| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หัวใจพระพุทธศาสนา...อริยสัจ ๔ (๔)
หลักธรรมอันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา
อริยสัจ ๔
ตอนที่ผ่านมา
๓.๔ มรรคอริยสัจ
มรรคอริยสัจนี้ ในธัมมจักกัปปวัตนสูตร เรียก ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทาอริยสัจ แปลว่า อริยสัจ คือ ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ซึ่งหมายถึงอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง หรือหลักปฏิบัติอันเป็นสายกลาง) ในที่นี้กล่าวถึงคุณธรรม ๘ ประการ คือ
๑. สัมมาทิฐิ.............ความเห็นชอบ ๒. สัมมาสังกัปปะ.....ความดำริชอบ ๓. สัมมาวาจา.........การพูดชอบ ๔. สัมมากัมมันตะ....การกระทำชอบ ๕. สัมมาอาชีวะ.......การเลี้ยงชีพชอบ ๖. สัมมาวายามะ......ความเพียรชอบ ๗. สัมมาสติ.............ความระลึกชอบ ๘. สัมมาสมาธิ.........ความตั้งใจมั่นชอบ โดย พี่เณร...นำมาฝาก [4 พ.ย. 2553 , 07:03:16 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1ความหมายขององค์ทั้ง ๘ ของอริยมรรค
๑. สัมมาทิฐิ หมายถึง ความเห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว บุญมี บาปมี ชาติหน้ามี ชาติก่อนมี ในความหมายที่สูงขึ้นไป หมายถึง การเห็นอริยสัจ ๔ ครบถ้วน ตามความเป็นจริง คือเห็นอริยสัจซึ่งประกอบด้วย ญาณ ๓ อาการ ๑๒
๒. สัมมาสังกัปปะ หมายถึง ความดำริชอบ อันประกอบด้วยลักษณะ ๓ ประการ คือ
๒.๑ ดำริที่จะปลีกตัวออกจากอารมณ์ยั่วยวนต่างๆ (เนกขัมมสังกัปปะ)
๒.๒ ดำริในการไม่พยาบาท (อัพยาปาทสังกัปปะ)
๒.๓ ดำริในความไม่เบียดเบียน (อวิหิงสาสังกัปปะ)
๓. สัมมาวาจา คือ การพูดที่ประกอบด้วยคุณลักษณะ ดังนี้
๓.๑ เว้นจากการพูดเท็จ พูดคำจริง ๓.๒ เว้นจากการพูดส่อเสียด พูดคำประสานสามัคคี ๓.๓ เว้นจากการพูดคำหยาบ พูดคำอ่อนหวาน
๓.๔ เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ พูดคำมีประโยชน์
๔. สัมมากัมมันตะ หมายถึง การกระทำชอบ มีองค์ประกอบ ดังนี้
๔.๑ เว้นจากการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น สัตว์อื่น ซึ่งรวมเรียกว่า เว้นปาณาติบาต มีเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย
๔.๒ เว้นจากการเบียดเบียนทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งรวมเรียกว่า เว้นอทินนาทาน มีการเสียสละแบ่งปัน เฉลี่ยความสุขของตนเพื่อผู้อื่นตามสมควร
๔.๓ เว้นจากอพรหมจรรย์ คือการเสพเมถุน คือเว้นจากกามารมณ์ (นี่กำหนดอย่างสูง)
พอใจในเนกขัมมะ คือ ปลีกตนจากกาม อย่างต่ำ หมายถึง เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร พอใจในคู่ครองของตน
๕. สัมมาอาชีวะ หมายถึง การเว้นมิจฉาชีพทุกรูปแบบ ประกอบตนอยู่ในสัมมาชีพ อะไรคือมิจฉาชีพ? อะไรคือสัมมาชีพ? เป็นเรื่องยากที่จะวินิจฉัยชี้ขาด เป็นเรื่องที่นักปราชญ์ทั้งทางโลกและทางธรรมถกเถียงกันมาก แต่ก็ไม่อาจวินิจฉัยเด็ดขาดลงไปได้ พอยกตัวอย่างได้เป็นบางประการเท่านั้น เช่น การลักขโมย ปล้น ฉ้อ โกง ยักยอก ฯลฯ เป็นมิจฉาชีพ ส่วนการประกอบอาชีพโดยสุจริตเป็นสัมมาชีพ แต่แม้ลักษณะของอาชีพเป็นสัมมาชีพแล้ว ถ้าทุจริตในอาชีพนั้นก็จัดเป็นมิจฉาชีพได้เหมือนกัน เช่น ประกอบอาชีพราชการ แต่กระทำทุจริตในอาชีพนั้น เรียกว่าทำสัมมาชีพให้เป็นมิจฉาชีพ หรือทำมิจฉาชีพในสัมมาชีพโดย พี่เณร...นำมาฝาก [4 พ.ย. 2553 , 07:05:56 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 2๖. สัมมาวายามะ หมายถึง ความเพียรชอบทุกรูปแบบ ที่กล่าวถึงในพระบาลีมัคควิภังคสูตร ตรัสถึงความเพียร ๔ ประการ คือ
๖.๑ สังวรปธาน.........เพียรระวังบาปอกุศลที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น
๖.๒ ปหานปธาน........เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว
๖.๓ ภาวนาปธาน.......เพียรให้กุศลที่ยังไม่เกิด ได้เกิดขึ้น
๖.๔ อนุรักขนาปธาน..เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้เสื่อม และทำกุศลให้เจริญ
ยิ่งๆ ขึ้นไป
ความเพียร ๔ ประการนี้ ถือเป็นหลักสำคัญมากในการปฏิบัติธรรม เพื่อความก้าวหน้าในชีวิตทางธรรม และเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ชีวิตของชาวโลกอย่างมากด้วย ผู้หวังความเจริญและความสุข ทั้งทางโลกและทางธรรม ควรมีความเพียร ๔ ประการนี้ไว้ในตน
๗. สัมมาสติ หมายถึง สติชอบ หรือความระลึกชอบ ในขั้นธรรมดา ขอให้พิจารณาว่าระลึกถึงสิ่งใดอยู่ กุศลธรรมเจริญขึ้น อกุศลธรรมเสื่อมไป ก็ควรระลึกถึงสิ่งนั้นบ่อยๆ ในขั้นสูงขึ้นไปทรงสอนให้ระลึกสติปัฏฐาน ๔ คือ
๗.๑ กายานุปัสสนา พิจารณากาย
๗.๒ เวทนานุปัสสนา พิจารณาเวทนา คือ สุข ทุกข์ และไม่สุข ไม่ทุกข์
๗.๓ จิตตานุปัสสนา พิจารณาจิตว่ามีราคะ โทสะ โมหะหรือไม่มีในจิต จิตเป็นอย่างไร
พิจารณาตามรู้
๗.๔ ธัมมานุปัสสนา พิจารณาธรรมทั้งที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤตว่ามีอยู่ในตนหรือไม่ สิ่งนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ควรละอย่างไร ควรอบรมให้เกิดให้มีขึ้นอย่างไร เช่น นิวรณ์ ๕ เป็นสิ่งควรละ โพชฌงค์ ๗ เป็นสิ่งควรบำเพ็ญ เป็นต้น
ความจริงแล้วสติปัฏฐานมี ๑ คือการตั้งสติ ส่วนกาย เวทนา จิตและธรรมนั้นเป็นอารมณ์ของสติ คือเป็นสิ่งที่ควรเอาสติเข้าไปพิจารณาหรือเอาสติไปตั้งไว้ เหมือนโต๊ะตัวหนึ่งมี ๔ ขา ฉะนั้น
ผู้อบรมสติบ่อยๆ ย่อมมีสติสมบูรณ์ขึ้น สามารถสกัดกั้นกระแสกิเลสได้มากขึ้น ทำให้กิเลสท่วมทับจิตน้อยลง ทำความดีได้มากขึ้น ชีวิตปลอดโปร่งแจ่มใสมากขึ้น มีทุกข์น้อยลง เพราะมีสติปัญญารู้เท่าทันสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจิตใจตามความเป็นจริง พระอรหันต์ที่ท่านสิ้นกิเลสแล้วนั้น ท่านเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ จึงไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น
๘. สัมมาสมาธิ คือการใช้สมาธิในทางที่ถูกต้อง
สมาธิ หมายถึง การที่จิตตั้งมั่นในอารมณ์* (Object) อย่างใดอย่างหนึ่ง ความที่จิตใจไม่หวั่นไหว ไม่ฟุ้งซ่าน ท่านแสดงสมาธิไว้ ๓ ระดับ คือ
๘.๑ ขณิกสมาธิ.......สมาธิชั่วขณะ ๘.๒ อุปจารสมาธิ....สมาธิเฉียดฌาน หรือใกล้ฌาน ๘.๓ อัปปนาสมาธิ...สมาธิแน่วแน่ หรือสมาธิในฌาน
แต่สมาธิที่หมายถึงในมรรคมีองค์ ๘ นั้น คือ อัปปนาสมาธิ หรือสมาธิในฌาน ๔ ตามพระบาลีมัคควิภังคสูตรโดย พี่เณร...นำมาฝาก [4 พ.ย. 2553 , 07:08:21 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 3ฌาน ๔ ฌาน แปลตามอักษรว่าความเพ่ง หมายถึง ความที่จิตสงบนิ่งอยู่กับอารมณ์ (Object) อย่างใดอย่างหนึ่ง ปลอดจากนิวรณ์ทั้ง ๕ คือ กามฉันทะ (พอใจในกามคุณ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือผัสสะทางกาย) พยาบาท (ความปองร้ายผู้อื่น) ถีนมิทธะ (ง่วงงุนเกียจคร้าน) อุทธัจจะกุกกุจจะ (ฟุ้งซ่านและรำคาญ) วิจิกิจฉา (ลังเลสงสัย ตัดสินใจไม่ได้)
ปฐมฌาน ฌานที่ ๑ จิตเมื่อปลอดจากนิวรณ์ทั้ง ๕ แล้ว จักเข้าสู่ฌานที่ ๑ ซึ่งประกอบด้วยองค์ ๕ คือ
๑. วิตก............อาการที่จิตจับอารมณ์ได้ ๒. วิจาร...........อาการที่จิตเคล้าอยู่กับอารมณ์นั้น ๓. ปีติ..............ความอิ่มใจ ๔. สุข..............ความสุขใจ ๕. เอกัคคตา....ความสงบนิ่งแห่งใจ หรือความที่ใจเป็นหนึ่ง ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
ปิติ กับ สุข มีข้อแตกต่างกันเล็กน้อย คือ เมื่อจิตจับอารมณ์ได้แล้ว เคล้าอยู่กับอารมณ์นั้นไม่ต้องฟุ้งซ่านไป ใจเริ่มได้พักผ่อนหายเหนื่อย หายกระวนกระวาย ย่อมเกิดปราโมชขึ้น เหมือนหยดน้ำลงขันทีละหยด พอเต็มขันปริ่มอยู่นั่นแหละคือปีติ เมื่อปีติเกิดขึ้นแล้ว ทำให้มีความสบายทางกายขึ้น หายปวด หายเมื่อย เหมือนคนระหกระเหินเดินทางไกลวกวนอยู่ช้านาน เมื่อปีติมากขึ้นและใช้เวลาพอสมควรแล้วก็สงบลง เรียกอาการนี้ว่า ปัสสัทธิ ความสงบกาย สงบใจ จากความสงบนี่เองความสุขย่อมเกิดขึ้น เป็นความสุขอ่อนๆ มีความรู้สึกปลอดโปร่ง เบากายสบายใจอย่างที่หาไม่ได้ในชีวิตคนธรรมดา หรือชีวิตนอกฌาน
ทุติยฌาน ฌานที่ ๒ ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา ส่วนวิตกวิจารระงับไป เพราะยังหยาบอยู่โดย พี่เณร...นำมาฝาก [4 พ.ย. 2553 , 07:09:17 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 4ตติยฌาน ฌานที่ ๓ ประกอบด้วยองค์ ๒ คือ สุขกับเอกัคคตา ส่วนปีติสงบระงับไป
จตุตถฌาน ฌานที่ ๔ ประกอบด้วยองค์ ๒ คือ อุเบกขากับเอกัคคตา ปัญหาว่าอุเบกขากับเอกัคคตาต่างกันอย่างไร? ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเรียกว่า เอกัคคตา ความรู้ของจิตที่เพ่งเฉยอยู่ มีสติอันบริสุทธิ์กำหนดรู้อยู่เรียกว่า อุเบกขา ขณะนั้น ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ (อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ)
ผู้ที่ได้ฌาน ๔ แล้ว ดวงจิตย่อมบริสุทธิ์ผ่องใส (บริสุทฺธํ) ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว (สมาหิตํ) และมีความพร้อมพอที่จะน้อมจิตไปเพื่อความรู้ หรือญาณต่างๆ (กมฺมนิยํ) เช่น ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติต่างๆ ได้ จุตูปปาตญาณ รู้การจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ตลอดถึงอาสวักขยญาณ ความรู้ที่สามารถกำจัดกิเลสให้สิ้นไป รวมญาณทั้งหมดนี้ เรียกว่า วิชชา ๓
สมาธิแม้ไม่ถึงขั้นฌาน เป็นเพียงขณิกสมาธิก็มีประโยชน์มากในการศึกษาและการทำงาน แต่ขอให้เป็นสมาธิในทางที่ถูก เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น ถ้าเอาสมาธิไปใช้ในทางที่ผิด ก็มีโทษเหมือนกัน แม้พวกไสยศาสตร์ก็ต้องใช้สมาธิในเรื่องบริกรรมคาถาอาคมต่างๆ
องค์มรรคทั้ง ๘ นี้ เมื่อรวมตัวกันเข้าเป็นมัคคสมังคี ก่อให้เกิดสัมมาญาณคือความรู้ชอบ หรือยถาภูตญาณทรรศนะ (ความรู้เห็นตามเป็นจริง) นี่แหละคือตัวอริยมรรคตามแนวพระพุทธพจน์ ซึ่งสรุปให้เข้าใจง่ายดังนี้
เมื่อมีโยนิโสมนสิการ (การทำในใจอย่างแยบคาย อย่างมีปัญญา) ปราโมชย่อมเกิด เมื่อมีปราโมช ปีติย่อมเกิด...ปัสสัทธิ...สุข...สมาธิ...ยภาภูตญาณทรรศนะ...นิพพิทา (ความหน่าย)...วิราคะ (ความคลายกำหนัด)...วิมุติ (ความหลุดพ้น) รวม ๙ ประการ ซึ่งมีอุปการะ และหนุนเนื่องไปสู่วิมุติความหลุดพพ้นจากกิเลสโดย พี่เณร...นำมาฝาก [4 พ.ย. 2553 , 07:09:50 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 5ต่อจากสัมมาญาณหรือยถาภูตญาณทรรศนะ ถ้าพูดอย่างรวบรัดก็จะไปถึงสัมมาวิมุติ แต่ถ้าขยายออกไปในระหว่างนั้นมีญาณต่างๆ คั่นอยู่หลายประการเหมือนกัน กล่าวคือ
๑. โคตรญาณ แปลว่า ญาณคร่อมโคตร คือระหว่างโคตรปุถุชนกับอริยชน ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นปุถุชนกับอริยชน เรียกไม่ได้ว่าเป็นปุถุชนหรืออริยชน เปรียบเหมือนคนข้ามฝั่งด้วยเรือเมื่อเทียบท่าแล้ว ขาหนึ่งก้าวขึ้นอยู่บนบก อีกขาหนึ่งยังอยู่ในเรือ หรืออีกอุปมาหนึ่งเหมือนสภาพของเวลาที่เราเรียกว่า สองสี สองแสง (Twilight) กึ่งกลางระหว่างความมืดกับความสว่าง ระหว่างกลางคืนกับกลางวัน
๒. มรรคญาณ ญาณในมรรค มีโสดาปัตติมรรค เป็นต้น ญาณนี้จะทำหน้าที่ตัดกิเลสให้ขาด เหมือนยาเข้าไปทำลายหรือตัดโรค
๓. ผลญาณ ญาณในผล คือ รู้ว่าผลแห่งการกำจัดกิเลสได้เป็นอย่างไร เป็นความสงบสุขอย่างไร เปรียบเหมือนความสุขของคนหายโรคแล้ว รู้ว่าโรคหายเด็ดขาดไม่เกิดขึ้นแล้ว
๔. ปัจจเวกขณญาณ การพิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว และกิเลสที่ยังไม่ได้ละว่ามีจำนวนเท่าใด สำหรับพระอริยบุคคล ๓ จำพวกแรก ส่วนพระอรหันต์พิจารณาเฉพาะกิเลสที่ละได้แล้วอย่างเดียว ไม่ต้องพิจารณากิเลสที่ยังไม่ได้ละ เพราะไม่มีกิเลสอะไรจะต้องละอีกแล้ว
การที่ความสงบสุขอันเกิดจากการตัดกิเลสได้เป็นไปยั่งยืน ไม่ต้องคอยระวังเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีกนั่นเอง คือ นิพพาน แปลว่า ความดับสนิท เย็นสนิท
ที่กล่าวนี้เป็นกระบวนการของอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ซึ่งเป็นปฏิปทานำไปสู่ความดับทุกข์ หรือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจโดย พี่เณร...นำมาฝาก [4 พ.ย. 2553 , 07:10:36 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 6มรรคมีองค์ ๘ กับชีวิตประจำวัน
บางคนอาจมีความเห็นไปว่า มรรคมีองค์ ๘ นี้ เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อไปสู่นิพพานไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของชาวโลกผู้ยังข้องอยู่ในโลก แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มรรคมีองค์ ๘ นี้มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันมาก เรียกได้ว่าเป็นอุดมคติและวิถีชีวิตของชาวพุทธทีเดียว ถ้าจะมีคำถามว่า ชาวพุทธควรดำเนินชีวิตอย่างไร คำตอบก็คือ ควรดำเนินตามมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง สำหรับคนทั่วไปอาจจะปฏิบัติในขั้นที่ต่ำลงมา แต่ในแนวทางเดียวกัน เปรียบเหมือนตัวยาเดียวกัน ถ้าเป็นเด็กก็กินน้อยหน่อย ผู้ใหญ่ก็กินมากขึ้น หรือผู้ใหญ่ด้วยกัน ถ้าโรครุนแรงมากอาจต้องเพิ่มยา โรคทุเลาลงก็ลดยาลง
กล่าวโดยเหตุผล มีใครบ้างที่ไม่จำเป็นต้องมีความเห็นอันถูกต้อง ความดำริหรือความคิดอันถูกต้อง การพูดที่ดี อาชีพที่สุจริต ความพยายามที่ถูกต้อง สติและสมาธิอันถูกต้อง ทุกคนต้องยอมรับว่า สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของคนทุกคน คุณธรรมเหล่านี้ก็คือมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง ผู้ดำเนินชีวิตตามนี้ย่อมมีความสุขความเจริญ ความโปร่งใจ ไม่มีความขัดแย้งในจิตใจอันเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของความทุกข์ ความวิตกกังวลของมนุษย์
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [4 พ.ย. 2553 , 07:11:46 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 7ติดตามอ่านเรื่องอริยสัจจ์๔ มาตั้งแต่ต้น ....ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ -มรรคแล้ว ให้นึกถึงพระคาถาสั้นๆ ที่พระอัสสชิกล่าวแก่อุปติสสะ (พระสารีบุตร)
......เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ
......เตสํ เหตุ ตถาคโต พระตถาคตกล่าวเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
......เตสญฺจ โย นิโรโธ จ และความดับของธรรมเหล่านั้น
......เอวํ วาที มหาสมโณ พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้
ที่แท้พระอัสสชิก็กล่าวหัวใจพระพุทธศาสนานั่นเอง
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลอาจิณณกรรมค่ะโดย พี่ดา [4 พ.ย. 2553 , 09:33:49 น.] ( IP = 124.121.175.204 : : )
สลักธรรม 8
กราบอนุโมทนา และขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะโดย วยุรี [4 พ.ย. 2553 , 16:36:02 น.] ( IP = 58.9.92.135 : : )
สลักธรรม 9![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ย. 2553 , 19:59:26 น.] ( IP = 61.90.74.194 : : )
สลักธรรม 10fake oris watches replica watches perfection ultimately showing their air and taste replica watch you can see the cage of the tourbillon and replica watches you own natural hair A.
โดย ction - [7 พ.ค. 2554 , 10:05:43 น.] ( IP = 123.153.70.216 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |