มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หัวใจพระพุทธศาสนา...อุปาทาน (๒)




หลักธรรมอันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา

ภาคผนวก ๒
อุปาทาน


ตอนที่ผ่านมา

๒. ทิฏฐุปาทาน – ความยึดมั่นในทิฐิ

วัตถุแห่งความยึดมั่นอีกประการหนึ่งของคนทั่วไปคือ ทิฐิ ความเห็น หรือ ทฤษฏี โดยที่มักจะมองปัญหาเพียงด้านเดียว เห็นเพียงด้านเดียวแล้วเหมาเอาด้วยความเขลาว่าทั้งหมดเป็นอย่างนั้น เช่นเรื่องที่กล่าวถึงพวกตาบอดคลำช้าง ในพระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๕ ข้อ ๑๓๘ เล่าว่า พระราชาในนครสาวัตถีรับสั่งให้ราชบุรุษนำเอาพวกตาบอดแต่กำเนิดมารวมกันที่หน้าพระลานหลวงแล้วให้คลำช้าง แต่ไม่ให้คลำทั้งตัว ให้คลำเพียงคนละส่วนเท่านั้น เมื่อเสร็จแล้วจึงถามว่าช้างเหมือนอะไร คนที่คลำถูกหางก็บอกว่าช้างเหมือนไม้กวาด คนที่คลำถูกขาว่าช้างเหมือนเสาเรือน เป็นต้น ทุ่มเถียงกันด้วยเสียงดังว่าคำของเราเท่านั้นจริง ของผู้อื่นเท็จ โกรธกันจนถึงกับจะชกกัน พระราชาประทับทอดพระเนตร ทรงพระสรวลด้วยความพอพระทัยแล้วให้นำคนตาบอดพวกนั้นออกไป

พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องนี้ให้ภิกษุทั้งหลายฟังเมื่อภิกษุทั้งหลายมากราบทูลว่า ออกไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี ได้ยินพวกสมณะเจ้าลัทธิทั้งหลายเถียงกันด้วยเสียงดังว่าทิฐิหรือทฤษฏีของเขาเท่านั้นถูกต้อง ของคนอื่นไม่เป็นจริง พระพุทธเจ้าตรัสว่า ศาสดาคณาจารย์เหล่านั้นล้วนแต่มองเห็นเพียงด้านเดียวแล้วยึดมั่นทิฐิของตน วิวาทกันเหมือนพวกตาบอดคลำช้างฉะนั้น

พวกศาสดาคณาจารย์ทั้งหลายในสมัยนั้น ส่วนมากใช้วิธีเก็งความจริงทางปรัชญา (Philosophical Speculation) แล้วยืนยันทฤษฏีของตนโดยมิได้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง จึงมองปัญหาแคบด้านเดียว มืดมัวและเดา แต่ถึงกระนั้นก็ยังยึดมั่นทฤษฏีของตนไว้ด้วยความเขลา เป็นการปิดกั้นตนเองมิให้ก้าวไปข้างหน้า และขังตัวเองอยู่ในห้องแคบๆ คือ ทิฐิของตน ถ้าเป็นทิฐิอันชั่วช้าลามกก็จะยิ่งเป็นโทษใหญ่ ไม่เป็นโทษเพียงแก่ตนเองเท่านั้น แต่จะเป็นโทษแก่ผู้เชื่อตามถือตามและปฏิบัติตามอีกเป็นอันมาก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

ทรงมองไม่เห็นสิ่งใดมีโทษมากเท่ามิจฉาทิฐิ คนผู้เป็นมิจฉาทิฐิเกิดมาเพื่อให้โทษแก่โลก

ทรงมองไม่เห็นสิ่งใดที่มีคุณมากเท่าสัมมาทิฐิ ผู้เป็นสัมมาทิฐิเกิดมาเพื่อให้ประโยชน์แก่โลก เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2553 , 07:20:07 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาบางคน มองพระธรรมของพระพุทธเจ้าเพียงด้านเดียวเหมือนกัน แล้วติดอยู่เฉพาะในส่วนนั้น ปฏิเสธส่วนอื่นๆ เสียสิ้น ทั้งๆ ที่ตามความเป็นจริงแล้วพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเป็นอเนกปริยาย (Many-sided Views) เพื่อประโยชน์แก่บุคคลทุกระดับชั้นตามภูมิปัญญาของเขาเท่าที่เขาพอจะรู้ได้และนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ตนตามสมควรแก่ฐานะ

แต่นักการศึกษาสมัยใหม่บางคนสำคัญตนว่าเป็นผู้เข้าใจพระพุทธศาสนาดี ถูกต้อง ตรง เลื่อมใสพระพุทธวจนะสูตรใดสูตรหนึ่ง ตอนใดตอนหนึ่ง แล้วปฏิเสธส่วนอื่นซึ่งมิใช่ส่วนนั้นทั้งหมดว่ามิใช่พุทธศาสนา

บางคนเลื่อมใสกาลามสูตรหรือเกสปุตตสูตรอันว่าด้วยเรื่องความเชื่อ ว่าไม่ควรรับเชื่อเพราะอย่างนั้นๆ ๑๐ ประการ รวมทั้งไม่ควรเชื่อในฐานะที่ผู้นั้นเป็นครูของเราด้วย ในที่สุดก็ไม่เชื่ออะไรเลย เขามิได้เอื้อเฟื้อต่อคำสอนอื่นๆ ของพระพุทธองค์ที่สอนให้มีศรัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ บุคคลที่ควรเชื่อ เขามิได้นึกว่ากาลามสูตรนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงเป็นกรณีพิเศษเฉพาะเรื่องเฉพาะคราวเท่านั้น แก่บุคคลกลุ่มนั้นเท่านั้น

บางคนไปติดจูฬมาลุงกโยวาทสูตร ที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงแก้ปัญหาเรื่องโลก และเรื่องชีวิตวิญญาณหลังจากตายแล้วเป็นอย่างไร แล้วยืนยันมั่นคงโดยอ้างพระสูตรนี้อยู่สูตรเดียวว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงสนพระทัยเรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด แต่ที่ทรงแสดงไว้ในที่อื่นมากมายเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด เขาไม่สนใจไม่รับฟัง ฝังใจอยู่แต่พระสูตรนี้เท่านั้น ยึดมั่นด้วยทิฐิว่านี้เท่านั้นถูกต้อง อย่างอื่นเหลวทั้งสิ้น (อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญํ) อันพระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า สัจจาภินิเวส จัดเป็นคันถะ เครื่องผูกมัดอย่างหนึ่งในบรรดาคันถะ ๔ ประการกล่าวคือ อภิชฌา ความโลภอยากได้ของผู้อื่น พยาบาท การปองร้ายผู้อื่น สีลัพพตปรามาส ความยึดมั่นในวัตรอันไร้เหตุผลขาดปัญญา และอิทังสัจจาภินิเวส ความยึดมั่นว่านี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเหลวไหลทั้งสิ้น อันเป็นทรรศนะที่แคบ มืดมน ทำให้ร้อนกายร้อนใจ เหมือนคนขุดบ่อลึกแต่แคบ ยิ่งลึกยิ่งมืดและร้อนเมื่อลงไปอยู่ในนั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2553 , 07:21:42 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )


  สลักธรรม 2

กล่าวโดยทั่วไป ในวงสมาคมใครก็ตามที่เอาแต่ใจตัว ยึดมั่นแต่ความเห็นของตน ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นบ้างนั้น มักเป็นที่เบื่อหน่ายของเพื่อนฝูง เป็นที่ระอาของผู้หวังดี เรียกกันว่าเป็นคนหัวดื้อหัวรั้น มีทิฐิมานะจัด ไม่มีคนนิยม ขาดเพื่อนเห็นใจและเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข ใครไปแตะต้องความคิดเห็นของเขาไม่ได้ ถ้าทิฐิของเขาเป็นมิจฉาทิฐิด้วยแล้วก็จะดึงเขาดิ่งลงไปในห้วงเหวแห่งหายนะอย่างไม่ต้องสงสัย

ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่ยึดมั่นในทิฐิของตนฝ่ายเดียว หมั่นปรึกษาไต่ถามท่านผู้รู้ ผู้ชำนาญ เคยเดินทางมาก่อน เมื่อตนและผู้ใหญ่เห็นชอบแล้วจึงทำลงไปด้วยความมั่นใจ ได้รับการสนับสนุน หากจะมีผิดพลาดบ้างก็ได้รับความเห็นใจในฐานะเป็นสิ่งสุดวิสัย การปรึกษาหารือกับผู้รู้ทำให้ได้ทรรศนะที่กว้างไกล ท่านอาจชี้ให้เห็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ชี้ข้อบกพร่องช่องโหว่ที่เรามิได้เฉลียวใจ ท่านอาจชี้ให้เห็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ชี้ข้อบกพร่องช่องโหว่ที่เรามิได้เฉลียวใจ ท่านอาจชี้ให้เราเห็นปัญหาหลายด้าน

ถ้าปรึกษากับเพื่อนฝูงที่มีทั้งสติและปัญญาเท่าๆ กัน ก็เหมือนไม่ได้ปรึกษา แต่ถึงกระนั้นถ้าถามความเห็นเขาบ้าง เขาอาจมีคำพูดบางคำที่สะกิดใจเราทำให้เรานึกบางสิ่งบางอย่างได้ อาจกลับตัวได้หรือล้มเลิกทิฐิอันไม่ดีเสีย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตามความคิดเห็นของผู้อื่นเสียจนขาดความเป็นตัวของตัวเอง คลอนแคลน ไม่มั่นคงถูกชักจูงได้ง่าย ขาดเหตุผลอันพอตรองเห็นได้ด้วยตนเอง หรือขาดหลักอันเป็นที่พักพิงของตนเอง กลายเป็นคนเชื่อง่าย ขาดเหตุผลคอยแต่ตามเสียงเขาว่าเสียเรื่อยไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2553 , 07:22:19 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )


  สลักธรรม 3

ทางที่ดีที่สุดก็คือเดินทางสายกลาง มีหลักของตนเองพอสมควร และฟังความคิดเห็นของผู้อื่นบ้าง ยืดหยุ่นในสิ่งที่ควรยืดหยุ่น ยืนหยัดด้วยความเชื่อมั่นในสิ่งที่ควรยืนหยัด ขณะเดียวกันก็ควรพิจารณาความจริงอยู่เสมอ เมื่อความจริงเปลี่ยนไปแล้วก็ควรจะเปลี่ยนความคิดเห็น หรือความปักใจนั้นเสียด้วย เป็นบุคคลประเภท สัจจานุโลม

ตัวอย่างเช่น เราเคยเห็นบุคคลผู้หนึ่งเป็นคนชั่วเพราะเขาทำชั่วนานาประการทำให้เราปักใจว่าเขาเป็นคนเลว แต่ต่อมาเขากลับตัวเป็นคนดี ทำดี พูดดี คิดดี เราก็เห็น คนอื่นก็เห็น มีข้อพิสูจน์หลายประการว่า เขาเป็นคนดีแล้ว เราก็ควรถอนความปักใจเดิมว่าเขาเป็นคนเลว มามีความเห็นตามเป็นจริงว่าเขาเป็นคนดี อย่างนี้เรียกว่าสัจจานุโลม

ในทางตรงกันข้ามก็เหมือนกัน คนที่เคยดีต่อมาอาจเป็นคนชั่วได้ เมื่อเหตุปัจจัยปรุงให้เขาชั่ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยงอยู่อย่างนั้น จึงไม่ควรยึดมั่นในความเห็นจนเกินไป โดยเฉพาะความยึดมั่นในทิฐิที่ผิดและชักชวนผู้อื่นให้มีทิฐิเช่นนั้นด้วยย่อมมีโทษมาก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2553 , 07:24:00 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )


  สลักธรรม 4

๓. สีลัพพตุปาทาน – ความยึดมั่นในศีลและพรต

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ โดยพระราชวรมุนี (ปยุตฺโต ป.ธ. ๙ พธบ.) ได้ให้ความหมายไว้ว่า “สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นในศีลและพรต คือหลักความประพฤติ ข้อปฏิบัติ แบบแผน ระเบียบวิธี ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิพิธีต่างๆ ที่ถือว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ โดยสักว่าทำสืบๆ กันมา หรือปฏิบัติตามๆ กันไปอย่างงมงาย หรือโดยนิยมว่าขลัง ศักดิ์สิทธิ์ มิได้เป็นไปด้วยความรู้ความเข้าใจตามหลักความสัมพันธ์แห่งเหตุและผล”

ศีลหรือหลักของความประพฤติ และวัตรหรือพรตนั้น ท่านผู้รู้บัญญัติขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ความเป็นไปของมนุษย์และประโยชน์ที่มนุษย์จะพึงได้จากข้อบัญญัตินั้นๆ ตามความจำเป็นและเหมาะสมแก่สังคมนั้น ในกาละนั้นและเทศะนั้น เมื่อกาลเวลาล่วงไป สภาพแวดล้อมของมนุษย์เปลี่ยนไป สถานการณ์ต่างๆ เปลี่ยนไปความจำเป็นในการที่จะรักษาหลักแห่งความประพฤติลัทธิประเพณีขนบธรรมเนียมบางประการก็หมดไปด้วย ผู้ใดยังยึดมั่นในหลักเดิมอยู่ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแก้ไขยืดหยุ่นให้เหมาะสม ผู้นั้นย่อมประสบความลำบากเปล่า กลายเป็นถืออย่างงมงายไร้เหตุผล ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการถือเช่นนั้น

อันที่จริงเราควรรู้และศึกษาเรื่องเหล่านั้นในฐานะเป็นร่องรอยของชีวิต ไม่ใช่เอามายึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานว่าเคยทำกันมาอย่างนี้และต้องทำกันต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2553 , 07:24:44 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )


  สลักธรรม 5

ในอดีตสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเล็งเห็นว่ามีลัทธิธรรมเนียมพราหมณ์เป็นอันมากที่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียน เช่น การฆ่าสัตว์บูชายัญ ที่เป็นยัญใหญ่ถึงกับฆ่าเด็กหรือฆ่ากษัตริย์ก็เคยมี ทรงปฏิเสธเช่นนั้น ทรงสั่งสอนเสียใหม่ให้บูชายัญโดยการสงเคราะห์เอื้อเฟื้อกัน ช่วยเหลือชีวิตสัตว์แทนการฆ่าสัตว์ ผู้มีปัญญาจักษุพอตรองเห็นเหตุผลได้ก็เลิกการบูชายัญอย่างเก่ามาบูชาอย่างใหม่ตามแบบของพระพุทธองค์ คือเมตตาปรานีต่อสัตว์

การประพฤติวัตรหรือพรตอันเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองของนักบวชสมัยนั้นก็มีมากเช่นการเปลือยกาย การคลุกตัวด้วยขี้เถ้าตลอดเวลา การลงคลาน ๔ ขาอย่างสุนัข การยืนขาเดียว การนอนบนหนาม ฯลฯ ทรงเห็นว่าวัตรเช่นนั้นไม่มีประโยชน์ เป็นทุกข์เปล่าๆ ไม่มีผลดีแก่ใคร ทรงสอนให้ประพฤติวัตรอย่างกลางๆ ไม่หย่อนเกินไป ไม่ตึงเกินไป เช่น ทรงอนุญาตการนุ่งห่มเพียงเพื่อปกปิดความละอายและป้องกันหนาวร้อน อนุญาตที่อยู่อาศัยเพียงกันแดดกันฝน อนุญาตอาหารเพียงพอเลี้ยงชีพไปได้ และฝึกจิตให้สะอาดผ่องใส ทรงสอนอย่างตรงไปตรงมามีเหตุผล เป็นประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม

มองให้ใกล้เข้ามาถึงสมัยปัจจุบัน สิ่งที่เรียกว่า สีลัพพตปรามาส หรือสีลัพพตุปาทานนั้นมีอยู่เป็นอันมาก เช่น การนับถือพระรัตนตรัยนั้น จุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็เพื่อการถ่ายแบบในทางที่ดี การมีพระรูปของพระพุทธเจ้าไว้สักการบูชาก็เพื่อเอาวัตถุมาช่วยจิตใจ คือจะได้น้อมระลึกถึงพระคุณของพระองค์ว่าทรงมีพระคุณอย่างนั้นๆ เช่นทรงมีพระมหากรุณาเพียงไร มีความบริสุทธิ์เพียงไร มีพระปัญญาอย่างไร แล้วน้อมเอาพระคุณเหล่านั้นมาสู่ตน หรืออบรมตนให้มีคุณธรรมคุณสมบัติอย่างนั้นบ้าง ถ้าเคารพนับถือไปในแง่ขลังและศักดิ์สิทธิ์ย่อมไม่พ้นสีลัพพตุปาทาน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2553 , 07:25:18 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )


  สลักธรรม 6

พระสงฆ์บางรูปมีวัตรปฏิบัติดี ปฏิปทาน่าเลื่อมใสและมุ่งการทำความเพียรทางจิตเพื่อพ้นทุกข์เป็นจุดมุ่งหมาย ท่านจึงมีอำนาจจิตสูงด้วยกำลังของสมาธิและเฉลียวฉลาดด้วยกำลังของวิปัสสนาปัญญา คนเคารพเลื่อมใสมาก อะไรๆ ที่เกี่ยวกับท่านก็ดูจะขลังและศักดิ์สิทธิ์ไปเสียหมด ลูกศิษย์ใกล้ชิดก็สร้างเหรียญของท่านบ้าง ทำรูปแบบเหมือนของท่านบ้าง ครั้งแรกๆ อาจทำเพื่อเคารพบูชา หรือเป็นเครื่องระลึกประจำตนด้วยความเคารพเลื่อมใส ต่อมาเมื่อมีคนเลื่อมใสมากขึ้นก็เริ่มทำเพื่อหารายได้สร้างนั่นสร้างนี่ ใครๆ ก็พากันไปพึ่งบารมีของท่านให้วุ่นวายกันไปหมด พวกมักได้เห็นเป็นทางได้โดยสะดวก อาจแฝงตัวเข้ามาทำมาหากินกับเหรียญหรือรูปปั้นและรูปเหมือนของท่าน เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ไปรบกวนท่านกัน จนท่านไม่มีเวลาเป็นของท่านเองบ้าง เป็นการรบกวนความสงบสุขของท่านในปัจจุบัน อย่างที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ลาภ สักการะ และชื่อเสียง ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากเครื่องข้องอันประเสริฐยิ่ง ภิกษุทั้งหลาย (อย่าว่าแต่ภิกษุปุถุชนเลย) ลาภ สักการะและชื่อเสียงนี้ เป็นอันตรายแม้แก่ภิกษุผู้เป็นอรหันตขีณาสพ”

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ พระอานนท์จึงทูลถามขึ้นว่า “เพราะเหตุไร ลาภ สักการะและชื่อเสียง จึงเป็นอันตรายแก่ภิกษุอรหันตขีณาสพ?”

พระศาสดาตรัสตอบว่า “ลาภ สักการะและชื่อเสียงมิได้เป็นอันตรายต่อจิตที่หลุดพ้นแล้วของพระขีณาสพนั้นก็จริง แต่เป็นอันตรายต่อการอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของพระขีณาสพนั้น นี่แหละอานนท์ เราจึงกล่าวว่า ลาภ สักการะและชื่อเสียงเป็นของทารุณ เผ็ดร้อนหยาบคาย...”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2553 , 07:26:15 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )


  สลักธรรม 7

ในทางที่ถูกที่เหมาะสมก็คือ ถ้าเลื่อมใสท่านก็ควรศึกษาให้รู้ให้เข้าใจถึงข้อปฏิบัติของท่านว่า ท่านมีดีในตนของท่านอย่างไร มีคุณอย่างไร แล้วถ่ายแบบเอาคุณอย่างนั้นเข้าไว้ในตน ดำเนินตามรอยของท่าน สร้างสมคุณธรรมอย่างนั้นๆ ให้เกิดขึ้นในตน อย่างนี้แหละเรียกว่าเลื่อมใสจริง ได้ผลจริง และได้ชื่อว่าอยู่ใกล้ท่านจริง โดยที่ไม่ต้องแขวนเหรียญของท่านก็ได้ ไม่ต้องบูชารูปเคารพของท่านก็ได้ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ผู้ใดก็ตาม แม้เดินเกาะชายสังฆาฏิของพระองค์ไปอยู่ทุกหนทุกแห่ง ก็หาชื่อว่าอยู่ใกล้พระองค์ไม่ ส่วนผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ตน สมควรแก่เหตุผล ผู้นั้นแหละชื่อว่าอยู่ใกล้พระองค์อย่างแท้จริง”

ทรงเปรียบเทียบให้เห็นว่า “เหมือนลาที่เดินตามฝูงโคอยู่ต้อยๆ แต่ก็หาเป็นโคได้ไม่” (ส่วนโคแท้ๆ แม้จะอยู่ต่างหากจากฝูงโคก็คงนับว่าเป็นโคอยู่นั่นเอง)

เพราะฉะนั้น ผู้เลื่อมใสพระรัตนตรัย ปรารถนาความบริสุทธิ์แห่งตน ปฏิบัติตามโดยชอบเพื่อความบริสุทธิ์ นั่นแหละจึงจะบรรลุจุดมุ่งหมายแห่งการถึงพระรัตนตรัย และได้ผลจริงทุกๆ ด้าน เพราะพระธรรมนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เห็นได้ในปัจจุบัน ไม่กำหนดกาล เรียกให้มาดูได้ ควรน้อมเข้ามาในตนเพื่อให้กาย วาจาใจของตนประกอบด้วยธรรม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรม และจะเห็นได้เองว่าธรรมนั้นประเสริฐสูงส่งเพียงใด

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2553 , 07:27:31 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )


  สลักธรรม 8


มาศึกษาและทำความเข้าใจในหัวใจพระพุทธศาสนาต่อค่ะ

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลอาจิณณกรรมค่ะ

โดย พี่ดา [8 ธ.ค. 2553 , 10:47:57 น.] ( IP = 124.121.171.145 : : )


  สลักธรรม 9

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ธ.ค. 2553 , 14:49:50 น.] ( IP = 125.27.174.59 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org