| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ก่อนที่จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะต้องรู้อะไรบ้าง
๓
![]()
![]()
ตอนที่ผ่านมา
ก่อนที่จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะต้องรู้อะไรบ้าง ๓
ก่อนลงมือปฏิบัติต้องมีความรู้
ความรู้ต้องคู่กับการปฏิบัติ คือ๑. ต้องรู้ ทวาร ๖ ๒. ต้องรู้ อารมณ์ ๖ ๓. ต้องรู้ว่าอะไรเป็นนาม อะไรเป็นรูป ทางทวารทั้ง ๖ ๔. ต้องรู้ว่ากำหนดนามอะไร กำหนดรูปอะไร ในทวารทั้ง ๖ ๕. ต้องรู้วิธีการกำหนดหรือการวางใจในอารมณ์ตามเหตุผลที่เกิดขึ้นตามทวารทั้ง ๖
๔. ต้องรู้กำหนดนามอะไร กำหนดรูปอะไร ในทวารทั้ง ๖
ฉะนั้นเมื่อมีรูป มีนามแล้ว ใน ๖ ทวาร นี้ วิปลาสเกิดขึ้นทางไหน ระหว่างรูป หรือ นาม ตามทวาร
ทางตา ... สิ่งที่เห็น เป็นรูป รู้สึกเห็น เป็นนามวิปลาสเกิดขึ้นหลงว่าเราเห็น แท้ที่จริงนามเห็น จึงต้องมีมนสิการว่า นามเห็น ไม่ใช่เราเห็น รูปไม่สำคัญ รูปไม่ได้ทำให้วิปลาส เราวิปลาสที่เป็นเราเห็น
ทางหู... เสียง เป็นรูป รู้สึกได้ยิน เป็นนามเสียงจะไม่ปฏิกิริยาอะไรเลย ถ้าไม่มีนามได้ยิน แต่เราโง่ หลงว่าเราได้ยินจึงเกิดพอใจ ไม่พอใจ จึงต้องแก้ไข เห็นผิดที่นาม ว่าเราเป็นผู้ได้ยิน แท้จริง นามได้ยิน
ทางจมูก... กลิ่น เป็นรูป รู้กลิ่น เป็นนามเราหลงผิดว่าเราเป็นผู้เหม็น หรือหอม แท้จริง รูปเหม็น รูปหอม จึง ต้องกำหนดที่รูป
ทางลิ้น... เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด เป็นรูป รู้รส เป็นนามเราหลงผิดว่าเราเป็นผู้เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด แท้จริง เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด เป็นสภาวธรรมอยู่ จึง ต้องกำหนดที่รูปรสต่างๆ
ทางกาย... เย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง เป็นรูปรู้ว่าเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง เป็นนาม ความโง่อยู่ที่ความรู้ผิดว่าเราเป็นผู้เย็น ผู้ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง แท้จริง นามเป็นผู้รู้ แต่รูปมันเย็น รูปมันร้อน รูปมันแข็ง รูปมันอ่อน ไม่ใช่เรา จึง ต้องมีความรู้ไปที่รูป
ทางใจ...ท่าทางต่างๆ ของการนั่ง การยืน การเดิน การนอน เป็นรูปที่รู้ว่าเดินอยู่ นั่งอยู่ ยืนอยู่ เป็นนาม
ฉะนั้นจึง ต้องกำหนดรู้รูป ..ใครรู้.. นามรู้ในรูปนั้น คือ รูปนั่ง รูปยืน รูปเดิน รูปนอน
ก่อนที่จะกำหนดวิปัสสนากรรมฐาน จะต้องเข้าใจคำว่า นึก กับรู้สึก ต่างกันอย่างไร?
เพราะเข้าปฏิบัติไปนึกไม่ได้เด็ดขาด ต้องไปรู้สึก
คำว่า "นึก" หมายถึง จิตน้อมไปสู่อารมณ์ในอดีต หรืออนาคต คือนึกไปในเรื่องอดีตบ้าง ในเรื่องอนาคตบ้าง จิตจึงไม่ได้รู้อยู่กับปัจจุบัน
แต่ รู้สึก อยู่กับปัจจุบัน
แล้วทำอย่างไรจึงจะเรียกว่า "รู้สึก" โดย พี่ดา...นำมาฝาก [2 ก.พ. 2554 , 10:31:02 น.] ( IP = 124.122.213.197 : : )
สลักธรรม 1
เปรียบเสมือนมีผู้ป่วยคนหนึ่ง เดินไปหาหมอ เล่าอาการให้หมอฟังว่าอาการตนเองหนักหมอ .. ต้องฉีดยา ผู้ป่วย ..อย่าฉีดเลย มันเจ็บ กินยาก็ได้ ฉีดยามันเจ็บ หมอ .. รู้ได้อย่างไรว่ามันเจ็บ ผู้ป่วย ..ก็เข็มมันแหลม ทิ่มไปตรงไหนมันก็เจ็บ หมอ .. หมอยังไม่ได้ฉีดเลย รู้สึกเจ็บแล้ว แล้วคุณรู้สึกเจ็บได้อย่างไร? ผู้ป่วย .. คิดๆเอาว่ามันเจ็บ ก็เข็มมันแหลม แล้วก็เคยถูกฉีดมาแล้ว นี่แหละ คือรู้ว่าเจ็บ โดยอาการคิดนึก ยังไม่ทันเกิด ไม่ได้เจ็บจริงๆ
หมอ .. จัดแจงบรรจุยาเข้าในกระบอกฉีด ให้ผู้ป่วยนอนคว่ำ โดยก่อนที่หมอจะฉีด หมอก็ถามว่า เจ็บหรือยัง ปวดมากไหม? ผู้ป่วย .. ยังไม่เจ็บ ยังไม่ปวดครับ นี่จะแสดงให้เห็นว่าความรู้สึกเจ็บ กับความรู้สึกปวดยังไม่มี
หมอ .. ค่อยๆ แทงเข็มเข้าไปที่กล้ามเนื้ออย่างช้าๆ ผู้ป่วย .. ร้องว่า เจ็บ หมอ ... ที่ร้องว่าเจ็บ ต้องนึก ต้องคิด หรือเปล่า? ผู้ป่วย .. ไม่ได้คิดเลย มันรู้สึกจริงๆเดี๋ยวนี้ นี่มันกำลังเจ็บอยู่ในขณะนี้แหละ หมอ ... คิดนึกเจ็บ กับรู้สึกเจ็บต่างกันไหม? ผู้ป่วย .. ต่างกันสิหมอ ความนึกคิดเจ็บ...มันไม่ได้เจ็บจริงๆ นี่ แต่ความรู้สึกเจ็บ....มันเจ็บจริงๆ นะหมอ หมอ ... ฉะนั้นความนึกคิด กับ ความรู้สึก จึงต่างกัน ...จำไว้นะ
ทีนี้ก็รู้แล้วว่า คิดนึก กับรู้สึก ต่างกัน ความคิดนึก เป็นอารมณ์ใน อดีต ที่ผ่านมาแล้วหรือ ในอนาคต ที่ยังมาไม่ถึงเลย ไม่ได้เป็นอารมณ์ปัจจุบัน ส่วนความรู้สึก เป็นอารมณ์ ปัจจุบัน คือ กำลังปรากฏอยู่เฉพาะหน้า กำลังเกิดขึ้นจริงๆ
เมื่อเข้าใจว่า นึกคิด กับรู้สึก แตกต่างกันได้ แยกแยะได้ ก็สามารถไปทำวิปัสสนาได้
แต่ถ้าแค่นี้ก็ไม่เข้าใจ แยกแยะไม่เป็น ทำวิปัสสนาก็ไม่ได้ ไม่ได้อะไรเลย ไม่ได้อะไรเลยจริงๆเมื่อเข้าใจแบบนี้ ก็กำหนดรูป หรือนามก็ได้
...ด้วยความรู้สึกที่กำลังดูรูปอยู่ รูปอะไร
.... ดูนามอยู่ นามอะไร ได้ปัจจุบันโดย พี่ดา...นำมาฝาก [2 ก.พ. 2554 , 10:32:08 น.] ( IP = 124.122.213.197 : : )
สลักธรรม 2
๕. ต้องรู้วิธีการกำหนดหรือการวางใจในอารมณ์ตามเหตุผลที่เกิดขึ้นตามทวารทั้ง ๖
ทีนี้จะดูรูป ดูนามกันอย่างไร มีตั้ง ๖ รูปก็ ๖ นาม ก็ ๖ ดูกันอย่างไร?รูปนั้นมี ๖ คือ รูปทางตา รูปทางหู รูปทางจมูก รูปทางกาย รูปทางใจ การดูรูป ก็ต้องดูที่รูปใดรูปหนึ่งที่กำลังปรากฏ หมายถึงที่กำลังมีอยู่ ซึ่งเรียกว่า ปัจจุบันอารมณ์ นามก็มี ๖ คือ นามทางตา นามทางหู นามทางจมูก นามทางกาย นามทางใจ การดูนาม ก็ต้องดูนามใดนามหนึ่งที่กำลังปรากฏ กำลังมีอยู่ เช่นเดียวกัน
การดูรูป หรือการดูนาม หมายถึง ตามรู้ ไม่ใช่ไปจ้องดู หรือเพ่งดูอย่างจริงๆจังๆ
เอาแค่แมวคอยตะครุบหนูเท่านั้นเอง
ต้องมีสิ่งที่ยืนให้รู้ก่อน จึงตามรู้ได้ เพื่อไม่ให้ไปคิด
เราจะเห็นว่า....ได้ยิน ก็ต้องมีเสียง จึงได้ยิน
ตามได้ยิน ไม่ใช่ไปวิ่งตามเสียง คือมีเสียงแล้วตามรู้ ..นี่ นามได้ยิน
มีให้รู้ แล้วตามรู้ มีให้รู้ แล้วตามรู้
เหมือนอาหารบุปเฟ่ต์ ตักเรียงเป็นแถวไป ตามตัก ตามตัก ตามตัก คนข้างหลังสิ ตักตาม ตักตาม ตักตาม
เรามาคนเดียว อัตตาหิ อัตโนนาโถ จึงตามตัก อย่าไปตักตาม อารมณ์เราต้องเป็นหนึ่งอยู่ตลอดเวลา... ข้าว ผัดปลาดุกฟู ยำปลาช่อน ต้มเปรต ต้ามโคล้ง ผัดผักสามสหาย
เราก็ตามรู้ไป จะรู้หมดเลยทีเดียวไม่ได้ ต้องมีสิ่งให้รู้ จึงเรียกว่า.. ตามรู้
ฉะนั้นการตามรู้ ไม่ใช่ไปจ้อง เพราะจ้องไม่ได้ตามรู้แล้ว เพราะมีสิ่งที่เลื่อนไปตลอด
พอตรงนี้ก็นึกถึงมอเตอร์หรือสายพานในโรงงานฝาจีบ ที่มีขวดต่างๆเลื่อนเข้ามา ฝาจีบก็ปั๊มลงไป เหมือนเครื่องจักร
พอขวดมา ก็ปั๊ม ขวดมาก็ปั๊ม
หากจ้องอยู่ที่เดียว พอฝาจีบก็จ้องปั๊มอยู่ที่ขวดนั้นขวดเดียว...ไม่ได้..ผิด...แล้วก็เป็นไปไม่ได้ด้วย
ฉะนั้นเราต้องตามรู้ ขณะที่มีอะไรให้รู้ ก็รู้ รู้ไม่ทัน ก็ไม่ต้องรู้ ก็ตามรู้ตอนทันต่อไป
การดูในที่นี้หมายถึง ดูด้วยใจโดยมีสติระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันคือรูปหรือนามที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
และมีสัมปชัญญะคือปัญญา ตามรู้อารมณ์ปัจจุบันที่สติระลึกรู้ว่าเป็นรูปอะไร หรือนามอะไรในขณะนั้น
สติในที่นี้มีความระลึกรู้สึกอยู่กับรูป กับนาม ปัญญาก็ตามเข้าไปรู้ว่า..รูปอะไร นามอะไรสติเกิดขึ้น ปํญญาตามรู้ สติ... ระลึกรู้สึกว่าอาการนี้..รูป ปัญญาตอบ...รูปอะไร สติ... ระลึกรู้สึกว่าอาการนี้..นาม ปัญญาตอบ...นามอะไร
ฉะนั้น สติตามปัจจุบัน ปัญญา ก็ตามอารมณ์ จึงได้อารมณ์ปัจจุบัน
ในการปฏิบัติจึงต้องมีความเข้าใจ เมื่อมีความเข้าใจแล้วทำบ่อยๆ
มนสิการแบบนี้บ่อยๆๆ ก็เท่ากับดื่มด่ำธรรมโอสถ ยาที่วิเศษที่สุดคือ โยนิโสมนสิการ
เมื่อทุกอย่างมีเต็มแล้ว อำนาจของโยนิโสมนสิการก็จะมาคุ้มครองรักษา
เพราะที่ปัจจุบันนั้นเป็นที่ให้เกิดอภิชฌาและโทมนัส
เมื่อทันเสียอย่าง อภิชฌา โทมนัส เกิดไม่ได้
เมื่อไม่มีอภิชฌาโทมนัส เท่ากับว่า ไม่มีกิเลสเกิดตอนนั้น
ฉะนั้น ปริยัติสำคัญมากๆ
เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติต้องมีหน้าที่
หน้าที่ของผู้ปฏิบัติคือมีสติ มีสัมปชัญญะ
เพื่อจะได้ ควบคุมว่ากำลังดูรูปอะไร นามอะไร ที่กำลังปรากฏอยู่ กำลังมีขึ้นอยู่
ทำไมต้องมีสติ สัมปชัญญะ? มี มีสติ..คือมีความระลึกอยู่กับรูป กับนาม ที่กำลังปรากฏอยู่ กำลังมีอยู่ เป็นปัจจุบันอารมณ์ มี มีสัมปชัญญะ..คือมีความรู้สึกชัดตามที่สติระลึกรู้อยู่ ว่าเป็นรูปอะไร นามอะไร
รูปนั่งหรือรูปนอน รูปนอนหรือรูปยืน นามเห็นหรือนามได้ยิน นามได้ยินหรือนามรู้
ฉะนั้น สติระลึกรู้ในรูปในนาม ปัญญารู้รูป นามตามทวารต่างๆชัด
สติต้องไปตั้งอยู่ตามทวารที่ถูกต้องเป็นปัจจุบันด้วย
แล้วปัญญาก็รู้ว่า นามอะไร รูปอะไร เพื่อทำลายความเห็นผิดออกไปอีกชั้นหนึ่ง
ฉะนั้น ในการปฏิบัติขอให้มีความเข้าใจ เข้าใจให้ถูกต้อง
เพราะถ้าทำความเข้าใจไม่ถูกต้อง ไม่เข้าใจชัดแล้ว จะทำวิปัสสนาไม่ได้เลย...ถ้านามก็ไม่รู้ รูปก็ไม่รู้ ...สติคืออะไรก็ไม่รู้ สัมปชัญญะคืออะไรก็ไม่รู้ ...ความต่างกันระหว่างคิดนึกกับรู้สึกก็ไม่รู้ ...สรุปได้ว่าทำวิปัสสนาไม่ได้เลย หรือจะไปทำอะไรก็แล้วแต่ ...ขณะนั้นไม่ใช่วิปัสสนา ...เมื่อไม่เป็นวิปัสสนา และก็ไม่ใช่วิปัสสนา ...พระนิพพานก็ไม่ถึง โดย พี่ดา...นำมาฝาก [2 ก.พ. 2554 , 10:32:57 น.] ( IP = 124.122.213.197 : : )
สลักธรรม 3
ฉะนั้นการเรียนคันถธุระ กับ การเข้าใจวิปัสสนาธุระ เป็นไปด้วยกัน
แต่ในวิปัสสนาธุระนั้นจะดึงเอาอะไรออกมาบ้าง
ฉะนั้น เรียนแล้วจึงต้องซักถามทำความเข้าใจให้ละเอียดอย่างรูป ๒๘ พอมาในนัยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือรูป ๖ เท่านั้นเอง
ถ้าเราจำแต่รูป ๖ และไม่เข้าใจรูป ๒๘ มันก็ไม่ชัดแจ้ง
ในการปฏิบัติไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากรูปและนาม รูปมี ๒๘ รูป
ในจำนวน ๒๘ รูปนี้มีชื่อจำเพาะๆๆ ได้แก่
๑. ปถวีรูป ......ได้แก่ รูปที่มีลักษณะแข็งหรืออ่อน ๒. อาโปรูป.....ได้แก่ รูปที่มีลักษณะไหลหรือเกาะกุม ๓. เตโชรูป..... ได้แก่ รูปที่มีลักษณะร้อนหรือเย็น ๔. วาโยรูป......ได้แก่ รูปที่มีลักษณะไหวหรือเคร่งตึง สี่รูปนี้เรียกว่ามหาภูตรูป ๔ ๕. จักขุปสาทรูป......ได้แก่จักขุปสาทหรือปสาทตา ๖. โสตปสาทรูป......ได้แก่โสตปสาทหรือปสาทหู ๗. ฆานปสาทรูป......ได้แก่ฆานปสาทหรือปสาทจมูก ๘. ชิวหาปสาทรูป.....ได้แก่ชิวหาปสาทหรือปสาทลิ้น ๙. กายปสาทรูป ...... ได้แก่กายปสาทหรือปสาทกาย ห้ารูปนี้เรียกว่าปสาทรูป ๕ ๑๐. รูปารมณ์ ......รูปที่เห็น สีต่างๆ ๑๑. สัททารมณ์ ......รูปเสียง ๑๒. คันธารมณ์......รูปกลิ่น ๑๓. รสารมณ์....... รูปรส ๑๔. อิตถีภาวรูป.....รูปเป็นเหตุแห่งความเป็นหญิง ๑๕. ปุริสภาวรูป.....รูปเป็นเหตุแห่งความเป็นชาย ๑๖. หทยรูป..........รูปที่อาศัยเกิดของจิตแลเจตสิก ๑๗. ชีวิตรูป..........รูปที่รักษากลุ่มที่เกิดจากกรรม ๑๘. อาหารรูป.......รูปโอชะที่อยู่ในอาหาร ๑๙. ปริจเฉทรูป.......รูปที่เป็นความว่างคั่นรูปต่อรูป ๒๐. กายวิญญัติรูป....รูปที่แสดงการเคลื่อนไหวทางกาย เช่น ขวักมือ ๒๑. วจีวิญญัติรูป.....รูปที่แสดงการเคลื่อนไหวทางวาจา ๒๒. ลหุตารูป....... รูปเกิดเป็นความเบา ๒๓. มุทุตารูป........ รูปเกิดเป็นความอ่อน ๒๔. กัมมัญญตารูป...รูปเกิดเป็นความควร ๒๕. อุปจยรูป........รูปแรกเกิด ๒๖. สันตติรูป........รูปที่เกิดสืบต่อ ๒๗. ชรตารูป........รูปที่เกิดแก่ใกล้ถึงความดับ ๒๘. อนิจจตารูป.....รูปที่ดับ
แต่ถ้าเรามาทำความเข้าใจว่ารูปปรมัตถ์ตรงนี้
นัยการปฏิบัติเป็นอะไรๆ แล้วเราจะรู้เลยว่าเราปฏิบัติจะดึงอะไรมาบ้าง
มันเกิดขึ้นทางไหนบ้างที่จะผ่านทวารได้กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ผ่านทวารไหน ? ปริจเฉทรูป ? เรากำหนดได้ไหม ไม่ได้
ดังนั้นจึงบอกว่า ...นัยการปฏิบัติ รูปมี ๖ ...นัยปริยัติ รูปมี ๒๘ ซึ่งมีคำอธิบายในอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๖ โดย พี่ดา...นำมาฝาก [2 ก.พ. 2554 , 10:34:00 น.] ( IP = 124.122.213.197 : : )
สลักธรรม 4
นาม ตามนัยปริยัติ มี๑. นามจิต ได้แก่จิตทั้งหมด ๘๙ ดวง : ..... อกุศลจิต ๑๒ .....อเหตุกจิต ๑๘ .....มหากุศลจิต ๘ มหาวิบากจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘ .....มหัคคตกุศลจิต ๙ มหัคคตวิบากจิต ๙ มหัคคตกิริยาจิต ๙ .....มรรคจิต ๔ ผลจิต ๔ ถ้าตามนัยองค์ฌาน ก็เป็น ๑๒๑ แต่ให้นับเนื่องแค่ ๘๙ จะหาชื่อจิตเหล่านี้ และทำความเข้าใจได้ใน อภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑
๒. นามเจตสิก ได้แก่เจตสิก ๕๒ ดวง :.....สัพพจิตตสาธารณะ ๗ .....ปกิณณกะ ๖ .....โมจตุกะ๔ โลติกะ๓ โทจตุกะ ๔ ถีทุกะ ๒ วิจิกิจฉา ๑ .....โสภณ ๒๕ ศึกษารายละเอียดได้จาก อภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๒ โดย พี่ดา...นำมาฝาก [2 ก.พ. 2554 , 10:35:03 น.] ( IP = 124.122.213.197 : : )
สลักธรรม 5
ฉะนั้น รูปนามตามนัยของการปฏิบัติ กับรูปนามตามนัยของปริยัติ จึงมีความแตกต่างละเอียดวิจิตรพิสดารมาก สุขุมคัมภีรภาพต่างกันยกตัวอย่างเช่น
รูป นัยปริยัติ บอกว่า รูป ๒๘ นาม นัยปริยัติ บอกว่า นามจิต กับนามเจตสิก
รูปนามตามนัยของการปฏิบัติ หมายถึงรูปนามที่ใช้ปฏิบัติวิปัสสนา และรูปนามที่จะใช้ปฏิบัตินี้ เป็นรูปนามทางไหนบ้าง? รูปนามที่จะใช้ คือ รูปนามทางตา รูปนามทางหู รูปนามทางจมูก รูปนามทางลิ้น รูปนามทางกาย รูปนามทางใจ
แค่นั้นเอง
ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจะต้องเรียนให้รู้ ให้เข้าใจว่าอะไรคืออะไร ไม่ใช่ว่าไม่รู้และไม่เข้าใจ ยกกะบิขึ้นไป ไม่ได้ถ้าจะปฏิบัติวิปัสสนาต้องรู้ ต้องเป็น เพราะถ้าไม่รู้ ไม่เป็น ไม่เป็นวิปัสสนา และก็ไม่ถึงวิปัสสนา
เมื่อเข้าใจแล้ว ก็เอาความเข้าใจเหล่านี้แหละไปปฏิบัติวิปัสสนาฉะนั้นจึงเรียกว่า เราจะต้องศึกษาหาความรู้ให้ละเอียดขึ้นไปอีก
.รูปที่ใช้ปฏิบัติวิปัสสนา หมายถึงรูปที่เป็นอารมณ์ของสติ และปัญญาทางทวารทั้ง ๖ เท่านั้น
รูปที่เป็นอารมณ์ของสติ และปัญญาทางทวารทั้ง ๖ เท่านั้น ได้แก่อะไรบ้าง?
ได้แก่๑. รูปทางตา .....คือรูปารมณ์ ได้แก่สิ่งเห็นเป็นสีต่างๆ ๒. รูปทางหู .....คือ สัททารมณ์ ได้แก่เสียงต่างๆ ๓. รูปทางจมูก ...คือ คันธารมณ์ ได้แก่กลิ่นต่างๆ ๔. รูปทางลิ้น ...คือ รสารมณ์ ได้แก่รสต่างๆ ๕. รูปทางกาย ...คือโผฏฐัพพารมณ์ ได้แก่เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เคร่ง ตึง ๖. รูปทางใจ .....คือรูปที่อยู่ในท่านั่ง เรียกว่ารูปนั่ง รูปที่อยู่ในท่านอน เรียกว่ารูปนอน รูปที่อยู่ในท่ายืน เรียกว่ารูปยืน รูปที่อยู่ในท่าเดิน เรียกว่ารูปเดิน รูปทั้ง ๖ เหล่านี้เป็นอารมณ์ของสติและปัญญาโดยตรง
ถ้าจะเจริญปัญญา กำหนดรู้ รูปนั้น นามนั้น
การกำหนดรู้รูปนั้น นามนั้น ตามนัยแห่งการเจริญนั้น เรียกว่า ..การเจริญสติปัฏฐาน หรือการเจริญวิปัสสนา
ฉะนั้น จะเห็นความแตกต่าง พิสูจน์ได้สัตวโลก มีเหมือนกันหมดทุกคน แต่ตอนปฏิบัติ ไม่เหมือนกันเลย ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ นั่งอยู่นี่ ..ชีวิตรูป มีทุกคน อิตถีภาวรูป ผู้หญิง ปุริสภาวรูป ผู้ชาย มีหมด เรียนให้รู้ว่าพระพุทธเจ้าแจกแจงชีวิตออกมาเป็นแบบนี้ๆ แต่เวลาปฏิบัติ ตัวใครตัวมัน อตฺตาหิ อตฺตโนนาโถ ตนนั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน
นาม นัยปริยัติ ได้แก่ นามจิต และนามเจตสิก แต่นาม ที่ใช้ในการเจริญวิปัสสนา ไม่ใช่ ๘๙ หรือ ๕๒นามที่ใช้ปฏิบัติวิปัสสนา หมายถึงนามที่เป็นอารมณ์ของสติ และปัญญาทางทวารทั้ง ๖ เหมือนกัน ๑. นามทางตา ...คือ การเห็น ...มีชื่อเรียกว่า จักขุวิญญาณ ๒. นามทางหู... คือ ได้ยิน ...มีชื่อเรียกว่า โสตวิญญาณ ๓. นามทางจมูก... คือ ได้กลิ่น ...มีชื่อเรียกว่า ฆานวิญญาณ ๔. นามทางลิ้น ...คือ ได้รู้รส ...มีชื่อเรียกว่า ชิวหาวิญญาณ ๕. นามทางกาย ...คือความรู้สึกสัมผัสทางกาย ... มีชื่อเรียกว่า กายวิญญาณ ๖. นามทางใจ ...คือความรู้สึกนึกคิดต่างๆ... มีชื่อเรียกว่า มโนวิญญาณ ฉะนั้น นามทั้ง ๖ นี้ เป็นอารมณ์ของสติและเป็นอารมณ์ของปัญญา และแต่ละคนต่างเกิดไม่เหมือนกัน
คนเราเห็นเหมือนกันไหม? ไม่เหมือน
แล้วในรูป รูปเหมือนกันไหม?..บางคนนั่ง บางคนยืนโดย พี่ดา...นำมาฝาก [2 ก.พ. 2554 , 10:35:56 น.] ( IP = 124.122.213.197 : : )
สลักธรรม 6
ต้องเป็นปัจจุบันของตนเอง แล้วเป็นจริงแบบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า กล่าวว่า อันนี้เรียกว่าอะไร เกิดขึ้นกับเราจริง แต่รู้จริงแบบพระพุทธเจ้า มีเพียงผู้ปฏิบัติ กับพระพุทธเจ้า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
นี่เป็นการเห็นชัดเลยว่า พระนิพานเป็นการดำเนินไปแต่เพียงผู้เดียว ใครทำใครได้
ใครพบ ใครพ้น เพราะปัจจุบันของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา บังคับบัญชาไม่ได้
ทางด้านปริยัติ ก็บังคับบัญชาไม่ได้
ทางรูป... ต้องเป็นรูปมี ๒๘ ฉันจะมีรูปเพียง ๕ ไม่ได้ บังคับไม่ได้
ในการปฏิบัติ: ก็ต้องเป็นรูป ๖
ทางนาม...ก็จะเป็นนามจิต ๘๙ นามเจตสิก ๕๒ ไม่เอา ฉันจะเอาเจตสิกเดียวพอ ไม่ได้ บังคับไม่ได้
โลภมูลจิต ดวงที่หนึ่งเกิดขึ้น ก็จ้องประกอบด้วยเจตสิก ๑๙ เหมือนกันหมด แต่โลภที่เกิดขึ้น ต่างกัน
ในการปฏิบัติ: ก็ต้องเป็นนาม ๖
รูปทั้ง ๖ ทวาร รูปใดรูปหนึ่ง ก็ไม่ได้เป็นอารมณ์ของสติปัญญา
นามทั้ง ๖ ทวาร ทวารใดทวารหนึ่ง ก็ไม่ได้เป็นอารมณ์ของสติปัญญา
แต่ขณะที่เข้าไปรู้รูปในขณะนั้น รู้นามในขณะนั้น
ขณะนั้นแหละเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เรียกว่า อารมณ์ปัจจุบัน
ขณะที่ไม่รู้ในอารมณ์ปัจจุบัน คือรูปปัจจุบัน หรือนามปัจจุบัน
ขณะนั้นจะเรียกว่า เจริญสติปัฏฐานไม่ได้เด็ดขาด หรือเรียกว่าไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน
หรือไม่ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะสติและปัญญาไม่ได้มีนามรูปเป็นอารมณ์
ฉะนั้น คำบริกรรม ไม่ว่าจะเป็นพุทโธ สัมมาอรหัง หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่วิปัสสนาขณะใดไม่มีรูปหรือนามเป็นอารมณ์ของสติและปัญญา จะไม่เรียกว่าการเจริญสติปัฏฐาน จะไม่เรียกว่าการเจริญปัญญา หรือวิปัสสนา
เพราะฉะนั้นรูป ๖ เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา นาม ๖ ก็เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาตัววิปัสสนาก็คือ ตัวปัญญาที่รู้รูป รู้นาม ปัญญา ก็คือรู้แจ้งในรูป รู้แจ้งในนามที่กำลังปรากฏอยู่เฉพาะหน้าซึ่งเรียกว่า ปัจจุบันอารมณ์
ยังมีต่อนะคะ...การดูรูปนั่ง...
โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ
![]()
โดย พี่ดา...นำมาฝาก [2 ก.พ. 2554 , 10:38:45 น.] ( IP = 124.122.213.197 : : )
สลักธรรม 7![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.พ. 2554 , 15:20:33 น.] ( IP = 125.27.173.83 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |