มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้ถึงกระแสพระนิพพาน (๗)








ผู้ถึงกระแสพระนิพพาน (๗)


ตอนที่ผ่านมา

๘. มานะ คือ ความลำพอง อวดดื้อ ถือดี

มานะเกิดขึ้นมาจากไหน เกิดขึ้นมาเพราะความเห็นผิด ความยึดมั่นตนเอง ความประมาท การกระทบของจิต ความลำพองนี้เป็นอนุสัยกิเลส

ทุกวันนี้ตอนเรียนธรรมะก็เอาธรรมะมาปลง แต่ถ้านั่งทำงานอยู่เป็นหัวหน้ากอง คนที่ไม่เคยรู้จักเราเดินผ่านมาบอกให้เอาของไปให้คนโน้นที ใช้หัวหน้ากอง เราโกรธแน่ใช่ไหม

หรือไม่เราอยู่ในฐานะดี ทำงานดี ๆ เผอิญไปเจออีกคนหนึ่งเขาไม่รู้จักเรา ไม่เคยรู้ฐานะการเงินของเรา เขาอยากจะทำบุญขึ้นมาก็บอกเราว่า ฉันทำบุญกับคุณ ลองดูซิ เราต้องโกรธขึ้นมาในใจ เพราะอนุสัยมานะอวดดื้อถือดี ยึดตนเองเอาไว้ว่าอย่างฉันนี่ เป็นฉันแล้ว นี่ฉันนะ อย่าทำอะไรฉันนะ อย่าพูดให้ฉันไม่พอใจนะ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ม.ค. 2554 , 07:18:16 น.] ( IP = 49.228.251.202 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

แค่ไหว้กันนี่มานะยังมีเลย ครูรับไหว้ลูกศิษย์อันนี้เคยตั้งคำถามมาแล้ว ถามว่ามีลูกศิษย์เดินมาไหว้ครู แล้วครูไหว้ตอบ ครูมีมานะไหม ตอบว่ามีก็ได้ ไม่มีก็ได้ แต่ส่วนมากมี เพราะอะไร เพราะการไหว้ตอบของเรายังไม่วิสุทธิทางจิต เขาไหว้ฉันก่อน ฉันจึงต้องรับไหว้ ถ้าเขาไม่ไหว้ฉัน ฉันก็ไม่รับไหว้ หรือไม่ก็ไหว้เพื่อให้คนเขาเห็นว่าขนาดเป็นครูยังไหว้ได้เลย เห็นไหม มานะเป็นตัวสั่งทำงาน ถ้าจิตไม่วิสุทธิ์ พวกนี้ก็ยังอยู่ ต้องได้อนาคามีจึงจะค่อย ๆ หมดไป

ฉะนั้น ลองดูซิการไหว้กัน ทุกวันนี้แม่ไหว้ลูกหรือไม่ เคยไหม ไม่เคย เพราะว่า “ฉันเป็นแม่” ใช่ไหม ความรู้สึกนี้ไม่ต้องบอก มันอยู่ในความรู้สึกที่ทำออกมาไม่ได้ ยอมรับไหม มีมานะกันทุกคน แล้วอย่ามาตอบว่าผู้ใหญ่ไหว้เด็กแล้วอายุสั้น เพราะผู้ใหญ่คนที่คิดคำพูดนี้มีมานะ เป็นคำพังเพยจากผู้ใหญ่ที่มีมานะ

ลูกขอเงิน พ่อให้แล้ว ลูกไม่ไหว้ ก็ต้องนึกในใจว่า ให้แล้วไม่รู้จักไหว้ มือแข็งใช่ไหม จะต้องนึกไปในทางที่ว่า ฉันต้องได้ความเคารพ พ่อกลับเข้าบ้านพบลูกเคยไหว้ลูกไหม แล้วพอลูกไหว้ เออดี ผู้ใหญ่ทุกคนพอให้เงินให้อะไร เด็กไม่ไหว้ก็ต้องนึกว่า ดูมันซิ ไม่ขอบคุณสักคำ เพราะอะไรทำให้คิดอย่างนั้น มานะ นี่เปรียบเทียบให้ฟัง ไม่ได้สอนให้ไปไหว้ลูกนะ เพียงแต่จะอธิบายว่า มานะมันอยู่ในอนุสัยกิเลส จึงบอกให้ยอมรับเท่านั้น

มานะจึงเป็นเครื่องพันธนาการที่สำคัญที่จะทำให้เราก้าวไปสู่ที่ที่มีแสงสว่างและสงบไม่ได้ เพราะยังมีอำนาจ เพราะยังมียศศักดิ์ ยังติดการทำงานว่าด้วยเรื่องอำนาจ ลาภ ยศ สรรเสริญอยู่ และเป็นเหตุให้มีความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นด้วย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ม.ค. 2554 , 07:19:58 น.] ( IP = 49.228.251.202 : : )


  สลักธรรม 2

๙. อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน

ความฟุ้งซ่านคือ การที่จิตระลึกนึกถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วและยังไม่เกิดขึ้น ต้องกำหนดที่อารมณ์ปัจจุบันและปราศจากสัญญาวิปลาส

ดังนั้น ความฟุ้ง แปลตรงตัวว่า คิดในสิ่งที่ผ่านมาแล้วและยังไม่เกิดขึ้น ไม่ใช่ปัจจุบัน จึงไม่มีทางพ้นทุกข์ เพราะอดีตคือความปด อนาคตคือความผัน แต่ปัจจุบันคือความจริง

เมื่อมีอำนาจของสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ ทำให้ฟุ้งซ่านเลยมีความรู้สึกว่า “ทำไมเขาทำกับฉันอย่างนี้ ฉันดีกับเขา ฉันพูด เขาต้องเชื่อฉันบ้าง ทำไมเขาไม่ยอมเชื่อ” ฟุ้งซ่านรำคาญใจไปทุกเรื่อง

อย่างที่อธิบายเรื่องให้เงินลูก แล้วลูกไม่ไหว้ การให้ผ่านไปแล้ว เรายังกลับคิดว่าลูกทำไมไม่แสดงความเคารพให้มันแล้วมันยังมือแข็งอีก ตรงนี้ละฟุ้งเข้าแล้ว

ใครก็แล้วแต่มีความหลงตัวเองมาก คนนั้นมีความฟุ้งซ่านมาก เพราะจะต้องคอยกลัวอด กลัวหมด กลัวเสื่อม กลัวสารพัด คือวิปลาสเข้ามาเป็นปัจจัยทำให้อวิชชาเนืองนองอยู่ในขันธสันดาน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ม.ค. 2554 , 07:20:54 น.] ( IP = 49.228.251.202 : : )


  สลักธรรม 3

๑๐. อวิชชา คือ ความไม่รู้จริง

พอความฟุ้งซ่านรำคาญใจมีอิทธิพลขึ้นมา มันก็จะหมักดองเข้าไปในอนุสัยทันทีเป็นความไม่รู้จักในอารมณ์ ไม่รู้จักอารมณ์ตามความเป็นจริงว่ามันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เป็นความโง่ของชีวิตนั่นเอง

จิตไม่มีศูนย์รวมแห่งความเป็นตัวเองเพราะอำนาจทั้งหมดนี้ร้อยรัดไว้ทำให้เกิดอวิชชา คือไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ไม่รู้จักสิ้นสุดทุกข์ ไม่รู้จักหนทางพ้นทุกข์

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ม.ค. 2554 , 07:21:17 น.] ( IP = 49.228.251.202 : : )


  สลักธรรม 4

ทั้ง ๑๐ ตัวนี้ จึงเป็นเครื่องร้อยรัดทำให้ชีวิตยังมีการเกิดอยู่ เมื่อมีการเกิด เราก็ต้องใช้กาย วาจา ใจ กระทำกรรมอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีกาย วาจา ใจ ในปัจจุบันชาติแล้ว ผลที่ได้มาก็คือ วิบากในอดีตชาติส่งผลมาทางกายบ้าง วาจาบ้าง ใจบ้าง ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง วนเวียนอยู่กับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

พอวิบากเข้าออก กิเลสก็เข้าออกเช่นกัน มีการสนองตอบ พันธนาการความมีอวิชชา อวิชชาตัวนี้ก็ไปส่งผลให้แก่ความหลงผิดในตนเองอีก หลงผิดตนเองก็ประมาทต่อ ๆ มา เก็บเข้าในอนุสัย พอเห็นอีกอวิชชาก็มาป้อนอีก ดึงกลับเข้าอนุสัยเป็นวัฎจักร ทุกอย่างถ้าเรารื้อทิ้งมันก็หมด แต่สำหรับพวกเรารื้อทิ้งออกไปแล้วก็วกลับเข้ามา ทำอะไรแล้วจะต้องดึงกลับนั่นเอง

หลักที่จะแก้ก็คือทำแล้วหวังผลตอบแทน.. ผลักออกไปเลย ทำแล้วอย่ารอผลว่าจะดีหรือจะชั่ว จะชอบหรือจะชัง ใครจะทำให้เรา เราต้องทำออกไป

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ม.ค. 2554 , 07:21:49 น.] ( IP = 49.228.251.202 : : )


  สลักธรรม 5

โดย น้องกิ๊ฟ [12 ม.ค. 2554 , 13:05:48 น.] ( IP = 125.27.182.35 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org