทิเสสนิพพาน หมายถึงดับกิเลสไม่มีส่วนเหลือ ดับกิเลสได้หมด เช่น นิพพานของพระอรหันต์ ทั้ง ๒ นัยนี้มีที่มาในพระไตรปิฏกด้วยกัน เพียงแต่ต่างเล่มกันเท่านั้น จะถือเอานัยใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเถียงกันว่าอย่างไหนถูกอย่างไหนผิด

คำว่า อุปาทิ ในคำว่า “สอุปาทิเสสนิพพาน” ก็ดี “อนุปาทิเสสนิพพาน” ก็ดี หมายถึงขันธ์ก็ได้ ส+อุปาทิ+เสส+นิพพาน (สฺ = ดับ) จึงรวมความว่า ดับกิเลสมีส่วนเหลือหรือดับกิเลสมีขันธ์เหลือก็ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ย. 2553 , 07:17:01 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )


  สลักธรรม 3

พระอริยบุคคล ๔

ท่านผู้บรรลุนิพพานแล้วตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ท่านเรียกว่า พระอริยบุคคลคือ ท่านผู้ประเสริฐมีคุณธรรมสูง มี ๔ จำพวกด้วยกันคือ

๑. พระโสดาบัน ละสังโยชน์กิเลส (กิเลสซึ่งหน่วงเหนี่ยวสัตว์ไว้ในภพ) ได้ ๓ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวตน หรือของตน วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในคุณพระรัตนตรัย ในทางดำเนินให้ถึงนิพพน สีลัพพตปรามาส การลูบคลำศีลและพรต กล่าวคือมิได้ประพฤติศีลหรือบำเพ็ญพรตเพื่อความบริสุทธิ์ และพื่อความขัดเกลากิเลส แต่เพื่อลาภสักการะ ชื่อเสียง เป็นต้น การประพฤติศีลบำเพ็ญพรตอย่างงมงายก็อยู่ในข้อนี้เหมือนกัน ฯลฯ

๒. พระสกทาคามี ละสังโยชน์ได้เหมือนพระโสดาบัน แต่มีคุณธรรมเพิ่มขึ้นคือ ทำราคะ โทสะและโมหะให้เบาบางลง

๓. พระอนาคามี ละกิเลสเพิ่มขึ้นอีก ๒ อย่าง คือ กามราคะความกำหนัดในกามคุณ และปฏิฆะ ความหงุดหงิดรำคาญใจ

๔. พระอรหันต์ ละสังโยชน์เพิ่มขึ้นอีก ๕ อย่าง คือ รูปราคะ ความติดสุขในรูปฌาน อรูปราคะ ความติดสุขในอรูปฌาน มานะความทะนงตน อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน อวิชชา ความเขลา ความไม่รู้ตามเป็นจริง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ย. 2553 , 07:18:15 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )


  สลักธรรม 4

นิพพาน หรือความดับทุกข์นั้นเป็นความต้องการโดยธรรมชาติของมนุษย์ ใครบ้างไม่ต้องการดับทุกข์ เมื่อความทุกข์เกิดขึ้น คนเราก็ทุรนทุรายใคร่ดับ ถ้าดำเนินการให้ถูกวิธีก็ดับได้ ถ้าดำเนินการผิดวิธีก็ดับไม่ได้ หรือถ้าดับได้ก็เป็นอย่างเทียม การดับทุกข์ได้ครั้งหนึ่งๆ เราเรียกกันตามโลกโวหารว่า “ความสุข” ซึ่งมีทั้งอย่างแท้และอย่างเทียม ความสุขที่เจือด้วยทุกข์จัดเป็นสุขเทียม เช่น สุขจากการสนองความอยากได้ หรือสุขที่ได้จากกามคุณซึ่งท่านเรียกว่ากามสุข

ความสุขแท้จริงหรือสุขที่ไม่เจือด้วยทุกข์นั้น ท่านมีคำเรียกว่า นิรามิสสุข เช่น สุขจากการบำเพ็ญคุณงามความดีต่างๆ เป็นสุขที่ละเอียดประณีตกว่า ยั่งยืนกว่า มีคุณค่าสูงกว่า

ในบรรดานิโรธ ๕ นั้น นิโรธหรือนิพพานข้อที่ ๑ เป็นของปุถุชนทั่วไป ข้อที่ ๒ เป็นของท่านผู้ได้ฌาน ข้อ ๓-๕ เป็นของพระอริยบุคคล

นิโรธหรือนิพพานควรจะเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตของคนทุกคน เพราะถ้าปราศจากจุดมุ่งหมายนี้เสียแล้ว มนุษย์จะว้าเหว่เคว้งคว้าง หาทิศทางแห่งชีวิตที่ดำเนินไปสู่ความร่มเย็นไม่ได้

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ย. 2553 , 07:18:54 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )


  สลักธรรม 5

โดย น้องกิ๊ฟ [3 พ.ย. 2553 , 13:25:00 น.] ( IP = 113.53.196.100 : : 10.0.3.69 )


  สลักธรรม 6


กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [3 พ.ย. 2553 , 15:12:25 น.] ( IP = 124.122.236.29 : : )


  สลักธรรม 7



กราบอนุโมทนา และขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ

โดย วยุรี [4 พ.ย. 2553 , 16:23:15 น.] ( IP = 58.9.92.135 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org