| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หัวใจพระพุทธศาสนา...อุปาทาน (๓) ตอนสุดท้าย
หลักธรรมอันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา
ภาคผนวก ๒
อุปาทาน
ตอนที่ผ่านมา
๔. อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในตัวตน
โดยทั่วไปบุคคลผู้มิได้สดับธรรมของพระอริยะย่อมสำคัญมั่นหมายว่ามีตัวตน และสำคัญมั่นหมายสิ่งภายนอกว่าเป็นของตน เช่น บุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัติ ญาติพี่น้อง เพื่อน คู่รักของตน เมื่อสำคัญมุ่งหมายดังนั้น ความทุกข์ ความกังวล ความร้อนใจ ก็เกิดขึ้นด้วยเหตุต่างๆ เช่น ความพลัดพรากบ้าง ความไม่ได้ดังใจหวังบ้าง
ความจริงสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตน ไม่เป็นของเรา แม้ตัวตนที่เราสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเรา ก็ยังไม่เป็นของเรา มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปตามเหตุปัจจัย เมื่อมีเหตุปัจจัยหนุนอยู่อุปถัมภ์ค้ำชูอยู่ก็ดำเนินต่อไปได้ พอขาดเหตุปัจจัยก็ดับไป เหมือนเปลวไฟจากตะเกียงน้ำมัน เมื่อยังมีเหตุปัจจัยคือไส้และน้ำมันอยู่ เปลวไฟก็ยังดำรงอยู่ได้ทีละขณะๆ พอสิ้นน้ำมันอันเป็นเหตุปัจจัยและไฟได้ไหม้ไส้เท่าที่พอจะไหม้ได้หมดแล้ว เปลวไฟก็ดับไป
เมื่อตัวตนแม้ของเราเองก็ไม่มีเสียแล้ว ก็เป็นอันไม่ต้องกล่าวถึงสิ่งภายนอก ที่รู้สึกว่าเป็นเราและเป็นของเรานั้นเพราะความยึดคืออุปาทาน
ธรรมดามนุษย์เรานั้นประกอบด้วยขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และธาตุ ๖ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ และวิญญาณธาตุ
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ธ.ค. 2553 , 07:23:01 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 1ในอนัตตลักขณสูตร (สูตรที่ว่าด้วยลักษณะของอนัตตา) พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ขันธ์ ๕ ไม่มีตัวตน ไม่เป็นตัวตน ถ้าเป็นตัวตนแล้วก็ย่อมไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ เราย่อมปรารถนาเอาได้ว่า จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าเป็นอย่างนั้นเลย
ในธาตุวิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า คนเราประกอบด้วยธาตุ ๖ ดังกล่าวแล้ว และธาตุ ๖ นั้น บุคคลพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เมื่อเห็นดังนี้ย่อมเบื่อหน่ายในธาตุทั้ง ๖ และจิตย่อมคลายความกำหนัดในธาตุทั้ง ๖ นั้น
แม้บางคราวพระพุทธองค์ทรงแสดงอัตตาคือตัวตนเหมือนกัน เช่น ในโปฏฐปาทสูตร ทรงแสดงอัตตา ๓ อย่าง คือ
๑. อัตตาหยาบ อันได้แก่ ตัวตนของมนุษย์ สัตว์ดิรัจฉานและเทพชั้นกามาวจรทั่วไป
๒. อัตตาอันสำเร็จด้วยใจ อันได้แก่ กายของพรหม ชั้นรูปพรหมและ
๓. อัตตาที่หารูปมิได้ คือพวกอรูปพรหม
แต่ทรงสอนให้ละอัตตาทั้ง ๓ นั้นเสีย และว่าการละอัตตาทั้ง ๓ เสียได้เป็นความสุข
ในที่สุดทรงเน้นว่า คำว่า อัตตา (ตัวตน) นี้ เป็นเพียงโลกสมัญญา โลกนิรุติ โลกโวหารและโลกบัญญัติ คือสมมติเรียกกันทางโลกเป็นภาษาของชาวโลก ทรงพูดตามภาษาของโลกแต่ไม่ทรงยึดถือ
ข้อที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน ก็ทำนองเดียวกัน ทรงเรียกขันธ์ ๕ ธาตุ ๖ ว่าตนตามสมมติของชาวโลก เพื่อให้ชาวโลกเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ในขั้นจริยธรรม เพื่อให้สร้างตนเอง พึ่งตนเองด้วยการกระทำของตนเอง พระพุทธศาสนาเน้นเรื่องนี้จนได้ชื่อในภาษาอังกฤษสมัยปัจจุบันว่า A Do-it-yourself Religionโดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ธ.ค. 2553 , 07:24:48 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 2พระพุทธเจ้าเองก็ตรัสอยู่เสมอว่าให้มีตนเป็นที่พึ่ง พระองค์เองทรงเป็นเพียงผู้บอกเท่านั้น วิธีพึ่งตนเองที่ดีที่สุดก็คือ พึ่งธรรม แม้พระองค์ก็ทรงถือเอาธรรมเป็นที่พึ่งเหมือนกัน คนที่ธรรมคุ้มครองแล้วก็เป็นอันได้รับการคุ้มครองด้วยดี ผู้ที่ธรรมไม่คุ้มครองแล้ว ใครๆ ก็ไม่อาจคุ้มครองได้
ในจูฬสัจจกสูตร สัจจกนิครนถ์ ทูลถามพระพุทธองค์ว่า ด้วยเหตุเพียงเท่าใด สาวกของพระองค์จึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอน ทำตามพระโอวาท ข้ามความสงสัยเสียได้ ถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น อยู่ในคำสอนแห่งศาสดาตน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า สาวกของพระองค์เห็นปัญจขันธ์โดยความเป็นของไม่มีตัวตน ไม่ใช่ตัวตน เพียงเท่านี้ก็ชื่อว่าทำตามคำสอนทำตามโอวาทของเรา ข้ามความสงสัยเสียได้ ถึงความแกล้วกล้าไม่ต้องเชื่อผู้อื่น... ฯลฯ
เพราะเหตุที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตน พระพุทธองค์จึงตรัสว่า สิ่งทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือมั่น (สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย) เพราะเมื่อยึดมั่นในสิ่งใด ก็ย่อมต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้น เมื่อยึดมั่นในตัวตนก็ย่อมต้องทุกข์เพราะตัวตน เพราะสิ่งใดที่บุคคลเข้าไปยึด (มีอุปาทาน) จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้เป็นไม่มีในโลกนี้ หรือแม้ในโลกไหนๆ ก็ตาม พระพุทธองค์ตรัสว่าเมื่อไม่ยึดมั่นย่อมไม่มีความหวาดสะดุ้ง เมื่อไม่หวาดสะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตนทีเดียวโดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ธ.ค. 2553 , 07:26:00 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 3ความยึดมั่นในตัวตนนี่เองทำให้บุคคลมีอหังการ ความทะนงตนหรือความรู้สึกเชิดชูตน ที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Egoistic Tendency ความรู้สึกดังกล่าวนี้นำความทุกข์มาให้แก่ตนและผู้อื่นมาก มีลักษณะยกตนข่มผู้อื่น ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในหมู่ชนผู้มิได้สดับธรรมของพระอริยะ ผู้หลงอยู่ในทิฐิมานะและตัวตน ก่อให้เกิดความเคียดแค้นบาดหมางความกระทบกระทั่ง ความริษยา และนำไปสู่ความทุกข์อันยืดเยื้อ ความรู้สึกทะนงตนดังกล่าวแม้บางคราวจะไม่ก่อทุกข์แก่ผู้อื่นเพราะอยู่ภายใต้ตน แต่ก็ก่อทุกข์ให้แก่ตนในฐานะที่เป็นภาระทางใจอันหนักอึ้ง บางทีก็ทำให้คนผู้มีปัญญาจักษุน้อย มองเห็นเป็นความดีงามในฐานะแห่ง ศักดิ์ศรี หรือ เกียรติยศ และแบกเอาสิ่งนั้นไว้ และกอดรัดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น บางทีก็เป็นไปในรูปของการ จมไม่ลง บางคราวก็เป็นไปในรูปของการ กลืนไม่เข้า คายไม่ออก บางครั้งก็มีพฤติกรรมทำนองเดียวกับนกที่ถูกเขาเอาไม้เสียบคางแล้วปล่อยให้บินไป ต้องมองสูงอยู่ตลอดเวลา ก้มไม่ได้ เหินไปจนหมดแรงแล้วตกลงมาตาย
หลุมพรางของโลกมีอยู่เป็นอันมาก คอยดึงดูดให้คนตกลงไป ผู้ไม่มีแว่นธรรมหรือกล้องส่องทางไกลคือธรรม ย่อมเป็นการยากที่จะมองเห็น เมื่อตกลงไปแล้วบางทีก็ชื่นชมยินดีอยู่ในหลุมพรางนั้น ไม่คิดจะดึงตัวขึ้นมา เพราะคนเป็นอันมากตกอยู่ นึกว่าใครๆ ก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น นึกปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไรใครๆ ก็เป็นกัน แต่ความสุขของผู้ไม่ตกหลุมพรางไม่ติดบ่วงนั้นเป็นอย่างไร ไม่เคยได้รู้ จึงสำคัญผิด เห็นทุกข์เป็นสุขไปอย่างนี้แหละมีมาก ส่วนคนที่มีทรรศนะอันถูกต้อง เห็นทุกข์เป็นทุกข์ เห็นสุขเป็นสุขนั้นมีน้อย
อุปาทานคือความยึดมั่นทั้ง ๔ ประการดังกล่าวเป็นเครื่องผูกพันมนุษย์ไว้กับทุกข์ เมื่อปล่อยวางได้ไม่มีอุปาทานก็เป็นความสุข ความดับอุปาทานโดยไม่มีเชื้อเหลือท่านเรียกว่า อนุปาทาปรินิพพานเป็นภาวะสูงสุดในพระพุทธศาสนา เป็น Summum Bonum เป็นกิจที่พึงประสงค์อย่างยิ่งในการประพฤติธรรม เป็นภาวะที่ปลอดภัยจากทุกข์ทั้งปวงโดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ธ.ค. 2553 , 07:26:55 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 4การปล่อยอุปาทานอย่างหนึ่งแล้วไปจับเอาอีกอย่างหนึ่งไว้นั้นอีกหน่อยก็จะติดหมดทุกอย่างโดยไม่รู้ตัว เพราะอวิชชาคือความไม่รู้หรือความเขลา ดังลิงที่เอามือไปจับท่อนไม้ที่มียางเหนียวไล้อยู่โดยรอบ เมื่อมือแรกติดยางเหนียวแล้วดึงไม่ออก เอามือที่สองไปยันเข้าเพื่อดึงมือแรกออก มือที่สองจึงติดยางเหนียวนั้นด้วย มือที่สามและที่สี่ก็ติดยางเหนียวโดยทำนองเดียวกัน จึงเป็นอันติดยางเหนียวหมดทั้ง ๔ มือ หรือ ๔ เท้า ต้องห้อยโหนตัวอยู่ที่ท่องไม้นั่นเอง ได้รับทุกขเวทนาเป็นอันมาก คนส่วนมากก็ยึดมั่นอยู่ในอุปาทานทั้ง ๔ ประการนั้น
บางรายแม้ละอุปาทานอย่างอื่นได้แล้ว แต่ไปติดอยู่ในอัตตวาทุปาทานแต่ประการเดียว หรือติดอย่างใดอย่างหนึ่งก็เหมือนกัน ชื่อว่าติดอยู่ไม่อาจถอนตนให้เป็นอิสระโดยสมบูรณ์ได้ เหมือนลิงที่แม้จะติดยางเหนียวเพียงมือเดียวก็ชื่อว่าติดขอนไม้อยู่นั่นเอง ไม่อาจมีเสรีภาพได้ ฉันใดก็ฉันนั้น พิจารณาให้เห็นโทษของอุปาทาน ไม่ว่ากาม ทิฐิ สีลัพพตะหรืออัตตวาทะล้วนแต่มีโทษทั้งสิ้น เมื่อพิจารณาเห็นโทษแล้วก็พยายามบรรเทาความยึดมั่นต่างๆ เหล่านั้นให้เบาบางลง ถ้ายังไม่อาจบรรเทาได้ก็ให้พิจารณาเห็นโทษเนืองๆ มองให้ดีจะเห็น เพราะความทุกข์อันปรากฏชัดเจนอยู่กับใจนั้นก็เพราะมีอุปาทาน การเห็นทุกข์อันเกิดจากอุปาทานก็ชื่อว่าเห็นโทษของอุปาทาน
ถ้ายังบรรเทาไม่ได้ก็ให้อบรมสมาธิและปัญญาให้มีกำลังแรงกล้าขึ้น เพราะเมื่อเห็นโทษแล้ว ยังตัดไม่ได้ก็แสดงว่ากำลังใจยังไม่พอ กำลังปัญญายังไม่พอ เหมือนคนที่เห็นการผูกมัดรัดรึงว่าเป็นโทษที่พึงสลัดออกแล้ว แต่ยังตัดไม่ขาด ทั้งๆ ที่มีดก็อยู่ในมือ แสดงว่ากำลังแขนยังไม่พอ ต้องบำรุงกำลังแขนให้แข็งแรงขึ้น และลับมีดให้คมขึ้นอีก ย่อมจะต้องตัดไม้ขาดเมื่อกำลังเพียงพอโดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ธ.ค. 2553 , 07:28:10 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 5การปล่อยอุปาทานเหมือนการปลงภาระอันหนักลงเสียได้ ย่อมมีความสุข ความโปร่งใจ เบาใจ เหมือนคนแบกภาระหนักมานาน เมื่อปลงเสียได้ ไม่ยึดภาระอื่นไว้ย่อมเบาสบาย ปลอดโปร่ง ฉันใดก็ฉันนั้น
บุคคลอุ้มสิ่งใดไว้ย่อมหนักเพราะสิ่งนั้น กายที่อุ้มภาระใดไว้เช่น แม่อุ้มเด็กย่อมหนักเพราะภาระนั้น ยิ่งอุ้มนานและเดินทางไกลก็ยิ่งหนัก และเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น ฉันใด ใจที่อุ้มเอากิเลสไว้ อุ้มเอาอุปาทานไว้ก็ย่อมหนักฉันนั้น แม้ปากจะบ่นว่าไม่ไหวแล้วแต่ก็ยังอุ้มไว้ สิ่งที่อุ้มไว้นั้นยังเป็นสังขาร มีปัจจัยปรุง มีความทรุดโทรมคร่ำคร่าเป็นธรรมดาเข้าอีก ผู้อุ้มเอาไว้จึงต้องแก้ไข ปรับปรุง ยุ่งเหยิงอยู่เนืองนิตย์ เพียงขันธ์ ๕ หรือกายใจของตนเพียงคนเดียวก็หนักแสนหนักอยู่แล้ว ยังอุ้มเอาสิ่งอื่นภายนอกตนไว้อีกด้วยอุปาทานอันมั่นคงว่า เรา และ ของเรา ลองคิดดูเถิดว่าจะต้องหนักสักเพียงใด
ชีวิตที่ไม่มีอุปาทาน จึงเป็นชีวิตที่ปลอดโปร่งสบาย ปล่อยสิ่งทั้งหลายให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย (ยถา ปจฺจยํ ปวตฺตนฺติ) เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ด้วยความรู้เท่าทัน ด้วยปัญญาอันชอบ มิใช่เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมืดบอดซึ่งจะก่อโทษให้นานัปการ.
คัดลอกมาจาก หนังสือ หลักธรรมอันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา
โดย...อาจารย์วศิน อินทสระ
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ธ.ค. 2553 , 07:29:41 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 6
ติดตามอ่านหัวใจพระพุทธศาสนามาโดยตลอดเลยค่ะ : อริยสัจจ์๔-พระไตรลักษณ์-ปฏิจจสมุปบาท-ความไม่ประมาท-โอวาทปาติโมกข์ -อุปาทาน
ให้ได้เข้าใจแก่นแท้ของชีวิตว่าประกอบด้วยรูปนามขันธ์ ๕ ซึ่งประกอบด้วยลวดลายของความทุกข์ ไม่เที่ยงและไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะยึดถือ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดตามเหตุปัจจัยเท่านั้น
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่กรุณานำหลักธรรมซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนามาให้ได้อ่านศึกษาหาความรู้อย่างต่อเนื่อง
อนุโมทนาสาธุในกุศลอาจิณกรรมค่ะโดย พี่ดา [9 ธ.ค. 2553 , 09:41:55 น.] ( IP = 124.121.176.177 : : )
สลักธรรม 7![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [14 ธ.ค. 2553 , 14:56:17 น.] ( IP = 125.27.174.59 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |