| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เด็กดี เพราะมีครู
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1แต่น่าแปลก...เมื่อเทียบกับการเข้ามาเรียนธรรมะ ณ มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ ผู้เขียนเป็นนักเรียนมาจนถึงวันนี้นับเป็นปีที่ ๒๖ ...ก็ยังเรียนไม่จบ แต่ทว่ามีครูสอนอยู่เพียง ๕ ท่านเท่านั้น ท่านทั้งห้าเป็นผู้ปลูกฝังคุณธรรมความดีงามลงสู่จิตใจให้กับลูกศิษย์ทุกคน ความผูกพันที่มีต่อครูผู้สอนธรรมจึงมากกว่าคุณครูทั่วไปในทางโลก .....แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ระลึกถึงพระคุณครูที่ให้ความรู้ในการประกอบอาชีพแก่เราหรอกนะ เพียงแต่ว่าเวลาและความผูกพันเท่านั้นที่ก่อให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างกัน ฉะนั้นเมื่อถึงวันเด็กและวันครูทีไรก็อดที่จะนึกถึงวันแรกที่ได้มีโอกาสเข้ามามอบตัวเป็นศิษย์ของมูลนิธิไม่ได้ เพราะวันนั้นนับเป็นวันที่พลิกผันชีวิตให้เริ่มมีหนทางที่เปลี่ยนไปจากเดิม
ตอนนั้นครูที่พบเป็นท่านแรก ก็คือ ท่านอาจารย์วิชิต ธรรมรังษี ถัดมา คือ อาจารย์บุษกร เมธางกูร ผู้ซึ่งเป็นสะพานทอดผ่านให้ผู้เขียนได้พบกับพระครูผู้มีเมตตาอย่างสูงสุด คือ หลวงพ่อเสือ ผู้ซึ่งพยายามชี้แนะแนวทางสู่ความพ้นทุกข์ให้กับลูกศิษย์ทุกคน ต่อมาก็ได้พบกับท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร ซึ่งเป็นผู้ที่ริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิ อันเป็นสถานที่เรียนปริยัติ(พระอภิธรรม) ตลอดจนสถานที่ปฏิบัติ คือสำนักปฏิบัติวิปัสสนาอ้อมน้อย และยังเป็นผู้สอนพระอภิธรรมอีกด้วย ท่านอาจารย์บุญมีสอนไปตลอด แม้จะอาพาธก็ตาม ท่านสอนไปจวบจนอาพาหนักไม่สามารถสอนได้อีก จึงมีพระครูศรีโชติญาณ เจ้าอาวาสวัดศรีประวัติในขณะนั้นมาทำการสอนแทน
ท่านทั้งห้า มิใช่ครูที่ให้ความรู้ธรรมดาๆที่เป็นประโยชน์เฉพาะการดำรงชีวิตในชาตินี้เท่านั้น แต่การสอนของท่านมุ่งหวังให้เราได้ดำเนินชีวิตอย่างปลอดภัยไปในภพที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด พร้อมชี้แนวทางการปฏิบัติที่ทำให้ทุกข์น้อยลง จนกว่าจะดำเนินไปจนสิ้นสุดทุกข์โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [7 ม.ค. 2554 , 08:14:09 น.] ( IP = 58.9.141.234 : : )
สลักธรรม 2
![]()
สำหรับหลวงพ่อเสือ พระครูผู้สูงส่งด้วยเมตตานั้นท่านจะคอยติดตามดูแลพวกเราอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ลูกศิษย์ทุกคนที่ได้รับคำตักเตือนในเรื่องบางเรื่องย่อมตระหนักดีว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในการกระทำของเราไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา หรือความนึกคิดทางใจนั้น ไม่อาจพ้นสายตา และสายใจของหลวงพ่อไปได้ ท่านจะคอยมาให้คำชี้แนะ ตลอดจนบอกแนวทางแก้ไขเพื่อให้ชีวิตเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี
วันเด็กปีนี้ ในฐานะที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กของหลวงพ่อ....ถึงแม้จะเป็นผู้สูงวัยแล้วก็ตาม แต่ก็ยังรู้สึกว่าตนเองยังเป็นเด็กที่อยู่ในความดูแลของหลวงพ่ออยู่ เพราะมีอยู่ปีหนึ่ง วันเด็กปีนั้นหลวงพ่อท่านบอกว่า
...พ่อเองก็คำนึงถึงวิถีชีวิตของลูกๆ ทุกคนซึ่งยังเด็กอยู่ ด้วยเพราะความคิด และการกระทำของลูกโดยเฉลี่ยแล้วยังคิดไม่ถูกดีนักเท่าใด ซึ่งพ่อถือเอาว่า นั่นคือเด็ก ที่ไม่ประสีประสานักในเรื่องของกรรม เมื่อยังเป็นเช่นนั้น พ่อจึงมีหน้าที่ดูแล และกล่อมเกลาขัดสีฉวีวรรณให้ลูกทุกคนมีราศี มีค่า และเป็นผู้มีเหตุแห่งความดีในชีวิต เพื่อจะได้เติบโตและแข็งแรงด้วยสติปัญญา ....
จึงให้เวลาตนเองกลับมาทบทวนความรู้สึก และสิ่งดีๆ ที่ได้รับจากหลวงพ่อ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้นทำให้นึกถึงหัวข้อการบรรยายเรื่อง ความกตัญญู ของพระราชวิจิตรปฏิภาณ ในวันงาน กตอัญชลีพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ที่ทางมูลนิธิจัดขึ้นเพื่อทำกุศลเนื่องในวันคล้ายวันมรณภาพของท่านอาจารย์บุญมี ก็ถือขอนำข้อคิดของท่านเจ้าคุณในวันนั้น กลับมาให้พวกเราได้มีโอกาสทบทวนและใคร่ครวญกันอีกครั้ง
- หนึ่งชิ้นที่ควรมี
- หนึ่งความดีที่ควรกราบ
- หนึ่งภาพที่ควรจำ
- หนึ่งคำที่ควรปฏิบัติ
- หนึ่งจริยาวัตรที่ควรทำตาม
- หนึ่งคำถามที่ควรตอบให้ได้
หัวข้อทั้งหมดนี้ เมื่อนำมาตั้งถามว่า ในเมื่อเราเชื่อมั่นว่าเราเป็นลูกของหลวงพ่อแล้ว เราน่าจะมีคำตอบให้กับ
ตนเองได้ทุกข้อโดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [7 ม.ค. 2554 , 08:19:19 น.] ( IP = 58.9.141.234 : : )
สลักธรรม 3![]()
หนึ่งชิ้นที่ควรมี
ผู้เขียนคิดว่าผู้ที่เข้ามาเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อนั้น ส่วนใหญ่จะได้รับของมีค่าจากท่าน ไม่ว่าจะเป็นพระธาตุ
พระหลากสี พระสมเด็จ พระต่างๆนานา หรือ ตะกรุด หรือจะเป็นสร้อยทอง ฯลฯ เชื่อว่าสิ่งที่ได้รับจากหลวงพ่อนั้น แทบทุกคนไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่งชิ้น......ผู้เขียนเองก็มีหลายชิ้นเช่นกัน เพราะอยู่มานาน โดยเฉพาะชิ้นที่มีค่ามาก นั่นก็คือจดหมาย เพราะถ้อยคำที่ท่านเขียนมาให้นั้นล้วนชี้แนวทางให้เรามีกำลังใจที่จะอดทนเดินตามทางท่านได้เป็นอย่างดี ดังตอนหนึ่งที่ว่า
ขันติ คือสิ่งที่พ่อชำนาญได้ ด้วยการกระทำมา หลายชาติเหลือเกิน
ความเพียรที่ทำให้พ่อต่อสู้อุปสรรค เพื่อชนะจากกิเลสของตัวเอง พร้อมทั้งชนะจิตใจในฝ่ายต่ำทั้งหลาย พ่อก็เพียรพยายามอันนี้มากมาย หลายชาติเหลือเกิน
ปัญญาที่พ่อมี นำมาสอนลูก พ่อก็ศึกษาเล่าเรียน และเพียรปฏิบัติมานาน หลายชาติเหลือเกิน
แต่สิ่งที่เป็นชาตินั้น ก็เป็นเพียงชั่วคราวที่เราจะต้องเกิด ต้องตายที่หนีไม่พ้น
...ก็ขอให้ลูกใช้ขันติ วิริยะ และปัญญา พิจารณาสภาพจิตของตนเองให้สม่ำเสมอ รู้กระทบและรู้กระทำ รู้สิ่งที่ควรนำมาเป็นข้อปฏิบัติ รู้ขจัดกิเลส และรู้เหตุที่ทำให้ต้องพบสิ่งต่างๆ แล้วสามารถกระทำชีวิตให้มีความเบิกบานแจ่มใส พร้อมที่จะเป็นปัจจัยเกื้อกูลให้ลูกนั้น หาประโยชน์อันมีค่าสูงสุดให้กับชีวิตได้
ขอให้ลูกมีความตั้งมั่นในขันติ เช่นเดียวกับพ่อ มีความเพียร อย่าได้ท้อแท้ เช่นเดียวกับพ่อ เพราะลูก คือลูกของพ่อ จงทำหน้าที่ของตนเองให้สมเป็นลูกที่พ่อคิดว่า ลูกคือคนดี และรักษาความดีนี้ไปทุกชาติ จนถึงมรรค ผล นิพพาน นะลูก ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข มงคลใดที่ประเสริฐ จงเป็นสำหรับชีวิตลูกนะโดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [7 ม.ค. 2554 , 08:25:25 น.] ( IP = 58.9.141.234 : : )
สลักธรรม 4![]()
หนึ่งความดีที่ควรกราบ
ต้องบอกว่าหลายสิ่งหลายอย่างแห่งความดีงามที่ได้ประจักษ์ในแต่ละครั้งที่หลวงพ่อท่านลงมาสอน ลงมาเป็นผู้ให้นั้น ไม่ว่าจะเป็นความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสัตว์โลก การบริจาคทานเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ และอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านได้กระทำให้พวกเราเห็นนั้น ล้วนเป็นความดีงามที่ซึมซับเข้าสู่จิตใจลูกๆ ซึ่งทุกคนต่างมีความปีติอิ่มเอิบใจทุกครั้งที่ได้ร่วมทำกุศลกับหลวงพ่อ
หนึ่งภาพที่ควรจำ
ภาพหลวงพ่อที่ประทับอยู่เบื้องหน้า แววตาที่ทอประกายของความเมตตาที่มองมุ่งตรงมายังลูกศิษย์แต่ละคนนั้น ล้วนตรึงใจพวกเราแทบทุกคน ภาพที่ท่านเอามือลูบศีรษะลูกศิษย์ที่กำลังประสบทุกข์ ภาพที่ท่านรักษาให้กับลูกศิษย์ที่กำลังเจ็บป่วย ....และอีกหลายๆภาพที่หลวงพ่อแสดงออกถึงความห่วงใยในความเป็นไปของพวกเราล้วนประทับแน่นอยู่ในใจอย่างไม่มีวันลืม
ลูกศิษย์หลายคนอาจคิดว่า ปัจจุบันเราไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นภาพเหล่านั้นแล้ว แต่ผู้เขียนเชื่อว่าภาพที่แท้จริงของหลวงพ่อนั้นยังติดตามพวกเรา ดังคำสัญญาของท่านว่า..
..... ลูกรัก..ไม่ว่าลูกของพ่อจะมีชีวิตอยู่ ณ ที่ใด พ่อมองดูลูกเสมอว่า พร้อมส่งกระแสจิตคอยปกป้องภัยต่างๆ ให้ลูกเสมอ
ในเส้นทางที่ไกลนั้นลูกยังมีพ่อร่วมเดินทางอยู่ด้วยเสมอ ลูกไม่ได้เดินคนเดียวตามลำพังนะลูก จำไว้ ทุกย่างก้าวในถนนสายนี้ ลูกมีพ่อเสมอนะลูกรัก หรือ
......พ่ออยู่ใกล้ลูกตลอดเวลา ไม่เคยทิ้ง แต่ลูกจงอย่าทิ้งคำสอนของพ่อ
คำของพ่อยืนยันให้พวกเรารู้ว่า ท่านอยู่กับเราตลอดเวลาโดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [7 ม.ค. 2554 , 08:32:24 น.] ( IP = 58.9.141.234 : : )
สลักธรรม 5![]()
หนึ่งคำที่ควรปฏิบัติ
คำสอนคำเตือนของหลวงพ่อที่มีให้พวกเรานั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไปในทางโลกหรือทางธรรม
.......จงทำนะลูกนะ มีชีวิตด้วยขันติ คือ ความอดกลั้น และอดทน
จงมีชีวิตที่ประกอบไปด้วย โสรัจจะ คือความสงบเสงี่ยม สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของตนเองเอาไว้ เพราะว่าไม่มีบุคลิกใดๆ และไม่มีชั้นวรรณะใดๆ เลย ที่จะบ่งบอกความสง่าได้เท่า ความสงบที่ตน ผู้ใดรู้จักความ สงบกาย สงบวาจา สงบใจ ผู้นั้นกำลังส่งเสริมชีวิตให้มีบุคลิกภาพ ทางด้านกาย วาจา และใจ ให้สง่าผ่าเผยได้ทุกๆ สถานที่
.....พยายามนะลูก หมั่นระลึกว่า วันนี้ทำอะไร มีอะไรเกิดขึ้น เอาธรรมะเข้าไปส่อง อย่างเช่นวันนี้โกรธ ต้องรู้สภาวธรรมมีอะไรเกิดขึ้น (ไม่ใช่รู้เรื่องราว) ดีหรือชั่ว ใครเป็นผู้ได้รับ เป็นการบอกตนเอง ถ้าดีก็ทำต่อ ถ้าไม่ดีก็ตั้งใจว่าจะไม่ทำ
พระอริยบุคคลท่านก็พัฒนามาจากความรู้ถูก ลูกต้องพยายามให้กำลังใจตนเอง ชีวิตแต่ละคนมีเวลาเท่ากัน แค่ความคิดคือปัญญามีไม่เท่ากัน เราต้องพัฒนาความคิด และสติปัญญา หมั่นทำไป ระลึกไป แล้วจิตใจจะเบิกบาน
หรือจะเป็นคำที่ท่านให้พวกเราหมั่นเตือนตนเองบ่อยๆ ว่า
...อดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน ปัจจุบันคือความจริง
...จงเดินหน้า ไม่ว่าของเก่า ไม่เล่าอดีต
...คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป
และอีกมากมายหลายๆ คำสอน ที่หากเรานำไปปฏิบัติแล้ว ผลย่อมปรากฏที่ตนเอง ดังที่หลวงพ่อท่านบอกว่า ใครทำ ใครได้โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [7 ม.ค. 2554 , 08:39:54 น.] ( IP = 58.9.141.234 : : )
สลักธรรม 6
![]()
หนึ่งจริยาวัตรที่ควรทำตาม
จริยาวัตรอันโดดเด่นของหลวงพ่อที่มีมาตั้งแต่เป็นเจ้าอาวาสวัดสามกอ นั่นก็คือ ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้
เปี่ยมไปด้วยพรหมวิหารธรรม แม้ตอนมรณภาพ ตรงหน้าท่านก็ยังมีกระดาษเขียนข้อความไว้ว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และจวบจนทุกวันนี้ หัวข้อเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการสอนแทบทุกครั้ง และท่านยังปลูกฝังให้พวกเราทุกคนได้เข้าใจในเนื้อหา อีกทั้งคุณค่าจากจริยาวัตที่ท่านได้แสดงออกมาให้เห็น ท่านยังได้เน้นให้ตระหนักว่า หากพวกเราขาดธรรมอันประเสริฐในข้อนี้แล้ว โอกาสที่จะดำเนินไปสู่ความสิ้นสุดทุกข์นั้นย่อมไม่เกิดขึ้น
....การเจริญพรหมวิหาร ๔ เพราะเป็นแนวทางที่จะปฏิบัติให้เกิดปัญญา เพราะเป็นประตูแรกที่จะเดินทางไปสู่มรรคผล การเจริญในที่นี้หมายถึงการเจริญ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งถ้าผู้ใดเพียรพยายามทำให้เกิดในจิตของตนได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ย่อมจะได้ชื่อว่า มีความเพียรที่สูงส่งของจิต ....
ความตั้งมั่นฝึกฝนจิตให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คือสภาวะที่ไร้ขอบเขต เพราะพรหมวิหารในสภาวะอันสมบูรณ์นั้นไม่มีขอบเขตจำกัดจึงไม่ง่ายนักที่จะปฏิบัติ แต่ก็สามารถทำให้สัมฤทธิ์ผลได้ด้วยการเพียรพยายามอดทน จนกระทั่งคุณธรรมเหล่านี้ปลูกฝังติดแน่นกับจิตใจ ไม่เพียงแต่การปฏิบัติเท่านั้น เรายังจะต้องถือเอาเป็นอารมณ์ในการปฏิบัติภาวนาอีกด้วย คือการอบรมบ่มภาวนา เพื่อให้จิตประเสริฐสุดด้วยคุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ด้วย เพราะเมื่อการปฏิบัติควบคู่ไปกับการภาวนาแล้วจะทำให้เกิดผลของความประเสริฐฝังลึกลงในใจจนกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเองได้โดยง่าย และเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วจะไม่เสื่อมสูญลงไปได้ง่ายๆ และการหมั่นภาวนานี้ทำให้เกิดผลประจักษ์แก่ใจถึงลักษณะซึ่งแสดงให้เห็นถึงจิตอันแผ่กว้างไกลไร้ขอบเขต ซึ่งความความประเสริฐของความเพียรฝึกฝนพรหมวิหารนั้น ก็คือการสร้างการฝึกสภาวะของจิตใจ ไว้เพื่อเพียรทำวิปัสสนาปัญญานั่นเอง .
...วิปัสสนาญาณ คือ ความเข้าใจอันแจ่มแจ้ง ถึงการแปรปรวนทั้งหลายของชีวิตจิตใจตลอดจนรูปธรรมทั้งหลาย และเป็นธรรมชาติอันแท้จริงที่ปราศจากการสมมุติที่เราทุกคนต้องประสบกับมันทั้งๆ ที่อยู่ต่อหน้าต่อตานั่นเองโดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [7 ม.ค. 2554 , 08:46:23 น.] ( IP = 58.9.141.234 : : )
สลักธรรม 7![]()
เราต้องเข้าใจถึงเรื่องของชีวิตของตนเองให้ถ่องแท้ คำว่า "ชีวิต" นั้นสืบเนื่องมาจากผลจากกรรมของเราเองทั้งทางกาย วาจา ใจ การกระทำที่ได้ทำไปในชาตินี้และในชาติปางก่อนๆ กรรมเป็นแดนเกิดของประสบการณ์เหล่านั้น ตนเองเป็นเจ้าของการกระทำของตนเอง โดยที่ไม่มีใครสามารถหยิบยกผลของการกระทำของเราไปได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นๆ จะเป็นผลของกรรมดีและผลของกรรมชั่วก็ตาม มันก็จะต้องย้อนกลับมาหาเรา เปรียบเสมือนเป็นมรดกหรือกรรมสิทธิ์ของเรานั่นเอง
ถ้าเราเข้าใจมันให้ดี ศึกษาหรืออ่านจากหนังสือทำความรู้จักมันให้ถ่องแท้ นั่นก็คือการทำความเข้าใจในเบื้องต้นของอุเบกขา เพราะจะทำให้เราเข้าใจถึงสาเหตุของที่มา มันจะทำให้เราไม่หวาดกลัว เพราะเราพบแต่เรื่องของตัวเองทั้งนั้น แล้วทำไมเราจึงต้องกลัวมัน (ผลของการที่เรากระทำมาเอง) แต่เรามีหนทางที่จะพิจารณาต่อไปว่าความไม่แน่นอนต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรานั้น เกิดขึ้นเพราะเรา แล้วเราก็ควรหาทางหลีกหนีด้วยการตั้งมั่น และความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นในใจเรา เราจะเชื่อในอำนาจของความดีในการกระทำไว้ในอดีตนั่นเอง
นอกจากนี้ยังสร้างพลังให้เรามีความตั้งมั่นในความเพียรที่จะกระทำความดี ละเว้นความชั่ว และกระทำกรรมดีเพื่อเป็นผลของอนาคต เมื่อเราเพียรได้ความสงบแห่งจิตนั้นก็ย่อมมาสู่เราพร้อมๆ กับความเข้มแข็งให้จิตตนมีขันติธรรมและอุเบกขา เพื่อกล้าเผชิญต่อความผันผวนปรวนแปรในชีวิต และอุเบกขาจะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์นั้นก็สืบเนื่องมาจากการมี "สติ" คือความสำนึกรู้สึกตัว การมีอุเบกขาไม่ได้หมายความว่า ความอับปัญญาหรือความเย็นชาที่เกิดขึ้นในจิตใจ แต่อุเบกขาคือ ความเต็มเปี่ยมโดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [7 ม.ค. 2554 , 08:50:43 น.] ( IP = 58.9.141.234 : : )
สลักธรรม 8![]()
สติที่คอยกำหนดรู้เฉยๆ ก็จะเป็นตัวตั้งมั่นให้เราเกิดความอบอุ่นด้วยศรัทธา ประกอบกับความรู้ชัดแจ้งแห่งปัญญาเข้าด้วยกัน สติตัวนี้จะสนับสนุนผลักดันอำนาจแห่งวิริยานุภาพกับสมาธิ และจะส่งผลในตนซึ่งฝังแน่นไม่สูญหายไปจากตน เพราะกำลังเหล่านี้เองสามารถช่วยให้เราไม่หลงทางเข้าไปในสังสารวัฏได้
เพราะเหตุนี้เอง จึงหยิบยกมาเปรียบให้ฟังได้ว่า ที่ใดมีความเคลื่อนไหว ย่อมไม่มีความสงบนิ่งในที่นั้น ที่ใดสงบนิ่ง ที่นั้นไม่มีตัณหา ที่ใดไม่มีตัณหา ที่นั้นก็ไม่มีการมาและการไป และที่ใดไม่มีการมาและการไป ที่นั้นย่อมไม่มีการเกิดการตาย และถ้าไม่มีการเกิดการตาย นั่นแหละคือความสิ้นทุกข์
ความสิ้นสุดทุกข์...นี่คือ จุดประสงค์ของการลงมาสอนของหลวงพ่อ
....จำไว้ สิ่งที่พ่อเห็นลูกอยู่ก็คือ ลูกตั้งอยู่บนความทุกข์ จึงรีบมาบอกให้รู้ว่า อะไรคือทุกข์ เพื่อจะได้รีบพ้นไปจากทุกข์
จงทำกิจของตนเอง อย่าห่วงคนอื่นมากเกินความจำเป็น การห่วงคนอื่น คือห่วงว่าเราจะมีเมตตาจิตแก่เขาพอหรือยัง มากพอหรือยัง หรือให้เขาแล้วหรือยัง จงใช้เมตตาจิตห่วง ใช้กรุณาห่วง ใช้มุทิตาห่วง ใช้อุเบกขาห่วง ...พรหมวิหารให้กับผู้อื่น เอาพรหมวิหารสู่ผู้อื่นให้หมด
เอาสติปัญญาการกระทำวิริยะใส่ตัวเองให้เร็วที่สุด นั่นคือสิ่งที่ลูกจะได้กลับไป จงห่วงผู้อื่นด้วยการกรกระทำตนเองออกสู่พรหมวิหาร ๔ สร้างความสงบร่มเย็นให้กับตัวเอง และกลับมาดูตัวเองดด้วยการฝึกปรือสติ สัมปชัญญะ....
ตอนนี้ พวกเราคงได้คำตอบแล้วว่า จริยาวัตรที่ควรทำตาม(หลวงพ่อ) คืออะไร ...ก็คือ การเจริญพรหมวิหาร ๔ นั่นเอง
( โปรดติดตามตอนต่อไป )
![]()
โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [7 ม.ค. 2554 , 08:57:53 น.] ( IP = 58.9.141.234 : : )
สลักธรรม 9
กราบบูชาพระคุณครูทุกๆท่าน
เนื่องในวันเด็กแห่งชาติค่ะโดย ธัญนันทน์ เลิศหิรัญวงศ์ [7 ม.ค. 2554 , 09:43:44 น.] ( IP = 124.121.178.33 : : )
สลักธรรม 10
สวัสดีค่ะพี่วยุรี
จะเรียกว่าเป็นมงคลอย่างยิ่งในวันนี้เลยก็ว่าได้ที่ได้มาอ่านบทความนี้ตั้งแต่เช้า เพราะเป็นความต่อเนื่องอย่างเหลือเกินที่ได้ฟังเทปคำบรรยายหลวงพ่อในระหว่างขับรถมาแล้วก็มาได้อ่านเรื่องนี้ต่ออีก
รู้สึกได้ชัดเลยค่ะว่า เรายังมีความเป็นเด็กกันมากจริงๆ ช่วงเวลาที่ไม่ได้พบกับครูบาอาจารย์ท่านต่างๆ ที่พี่วยุรีกล่าวถึงแล้ว โดยหลวงพ่อนั้นทำให้เราห่างเหินไปจากการอบรมขัดเกลาความประพฤติทางกาย วาจา และความรู้สึกนึกคิดทางใจ ..เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วก็เหมือนเรือที่ค่อยๆ ลอยจากกลุ่มไปคนละทิศละทางตามแต่แรงกิเลสจะผลักดันให้หันหางเสือไป กลายเป็นเด็กซนคึกคะนองไปตามสิ่งยั่วยุต่างๆ โดยขาดความยับยั้งชั่งใจ
ในความรู้สึกแล้ว..สิ่งหนึ่งหรือหนึ่งชิ้นที่ควรมีสำหรับน้องกิ๊ฟนั้น คือ เป้าหมาย (ที่ได้รับการปลูกฝังจากหลวงพ่อ) เพราะในคราวใดที่เราไร้เป้าหมายนี้ "หนึ่ง"ที่เหลือก็เกิดขึ้นได้ยาก และหากเกิดได้ก็เกิดโดยไร้ปัญญา
รู้สึกขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะที่พี่วยุรีนำบทความนี้มาเผยแพร่เพื่อเป็นเกราะคุ้มครองชีวิตของพวกเราอีกครั้งให้กลับมาอยู่ในลู่วิ่งที่ควรจะเป็น
จะติดตามอ่านตอนต่อไปด้วยความเคารพในกุศลกรรมของครูบาอาจารย์ทุกท่านและของพี่วยุรีด้วยนะคะ
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ม.ค. 2554 , 10:05:57 น.] ( IP = 125.27.178.155 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |