| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หัวใจพระพุทธศาสนา...ความไม่ประมาท
สลักธรรม 1นอกจากนี้ยังทรงแสดงคุณค่าของความไม่ประมาทไว้อีกนานาประการ เช่น ทำให้อกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วเสื่อมไป ทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น ความไม่ประมาทเป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ แม้ในปัจฉิมพจน์ เมื่อจวนปรินิพพานก็ทรงขอร้องให้ภิกษุทั้งหลายยังประโยชน์ให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาท อนึ่ง ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ย่อมยังมรรคมีองค์ ๘ ให้เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วให้เจริญเต็มบริบูรณ์
นอกจากนี้ ยังทรงพร่ำสอนให้ภิกษุทั้งหลายสร้างความไม่ประมาทในฐานะทั้ง ๔ คือ ในการละกายทุจริต ประพฤติกายสุจริต ในการละวจีทุจริต ประพฤติวจีสุจริต ในการละมโนทุจริต ประพฤติมโนสุจริต การละความเห็นผิด ทำความเห็นให้ถูก ทรงแสดงอานิสงส์ว่าเมื่อทำได้อย่างนี้ ย่อมไม่หวาดหวั่นต่อความตายที่มาถึงข้างหน้า
ทรงชักจูง แนะนำให้ภิกษุทั้งหลายสร้างความไม่ประมาท คือ การรักษาใจด้วยสติด้วยตนเองในฐานะทั้งสี่ (จตูสุ ภิกฺขเว ฐาเนสุ อตฺตรูเปน อปฺปมาโท สติเจตโส อารกฺโข กรณีโย) คือ
๑. ขอจิตของเราอย่าได้ติดใจในสิ่งที่ชวนให้ติดใจ
๒. ขอจิตของเราอย่าได้ขัดเคืองในสิ่งที่ชวนให้ขัดเคือง
๓. ขอจิตของเราอย่าได้หลงในสิ่งที่ชวนให้หลง
๔. ขอจิตของเราอย่าได้มัวเมาในสิ่งที่ชวนให้มัวเมาโดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 พ.ย. 2553 , 07:14:55 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 2ทรงแสดงอานิสงส์ไว้ว่า เมื่อทำได้ดังนี้เธอย่อมไม่หวาดเสียวไม่หวั่นไหว ไม่ครั่นคร้าม ไม่ สะดุ้ง และไม่ต้องเชื่อถือแม้แต่เพราะถ้อยคำของสมณะ (น จ ปน สมณวจนเหตุปิ คจฺฉติ)
ที่ว่า ไม่ต้องเชื่อถือแม้แต่เพราะถ้อยคำของสมณะ นั้น อธิบายว่า บุคคลทั่วไปย่อมมีสมณะ หรือนักบวชหรือศาสดาอันเป็นที่เคารพนับถือของตนๆ ท่านพูดอย่างใด ย่อมเชื่ออย่างนั้น แต่ผู้ที่ฝึกจิตดีแล้ว เข้าถึงธรรมหรือความจริงด้วยตนเองแล้ว ย่อมเชื่อมั่นด้วยตนเองว่า อะไรคืออะไร คือได้เห็นแจ้งด้วยตนเองแล้ว ย่อมไม่ต้องตกลงใจเพราะชื่อผู้อื่น อันเป็นเพียงศรัทธาในตัวบุคคล แม้ในกาลามสูตรก็ทรงแสดงไว้เป็นข้อสุดท้ายว่า อย่าได้เชื่อถือเพราะเห็นว่า ผู้นี้เป็นสมณะของเราหรือครูของเรา ศาสดาของเรา (มา สมโณ โน ครุ)
พระเจ้าปเสนทิโกศลเคยเข้าไปทูลถามพระพุทธองค์ว่า มีธรรมสักอย่างหนึ่งไหมที่สามารถยึดประโยชน์ทั้งสองไว้ได้ คือทั้งประโยชน์ปัจจุบันและอนาคต พระพุทธองค์ตรัสตอบว่ามี คือความไม่ประมาท
ต่อจากนั้น ทรงแสดงความไม่ประมาทว่าเปรียบด้วยรอยเท้าช้างและทรงเพิ่มเติมว่า
ผู้ปรารถนา อายุ ความไม่มีโรค วรรณะ สวรรค์ ความเกิดในตระกูลสูง และความพอใจอื่นๆ อีกอันโอฬาร พึงบำเพ็ญความไม่ประมาท บัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญความไม่ประมาทในบุญกิริยา คือการบำเพ็ญบุญ บัณฑิตผู้ไม่ประมาท ย่อมยึดประโยชน์ทั้งสองไว้ได้ คือทั้งประโยชน์ปัจจุบันและประโยชน์ในภายหน้า เพราะยึดประโยชน์ทั้งสองไว้ได้ นี่แหละท่านจึงเรียกว่าเป็นบัณฑิต
เพราะฉะนั้นแล มหาบพิตร พระองค์พึงสำเหนียกว่า จักเป็นผู้มีกัลยาณมิตร กัลยาณสหาย และกัลยาณชนเป็นที่คบหา และจะต้องทรงดำเนินพระจริยาอาศัยธรรมข้อหนึ่งอยู่ คือความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย เมื่อพระองค์เองทรงเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ ชนทั้งหลายทุกหมู่เหล่าที่อาศัยพระองค์อยู่ก็จะไม่ประมาท เป็นอันพระองค์ได้คุ้มครองรักษาพระองค์เอง และได้คุ้มครองรักษาฝ่ายในและบริวารชนทั้งปวง แม้เรือนคลัง ยุ้งฉางก็เป็นอันได้คุ้มครองรักษาโดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 พ.ย. 2553 , 07:15:59 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 3๒
ตามรักษาจิตด้วยสติ
คือเป็นอยู่อย่างไม่ประมาท
ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา คือจะรักษาสิ่งใด ถ้ารักษาด้วยความประมาทก็จะเกิดโทษขึ้น ในทางตรงกันข้าม ความไม่ประมาทหรือสติ ย่อมมีอุปการคุณมากแก่ผู้รักษา ไม่ว่าจะรักษาตนหรือรักษาผู้อื่น ต้องมีสติเป็นเครื่องรักษา พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบเรื่องนักกายกรรมที่อาศัยกันแสดงกายกรรม แต่ต่างคนต่างก็รักษาตัวเองไว้ให้ดี เช่นอาจารย์ให้ศิษย์ขึ้นไปยืนบนต้นคอของอาจารย์เลี้ยงตัวอยู่บนต้นคอของอาจารย์ เมื่อต่างคนต่างรักษาตัวเองไว้ให้ดีแล้ว การแสดงกายกรรมก็เป็นไปได้ด้วยดี ได้ทรัพย์เลี้ยงชีพด้วยดี เป็นการคุ้มครองรักษาซึ่งกันและกัน พระองค์ตรัสย้ำว่า
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อรักษาตนก็ชื่อว่ารักษาผู้อื่นด้วย เมื่อรักษาผู้อื่นก็ชื่อว่ารักษาตนเองด้วย ฯลฯ เมื่อจะรักษาตนก็พึงใช้สติปัฏฐานเป็นเครื่องรักษา เมื่อจะรักษาผู้อื่นก็พึงใช้สติปัฏฐานเช่นเดียวกัน
ความเป็นผู้มีสติ ก็คือความเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ แต่เป็นการตื่นทางจิต (Mindfulness) พระพุทธพจน์ที่ว่า สติ โลกสฺมิ ชาคโร สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก นั้นเป็นการเน้นให้เห็นว่า สติเป็นธรรมที่ทำให้บุคคลกระปรี้กระเปร่า ว่องไว (Active) ไม่เฉื่อยชาเกียจคร้าน ในการเจริญสตินั้น จะต้องมีธรรมอีก ๒ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ คือ อาตาปะ ความเพียร และสัมปชัญญะ ความรู้ตัว หรือปัญญา (อาตาปี สมฺปชาโน สติมา)
จุดมุ่งหมายในการเจริญสติก็เพื่อละอภิชฌาและโทมนัส อภิชฌาคือความอยากได้ ความติดใจ โทมนัส คือความเสียใจ ไม่พอใจ เมื่อไม่มีทั้งอภิชฌาและโทมนัสจิตก็ย่อมเป็นกลางเป็นอิสระ ไม่เอียงไปทางข้างพอใจหรือไม่พอใจ สามารถดำเนินไปสู่ทางอันเอก (เอกายนมรรค) ซึ่งเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อความล่วงพ้นความโศกและความคร่ำครวญรำพัน เพื่อความสิ้นสุดแห่งทุกข์โทมนัส เพื่อญายธรรม (ธรรมที่ควรรู้) และเพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 พ.ย. 2553 , 07:17:30 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 4๓
บุคคลไม่ควรประมาทในชีวิต
ในชีวิตประจำวัน บุคคลไม่ควรประมาทในวัย ในความไม่มีโรคในชีวิต ในทรัพย์สินสมบัติและในทุกๆ อย่าง
ประมาทในวัยว่ายังหนุ่มสาว คนอาจตายได้ทุกวัย
ประมาทในความไม่มีโรคว่ายังไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ยังไม่ตายหรอก คนตายด้วยโรคปัจจุบันก็มี ตายด้วยอุบัติเหตุก็มี เพียงไม่กี่นาทีก็ตายแล้ว
ประมาทในชีวิตว่าชีวิตเรายังอยู่อีกนาน
ประมาทในทรัพย์สินสมบัติว่าทรัพย์สมบัติของเรามีมาก
ไม่ควรประมาทเช่นนั้น เพราะวิบัติจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ บางคราวจู่โจมเข้ามาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทำให้สมบัติพินาศไปสิ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง เช่นไฟไหม้ เป็นต้น ทรัพย์สินสมบัติที่อุตส่าห์สะสมไว้นานปีได้หายไปหมดสิ้น ทิ้งไว้แต่ความโศกเศร้าเสียใจ พิไรรำพันแก่เจ้าของผู้มีจิตใจผูกพันหวงแหน บางคนถึงกับฆ่าตัวตายตามสมบัตินั้นไป บางคนเป็นบ้าไปก็มีทำให้สูญเสียทรัพยากรอันมีค่าคือตัวบุคคลและสูญเสียสุขภาพจิต ซึ่งเป็นของมีค่ากว่าทรัพย์สินภายนอกเสียอีก
การไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเสียเลยนั้น ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เพราะชีวิตต้องอาศัยปัจจัย ๔ เป็นเครื่องอุดหนุน เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของชีวิต ต้องมีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคชนิดใดชนิดหนึ่งเมื่อเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย แต่การมีทรัพย์สมบัติมากเกินไปหรือเกินจำเป็นก็เป็นทุกข์อีกแบบหนึ่ง เป็นเหตุแห่งความกังวล ยึดถือ ยุ่งไปหมด ไม่ปลอดโปร่ง ทางปฏิบัติที่ดีก็คือ เมื่อมีทรัพย์สินสมบัติก็ทำใจให้ได้ว่าเพียงสักแต่ว่ามี เพื่อประโยชน์ในการอาศัยใช้สอยและบำเพ็ญประโยชน์ ห้ามใจมิให้ไปยึดมั่นถือมั่นจนต้องเป็นทุกข์ เพราะทรัพย์สินสมบัตินั้น อย่างนี้เรียกว่าประพฤติอย่างผู้ไม่ประมาทในทรัพย์สินสมบัติ ก็จะได้รับประโยชน์จากทรัพย์เท่าที่ประโยชน์ของมันมีอยู่ เขี่ยเอาส่วนที่เป็นโทษออกไป
อนึ่ง ความขึ้นลงแห่งชีวิตเป็นไปอยู่เสมอ คนสูงตกต่ำได้ คนต่ำเปลี่ยนเป็นสูงได้ คนมั่งมีเปลี่ยนเป็นยากจนได้ คนยากจนกลายเป็นมั่งมีก็ได้ คนเคยแข็งแรงกลายเป็นคนอ่อนแอจนถึงช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องคอยพึ่งพิงผู้อื่นก็มี คนเคยอ่อนแอกลับแข็งแรงขึ้นก็ได้ ชีวิตและโลกเป็นเช่นนี้ จึงไม่ควรประมาท ไม่ควรยกตนข่มผู้อื่น ไม่ควรข้ามคนล้ม และไม่ควรร่าเริงเกินไปเมื่อประสบความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรนึกถึงภาวะที่ตรงกันข้ามไว้เสมอเพื่อไม่ลอยเมื่อเฟื่องฟูและไม่ฟุบเมื่อตกต่ำลำบาก อย่างนี้เรียกว่าตามรักษาจิตด้วยสติเป็นอยู่อย่างไม่ประมาท
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 พ.ย. 2553 , 07:18:33 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 5
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ สำหรับหัวใจพระพุทธศาสนาที่ว่าด้วยเรื่องความไม่ประมาทในเช้าวันนี้
และอนุโมทนาในกุศลอาจิณณกรรมของพี่เณรด้วยนะคะโดย พี่ดา [22 พ.ย. 2553 , 09:18:41 น.] ( IP = 58.9.234.189 : : )
สลักธรรม 6![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [24 พ.ย. 2553 , 14:50:34 น.] ( IP = 125.27.176.253 : : 10.0.1.252 )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |