| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เพื่อความสุขใจ (๑๓) ตอนสุดท้าย
เพื่อความสุขใจ
ตอนที่ผ่านมา
เพื่อสุขภาพจิตที่ดี
มนุษย์เราจะมีความสุขดีก็ต่อเมื่อมีสุขภาพกายและจิตดี แต่ระหว่างสุขภาพกายกับสุขภาพจิตนั้น คิดว่าสุขภาพจิตสำคัญกว่า เพราะถ้าสุขภาพจิตดี แม้สุขภาพกายจะกระท่อนกระแท่นเช่นคนชราก็พอหาความสุขในชีวิตได้ แต่ถ้าสุขภาพจิตเสื่อมทรุดโทรมแล้ว แม้สุขภาพกายจะดีก็ไม่มีความสุข ตัวอย่างเช่น คนหนุ่มสาวที่แม้ไม่มีโรคทางกายแต่เป็นโรคจิตเภท โรคจิตประสาท ควบคุมตัวเองไม่ได้ มีพฤติกรรมผิดปกติไป เขาไม่มีความสุขในชีวิต
ชีวิตของคนเราสำคัญอยู่ที่จิตมากกว่าอยู่ที่กาย แต่คนส่วนมากเข้าใจผิด จึงให้ความสำคัญแก่กายมากกว่าจิต เขาจึงต้องผิดหวังเพราะดำเนินผิด จับหลักผิด
เพื่อสุขภาพจิตที่ดี ท่านควรสร้างแนวจิตดังนี้
๑. คิดถึงความไม่เที่ยงอยู่เสมอ
๒. คิดถึงความไม่มีตัวตนของสิ่งทั้งปวง
๓. ระลึกไว้เสมอซึ่งความเป็นปฏิกูล
๔. หมั่นพิจารณาให้เห็นโทษของกาย
๕. ตั้งจิตไว้เพื่อละความตรึกในกาม (กามวิตก)
๖. คิดไปทางคลายความติด (วิราคสัญญา)
๗. คิดไปในทางดับ (นิโรธสัญญา)
๘. เห็นว่าไม่มีอะไรน่ายินดีในโลกทั้งปวง
๙. พิจารณาว่าไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง
๑๐.พิจารณาลมหายใจเข้า-ออก (ทำอานาปานสติ)
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2553 , 07:55:26 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 1๑. คิดถึงความไม่เที่ยงอยู่เสมอ
คิดถึงความไม่เที่ยงอยู่เสมอ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ลาภ ยศ ชื่อเสียง นินทา สรรเสริญ หรืออะไรๆ ทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับเรา อย่าคิดว่าอะไรจะแน่นอน สิ่งเดียวเท่านั้นที่เที่ยง คือความไม่เที่ยง แนวคิดนี้ทำให้ท่านปล่อยวางได้เมื่อจำเป็นเพราะคิดอยู่ก่อนแล้วว่ามันจะเป็นเช่นนั้น
๒. คิดถึงความไม่มีตัวตนของสิ่งทั้งปวง
คิดถึงความไม่มีตัวตนของสิ่งทั้งปวง ที่เห็นเป็นตัวตนเพราะเราไปยึดถือเข้าเอง ไปมีอุปาทานในสิ่งนั้น เวลาเราโกรธเรื่องใด รู้สึกว่าเรื่องนั้นใหญ่เท่าภูเขา แต่พอหายโกรธแล้วอารมณ์แจ่มใสแล้ว เรื่องนั้นเล็กลงเท่าเม็ดทราย ความรักก็เหมือนกัน ถ้ากำลังรัก กำลังหลง อะไรๆ ที่เกี่ยวกับคนนั้นเป็นเรื่องใหญ่หมด แต่พอความรักจางคลายลง เรื่องที่เกี่ยวกับคนนั้นก็ค่อยๆ เล็กลง พอความรักเหือดหาย เรื่องที่เกี่ยวกับคนนั้น ซึ่งเคยถือเป็นเรื่องใหญ่กลายเป็นหมดความหมายไปเลย ถ้าจะเอื้อเฟื้อช่วยเหลืออะไรก็ทำด้วยเหตุผลและพอประมาณ รู้สึกปลอดโปร่งและสบายไม่ต้องคอยตามห่วงเมื่อเขาไปไหนๆ
ผู้หญิงคนหนึ่ง ไปคลอดลูกที่โรงพยาบาล ออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ถนอมเลี้ยงลูกจนโต กำลังน่ารัก น่าเอ็นดู กำลังหลงรักลูก ขณะนั้นเกิดรู้กันขึ้นว่าพยาบาลหยิบเด็กผิด เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกตัว ความรักจึงถดถอยและค่อยๆ ลดลงจนไม่รักเด็กคนนั้น นี่คืออะไร? เด็กคนนั้นก็เป็นคนเดิม วิเคราะห์ได้ว่าความรักเป็นอุปาทานหรือสืบเนื่องมาจากอุปาทาน ไม่มีตัวตนที่แท้จริง แต่ถ้าเป็นความรักด้วยเมตตากรุณา เป็นคุณธรรมปลูกฝังให้อยู่ยั่งยืนได้ เป็นประโยชน์
เด็กบางคนเคยรักพ่อแม่ที่เลี้ยงตนมา แต่พอรู้ภายหลังว่าไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริงก็ไม่รัก กลับโกรธทั้งๆ ที่เป็นพ่อแม่คู่เดิมนั่นเอง ทำไม?
ความรัก โลภ โกรธ หลง ล้วนเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน เรามีตัณหา อุปาทาน จึงไปถือเรื่องเหล่านั้นเป็นตัวตนเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เหมือนเทพนิยายกรีกไป personification ธรรมชาติต่างๆ ให้เป็นเทพบุตรเทพธิดาขึ้นมา จึงเป็นเรื่องราวเล่ากันได้ไม่จบ
ที่สำคัญคืออัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในตัวตน ต้องการความสุขเพื่อตนและต้องการให้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือในการสนองความสุขของตน ผู้อื่นก็ต้องการเช่นนั้นเหมือนกัน ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นผลออกมาเป็นความทุกข์
หนังละครมีแต่เรื่องรัก โลภ โกรธ หลง จึงมีความขัดแย้งตลอดเรื่องและมีทุกข์ตลอดเรื่อง ทำให้คนดูซึ่งมีอารมณ์คล้อยตามพลอยเป็นทุกข์ไปด้วย จริงๆแล้วมีแต่มายา ไม่มีอะไรเป็นตัวตน ผู้ดูหนังละคร ต้องตั้งสติ ตั้งใจไว้ว่า ดูรัก โลภ โกรธ หลง ในตัวคนแล้วนำมาสอนใจอย่างนี้จึงจะได้ประโยชน์ มิฉะนั้นแล้วเสียเวลา ไม่คุ้มค่า เสียสุขภาพจิตโดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2553 , 07:59:32 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 2๓. ระลึกไว้เสมอซึ่งความเป็นปฏิกูล
ระลึกไว้เสมอซึ่งความเป็นปฏิกูล ไม่สวยงามของร่างกายเพื่อความไม่ติด ไม่ยึดมั่นผูกพันในร่างกายทั้งของตนและของผู้อื่น
ร่างกายประกอบด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม มีสิ่งปฏิกูลซึมซาบอยู่ทั่วไปทั้งภายในและภายนอก สิ่งภายในกายที่ไหลออกภายนอกแล้ว ไม่มีใครปรารถนาถูกต้อง แม้เจ้าของร่างกายเองก็รังเกียจ ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น ระลึกไว้เสมอเช่นนี้ ความกำหนัดในกายจะคลายลง ไม่ต้องเสียเวลาและเงินทองกับเรื่องการตกแต่งประดับประดาร่างกาย อยู่อย่างธรรมชาติได้ พิจารณาให้เห็นจริงว่า ความสวยอยู่เพียงแค่ผิวหนังเท่านั้น (Beauty is but Skin-deep) เจาะผิวหนังลงไป เจอแต่เนื้อ เลือด น้ำหนอง ไม่มีอะไรสวยเลย ถ้ากลับเอาภายในร่างกายไว้ ภายนอกเหมือนกลับเสื้อกางเกง จะเป็นอย่างไร นกกา หมา แมว คงไล่ตามกันเป็นกลุ่มๆ เจ้าของกายคงต้องถือไม้คอยไล่สัตว์เหล่านั้นเป็นแน่
ถ้าสังเวชสลดใจอยู่กับกายดังกล่าวนี้ จิตย่อมสงบ สุขภาพจิตดี เห็นใครสวยกว่าก็ไม่ริษยา เพราะคิดได้ว่า มันแค่ผิวหนังเท่านั้นเอง พอตายลงก็หมดค่า สิ่งปฏิกูลซึ่งเคยปิดบังมานานก็ปรากฏให้เห็นชัดเจน คนที่เคยรักก็เบือนหน้าไม่กล้าอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ต้องมีคนมาคอยอยู่เป็นเพื่อนมากมายแล้วพาไปเผา พร้อมด้วยพร่ำภาวนาว่า ขอให้ไปที่ชอบๆ เถิดโดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2553 , 08:00:07 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 3๔. หมั่นพิจารณาให้เห็นโทษของกาย
หมั่นพิจารณาให้เห็นโทษของกาย ว่ามีทุกข์มากมีโทษมาก เป็นที่เกิดและที่ตั้งของโรคนานัปการ เช่น โรคตา หู คอ จมูก โรคในท้องในไส้ เป็นต้น
เมื่อหมั่นพิจารณาอยู่เสมอแล้ว โรคเกิดขึ้นจริงก็ปลงใจได้ว่า ร่างกายนี้เป็นรังของโรค (โรคนิทฺทํ) ซึ่งมีสาเหตุต่างๆ มากมาย
เอาความเป็นโรคมาให้เป็นประโยชน์สำหรับศึกษาและพัฒนาจิตอบรมจิต บางคนเมื่อร่างกายสบายอยู่ไม่มีโรคก็เพลิดเพลินด้วยลาภยศและกามารมณ์ ไม่เคยนึกถึงความจริงของชีวิตเลย พอเจ็บไข้ได้ป่วยจึงได้ธรรม ซึ่งมีคุณค่าสูงกว่าลาภ ยศและกามคุณอันตนไขว้คว้าหามาตลอดชีวิต
สุขภาพกายเป็นสิ่งดี แต่ไม่ได้ดีไปกว่าสุขภาพจิต ถ้าเสียกายแล้วได้จิตก็ขอให้ยินดีแลกเถิด ได้ทั้ง ๒ อย่างยิ่งดี แต่ถ้าเสียสุขภาพกายแล้ว ยังต้องเสียสุขภาพจิตซ้ำอีก เราก็โง่ไปหน่อย
บางท่านเป็นโรคเรื้อรัง กลับทำประโยชน์ได้มาก เพราะความเป็นโรคนั้นกระตุ้นเตือนให้ไม่ประมาท บางคนหันมาบำเพ็ญสมถวิปัสสนาอย่างจริงจังเพราะโรคเป็นเหตุจนได้สำเร็จมรรคผลพร้อมกับโรคหายไปด้วย ท่านเรียกบุคคลประเภทนี้ว่า โรคสมสีสี แปลว่าทำลายกิเลสคืออวิชชาอันเป็นเสมือนศีรษะได้พร้อมกับหายโรค
บางท่านมีทุกข์ทางใจอย่างสาหัสแล้วหาทางออกจากทุกข์ด้วยการปฏิบัติธรรม ได้สำเร็จมรรคผลพร้อมกับการสิ้นทุกข์ทางใจ อย่างนี้ท่านเรียกว่า เวทนาสมสีสี แปลว่าสิ้นกิเลสพร้อมด้วยสิ้นทุกขเวทนา บางท่านเป็นโรคแล้วทำความเพียรปฏิบัติธรรมจนสิ้นชีวิตพร้อมด้วยกิเลสสิ้นไป ท่านเรียกว่า ชีวิตสมสีสี แปลว่าสิ้นกิเลสพร้อมกับสิ้นชีวิต
โดยนัยนี้ การเป็นโรคก็มีอุปการะต่อชีวิตเหมือนกัน ถ้าเจ้าของชีวิตคิดเป็น ท่านธรรมรักษาเขียนหนังสือเล่มเล็กๆ ไว้เล่มหนึ่งให้ชื่อว่า คนเจ็บไข้ ผู้โชคดี ผู้สนใจทางนี้ควรอ่าน จะได้ของดีจากความเจ็บไข้เยอะทีเดียวโดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2553 , 08:00:41 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 4๕. ตั้งจิตไว้เพื่อละความตรึกในกาม (กามวิตก)
ตั้งจิตไว้เพื่อละความตรึกในกาม ความตรึกในพยาบาท (พยาบาทวิตก) และความตรึกในการเบียดเบียน (วิหิงสาวิตก)
พิจารณาเห็นโทษของความคิด ความหมกมุ่นทางกาม กามารมณ์ และกามคุณว่าเป็นมูลรากของความทุกข์ความเดือดร้อนนานัปการ มีความคับแค้นและความร่ำไรรำพันเป็นผล ได้มาก็ลำบากในการหวงแหนรักษา เป็นเหตุแห่งความหึงหวง ริษยาและประทุษร้าย เพราะกามเป็นเหตุ มีความชั่วและความทุกข์อีกนานัปการตามมาเผาลนชีวิต กามารมณ์เมื่ออยู่ไกลก็ดูเหมือนน่าชื่นชม พอเข้าใกล้ได้สัมผัสก็จะเห็นพิษภัยของมันเอง ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ไม่ผิดเพี้ยน ทำให้คนทะเลาะวิวาทกัน ทำให้คนตรากตรำต่องานหนักและเหน็ดเหนื่อยเพื่อกาม ถ้าไม่เพื่อกามก็คงไม่หนักและเหน็ดเหนื่อยขนาดนั้น ทำให้คนประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ ตายแล้วต้องทนทุกข์ในนรกอีก
ในพระสูตรชื่อ เทวธาวิตักกสูตร (อ่านทะเวธา) พระพุทธเจ้าตรัสเล่าแก่ภิกษุทั้งหลายว่า เมื่อพระองค์ยังมิได้ตรัสรู้ ทรงแบ่งความนึกคิดออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนดี ได้แก่ความนึกคิดที่จะปลีกตนออกจากกาม จากความไม่พยาบาทและจากความไม่เบียดเบียน ส่วนชั่วคือความตรึกในเรื่องกาม เรื่องความพยาบาทและความเบียดเบียน ทรงพิจารณาเห็นว่า ความนึกคิดเรื่องกาม เป็นต้น เป็นไปเพื่อการเบียดเบียนตนและผู้อื่น ส่วนความนึกคิดเรื่องการปลีกตนออกจากกาม เป็นต้น เป็นไปเพื่อการไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น ทรงนึกคิดอยู่นานหลายวันก็เห็นแต่ความปลอดโปร่ง ความไม่มีภัย
คนเราเมื่อมีความรู้สึกว่าปลอดโปร่งไม่มีภัยก็ไม่เครียด ผ่อนคลาย ไม่มีทุกข์ ทำให้สุขภาพจิตดี
ความคิดพยาบาทและความคิดเบียดเบียนนั้น ยิ่งคิดมากยิ่งเครียดมาก สู้คิดในทางตรงกันข้ามไม่ได้ คือคิดในทางเมตตากรุณาให้อภัยและช่วยเหลือเกื้อกูล คิดในทางนี้ จิตใจอ่อนโยนมีความสุข ต้องทำบ่อยๆ ทำจนเคยชินเป็นนิสัย จะรู้สึกปลอดโปร่ง สุขภาพจิตดีโดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2553 , 08:01:09 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 5๖. คิดไปทางคลายความติด (วิราคสัญญา)
คิดไปทางคลายความคิด (วิราคสัญญา) คือ พรากใจออกจากสิ่งที่เคยติดพันยึดมั่น เห็นด้วยปัญญาว่า สิ่งใดที่เข้าไปติดพันยึดมั่นจะไม่ให้โทษนั้นไม่มี จึงถอยใจออกห่าง อยู่ในโลกไม่ติดโลก เหมือนน้ำอยู่บนใบบัวไม่ติดใบบัว, ใบบัวไม่ติดน้ำ เพียงแต่อาศัยกันให้สำเร็จประโยชน์ในกิจอันพึงทำ ลมไม่ติดตาข่าย, ตาข่ายไม่ติดลม จิตใจของบุคคลผู้มีวิราคสัญญาย่อมไม่ติดสิ่งใดในโลก ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะทำให้เขาติดได้เหมือนเนื้อป่าไม่ติดบ่วง ไม่ต้องทุกข์เพราะบ่วง สุขภาพจิตจะดีเยี่ยมทีเดียว
๗. คิดไปในทางดับ (นิโรธสัญญา)
คิดไปในทางดับ (นิโรธสัญญา) ดับเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์ มีชีวิตอยู่เพื่อจะดับเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์ ไม่ใช่เพื่อเพิ่มเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์ เพลิงกิเลสคือ ราคะ โทสะ โมหะ หรือ โลภ โกรธ หลง เพลิงทุกข์ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เศร้าโศก พิไรรำพัน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ คับแค้นใจ เพลิงเหล่านี้เผาผู้ไม่รู้มานานแล้ว เมื่อรู้เท่าทัน เห็นด้วยปัญญาว่าทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป จึงตั้งทิศทางในการดำเนินชีวิตว่า เพื่อดับเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์ สิ่งอื่นเป็นเพียงผลพลอยได้ ไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญมาก หมุนเข็มชีวิตตรงแน่วไปสู่ความดับทุกข์ เหมือนเข็มทิศชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ
๘. เห็นว่าไม่มีอะไรน่ายินดีในโลกทั้งปวง
เห็นว่าไม่มีอะไรน่ายินดีในโลกทั้งปวง ไม่ว่ามนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก ล้วนเป็นภพ เมื่อมีภพก็มีทุกข์เจืออยู่ทั้งนั้น เหมือนอุจจาระหรือปัสสาวะแม้เล็กน้อยก็มีกลิ่นเหม็น จึงไม่ปรารถนาภพมุ่งตรงสู่นิพพานคือความดับภพ (ภวนิโนโธ นิพฺพานํ)
จริงๆ แล้ว พระพุทธเจ้าทรงสอนมิให้เพลิดเพลินแม้ในนิพพาน ไม่ให้ยึดมั่นว่านิพพานเป็นของเรา เพราะความเพลิดเพลินยินดี เป็นมูลแห่งทุกข์ (มูลปริยายสูตรเล่ม ๑๒ ข้อ ๑-๙)โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2553 , 08:01:47 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 6๙. พิจารณาว่าไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง
พิจารณาว่าไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง เพราะสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ไปปรารถนาเข้าก็เท่ากับปรารถนาความไม่เที่ยงและความทุกข์นั่นเอง
อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน
อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข
แปลว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีการเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป การสงบสังขารเหล่านั้นเสียได้ เป็นสุข
เป็นคาถานำมาจากอรรถกถาธรรมบทภาค ๑ พระมหากาลกล่าวเมื่อพิจารณาศพในป่าช้า และได้บรรลุอรหัตผล ปัจจุบันพระนิยมนำมาใช้ในการบังสุกุลศพ พระธรรมยุตจะสวดต่อว่า
สพฺเพ สตฺตา มรนฺติ จ, มรึสุ จ มริสฺสเร, ตเถวาหํ มริสฺสามิ, นตฺถิ เม เอตฺถ สํสโย แปลว่า สัตว์ทั้งหลาย กำลังตายอยู่ด้วย, ได้ตายมาแล้วด้วย, จักตายต่อไปด้วย, เราจักต้องตายอย่างนั้นเหมือนกัน, ความสงสัยในเรื่องความตายนี้ ไม่มีแก่เราโดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2553 , 08:02:20 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 7คำว่า สังขาร มี ๒ ความหมายคือ
๑. สังขารภายนอก หมายถึงสารประกอบต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้น (Compounded things) เช่นร่างกายของคนอันประกอบด้วยธาตุ ๕ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศ (ความว่าง ช่องว่างในกาย) ต้นไม้ โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ เป็นสังขารทั้งนั้น
๒. สังขารภายใน คือ สภาพปรุงแต่งจิตให้ดีให้ชั่ว อันนี้เป็นนามธรรม เป็น Mental formation, Volition สังขารที่กล่าวถึงในขันธ์ ๕ หมายถึงสังขารที่เป็นนามธรรมนี้ สังขารที่เป็นรูปธรรมอยู่ในข้อว่า รูป
สังขารไม่ว่าเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม ล้วนเป็นทุกข์ ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า สพฺเพ สงฺขารา ทุกขา สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
จิตของปุถุชนถูกปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา จึงกลับกลอก แปรปรวนและเป็นทุกข์ บวกด้วยทุกข์แห่งรูปขันธ์เข้าอีก จึงเป็นมหาทุกข์ ส่วนจิตพระอรหันต์ เป็นวิสังขารไม่ถูกปรุงแต่ง จึงผ่องใสและไม่เป็นทุกข์ เพราะท่านดับสังขารได้แล้ว การสงบสังขารเสียได้คือไม่ถูกปรุงแต่งจึงเป็นสุขด้วยประการฉะนี้
อีกชื่อหนึ่งของพระอรหันต์ คือ อตัมมโย ผู้ไม่ถูกปรุงแต่ง เพราะได้บรรลุธรรมคือ อตัมมยตา กล่าวคือวิสังขารหรือนิทตัณหา (= ไม่มีตัณหา) นั่นเอง อตัมมยตา = Unconditionality, อตัมมโย = Unconditioned สังขารจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา สิ่งที่น่าปรารถนากว่าคือวิสังขาร กล่าวคือนิพพาน คือความดับเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์ดังกล่าวมานั่นเองโดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2553 , 08:02:48 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 8๑๐. พิจารณาลมหายใจเข้า-ออก (ทำอานาปานสติ)
พิจารณาลมหายใจเข้า-ออก (ทำอานาปานสติ) หลักข้อ ๑๐ นี้ เพื่อผูกจิตไว้กับลมหายใจเข้า-ออก จะได้ไม่ฟุ้งซ่านออกไปภายนอกอันเป็นเหตุให้เครียดวุ่นวายเป็นทุกข์
วิธีทำ นั่งนิ่งๆ หลับตาครึ่งเดียวมองลงต่ำให้เห็นปลายจมูก นับลมหายใจ เข้านับ ๑, ออกนับ ๑, ๑-๑ ทีละคู่ ๒-๒, ๓-๓ จนถึง ๑๐-๑๐ แล้วกลับมาตั้งต้น ๑-๑ ใหม่
เมื่อจิตสงบพอสมควรตาจะหลับลงมาสนิทเอง โดยไม่ต้องเกร็งไม่ต้องฝืน ใจสงบอยู่กับลมหายใจสักระยะหนึ่ง เลิกทำแล้วจะรู้สึกสดชื่น พระพุทธเจ้าตรัสว่า อานาปานสติทำให้กายไม่ลำบาก ตา(จักษุ) ก็ไม่ลำบาก เป็นธรรมเครื่องอยู่สบายในปัจจุบันอย่างหนึ่ง
หลัก ๑๐ ประการดังกล่าวได้นำมาจากคิริมานันทสูตร หรืออาพาธสูตรในพระไตรปิฏกอังคุตตรนิกายเล่ม ๒๔ ข้อ ๖๐ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระอานนท์ให้นำไปแสดงแก่พระคิริมานันทะ ผู้ป่วยหนักซึ่งได้ฟังแล้วปรากฏว่าหายป่วย เห็นว่าเป็นหลักที่จะนำมาใช้เพื่อบรรเทาทุกข์ทางใจเพื่อสุขภาพจิตที่ดีของพุทธศาสนิกชนได้ ถ้าปฏิบัติตามนี้ได้บ้างก็ย่อมได้รับผลตามสมควรแก่การปฏิบัติ
ความสุขของชีวิตอยู่ที่สุขภาพที่ดี.
นำมาจากหนังสือ เพื่อความสุขใจ
โดย อาจารย์วศิน อินทสระ
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2553 , 08:04:12 น.] ( IP = 180.210.216.74 : : )
สลักธรรม 9![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [5 ม.ค. 2554 , 11:06:48 น.] ( IP = 125.27.183.26 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |