มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หลวงพ่อครับ ลูกๆคิดถึงหลวงพ่อครับ




หลวงพ่อครับ ผมได้เข้าไปอ่านคำบอกย้ำเตือนของหลวงพ่อในกระทู้ “ผ่านเมฆ..มองจันทร์ ๒” มาแล้วครับผม กราบขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างสูงครับผม.
และได้ทราบจากน้องๆหลายคนว่าต่างก็มีความรู้สึกเดียวกันว่าคิดถึงหลวงพ่อมาก และซาบซึ้งคำเตือนของหลวงพ่อจนน้ำตาซึมกันไปตามๆกันเลยครับผม ทำให้ผมฟุ้งไปว่า ทำไมนะจึงเป็นเช่นนี้ ภาพเก่าๆแห่งบ้านเรือนธรรมนั้น จะเป็นตำนานเล่าขานแล้วหรือ ทำไมเหตุการณ์จึงเป็นฉะนี้ เงียบเหงามากๆเลยครับ. และสถานที่จำแนกแจกธรรมนั้น โดยทั่วไปมึดมนจัง

หลวงพ่อครับผมจะวางใจอย่างไรดีครับ ในยามที่ชีวิตของแต่ละคนต้องผจญชะตากรรมไปตามลำพัง โดยขาดหลวงพ่อมาชี้แนะและนำทางเหมือนแต่ก่อนครับ.

กราบระลึกถึงพระคุณไม่มีเสื่อมคลายครับ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 ม.ค. 2554 , 19:15:43 น.] ( IP = 58.11.62.180 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]


  สลักธรรม 11

ฟังคำตอบของหลวงพ่อแล้ว ทำให้มีกำลังใจในการก้าวเดินครับ แม้จะเป็นการก้าวไปอย่างลำพัง เดียวดายคนเดียว แต่รู้สึกว่าตนเองมีร่มเงาแห่งความรักของหลวงพ่ออยู่รายทางที่เดินอยู่ครับ บางครั้งบนเส้นทางก็ร้อนจนร้อนมาก บางครั้งก็เดินไปอย่างแห้งแล้งครับ ตรงนี้ซิครับหลวงพ่อไม่ร้อนแต่แห้งใจมากๆเลยครับ

ผมจะทำใจอย่างไรดีครับ เวลาใจมันแห้งเหมือนกระหายน้ำมากๆ ด้วยเพราะว่าในบางครั้งดูเหมือนจะมองเห็นแต่สิ่งที่บาดตาบาดใจเสมอครับหลวงพ่อ เช่นมองเห็นความน่าเกลียดซ้ำๆซากๆนะครับ จนไม่รู้ว่าจะปรับปรุง (เขา) อย่างไรนะครับผม.

โดย พี่เณร [21 ม.ค. 2554 , 09:47:42 น.] ( IP = 61.90.64.162 : : )


  สลักธรรม 12

อย่าเป็นผู้ขาดกำลังใจบ่อยนักซิลูก และอย่ามีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่นมากไปเลย จงมีศรัทธาในกรรมและคำสอนของพระพุทธองค์ให้มากจะดีกว่ามีชีวิตพึ่งใครหรือรอใครคนใดคนหนึ่งเลย หาไม่แล้วก็ต้องร้อนใจเศร้าใจเสมอๆ หรือที่ลูกบอกว่ารู้สึกแห้งใจนั่นเอง เพราะไม่มีใครจะอยู่กับเราได้ค้ำฟ้า จะมีก็แต่ความจริงเท่านั้นจำไว้นะ

ส่วนที่เจาะจงตั้งคำถามมานั้นในเรื่องบาดตาบาดใจ พ่อว่านั่นคือนิสัยของตนเองที่มุ่งมองผิด คิอผิดและจดจำผิด ที่ว่าผิดนั้นก็เพราะลูกเอาตนเองตัดสินทุกๆอย่างที่ผ่านเข้ามา

การที่เรามองใครแล้วรู้สึกไม่ชอบไปหมดนั้น เพราะลูกเพ่งไปในจุดเดียวนั่นเอง เหมือนเรามีผ้าขาวอยู่หนึ่งผืน บนผ้านั้นมีจุดดำเล็กๆอยู่นิดหน่อย แล้วเราก็ยกผ้าผืนนั้นมาจ้องเฉพาะจุดที่ดำ เราก็จะเห็นจุดนั้นชัดเจนและเกิดปฏิกิริยาทางใจตน ทำให้รู้สึกไม่พอใจ ทั้งๆที่พื้นที่ที่มากกว่าเป็นสีขาวแต่กลับถูกมองข้ามมองผิดไปว่าจนเกิดความไม่พอใจทั้งหมด

นี่ไงลูก การที่เราเพ่งพิศด้วยจิตไม่เมตตา และขาดความรอบรู้ในทางออกของกิเลส (โทสะ) ที่เกาะกินใจ ปล่อยให้มีอิทธิพลจนเกิดความคับแค้นใจบาดใจตนเองลงไปเรื่อยๆ ทำให้หมดโอกาสมองเห็นส่วนที่เป็นสีขาวไปสิ้น

ที่พ่อยกตัวอย่างมานี้ ลูกคงชัดเจนนะว่าใจตนเองเท่านั้นที่สร้างรอยร้าว และความทุกข์ใจทั้งหลายขึ้นมาเองจริงๆ หัดเป็นผู้มองกว้างมองด้วยเมตตาจิต และคิดให้เป็น ความร่มเย็นก็จะเกิดขึ้นได้เองนะลูก

โดย พ่อเสือ [21 ม.ค. 2554 , 10:07:28 น.] ( IP = 61.90.64.162 : : )


  สลักธรรม 13

กราบนมัสการหลวงพ่อ และกราบสวัสดีพี่เณรด้วยค่ะ

รู้สึกว่าวันนี้จะเป็นวันที่ตัวเองโชคดีมีมงคลยิ่งอีกหนึ่งวันแล้วค่ะ เมื่อเช้าได้ฟังเทปคำบรรยายของหลวงพ่อระหว่างที่ขับรถมาแล้วก็คิดถึงคำว่า"อัตตาธิปไตย"ขึ้นมา

เมื่อพิจารณาถึงผู้ที่มีลักษณะเช่นนี้มากๆ ในนิสัยแล้วก็คงเป็นบุคคลที่ไม่น่าเข้าใกล้ไม่น่าสมาคมด้วย เพราะเขาจะมีตนเองเป็นศูนย์กลาง มีความรู้สึกนึกคิดของตนเองเป็นบรรทัดฐานที่ใช้ตรวจวัดตัดเกรดผู้อื่น แล้วก็อาจเป็นผู้ที่มีโทสะร้ายวาจาร้ายที่ไม่ถนอมน้ำใจใครเพราะคิดว่าตนเองถูกต้องอยู่เป็นอาจิณ

ซึ่งเมื่อคิดอย่างนี้แล้วก็ต้องย้อนกลับมาที่ตัวเอง ที่ก็มีลักษณะของอัตตาธิปไตยเหมือนกัน แล้วก็ควรจะหาทางลดควาไม่ดีเหล่านี้ลงไปเพื่อชีวิตที่สงบสุขทั้งแก่ส่วนตนและส่วนรวม

พอมาอ่านคำถามของพี่เณรและคำตอบของหลวงพ่อแล้วก็ยิ่งได้หนทางปรับปรุงตัว เพราะเมื่อเช้านี้แค่คิดว่าควรแก้ไขสิ่งไม่ดี แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะแก้ไขอย่างไร ซึ่งวิธีที่หลวงพ่อได้แนะนำไว้ก็คือ "หัดเป็นผู้มองกว้างมองด้วยเมตตาจิต และคิดให้เป็นความร่มเย็นก็จะเกิดขึ้นได้เอง" น่าจะเป็นวิธีที่ทำได้เร็วและง่าย ได้ผลดีต่อตนเองอย่างทันตาเห็นเลยนะคะ

การมองเห็นความดีของคนอื่นได้ก็เท่ากับเราลดความยึดมั่นมีมานะและถอนใจออกจากความโทโสไม่พอใจลงได้ในสถานการณ์เดียวกัน

กราบขอบพระคุณคำถามของพี่เณรและคำตอบจากหลวงพ่อค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ม.ค. 2554 , 10:31:30 น.] ( IP = 125.27.173.124 : : )


  สลักธรรม 14


ค่ะ หลวงพ่อ ลูกจะเพียรขวนขวายสร้างกรรมดีให้มากยิ่งขึ้น และหลีกหนีกรรมชั่วให้เด็ดขาด เพื่อให้กรรมดีนั้นเด่นชัด และเป็นเสมือนเชือกเส้นหนาที่ให้เกาะโหนไปให้ได้ค่ะ

กราบขอบพระคุณในความรักความเมตตาที่หลวงพ่อมีต่อลูกเสมอมาค่ะ

โดย หนูดา [21 ม.ค. 2554 , 10:49:43 น.] ( IP = 124.121.177.159 : : )


  สลักธรรม 15

กราบขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างสูงครับ ที่ชี้ทางออกของใจให้สดชื่นครับ แค่รู้ทางยังมีความสบายใจเลยครับ นี่ถ้าปฏิบัติตนได้ดังที่หลวงพ่อแนะนำชีวิตคงจะร่มเย็นสดชื่นเบิกบานได้ทุกๆสถานการณ์เลยครับ

หลวงพ่อครับ ทุกวันนี้ชีวิตของแต่ละคนนั้นอยู่ยากขึ้นมากเลยครับ มีอันตรายมากมายรอบๆตัว อันธพาลก็มาก คนโมโหโทโสง่ายฆ่ากันตายได้ง่ายๆเลยครับ ดูจากข่าวแล้วสลดใจครับ ขับรถไปไหนก็ไม่ปลอดภัย มีการปาหินใส่จนบาดเจ็บและบางรายถึงตายครับ ขโมยก็มากเพราะความยากจนมีมากขึ้น ภัยพิบัติก็มีมากขึ้นครับ

เมื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นแบบนี้ จะมีหลักในการดำรงชีวิตอย่างไรดีครับผม

โดย พี่เณร [21 ม.ค. 2554 , 20:06:16 น.] ( IP = 58.9.25.218 : : )


  สลักธรรม 16

ลูกเอ๋ยลูก..ก็รู้ๆอยู่ไม่ใช่หรือว่า " ทุกข์เสมอด้วยขันธ์นั้นไม่มี " ลงมีการเกิดแล้วต้องเผชิญทุกข์ตลอดไปไม่ว่าจะเป็นทุกข์ประจำ คือเกิด แก่ เจ็บ ตายแล้ว ต้องเผชิญกับทุกข์ต่างๆที่จรเข้ามาตลอดไป และทุกข์ทั้งหลายก็มาจากกรรมทั้งนั้น

เพราะเราต่างเข้าใจคำว่ากรรมน้อยไปหรือรู้เพียงตื้นๆ ความจริงแล้ว ไม่ว่ากุศลทั้งหลาย หรืออกุศลทั้งหลาย ก็คือกรรมนั่นเอง แต่ที่ทรงแยกแจกแจงออกมาก็เพื่อชี้ให้เห็นถึงการกระทำที่ต่างกันไป เช่นต่างกันตามทวาร เกิดได้ที่กายบ้าง วาจาบ้าง ใจบ้าง แต่เมื่อลงได้ทำลงไปแล้วไม่ว่าทางใด ชนิดใด ก็คือ กรรม ทั้งสิ้น เมื่อเป็นกรรมแล้วก็ต้องมีผลของกรรมแน่แท้

ลูกจึงต้องตระหนักในกรรมให้มากๆ และยอมรับให้ได้ว่า "สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของๆตน " ใครทำกรรมไม่ดีมาก็หนีไม่พ้นหรอก อย่าไปกังวลวิตกเกินไป เพียงระมัดระวัง ใช้ชีวิตอย่างรอบคอบและรอบรู้เท่านั้นคือสิ่งดีที่สุดแล้ว

รอบคอบคือไม่ประมาท ไม่เพลิดเพลิน ไม่จำเป็นก็อย่าไปไหนมาไหนมากมาย ในเมื่อรู้อยู่ว่ามีอันตรายมาก ก็อยู่บ้านเสีย ถ้าจำเป็นจะต้องไปไหนมาไหนก็ไปในเวลาที่ควร ไปในเส้นทางที่ไม่เปลี่ยวและเลือกด้วย อย่าอาศัยความอยากนำไปแต่ต้องรู้ว่าจำเป็นไหม จะออกจากบ้านก็ปิดบ้านให้ดีมีความรอบคอบ ก่อนออกจากบ้านก็แผ่เมตตาจิตเสมอๆ เรียกว่าเอาความดีนำทางตนนั่นเอง

ส่วนรอบรู้ พ่อมุ่งถึงการยอมรับในวิบากนั่นเอง เมื่อเรารอบคอบแล้ว ยังต้องประสบกับสิ่งต่างๆ ต้องรู้ว่านั่นถึงเวลาของวิบากอกุศลให้ผลแล้ว เราต้องทำเหตุไม่ดีไว้จึงได้รับเช่นนั้นๆ ใจที่เร่าร้อนก็จะผ่อนคลายลงได้บ้างหรือเบาสสบายได้ถ้ายอมรับวิบากได้นะลูก

การมองไปที่ผู้อื่นมากนั้นจะทำให้เกิดความหวาดหวั่นขวัญเสียได้ง่าย ยิ่งถ้าบริโภคข่าวมากไป ก็จะเกิดความกังวลวุ่นวายใจไปหมดจนลืมหลักกรรมและวิบากได้นะลูก

หลักใจที่สำคัญที่จะช่วยให้ชีวิตกลับมายืนได้อย่างมีเหตุผลไม่ประมาทคาดเดาผิดไปก็คือ ใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีและชั่ว นั่นเอง

โดย พ่อเสือ [21 ม.ค. 2554 , 20:34:34 น.] ( IP = 58.9.25.218 : : )


  สลักธรรม 17

ลูกมารับคำสอนจากหลวงพ่อ ด้วยความเคารพบูชาอย่างสูงค่ะ

คำสอนของพ่อ อ่านทุกครั้งก็ทำให้จิตใจได้รับการฟื้นฟูทุกครั้ง แต่ลูกก็รู้สึกตัวว่ายังต้องปรับปรุงตนเองอีกมาก และยังหาจุดที่ย้ำใจให้หนักแน่นได้ไม่เต็มที่แต่ลูกก็จะพยายามให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ค่ะ

โดย น้องอุ๊ [21 ม.ค. 2554 , 21:08:30 น.] ( IP = 125.24.23.175 : : )


  สลักธรรม 18

ดีมากลูกพ่อ และพยายามรักดีเอาไว้ให้ได้จนตายไปนะ เพราะในที่สุดก็ต้องตายทุกคนแต่ตายไปพร้อมๆกับอารมณ์ดีที่เกิดจากกุศลนั้นประเสริฐแน่ และท่องเอาไว้นะลูกว่า..

ชีวิตดับนับว่าตายวายชีวาตม์
ใครไม่อาจรู้เวลามาแต่เนิ่น
มันคับแค้นแสนสั้นกระชั้นเกิน
ซ้ำเผชิญทุกข์โศกอย่างโชกโชน

จะหาแก่นในชีวิตเป็นผิดแน่
เพราะมันแปรผันหนักจนหักโค่น
เหมือนเมฆน้อยลอยฟ้าระย้าโยน
ต้องเอนโอนเลื่อนสลายเพราะสายลม

โดย พ่อเสือ [22 ม.ค. 2554 , 09:06:31 น.] ( IP = 115.87.149.22 : : )


  สลักธรรม 19

เมื่อชีวิตนั้นมีความแตกดับไปในที่สุดแล้ว วันนี้เป็นต้นไปควรเร่งละชั่วประพฤติธรรมให้ได้ทุกคนนะลูก ด้วยมีหลักใจเป็นข้อๆดังนี้

ข้อที่หนึ่งพึงน้อมน้ำใจเกื้อ
ด้วยเอื้อเฟื้อความจริงไม่วิ่งวุ่น
คือเชื่อ กรรมที่เราทำทั้งบาปบุญ
ว่ามันหมุนแต่งผู้ทำเป็นความจริง

คือทำดีได้ดีเป็นที่หมาย
ทำชั่วได้ชั่วแท้แน่ทุกสิ่ง
จะสุขทุกดีร้ายไม่ประวิง
เกิดจากสิ่งเดียวแท้แน่คือ..กรรม

โดย พ่อเสือ [22 ม.ค. 2554 , 09:09:56 น.] ( IP = 115.87.149.22 : : )


  สลักธรรม 20

ข้อที่สองนั้นพึงสร้างมารยาท
ให้สะอาดกายวจีสุดดีล้ำ
ไม่ก่อเข็ญเวรภัยใฝ่ประจำ
ชอบแต่ทำทางดีมีเมตตา

ข้อที่สามสร้างความเสียสละ
ไม่ลืมละตัดห่วงบ่วงตัณหา
สละเลวแลกดีมีราคา
แม้ชีวาถึงแก่กรรมก็จำยอม

เพราะชีวิตร่างกายที่ได้ไว้
หรือทรัพย์ใดที่เรามีดีอยู่พร้อม
ในที่สุดจะต้องละสละยอม
จากกันพร้อมหมดทุกอย่างเมื่อปางตาย

ความฉลาดคลาดรู้อยู่เช่นนี้
จึงจะดีเสียสละละได้ง่าย
ไม่ซึมขันปักปมจนงมงาย
ถึงคราวตายตัดบ่วงห่วงที่คอ


อนึ่งความชั่วร้ายในกายจิต
ที่เคยติดใจชอบประกอบก่อ
สละวางห่างไกลไม่พะนอ
ประกอบก่อทางดีให้มีแทน

ข้อที่สี่ให้ศึกษาหาความรู้
เร่งฟื้นฟูรู้ดีมีแบบแผน
เห็นรูป-นามช่ำชองทั้งสองแดน
เชี่ยวชาญแผนผังปราชญ์ฉลาดรู้

การศึกษาย่อมมาจากสองอย่าง
หนึ่งจากทางครูนำทำให้อยู่
สองจากตนนำตนเข้าค้นดู
โดยเป็นผู้หัดสังเกตในเหตุการณ์

จะผิดถูกคิดดูเป็นครูได้
จำเอาไว้ให้ประจักษ์เป็นหลักฐาน
อันสังขารไม่เที่ยงแท้แปรตามกาล
จักบันดาลให้เรารู้อยู่ทุกวัน

ข้อที่ห้ามีปัญญาปรีชาฉลาด
คือสามารถรู้จริงทุกสิ่งสรรพ์
โดยตระหนักหลักศึกษาเข้ามายัน
แล้วตรองกลั่นตรวจซึ้งให้ถึงจริง

ตัวศึกษาอุปมาเหมือนคำข้าว
ที่คลุกเคล้ากับผสมแล้วอมนิ่ง
ตัวปัญญาอุปมาเหมือนเคี้ยวจริง
รอจนสิ่งเคี้ยวย่อยจึงค่อยกลืน

ทั้งห้าข้อที่พ่อกล่าวมาแล้วนี้ ถ้าใครมีครบห้าไม่ฝ่าฝืน จักต้องได้ แก่นคนเป็นผลยืน ทั้งเป็นพื้นความดีไม่มีคลาย..

นี่แหละลูกเอาไว้ท่องเอาไว้ทำ เพื่อชีวิตของลูกเอง รักพ่อเชื่อพ่อนะ

โดย พ่อเสือ [22 ม.ค. 2554 , 09:17:25 น.] ( IP = 115.87.149.22 : : )
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org