| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หัวใจพระพุทธศาสนา...ปฏิจจสมุปบาท (๓)
หลักธรรมอันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา
ปฏิจจสมุปบาท
ตอนที่ผ่านมา
๔
ปฏิจจสมุปบาทแจงโดยละเอียด
เมื่อแจงรายละเอียดออกเป็นหัวข้อ ก็มี ๑๒ หัวข้อ ทั้งสายเกิดและสายดับดังนี้
สายเกิด
๑. เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย.............สังขารจึงมี
๒. เพราะสังขารเป็นปัจจัย.............วิญญาณจึงมี
๓. เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย..........นามรูปจึงมี
๔. เพราะนามรูปเป็นปัจจัย............อายตนะ ๖ จึงมี
๕. เพราะอายตนะ ๖ เป็นปัจจัย.....ผัสสะจึงมี
๖. เพราะผัสสะเป็นปัจจัย..............เวทนาจึงมี
๗. เพราะเวทนาเป็นปัจจัย............ตัณหาจึงมี
๘. เพราะตัณหาเป็นปัจจัย............อุปาทานจึงมี
๙. เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย.........ภพจึงมี
๑๐.เพราะภพเป็นปัจจัย................ชาติ (ความเกิด) จึงมี
๑๑๑๒.เพราะชาติเป็นปัจจัย........ชรามรณะจึงมี
ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส ความคับแค้นใจ จึงเกิดมีขึ้นพร้อม กองทุกข์ทั้งมวลจึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ย. 2553 , 07:27:00 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 1สายดับ
๑. เพราะอวิชชาถูกนำออกไปโดยไม่เหลือ........
สังขารจึงดับ
๒. เพราะสังขารดับ...................วิญญาณจึงดับ
๓. เพราะวิญญาณดับ................นามรูปจึงดับ
๔. เพราะนามรูปดับ..................อายตนะ ๖ จึงดับ
๕. เพราะอายตนะ ๖ ดับ...........ผัสสะจึงดับ
๖. เพราะผัสสะดับ....................เวทนาจึงดับ
๗. เพราะเวทนาดับ..................ตัณหาจึงดับ
๘. เพราะตัณหาดับ..................อุปาทานจึงดับ
๙. เพราะอุปาทานดับ...............ภพจึงดับ
๑๐.เพราะภพดับ......................ชาติจึงดับ
๑๑-๑๒.เพราะชาติดับ...............ชรามรณะจึงดับ
ความโศก ความคร่ำครวญรำพัน ทุกข์ โทมนัส ความคับแค้นใจก็ดับ ความทุกข์ทั้งมวลก็ดับลงด้วยประการฉะนี้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ย. 2553 , 07:28:40 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 2๕
ข้อความสำคัญที่ต้องมนสิการ
ข้อสำคัญที่ผู้ศึกษาต้องมนสิการ (เพ่งพินิจด้วยปัญญาสาวไปหาต้นเหตุที่แท้จริง) ในที่นี้ก็คือที่ท่านแสดงรายละเอียดไว้ทั้งสายเกิดและสายดับนี้ ท่านแสดงอวิชชาเป็นตัวต้น คือ เกิดก็เริ่มที่อวิชชา ดับก็เริ่มที่อวิชชา แต่พึงทำความเข้าใจว่า ท่านแสดงไว้พอเป็นตัวอย่างเท่านั้น อวิชชาหาใช่เป็นมูลการณ์ หรือ The First Cause ไม่เพราะอวิชชาเองก็ยังมีเหตุปัจจัยให้เกิดเหมือนกัน กล่าวคือ อาสวะเป็นปัจจัยให้เกิดอวิชชา ดังพระบาลีว่า อวิชชาเกิดเพราะอาสวะเกิดอวิชชาดับเพราะอาสวะดับ
ตามความเป็นจริงแล้วปฏิจจสมุปบาททั้งหมดเป็นผลของกันและกัน ไม่มีอันใดเป็นเหตุของอีกอันหนึ่งโดยเด็ดขาด มันเป็นทั้งเหตุทั้งผลอยู่ในตัว ตัวอย่างเช่น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี และเพราะสังขารเป็นปัจจัยอวิชชาจึงมี ในข้ออื่นๆ ก็เหมือนกัน แต่ที่ท่านยกเอาอวิชชามาเป็นตัวต้นก็เพียงยกมาพอเป็นตัวอย่าง เปรียบเหมือนบุคคลเมื่อจะนับสายโซ่ที่เป็นห่วงติดกันอยู่ไม่มีต้นไม่มีปลาย ย่อมจะเลือกจับเอาห่วงใดห่วงหนึ่งเป็นอันต้นแล้วนับไปจนเวียนมาชนห่วงเดิม
เพราะความที่หัวข้อในปฏิจจสมุปบาทเป็นเหตุเป็นผลของกันและกันดังกล่าวมา ข้อที่เป็นผลแล้วจึงสามารถย้อนกลับมาเป็นเหตุได้อีกเสมอ ดูตัวอย่างนี้
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ย. 2553 , 07:29:30 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 3ไม่เพียงแต่เป็นเหตุเป็นผลของกันและกันในช่วงใกล้เท่านั้น แม้ในช่วงที่ไกลห่างกันมากเช่น อวิชชากับเวทนาก็เป็นเหตุเป็นผลของกันและกันได้เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อตาเห็นรูปเป็นที่พอใจก็เกิดสุขเวทนาขึ้น มีความกำหนัดพอใจในรูปนั้น สุขเวทนาอันอาศัยการเห็นรูปนั้นก่อให้เกิดตัณหาอุปาทานแล้วไปเพิ่มอวิชชาในดวงจิตให้เข้มข้นทุกครั้งไป ความจริงที่เกิดสุขเวทนาเช่นนั้นขึ้นก็เพราะดวงจิตมีอวิชชาเป็นเชื้ออยู่แล้ว ท่านผู้ไม่มีอวิชชาย่อมไม่เป็นเช่นนั้น ในขณะที่ตาเห็นรูปแล้วเกิดสุขเวทนาขึ้นนั้น ปฏิจจสมุปบาททุกช่วงสั่นสะเทือน ทำงานประสานกันทุกครั้งไป ในฝ่ายทุกขเวทนาก็เหมือนกัน รวมความว่าปฏิจจสมุปบาททุกช่วงเป็นเหตุเป็นผลของกันและกันทั้งสิ้น จะโดยตรงหรือโดยอ้อม เร็วหรือช้าเท่านั้น
เปรียบเหมือนอวัยวะในร่างกายคนมีหลายส่วนก็จริง แต่เมื่อบุคคลผู้นั้นนั่งอยู่ เดินอยู่ ยืนอยู่ หรือนอนอยู่ ณ ที่ใด มันย่อมอยู่พร้อมกันหมด อนึ่ง อาหารแต่ละคำที่บุคคลบริโภคเข้าไปย่อมแปรสภาพเป็นกระแสเลือด กระแสเลือดนั้นย่อมไหลวนเวียนอยู่ในร่างกายทุกส่วน อาหารที่ดีจึงมีคุณค่าสร้างอวัยะในร่างกายให้เจริญเติบโตหรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ฉันใด
อารมณ์ที่บุคคลเสวยก็ฉันนั้น ถ้าเป็นอารมณ์ที่ดีคืออารมณ์ที่เป็นบุญกุศลก็ไปสร้างสรรค์จิตให้ดี อารมณ์ชั่วหรือความรู้สึกนึกคิดที่ไม่ดีก็เป็นบาปไปสร้างสรรค์จิตใจให้เลว ต่ำ มืด ส่วนกรรมวิธีและกระบวนการต่างๆ ในการสร้างสรรค์ก็มีความสลับซับซ้อนพอๆ กับกระบวนการทางร่างกาย แพทย์และนักสรีรวิทยาย่อมเข้าใจกระบวนการต่างๆ ทางร่างกายแจ่มแจ้ง ฉันใด ผู้รู้ธรรม มีความจัดเจนในการสังเกต ทดสอบอารมณ์ มีความชำนาญในจิตภาวนา (การอบรมจิต) ก็ย่อมสามารถเข้าใจแจ่มแจ้งในกระบวนการทางจิต ฉันนั้น
ปฏิจจสมุปบาทเป็นองค์อวัยวะสำคัญในกระบวนการทางจิต ผู้เข้าใจปฏิจจสมุปบาทจึงสามารถเข้าใจกระบวนการทางจิตใจได้อย่างแจ่มแจ้ง เพียงแต่ถอดออกมาให้ใครดูไม่ได้เท่านั้น เพราะเป็นฝ่ายนามธรรม
ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ปฏิจจสมุปบาทแต่ละวงมีความสัมพันธ์กันทุกช่วง และไม่จำเป็นต้องไปตามลำดับเสมอไป อาจมีความสัมพันธ์ข้ามช่วงก็ได้ เช่น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี ถือเอาความว่าเพราะมีอวิชชาจึงเกิดตัณหาขึ้น เพราะตัณหาเป็นปัจจัย สังขาร (บุญ บาป...) จึงมี ถือเอาความว่า เพราะมีตัณหาบุคคลจึงทำบุญบ้างทำบาปบ้างคือกรรมของเขาเป็นความดีบ้าง เป็นความชั่วบ้าง คนไม่มีตัณหาทำกรรมลงไป กรรมนั้นไม่เป็นกรรมดี ไม่เป็นกรรมชั่ว ตามตัวอย่างนี้จะเห็นว่า ปฏิจจสมุปบาทมีความสัมพันธ์ข้ามช่วงได้ คำว่าปัจจัยนั้นโดยทั่วไปรวมทั้งที่นี้ด้วย หมายถึงองค์ประกอบ (Factor)
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ย. 2553 , 07:30:32 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 4![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ย. 2553 , 09:00:18 น.] ( IP = 125.27.174.104 : : )
สลักธรรม 5
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [18 พ.ย. 2553 , 09:08:40 น.] ( IP = 124.121.178.236 : : )
สลักธรรม 6
กราบขอบพระคุณ พี่เณร มากค่ะโดย วยุรี [18 พ.ย. 2553 , 13:55:58 น.] ( IP = 61.90.77.188 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |