มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เด็กดี เพราะมีครู (๒)




ตอนที่ผ่านมา

หนึ่งคำถามที่ควรตอบให้ได้

ได้พูดถึงหลวงพ่อในหัวข้อต่างๆ มาจนถึงหัวข้อสุดท้ายนี้ คงไม่ต้องบรรยายกันมากอีกต่อไป สรุปแค่คำถามเดียว แล้วคิดว่าเราควรตอบ(กับตัวเอง)ให้ได้ ว่า

....เราต้องการเดินตามทางหลวงพ่อสู่ความพ้นทุกข์ หรือไม่ ?

และเชื่อว่า คำตอบของพวกเราคงจะเป็นของขวัญในวันเด็กที่จะมอบให้กับครูเนื่องในวันครู ซึ่งเป็นครูที่คิดว่าชั่วชีวิตนี้คงจะหาไม่ได้อีกแล้ว นับเป็นโชคอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้พวกเราได้มีโอกาสก้าวเข้ามาพบครูบาอาจารย์ผู้เสียสละชีวิตให้กับผู้อื่นได้เช่นนี้

....พ่อ คือรองเท้าของลูก ใส่มา แล้วก็เดินไป จะได้กันขวากหนาม เพราะปวารณาตัวมาแล้วว่า ถ้าเผื่อให้เปรียบ ขอใช้รูปนามตัวเองเป็นรองเท้าให้แก่ลูกทุกคน กันขวากหนาม กันอุบัติภัยอันเกิดขึ้นจากอกุศลต่างๆ พร้อมที่จะชี้แนะ แก้ไข ส่งเสริมให้ตลอดเวลา .....จงใช้รองเท้าให้คุ้ม ในเมื่อตั้งตนเองเป็นรองเท้าแล้ว ลูกรีบใส่ แล้วเดินสู่ มรรค ผล นิพพาน ไป...

...ปีที่ผ่านๆมาพ่อไม่ได้มาพบลูกๆ ดั่งก่อน แต่ก็เฝ้าติดตามดูพฤติกรรมของลูกๆ ทุกๆคน และพ่อก็ไม่เคยถอดใจ จากเป้าหมายที่เคยพร่ำบอกลูกตลอดมาว่า “พ่อจะรอลูกๆและพร้อมที่จะช่วยแก้ไขหนทางแห่งทุกข์ให้แก่ลูกตลอดไป” และ ณ ขณะนี้พ่อก็ยังคงรอและคอยลูกด้วยใจมั่นคงดั่ง สัญญา….

…พ่อขอเป็นกำลังใจให้ลูกของพ่อ สามารถตั้งชีวิตในความดีงามทั้งหลายได้ตลอดชีวิต และมีศรัทธาที่จะสามารถเพาะบ่มสติปัญญาให้เจริญได้อย่างมั่นคงนะลูกรักของพ่อ


หลวงพ่อเสือ ท่านจึงเป็น (พระ)ครูท่านแรก ที่พยายามสั่งสอนลูกศิษย์ให้เป็นเด็ก(คน)ดี

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [13 ม.ค. 2554 , 19:27:09 น.] ( IP = 61.90.66.254 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ท่านที่สองที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ เพราะท่านผู้นี้ปวารณาตนว่า ....พี่คนนี้จะเป็นสะพานเชื่อมใจจากพ่อสู่ลูกมาให้ทุกคน ด้วยความตั้งใจจริงๆ นั่นคือ ท่านอาจารย์วิชิต ธรรมรังษี

ทุกครั้งที่ท่านนำสาส์นจากหลวงพ่อมาให้พวกเรา ท่านจะคอยสอน ปลอบ และให้กำลังใจ ในยามที่เราไม่อาจพบพ่อได้

….ตั้งตนชีวิตด้วยขันติ คือความอดทน และอาศัยชีวิตนี้ ขยันในการมีสติปัญญา และได้พบพากับสิ่งที่ดี แม้ชาตินี้ไม่ได้ อย่ากลัวว่าความดีไม่ให้ผล ชาติหน้า เราพี่น้องกันจะได้ไปหนุนตักพ่อ ไปนั่งใกล้พ่อ รับรองว่า ที่ๆ นั้น มีสัปปายะและมีสิริมงคล และมีมนต์แห่งความรักอันมั่นคงที่หลวงพ่อเสือจะให้กับทุกคน ...

เมื่อตอนเย็นวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ หลังจากเสร็จงาน “กตอัญชลี พระอาจารย์บุญมีฯ” ขณะที่ผู้เขียนก้าวเข้าไปในห้องเสือพิทักษ์ ได้เห็นท่านอาจารย์นั่งอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยลูกศิษย์หลายคน ซึ่งบางคนนานๆ จะได้มีโอกาสกลับมาบ้านพ่อสักครั้งหนึ่ง ภาพแห่งความอบอุ่นตรงหน้า ทำให้ต้องเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วย ตอนสุดท้ายเมื่อลูกศิษย์จะลากลับ ท่านก็จับมือไล่ไปทีละคน พร้อมกับคำพูดแสนอ่อนหวานที่เรียกน้ำตาผู้ฟังให้ไหลหลั่งออกมาด้วยความตื้นตัน และจบท้ายด้วยการโอบกอดปลอบประโลมให้กำลังใจ ถ้อยคำที่รู้สึกประทับใจมากที่สุดในวันนั้นก็ตอนที่ท่านอาจารย์บอกลูกศิษย์คนหนึ่งว่า

...พยายามเอาชนะอารมณ์ตนเองให้ได้ หัดบอกตัวเองว่าเมื่อใดที่เราพ่ายแพ้อารมณ์ เมื่อนั้นเรากำลังเดินหันหลังกลับออกจากหลวงพ่อ เดินกลับไปเป็นเด็กปลายแถว ถ้าเราเป็นอย่างนี้บ่อยๆ แล้วเมื่อไรเราจะเดินทางไปถึงหลวงพ่อเสียทีล่ะ ?

แน่นอน...สิ่งที่พวกเราแทบทุกคนปรารถนาในขณะนี้ ก็คือ การได้อยู่ในสถานที่ๆมีหลวงพ่อเสืออยู่ ซึ่งท่านอาจารย์เองก็บอกว่า ณ ที่แห่งนั้นมีมนต์ขลังแห่งความรักอันมั่นคงที่หลวงพ่อเสือจะให้กับทุกคน

....พ่อไม่เคยเลยที่จะไม่สงสารลูก ไม่ดูแลลูก และยังคงคอยลูกรักของพ่อมาเกิดในเทวภูมิ ที่ที่เราพ่อลูกนัดกันไว้ ใช้เวลาแห่งชีวิตให้มีค่านะลูก ทำตามทางที่ควรดำเนิน คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ และพยายามฝึกฝนสติปัญญาให้มีความไวและแหลมคมเข้าไว้ เพื่อพร้อมขึ้นมาเดินทางต่อกับพ่อนะลูก..

ท่านอาจารย์จึงเป็นเสมือนตัวแทนพ่อที่คอยสอดส่องดูแลความเป็นไปของพวกเรา และด้วยเมตตาจิตที่ท่านมี ท่านจึงใช้กลยุทธอย่างแยบยลในการกวดขัน เคี่ยวเข็ญและประคับประคองลูกศิษย์ไม่ให้พลาดออกจากเส้นทางแห่งความดี และด้วยวิธีการสอนที่ดูสนุกสนาน และเป็นกันเองจึงทำให้ลูกศิษย์กล้าที่จะปรึกษาปัญหาชีวิต และน้อมรับคำชี้แนะจากท่านมาปฏิบัติ

. ...เราต้องแก้ไขอารมณ์ให้ชนะ ชีวิตคนเรานั้นจะแพ้ไม่ได้ แต่สิ่งที่ต่างคนต่างพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชนะกันนั้น เป็นไปด้วยความโง่ ความเห็นผิด จึงเอากิเลสต่างๆ เอาอกุศลต่างๆ มาเป็นเครื่องมือเพื่อชนะกันทั้งสิ้น
...ที่บอกว่า เราต้องอย่าแพ้นั้น หมายถึงเราต้องชนะ แต่เป็นชนะอารมณ์ด้วยปัญญา (สุตามยปัญญา) คือหาข้อธรรมมาตัดสินอารมณ์

...พวกเราเรียนเรื่องญาณปัญญาทั้ง ๑๖ มาแล้ว เมื่อประจักษ์ทุกข์ เห็นภัย เห็นโทษ เกิดความเบื่อหน่าย ทำให้ใคร่อยากหนีไปให้พ้น แต่ก็รู้ว่าไปไม่พ้น ...เห็นไหม ไม่มีอะไรเก่งเกินกรรม แม้จะได้ญาณปัญญาขั้นสูงแล้วก็ตาม การวางเฉยนั้น หมายถึง การมีสติมีปัญญาเข้ามาช่วยแก้ไข

ดังนั้นเช่นเดียวกัน คำว่าปัญญา(สุตะ) ก็คือ อดีต แต่สติคือปัจจุบัน เราจึงควรเอาอดีตที่ดี ที่เป็นกุศลมาให้เกิดเพื่อช่วยปัจจุบันไง

ฉะนั้นคราใดที่ต้องประสบกับเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าเราเริ่มแพ้อารมณ์แล้ว ข้อความคำเตือนของท่านอาจารย์ก็ช่วยกลับมากระตุ้นเตือนให้เราหลุดออกจากอารมณ์อันเป็นพิษเหล่านั้นได้

ท่านเคยบอกให้พวกเราอธิษฐานก่อนนอนว่า “เราจะมีวันพรุ่งนี้เพื่อสร้างกุศล จนกว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้อีกต่อไปในสังสารวัฏอีกต่อไป” บางครั้งเราอาจจะชนะอารมณ์ หรือพ่ายแพ้ในอารมณ์ เป็นเรื่องธรรมดา เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ให้ยึดหลักว่า แพ้เป็นบันได ชนะเป็นสะพาน ประสบการณ์เป็นบทเรียน....

นี่คือ...ท่านอาจารย์วิชิต ธรรมรังษี ครูผู้เป็นที่รักของเหล่ามวลศิษย์ และผู้ที่ได้พบเห็นทั้งปวง

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [13 ม.ค. 2554 , 19:33:05 น.] ( IP = 61.90.66.254 : : )


  สลักธรรม 2

ส่วนครูท่านที่สาม ที่ถือได้ว่าเป็นเสาหลักสำคัญของมูลนิธิ เพราะท่านคือ ประธานผู้บริหารงานของมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิให้ยืนหยัดอยู่ในทุกวันนี้ อาจารย์บุษกร เมธางกูร

ครูท่านนี้เป็นหนึ่งในครูที่ช่วยขัดเกลากิเลสของลูกศิษย์ได้เป็นอย่างดี ประการสำคัญอุปกรณ์การสอนที่ท่านใช้นั้น ก็คือชีวิตของท่านเอง ชีวิตที่ต้องรับวิบากอกุศล ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วย การถูกกล่าวหา ฯลฯ และแทบทุกครั้งท่านก็นำมากลั่นกรองออกมาเป็นข้อธรรมะนำมาสอนศิษย์

…เหมือนผลไม้สุก เมื่อใดที่ลูกมะม่วงสุกงอมเต็มที่ ไม่สามารถติดอยู่กับกิ่งต้องร่วงหล่นมาฉันใด ความเป็นไปของการเจ็บป่วยที่เกิดจากการฆ่าสัตว์ในอดีตก็เช่นกัน เมื่อสุกงอมเต็มที่ก็ต้องย่อมส่งผลให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉันนั้น

. ...ตอนนี้กำลังถูกกรรมตามไล่ตามล่าอยู่ แม้แต่ชีวิตอื่นก็เช่นเดียวกัน อยู่ที่ว่าใครทำกรรมอย่างไรไว้ก็ย่อมต้องได้รับผลกรรมอันนั้นอย่างแน่นอน ...เมื่อเราเรียนธรรมะแล้ว ก็ต้องทราบและฝึกให้ทำความเข้าใจในเรื่องเหตุและผลให้มั่นคง เพื่อคลี่คลายปัญหา แความทุกข์ใจของตนที่เกิดขึ้นให้ได้...

.....ที่มานั่งทำงานในระหว่างที่วิบากอกุศลมาเยือนก็เพื่อจะสร้างกรรมใหม่ และนำการกระทำที่ดีนั้นมาอธิษฐานเพื่อเพิ่มความเข้มแข็ง ให้สามารถมีชีวิตยืนยาวอยู่ต่อไป เป็นการเจริญอิทธิบาท ๔ ที่มีเป้าหมายเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา และช่วยคนที่ยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ต่อไป....

ผู้เขียนเองเคยประสบปัญหา รู้สึกท้อแท้ต่อการทำงาน ก็ยังได้รับความเมตตามาด้วยคำเตือนและกำลังใจจากท่านว่า
....การมองตนเอง และเข้าใจตนเองสำคัญมากกว่าให้ใครมองจริงๆนะคะ และเมื่อเรามองตน และรู้ว่าเราทำดีที่สุดเท่าที่เราทำได้แล้ว สิ่งอื่นไม่สำคัญเลย เพราะมันคือกระแสวิบากที่เข้ามาประกอบให้เราสร้างกรรมใหม่ เพื่อพ้นจากวิบากไปในที่สุดเท่านั้นเอง

...ทุกชีวิตที่เกิดมาและดำรงอยู่ ย่อมต้องพบเจอปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น หนักเบาแล้วแต่สภาพการณ์ และวุฒิทางอารมณ์ อย่ายอมแพ้ต่อปัญหา ความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรอกค่ะ แต่ความเลวร้ายนั่นก็คือ อำนาจของกิเลสต่างหาก เพราะมันจะคอยตามติดให้ผลร้ายแก่เราคนเดียว....

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [13 ม.ค. 2554 , 19:36:36 น.] ( IP = 61.90.66.254 : : )


  สลักธรรม 3

เพราะด้วยความเป็นครูที่มั่นคงและตรงด้วยเหตุผลนี่เอง คำสอนหรือคำตอบต่างๆที่ลูกศิษย์ได้รับจึงชัดเจน และกระชับไปในเรื่องของกรรมและวิบาก จนบางครั้งดูเสมือนว่าท่านเป็นครูที่ดุ ก่อนหน้านี้ลูกศิษย์ถึงกับขนานนามท่านว่า คุณครูกระดาษทราย ซึ่งในที่สุดแล้วพวกเราก็ได้คำตอบจากท่านในภายหลังว่า

.....ธรรมดาคนเรามักจะคิดเอาเองโดยเอามาตรฐานใจตนเป็นเครื่องวัดผู้อื่น และธรรมดาอีกเช่นกันที่มักจะมองผิด และเข้าใจผิดว่าการกระทำของเขาว่ามีสิ่งแอบแฝง คือ ทำไปเพื่ออะไร (หวังผลประโยชน์) ...ใช่ค่ะ ไม่มีใครไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ตน

แต่สำหรับต้อยแล้ว ก่อนจะทำจะเลือกผลประโยชน์ที่ดีที่สุด มากที่สุดเท่าที่มีโอกาสให้แก่ตนเองเสมอเช่นกัน ด้วยการคิดก่อนว่า เมื่อทำไปแล้วจะไม่ติดลบ และที่สำคัญต้องหาตัวบวกให้กับผู้อื่นด้วยค่ะ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน

ที่ว่าไม่ให้ตนติดลบ ....จริงและตรง และใช้เวลาให้ดีที่สุด เพราะถ้าไม่เช่นนั้น โอกาสประมาทพลาดผิดย่อมมีเกิดขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะคำพูด เพราะถ้าใช้เวลามากในการพูด โอกาสที่รักษาความจริง และตรงตามหลักธรรมนั้นจะเกิดช่องว่างที่ให้ความคิดตนเอง แสดงออกไปได้มาก จนกลายเป็นความติดลบเกิดขึ้นได้ เนื่องจากวจีกรรมเป็นไปด้วยการขาดสติปัญญานั่นเอง ผลจากวจีทุจริต ๔ จึงทำให้ชีวิตติดลบ นะคะ
ส่วนที่บอกว่า จะต้องหาตัวบวกให้กับผู้อื่นด้วยนั้น คือต้องให้ผู้ฟังเรา สนทนากับเรา หรือแม้ผู้ที่คุยอยู่กับเรานั้น จะต้องได้รับฟังเรื่องราวที่สร้างเสริมทัศนะให้ตระหนักในเรื่องกรรม และวิบากนั่นเอง จะต้องไม่พาใจคู่สนทนาให้เกิดความท้อแท้ หวั่นไหวในธรรม หรือเตลิดเปิดเปิงไปกับกิเลสเพราะคำพูดของเรา

.....ไม่ว่าจะเป็นความโลภที่เกิดมาจากความคิดเปรียบเทียบและทำให้เกิดความปรารถนาต้องการมีจากเรื่องที่เราพูดคุย และโทสะที่เกิดจากการพูดของเราจนเป็นชนวนระเบิดแห่งโทสะให้แก่ผู้อื่น ที่เรียกง่ายๆว่ายั่วยุอารมณ์เขานั่นเอง จะต้องใช้เวลากับคู่สนทนาเป็นไปเพื่อความดำริชอบให้ได้ หรืออย่างน้อยแค่เขามีรอยยิ้มและใจที่ไม่หดหู่เศร้าหมองก็ยังดี

....นี่ละค่ะ เป็นการบวกกุศลให้เกิดขึ้นแก่ผู้ฟัง และเป็นการบวกกุศลจิตให้แก่ตนเองด้วย สิ่งเหล่านี้จึงเป็นหลักใจของต้อยเสมอมา และกลับมารักษาพฤติกรรมให้ดูแล้วเหมือนครูกระดาษทราย ดังที่ใครๆ รู้สึก ด้วยเพราะคำพูดที่สั้นและตรง อันเกิดจากการระวังตนและรักษาเวลาให้เกิดความเป็นไปเพื่อตนเอง ผู้อื่นนั่นเอง

....และต้อยจะขอมีชีวิตเช่นนี้ เพื่อให้เวลาและโอกาสตนเองและผู้อื่นมีหนทางอันจะเป็นสิ่งเกื้อหนุนชีวิตไปสุดทางพ้นทุกข์นั่นเอง...ตลอดไปค่ะ

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [13 ม.ค. 2554 , 19:41:07 น.] ( IP = 61.90.66.254 : : )


  สลักธรรม 4

ถึงอย่างไร ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความจริงใจที่ท่านมอบให้กับศิษย์นั้นยังคงเหมือนเดิม จนพวกเราทุกคนยอมรับว่า ทุกวันนี้เราพอจะเป็นเด็กดีขึ้นมาได้บ้างก็เพราะคุณครูกระดาษทรายท่านนี้ จึงขอยกเอาเนื้อเพลงท่อนหนึ่งมาบอกกับท่านว่า

....ครูคะ รู้ไหม กระดาษทรายแผ่นนั้นนั่นเอง ขัดเกลาเราจนได้ดี
อยากให้วันนี้ครู ได้รู้ และได้เห็น ว่าครูทำให้เป็น อย่างนี้..
จากวันวานแม้พวกเรานั้น ไม่ค่อยดี …แต่เรามีวันนี้ เพราะครู
อยากจะบอกเรารัก-ครู ….คุณครูกระดาษทราย

ส่วนพระครูอีกสองท่านที่ผู้เขียนไม่อาจจะลืมได้ และไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าชีวิตในชาตินี้จะมีโชคได้พบและเป็นลูกศิษย์ของปรมาจารย์ผู้ทรงความรู้ที่มีชื่อสียงด้านพระอภิธรรมจนเป็นที่รู้จักและยกย่องของคนทั่วไป นั่นก็คือ พระอาจารย์บุญมี เมธางกูร และพระครูศรีโชติญาณ(หลวงพ่อแสวง)

พระอาจารย์บุญมี เมธางกูร

กล่าวได้ว่าท่านอาจารย์บุญมีเป็นผู้ที่วางรากฐานอย่างมั่นคงทั้งด้านปริยัติ และด้านปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นตำราเรียนพระอภิธรรม หรือสถานที่ ที่ทำให้มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิมีความพร้อมอย่างสมบูรณ์ แม้ว่าจะได้พบกับท่านในช่วงระยะสั้นเพียงแค่ ๕ ปีแต่สิ่งที่ได้รับจากท่านนั้นดูเหมือนจะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความรู้เริ่มต้นของพระอภิธรรม พระปรมัตถธรรม จากที่ไม่เคยรู้เลยว่า จิ เจ รุ นิ คืออะไร? ก็เริ่มพอจะเข้าใจความหมาย ตลอดจนความเมตตากรุณาที่ท่านมีให้ ความรู้สึกอบอุ่นใจจากน้ำเสียงที่ท่านแสดงออกจนรู้สึกผูกพันเสมือนกับท่านเป็นญาติผู้ใหญ่

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [13 ม.ค. 2554 , 19:45:30 น.] ( IP = 61.90.66.254 : : )


  สลักธรรม 5

ปีแรกๆที่มามูลนิธินั้น มีโอกาสพบกับท่านเป็นครั้งคราว เพราะท่านเริ่มสุขภาพไม่แข็งแรง แต่ได้ประจักษ์ว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญ เพราะทั้งหลวงพ่อเสือ ท่านอาจารย์วิชิต และอาจารย์บุษกร นั้นล้วนยกย่องท่านอาจารย์บุญมีไว้เหนือสิ่งอื่นใด แม้กระทั่งหลวงพ่อเสือยังพูดว่า

“พ่อยกท่านอาจารย์บุญมีไว้เหนืออก พ่อยกพระพุทธเจ้าเอาไว้เหนือศีรษะ”

เมื่อได้ศึกษาประวัติของท่านอาจารย์บุญมีแล้ว ยิ่งก่อให้เกิดความศรัทธาที่ท่านเสียสละความสุขส่วนตัวในทางโลก มาเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ ต้องมาตกระกำลำบาก ประสบอุปสรรคทั้งเรื่องสถานที่เรียนที่ต้องย้ายแล้วย้ายอีก แล้วยังต้องต่อสู้กับกลุ่มที่โจมตีว่า พระอภิธรรมไม่ใช่พุทธพจน์ ยิ่งเมื่อได้มีโอกาสคุยกับท่าน ยิ่งเห็นวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในการเผยแผ่พระอภิธรรม และถึงแม้จะอายุมากแล้ว ท่านก็ยังสอนพระอภิธรรมทุกวัน ว่างเว้นจากชั่วโมงสอนก็เห็นท่านนั่งแก้ปัญหาให้กับผู้ที่กำลังประสบทุกข์ อยู่ในห้องทำงานเล็กๆ ท่านทำเช่นนี้ทุกวันโดยไม่มีวันหยุด ทำงานจนอาพาธไม่สามารถมาทำการสอนได้อีกต่อไป

เมื่อคราวที่ท่านอยู่โรงพยาบาลนั้น อาจารย์วิชิตไปเยี่ยมแล้วได้พูดถึงเรื่องราวต่างๆที่ท่านอาจารย์ ได้กระทำมามากมาย จนกระทั่งมาเป็นมูลนิธิในปัจจุบันนี้ อาจารย์ยังได้บอกว่า

“ ตลอดเวลาที่ผ่านมา อาจารย์ได้ทำกายเหมือนพระมาลัย และอาจารย์ได้ทำใจเหมือนพระเวสสันดร”

ตอนนั้นท่านอาจารย์บุญมีทั้งหัวเราะและร้องไห้ไปด้วยความปีติ เพราะจะว่าไปแล้วตลอดชีวิตท่านนั้นได้ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น นอกจากจะช่วยเหลือผู้ที่กำลังประสบทุกข์กาย และทุกข์ใจแล้ว ท่านยังช่วยรักษาเยียวยา และแก้ไขความเห็นผิดของผู้ที่เดินเข้ามาศึกษา ท่านพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าใจเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด ทั้งนำเรื่องภพภูมิมาสอน และแสดงให้เห็น แม้จะมีอุปสรรคจากคนใกล้ชิด ถูกโจมตี ท่านก็ไม่เคยถือโกรธ พร้อมที่จะอภัยให้กับทุกคน ท่านให้ความรักความเป็นห่วงแก่ทุกคนที่เดินเข้ามาหาท่าน แม้วาระสุดท้ายของชีวิต ท่านอาจารย์บุญมียังได้ฝากคำเตือนมาให้ลูกศิษย์ทุกคนว่า...อย่าหลงลืมสติกันนะ

นี้ก็คือ...แบบอย่างของครูผู้เสียสละ ท่านหนึ่งที่เราควรกราบบูชาพระคุณท่าน

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [13 ม.ค. 2554 , 19:49:25 น.] ( IP = 61.90.66.254 : : )


  สลักธรรม 6

พระครูท่านสุดท้ายที่ขอกล่าวในวันนี้ คือ พระครูศรีโชติญาณ หรือ หลวงพ่อแสวง โชติปาโล (อดีต)เจ้าอาวาสวัดศรีประวัติ

เคยได้รับฟังมาว่า หากใครติดขัดเรื่องพระอภิธรรม แล้วมาหาหลวงพ่อแสวง ต้องได้คำตอบอย่างแน่นอน แม้แต่พระจากประเทศลังกาและพม่ายังต้องบินมาถามปัญหาที่สงสัยกับท่านเลย แสดงว่าท่านเป็นผู้ทรงสภาวะทางด้านพระอภิธรรมจนเป็นที่ยอมรับทั่วไปไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น

หลังจากที่ท่านอาจารย์บุญมีมรณภาพแล้ว มูลนิธิก็ได้หลวงพ่อแสวง ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านอาจารย์บุญมีมาสอนแทน ...ตอนมาครั้งแรกนั้น ท่านเป็นพระที่เคร่งขรึมมาก ไม่ยิ้มเลย แม้แต่การพูดสอน พวกเราต้องเงี่ยหูฟัง แล้วกระซิบถามกันเบาๆว่า ท่านพูดอะไรนะ ....แต่ต้องบอกว่า มูลนิธิของเรานี้มีเสน่ห์มนต์ขลังอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะเรามีท่านอาจารย์ที่มีพลังความดีสามารถเปลี่ยนแปลงบุคคลได้ เพราะระยะเวลาเพียง ๑ – ๒ ปีที่เท่านั้น หลวงพ่อแสวงท่านก็เปลี่ยนบุคลิก ยิ้มแย้มเป็นกันเองกับลูกศิษย์ทุกคน ต้องบอกว่า ในที่สุดแล้วศิษย์สายสี่ของอาจารย์บุษกรนั้นก็เป็นศิษย์ในหัวใจของหลวงพ่อแสวงก็ว่าได้ เพราะท่านถึงขนาดเอาไปชมให้พระลูกวัดฟังถึงกิตติศัพท์ของความตั้งใจเรียนของพวกเรา

ท่านเป็นพระครูที่เอาใจลูกศิษย์สารพัด ขอเพียงแต่ให้มาศึกษาพระอภิธรรมเท่านั้น ถึงกับออกปากอยากให้ลูกศิษย์บางคนออกจากงานมาเรียนเพียงอย่างเดียว ท่านบอกว่าท่านเลี้ยงเองได้ ทุกครั้งที่ท่านมาสอนในภาคบ่าย ท่านจะหอบหิ้วอาหารมาฝากลูกศิษย์ ด้วยเหตุผลว่าจะได้ไม่เสียเวลาตระเตรียมอาหาร เพื่อที่เวลาเรียนพระอภิธรรมจะได้มีเต็มที่เต็มกำลัง ผู้เขียนยอมรับว่าความรู้ทางด้านพระอภิธรรมที่พอจะมีอยู่ทุกวันนี้ จนสามารถฟังใครพูดพระอภิธรรมที่ไหนๆก็รู้เรื่อง บางครั้งยังรู้ว่าสภาวะที่พระบางองค์พูดนั้นถูกต้องหรือไม่ ส่วนใหญ่ของความรู้เหล่านั้นล้วนได้รับมาจากหลวงพ่อแสวงทั้งสิ้น ความจริงจะว่าไปแล้วได้เรียนกับท่าน ไม่มากและไม่นานเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะการสอนของท่านนั้นเน้นหนักไปในการวางรากฐานของความเข้าใจพระอภิธรรมให้กับเรา

ภาพที่ผู้เขียนจำได้อย่างไม่มีวันลืม คือ พระภิกษุห่มจีวรสีกลัก นั่งบนโซฟาสีฟ้าอมเทา ในมือมีหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง บางครั้งเวลาตั้งคำถามเสร็จ ท่านก็จะมองลอดแว่นมาที่พวกเรา เรียกให้ตอบทีละคน พอได้รับคำตอบท่านก็อมยิ้มนิดๆ ไม่พูดอะไร ใครจะตอบถูกตอบผิด ท่านก็ไม่ว่าอะไร ไม่เคยเห็นท่านแสดงอาการโกรธหรือไม่พอใจแม้ลูกศิษย์บางคนจะถามเฉไฉออกไปนอกเรื่อง เมื่อท่านตอบแล้วท่านก็หันกลับมาสอนในเนื้อหาต่อไป

พวกเราเรียนกับท่าน จากคำพูดที่ฟังไม่รู้เรื่อง จนรู้เรื่อง จากตัวหนังสือที่ท่านเขียนเป็นเอกลักษณ์ของท่านเองที่เป็นเส้นติดต่อกันโดยแทบจะไม่ยกปากกาออก ซึ่งพวกเราไม่สามารถอ่านได้ในตอนแรก เรียนจนสามารถอ่านออกได้ หลวงพ่อแสวงท่านมีความปรารถนาอย่างสูงสุดที่จะถ่ายทอดพระอภิธรรมที่มีอยู่ให้กับลูกศิษย์ ทำให้ท่านหาเวลามาสอนเพิ่มเติมให้ในวันธรรมดา นอกจากนี้ท่านยังทำหน้าที่สอนแทนทุกอย่างในยามที่อาจารย์บุษกรต้องเข้าโรงพยาบาล กล่าวได้ว่าท่านคือบิดาของอาจารย์บุษกร นั่นเอง และด้วยความห่วงใยที่มีท่านจึงมาดูแลความเป็นอยู่ของอาจารย์บุษกรด้วยตนเอง แม้แต่ผู้เขียนและลูกศิษย์คนอื่นๆก็ยังได้รับความเมตตาจากท่านอย่างเสมอต้นเสมอปลายเช่นเดียวกัน

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [13 ม.ค. 2554 , 19:53:46 น.] ( IP = 61.90.66.254 : : )


  สลักธรรม 7

เมื่อท่านเข้าโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย อาจารย์บุษกรได้พาพวกเราไปเฝ้าทุกวัน ได้เห็นความผูกพันที่ท่านมีต่ออาจารย์ ในวันที่จะมรณภาพนั้น อาจารย์ได้ให้พวกเราเข้ากราบแทบเท้าท่านพระครูผู้มีเมตตาธรรมอย่างสูงที่พวกเราไม่อาจหาได้ที่ไหนอีกต่อไป นี่คือ...พระครูศรีโชติญาณ หลวงพ่อแสวงของพวกเราศิษย์สายสี่

“เด็กดี เพราะมีครู” ฉบับนี้ เขียนขึ้นมาด้วยความรู้สึก...ไม่เพียงแค่ความรู้สึกที่ผูกพันเท่านั้น แต่ด้วยความปรารถนาที่ต้องการให้ทุกท่านที่กล่าวถึงได้รับรู้ว่า ชีวิตที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีของผู้เขียน และลูกศิษย์อีกหลายๆคน ที่อยู่ในกรอบแห่งบุญได้มากขึ้น มีเป้าหมายในทางเดินของชีวิตที่มุ่งตรงสู่ความพ้นทุกข์ได้มากขึ้น ล้วนเกิดจากน้ำมือ และน้ำใจของท่านที่เป็นครูที่พวกเราไม่อาจลืมได้ ทำให้ผู้เขียนรู้สึกขอบคุณที่กุศลส่งให้มาพบพระครูผู้มีน้ำใจทั้ง ๕ ท่านผู้สร้างสรรค์ให้เราเป็นเด็ก(คน)ดี

กราบแทบเท้าครูบาอาจารย์ทุกๆท่านมาด้วยความเคารพอย่างสูงสุด เนื่องในวันครู ๑๖ มกราคม ๒๕๕๔

วยุรี สุวรรณอินทร์
มกราคม ๒๕๕๔

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [13 ม.ค. 2554 , 19:58:28 น.] ( IP = 61.90.66.254 : : )


  สลักธรรม 8


ตั้งใจมาอ่านต่อในตอนที่สอง แล้วก็เหมือนได้ชมการประมวลภาพชีวิตและการให้ของครูทุกท่านอีกครั้งอย่างอบอุ่นใจ สิ่งที่พวกเราได้รับจาก"ครู"เป็นสิ่งที่มีค่ามากเกินกว่าจะเปรียบได้กับสิ่งใด เพราะเสมือนเป็นการให้ชีวิตใหม่และเตรียมความพร้อมให้ไปในทิศทางที่ดีและมีเป้าหมายที่สูงที่สุด

เช้าวันนี้ก็ยังได้รับความรู้สึกที่เป็นมงคลมาเหมือนคราวก่อน ได้ฟังคำสอนของหลวงพ่อเสือในช่วงเช้าแล้วก็มีโอากสได้มาระลึกถึงพระคุณของท่านและครูทุกคนผู้ให้แสงสว่างดังที่ปรากฏนามของแต่ละท่านในกระทู้นี้

ชีวิตที่อยู่ท่ามกลางการให้และการอบรมสั่งสอนของครูแต่ละท่านนั้น ทำให้ชีวิตดูไม่ยุ่งยาก มีความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตทั้งในการคิด พูด และทำ ที่ปลอดจากบาปอกุศลได้มาก ความรุงรังในชีวิตที่น้อยลงๆ และโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่ออยู่ในความลุ่มหลงของกิเลสก็ไม่มากนัก เพราะมีครูคอยติติง ตักเตือน และให้สติอย่างใกล้ชิด

ในโอกาสที่วันครูจะเวียนมาอีกครั้งในปีนี้ น้องกิ๊ฟขอนำกุศลทั้งปวงที่ได้กระทำแล้วยกเทิดขึ้นเหนือศีรษะน้อมกราบบูชาสักการะพระคุณครูทุกท่าน ณ แทบเท้าด้วยความเคารพบูชายิ่ง และขอกราบขอบพระคุณและอนุโมทนากับพี่วยุรีด้วยค่ะกับบทความที่สร้างกุศลโดยเฉพาะความกตัญญูให้แก่ชีวิตได้อย่างมากมายนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [14 ม.ค. 2554 , 09:58:07 น.] ( IP = 180.180.112.96 : : )


  สลักธรรม 9

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [14 ม.ค. 2554 , 10:08:58 น.] ( IP = 180.180.112.96 : : )


  สลักธรรม 10

กราบแทบเท้าขอบพระคุณครูบาอาจารย์ทุกๆท่านค่ะ

โดย abctoy - [15 ม.ค. 2554 , 17:43:11 น.] ( IP = 110.168.19.2 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org