มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ตรวจดูและปล่อยวาง








ตรวจดูและปล่อยวาง
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
๓๐ มกราคม ๒๕๕๔



สวัสดีค่ะ เช้านี้เราก็ได้ทราบข่าวว่าหลวงตามหาบัวท่านได้มรณภาพลงแล้วหรือที่ภาษาโลกจะเรียกว่าละสังขาร ความตายก็คือความพลัดพรากจากภพหนึ่งไปสู่อีกภพหนึ่งด้วยอำนาจกรรม เมื่อเราประจักษ์แล้วมั่นคงต่อกรรมได้ก็จะรู้และยอมรับว่าสักวันหนึ่งก็จะถึงคิวของเรา เพราะความตายเป็นเรื่องธรรมดา

ขอแสดงความยินดีด้วยกับลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งที่จะเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดีย เพราะเป็นผู้ที่มีโอกาสเดินทางไปในดินแดนพุทธภูมิซึ่งเป็นมงคลของชีวิต ซึ่งการเดินทางไปอินเดียนี้เขาก็จะเรียกว่าไปแสวงบุญ การที่เราศึกษาพระอภิธรรมนี้ก็จัดว่าเป็นการที่ศึกษาในเรื่องของบุญมากเช่นกันโดยเฉพาะบุญกิริยาวัตถุ ๑๐

การไปแสวงบุญนั้นมีบุญให้ทำหลายอย่าง เราก็ต้องปรับใจของเราให้เป็นเพื่อที่จะได้ทำบุญจริง ๆ ถ้าสามารถสำรวมใจได้ และคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นที่เรา เกิดขึ้นที่เรา และต้องได้รับผลที่เรา เราก็จะตักตวงแสวงบุญได้เต็มที่ เช่น ถ้าหากไปในสถานที่ประสูติแล้วมีการสวดบทบูชาพระพุทธคุณ ..องค์ใดพระสัมพุทธฯ ก็ให้ระลึกรู้ว่าพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นยิ่งใหญ่มาก เพราะถ้าหากไม่มีพระองค์แล้วสัตว์โลกก็ต้องอยู่ในโอฆะสงสารอย่างไม่มีทางสิ้นสุด

เวลาที่เจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารประสูติถือเป็นปฐมฤกษ์แห่งมงคลกาล และทำให้เกิดมงคลสมัย ณ สถานที่ประสูตินั้นเป็นการเริ่มต้นของชีวิตเอกบุรุษของโลก เมื่อไปถึงสถานที่นั้นแล้วเราก็ต้องใคร่ครวญระลึกดูว่าที่ตรงนี้เราเคยมีสมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่บัดนี้เราไม่เห็นพระองค์ท่านแล้ว แต่พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ท่านยังมีอยู่ ซึ่งหากดูแล้วก็ไม่มีอะไรมากเลยแต่ที่ดูเหมือนมากก็เพราะกิเลสตัณหาของมนุษย์มีมาก จึงทำให้ข้อความกระจายออกมามาก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า "จงยังชีวิตให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด" เพียงคำพูดสั้น ๆ แค่นี้ก็สามารถสร้างอริยบุคคลได้จำนวนมากยกเว้นพวกเรา เพราะเรายังตกอยู่ในความประมาท

ทุกวันนี้เราทุกคนก็ยังความประมาทเพราะอะไร? เพราะเรามีความรู้น้อย

สัปดาห์ที่แล้วได้บอกว่าให้ “รอบคอบและรอบรู้”

วันนี้จะบอกต่อว่าให้ “หมั่นตรวจดูและปล่อยวาง”

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [2 ก.พ. 2554 , 15:12:14 น.] ( IP = 125.27.173.83 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



เมื่อเรามีความรอบคอบรอบรู้แล้วก็ต้องหมั่นตรวจดูและปล่อยวาง โดยจะต้องถามใจตนเองอยู่บ่อย ๆ ว่า เราทำเพื่ออะไร? อย่างการมาเรียนพระอภิธรรมก็ต้องตอบตัวเองให้ได้เหมือนส่องกระจกแล้วเห็นสิว เพื่อจะได้บีบสิวนั้นออก จึงต้องมองตัวเองให้ออกว่า ทำไปเพื่ออะไร? ซึ่งหลวงพ่อเสือท่านได้ให้หลักการใช้ชีวิตไว้ ๕ ข้อว่า

๑. ทำไปเพื่ออะไร?

๒. มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น?

๓. ตัวการนั้นดีหรือชั่ว?

๔. ให้ผลอย่างไร?

๕. ใครเป็นผู้ได้รับ?


ทั้งห้าประการนี้ท่านให้ถามตัวเองอยู่เสมอๆ โดยเริ่มต้นว่า จะทำไปเพื่ออะไร? ไม่ว่าจะเป็นการเรียน เราจะมาเรียนเพื่ออะไร? หรือจะปฏิบัติก็ต้องรู้ว่า จะปฏิบัติเพื่ออะไร จะซื้อเพื่ออะไร จะหาเพื่ออะไร จะไปเพื่ออะไร เราต้องมีคำตอบเหมือนเราส่องกระจก แต่ทุกวันนี้เราไม่เห็นหน้าตัวเอง ถ้าขณะนี้มีอะไรเกิดขึ้นบนหน้าสักเม็ดหนึ่งหรือมีอะไรมาติดแล้วมันมีน้ำหนักเบามากจนเราไม่รู้สึกแล้ว ถ้าเราไม่สองกระจกแล้วเราก็จะไม่เห็น

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.พ. 2554 , 15:13:01 น.] ( IP = 125.27.173.83 : : )


  สลักธรรม 2



ฉะนั้น การถามตัวเองอยู่เสมอๆ ว่า ทำไปเพื่ออะไร เหมือนประจักษ์กับตัวเองว่า..ทำไปเพื่ออะไร? เคาะใจตัวเองว่าทำไปเพื่ออะไร อย่างเช้าวันนี้อยากจะเป็น “ทองกวาว” ขึ้นมาแล้ว ก็หยิบเสื้อกางเกงสีสดๆมาใส่ให้เหมือนกับทองกวาว

อย่างนี้ก็ต้องถามว่า ทำไปเพื่ออะไร? ตอบ สวยดี สดชื่นเข้ากับสมัยดี นี่ก็ได้คำตอบข้อที่ ๑ แล้วจากกิเลสว่า สวยดี ดูดี

มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น? เมื่อกิเลสมาตอบคำถามแรกไปแล้ว กิเลสตัวนี้คือตัวอะไรล่ะ? ก็คือโลภะ ความยินดีติดใจว่าสวยดี แล้วก็มีทิฏฐิเป็นตัวการร่วมด้วยในการกระทำนั้น เพราะมีความเห็นผิดว่านั่นสวยดี แต่เราเอาแค่ตัวฉมัง ๆ นั่นคือโลภะ

ตัวการคือโลภะนั้นดีหรือชั่ว? ชั่ว

ให้ผลอย่างไร? มีโอกาสให้ไปเกิดเป็นเปรตง่าย ๆ เพราะโลภะเป็นเส้นทางของเปรต

ใครเป็นผู้ได้รับ? ใครทำใครได้ ก็คือตัวฉันนี่แหละ ที่ถึงจะสวยอย่างไรก็เปรต

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.พ. 2554 , 15:13:20 น.] ( IP = 125.27.173.83 : : )


  สลักธรรม 3



การถามตัวเองว่า ทำไปเพื่ออะไร? เหมือนกับยืนหน้ากระจกแล้วอ่านตัวเองให้ออก เพื่ออย่างน้อยก็จะได้ช่วยชะลอแต่ไม่ได้ให้หยุดทันที เพราะกิเลสของเรายังหนาปัญญาของเรายังน้อย แต่เมื่อได้คำตอบแล้วมันเหลือทนเกิดความละอายเกินกว่าที่จะรับได้ก็จะได้ไม่ทำ 5hkแต่ยังพอไหวก็ทำไปเถอะ

ทำไปเพื่ออะไร ? มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น? ตัวการนั้นดีหรือชั่ว? ให้ผลอย่างไร? ใครเป็นผู้ได้รับ? คือหลักที่หลวงพ่อสอนให้ใช้ชีวิตให้รอบคอบและรอบรู้ ถ้าไม่รอบคอบแล้วชีวิตของเราก็ไปตามยถากรรมดังคำที่เขียนขึ้นกระดานว่า

สัทธาสี่ มีน้อย ในดวงจิต
ทำให้คิด ยึดตน คนทั้งหลาย
ถ้ามากซึ่ง สัทธา พาใจกาย
ไม่วุ่นวาย สงบเย็น เห็นความจริง


เมื่อสัทธา ๔ ของเรามีน้อยก็ตกอยู่ในความประมาทชีวิตกพบแต่ความน่ากลัว การถามตัวเองบ่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดความรอบคอบและรอบรู้ เพราะถ้ารู้ว่า เราทำไม่ดี มีที่ไปไม่ดี ได้รับผลลัพธ์ไม่ดี มันก็จะหยุดได้

สัทธาข้อที่ ๑ เชื่อเรื่องกรรม

สัทธาข้อที่ ๒ เชื่อวิบากกรรม

สัทธาข้อที่ ๓ เชื่อว่าสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของของตน

สัทธาข้อที่ ๔ เชื่อในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.พ. 2554 , 15:13:38 น.] ( IP = 125.27.173.83 : : )


  สลักธรรม 4



ผู้ที่ทำสัทธา ๔ ให้บริบูรณ์และอยู่ได้ด้วยดีแล้วก็คืออริยบุคคลทั้ง ๔ พระโสดาบันเป็นผู้หมดกังขาแล้วในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อในพระรัตนตรัยไม่แคลนคลอน มีศีล ๕ บริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย มีจิตใจพร้อมบริจาคทุกเมื่อ นี่คือคุณสมบัติวิเศษของความเป็นพระโสดาบัน ซึ่งเรายังไม่มี ถึงมีก็มีแบบกระพร่องกระแพร่ง

เราจึงยังมีความประมาท โดยเฉพาะ ความเชื่อในองค์ที่ ๔ "เชื่อคำสั่งคำสอนองพระพุทธเจ้า" ที่ดูได้เลยว่าเรายังไม่เชื่อพระพุทธเจ้า แต่เราเชื่อเจ้าต่าง ๆ มาพิสูจน์กันว่าเรามีน้อยจริง ๆ ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ตามที่พระพุทธองค์สั่งไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์ว่า

ข้อที่ ๑ เพียรละบาปอกุศลให้หมดไปจากกาย วาจา ใจตน

ข้อที่ ๒ เพียรกระทำกุศลให้ถึงพร้อม ทั้ง กาย วาจา ใจตน

ข้อที่ ๓ เพียรชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ หมดจด จากกิเลส จากเครื่องเศร้าหมอง

ในการละบาปอกุศลนั้นเราต้องเรียนให้รู้ว่า บาปอกุศลมีอะไรบ้างเสียก่อนจึงจะละได้ บาปอกุศลคือ อกุศล ๑๒ ถ้าแยกเป็นกรรมบถก็คือ อกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นสิ่งที่เราต้องละ แต่เราทำตามคำสั่งพระองค์ไม่ได้เพราะใจเราไม่เด็ดพอ เราทำตามคำสอนที่พระองค์โปรดเราไม่ได้เพราะใจเราไม่ดีพอ แล้วเราก็ไม่เชื่อพระองค์ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นความน่ากลัว เพราะว่าเมื่อเราไม่ได้เชื่อฟังตามคำสอนพระพุทธเจ้าแล้วเราจะยอมรับความจริงได้ยากยิ่งว่าสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน

เพราะอะไร? เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้านี้มี จิต เจตสิก และรูป ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่หญิง ไม่ใช่ชาย มีแต่สภาพธรรมที่เกิดขึ้นมาประชุมกันแล้วเป็นไปตามเหตุปัจจัย เหตุก็มีเหตุอดีตที่เป็นใหญ่ ที่ส่งให้เรามีความรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.พ. 2554 , 15:13:56 น.] ( IP = 125.27.173.83 : : )


  สลักธรรม 5



วันนี้เรายอมรับว่า ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ แต่เป็นการยอมรับชั่วคราวในขณะที่เรียนแล้วเข้าใจ ถ้าเรียนแล้วไม่เข้าใจ โอกาสที่จะรู้ว่าไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ก็เกิดขึ้นยาก เพราะเราเรียนจิตเป็นดวง ๆ ฉะนั้น การที่ไม่เชื่อคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ยากยิ่งนักที่จะเชื่อว่า สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของของตน จึงมีฉัน ของของฉัน ลูกของฉัน หลานของฉัน ตัวของฉัน ทั้งที่จริงแล้วไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ล้วนเป็นไปตามวิบากอันเนื่องมาจากกรรม

มาพิสูจน์กันในเรื่องของวิถีจิต ตี น ท ป วิ สํ ณ โว ช ช ช ช ช ช ช ต ต ภ ภ ที่มีอารมณ์ต่างๆ มากระทบ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฐัพพารมณ์ ล้วนเป็นวิบาก พอตัดสินอารมณ์แล้วเป็นบุญบาป เป็นกรรม ฉะนั้น มีคนไหม? ไม่มี แต่มี จิต เจตสิก รูป แล้วมีวิบาก

วิบากนี้ก็คือผลของกรรม แล้วก็ทำให้ทำกรรมใหม่ตลอดเวลา เมื่อมีการกระทำกรรม ก็ย่อมต้องมีผลของกรรม แล้วใครทำล่ะ? สัตว์โลกเป็นคนทำ สัตว์โลกจึงต่างมีกรรมเป็นของของตน เรื่องราวของสัทธาทั้ง ๔ นี้ เมื่อคิดให้รู้ ดูให้เป็น เห็นให้แจ้ง ความโอดครวญ ความพิไรรำพันก็จะน้อยลง แต่ทุกวันนี้เราบ่น เพ้อ เพียรผูก พลัดพราก พิไรรำพัน ตัดอาลัยไม่ขาด เพราะเราไม่เข้าถึงคำสั่งสอนนั่นเอง หรือเรียกว่าสติไม่เกิด ปัญญาจึงเตลิด จึงมีของของเราตลอดเวลา

ทุกวันนี้ทำงานด้านอภิธรรมออนไลน์ ก่อนนี้ก็ทำไทยโพเอ็มด้วย ตอนนี้ก็มาทำ facebook โยจะนำธรรมะหรือข้อคิดไปลงทุกวัน เพราะคิดว่าอย่างน้อยเมื่อมีสื่อแล้ว เมื่อมีโอกาสก็จะกระจายความดีแบ่งปันให้ผู้อื่นบ้าง เราหว่านไป ๆ ใครหิวก็เอาไปทานหรือถูกจริตใครก็นำไปใช้ แต่ไม่ได้หวังผลอะไรมากกว่านี้ แต่พอทำงานเสร็จแล้วก็มาคิดว่า พระพุทธเจ้านี้สุดยอดเลย พระบารมีก็ล้นพ้น อภินิหารท่านก็เหลือเฟือ ไม่มีใครเทียบเทียมยิ่งใหญ่เหลือเกิน เสกอะไรก็ได้ ทำคนให้เป็นพระอรหันต์ก็ได้ นี่สุดยอดแล้ว แต่สัตว์โลกก็ยังหลงเหลืออยู่มากมาย

ณ วันนี้เข้าไปในโลก facebook ก็เลยคิดได้ว่า พระพุทธเจ้าพาพวกเราไปไม่ได้ เพราะไปด้วยกันไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ พระพุทธองค์อยากให้ไป เพราะในโลก facebook มีแต่ฉัน ของของฉัน ลูกของฉัน หลานของฉัน สิ่งที่มีฉัน ไม่มีอย่างอื่นเลย คนมีลูกใหม่ ๆ ก็เอารูปลูกตัวเองมาลง ๆ ๆ คนมีหลานก็เอารูปหลานของตัวเองมาลง ๆ ๆ เพิ่มความอุปาทาน แล้วของของฉันมันก็แน่นขึ้นทุกวัน เช้าขึ้นมาก็ย้ำ ๆ ยิ่งอ่านยิ่งย้ำ ๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.พ. 2554 , 15:14:14 น.] ( IP = 125.27.173.83 : : )


  สลักธรรม 6



ปัจจุบันนี้การกระทำของสัตว์โลกตรงกันข้ามเลยกับสัทธาทั้ง ๔ โดยเฉพาะข้อที่ ๔ คือ คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า อวิชชาปัจจยาสังขาร อวิชชาเท่านั้นเป็นตัวต้นตอวัฏฏะที่ทำหน้าที่ปรุงแต่งความเป็นไปของสัตว์โลกต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเห็นผิด เห็นผิดก็คือ เห็นผิดว่าดี ทำแล้วดี เช่น ปุญญาภิสังขาร ก็แสวงหาการทำบุญวิ่งเต้นการทำบุญกันสารพัด แล้วลองคิดดูซิว่าเราเป็นผู้ทำบุญประเภทไหน เป็นบุญที่เราชอบ ๆ เท่านั้น ฉะนั้น เราจึงต้องไปตามที่เราชอบ บางคนชอบทำสังฆทานก็ถือถังสังฆทานไป บางคนชอบใส่บาตรก็ไป

พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ว่าการทำสังฆทานเป็นการกระทำกุศลที่ดีสุดเรียกว่าบริสุทธิ์ แล้วสังฆทานก็เป็นการกระทำบุญที่ไม่เจาะจง ได้เนื้อนาบุญแท้ ๆ เลย แต่ทุกวันนี้ถามตัวเองสิว่า ขณะที่ถือถังสังฆทานแล้วเราก็ยังไปกุฎิที่ชอบๆ เลย ..นี่จึงไม่เป็นสังฆทาน หรือที่เราใส่บาตรเรายังทำแบบที่เราชอบ ๆ เลย มันจึงตรงกันข้ามหมดเลยกับคำที่ว่าไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีเลย มีแต่คำว่าเราและของเรา เยื่อใยความสัมพันธ์จึงมีมาเป็นลูกโซ่

อวิชชาเท่านั้นเป็นต้นเค้า ตัวปรุงแต่งทุกอย่างเลย เมื่อมีความไม่รู้แล้วก็เหมือนกับไม่ได้มองกระจก วันนี้หน้าตาของเราสะอ้านสะอ้านไหม เราจึงต้องหัดส่องกระจกส่องเงาดูใจของเราว่า กระทำไปเพื่ออะไร? มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น ? ทำบุญไปทำเพื่ออะไร? อยากได้บุญ หรืออยากได้คุณ ให้คุณมาคุย ให้คุณมาชอบ มีเพื่อน มาเรียนธรรมะ มาเพื่ออะไร? มาเพื่อสร้างสัมมาทิฏฐิหรือมาเพื่อสร้างสังคมใหม่ หรือมาเพื่อได้อะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ และเมื่อมานี่ มีอะไรเป็นตัวการในการมานั้น ตัวการนั้นดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไรใครเป็นผู้ได้รับ นอกจากนี้หลวงพ่อท่านก็สอนให้เราต้องพยายามคิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสินใจ

๑. คิดเสียก่อนว่า ทำไปเพื่ออะไร?

๒. พิจารณาว่า ที่คิดจะทำนั้นมีตัวการอะไรในการกระทำนั้น

๓. ทบทวนว่า ตัวการนั้นดีหรือชั่ว ให้ตอบในใจไม่ต้องบอกใคร

๔. ใคร่ครวญว่า ตัวการนั้นให้ผลอย่างไร

๕. ตัดสินใจทำ อย่าด่วนได้ฉิบหายช่างมัน การตัดสินใจทำนี้เราจะต้องรู้ว่าใครเป็นผู้ได้รับ เราเองที่จะเป็นผู้ได้รับ

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.พ. 2554 , 15:14:29 น.] ( IP = 125.27.173.83 : : )


  สลักธรรม 7



ฉะนั้น คิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสิน ว่าทำไปเพื่ออะไร มีตัวการอะไรในการกระทำตัวการนั้น ดีหรือชั่วให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ เมื่อทำอย่างนี้แล้วก็จะยิ่งมีความรู้ถูกขึ้นมาก

ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ประเสริฐที่สุดเพราะทำให้เกิดความรู้ เมื่อเราหรือญาติพี่น้องหรือคนที่เรารู้จัก ต้องประสบเรื่องราวทุกข์ร้อนใจก็ดี หรือต้องพบกับความป่วยเจ็บ หรือต้องมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนเสมอ ๆก็ดี เราจะวางใจได้ว่าก็คือสัตว์โลก เขาไม่ใช่ลูกเรา แต่โดยสมมติแล้วเป็นลูก โดยสมมติแล้วเป็นหลาน ๆ แต่จริงๆ แล้วเป็นสัตว์ที่เกิดด้วยสุคติ เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่งใน ๓๑ ภูมิ

ถ้าเผื่อสัตว์โลกนั้นมีความบกพร่องก็เพราะสัตว์โลกตนนั้นเขามีเหตุของเขามา แล้วเราทำไมต้องเข้าไปรับผิดชอบ ก็เพราะเราก็มีเหตุกรรมที่สอดคล้องกันร่วมกันเท่านั้นเอง

สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของของตน กรรมที่ได้รับเราต้องประจักษ์ว่าคือวิบากที่เป็นของเราและของเขา เมื่อสัตว์โลกเหล่านั้นไม่เท่าทันวิบาก ก็ทำกรรมโดยพิสดารออกไป ทำบาปโดยพิสดารออกไป แต่บุญโดยพิสดารไม่ค่อยได้ทำเพราะทำจำเจ มาเรียนพระอภิธรรมต้องมีบุญพิสดาร บุญที่เกิดด้วยสติสัมปัชชัญญะ คือรอบรู้และรอบคอบ

การเห็นความจริงว่านั่นกรรมของเขานะ เราก็ช่วยสุดความสามารถ เราก็แนะนำสุดความสามารถแล้ว เกินความสามารถไม่มีใครทำได้ แต่ในความสามารถของเรา เรามีอะไรก็ให้ไปเถอะ

อย่างสัปดาห์ที่แล้วก็มีลูกศิษย์คนหนึ่งมาขอคำปรึกษาเรื่องลูกสาว ๒ คนที่กำลังเป็นสาว ก็ให้ความรู้ คำแนะนำไป และก็ให้เขาทำใจให้เด็ดขาด เมื่อให้สิ่งที่ดีแก่ลูกสาวแล้ว.. เขารับได้รับไป ไม่ดีก็จบกันนะ แล้วก็ให้หลักใจกับลูกศิษย์คนนั้นว่า เขาก็คือเขา เราก็คือเรา การมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่นเป็นทุกข์ยิ่งนัก ถ้าเราเข้าใจแล้วก็จะสงบลงได้

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.พ. 2554 , 15:14:48 น.] ( IP = 125.27.173.83 : : )


  สลักธรรม 8



เราต้องวางใจว่าสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน แล้วกรรมอันนี้ก็มาจากความคุ้นเคยเป็นสันดาน ถ้าหากเขาชินเขาชอบแบบนั้นมา เราก็ยากที่จะไปรื้อกรรมของเขาได้ แต่เราทำกรรมของเราได้ แล้วเราจะทำกรรมอะไรดี? ก็ลองหลับตาลงแล้วนึกถึงพระพุทธเจ้า หรือมองระลึกนึกถึงภาพพระพุทธมณฑลที่กำลังก้าวพระบาท เดินนำพวกเราไป ทางนี้เป็นทางจริงสติล้ำค้ำจุนเจือ เราต้องค่อย ๆ ก้าวไป ถึงจะเมื่อยบ้างล้มลงบ้างก็อย่าออกนอกทาง

เหนื่อยก็พัก หนักก็วาง ไม่ไหวจริงๆ มันหนักสาหัสกัน เรื่องมันมากจริง ๆ เราก็อย่าหยุดเดินตามทาง คลานตามก็ยังดี เพราะว่าชายจีวรแห่งร่มผ้ากาสาวพัตร์นั้นได้พบกับความสุขแน่ถ้าเราเดินตาม คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พยายามสร้างใจเอาไว้และไว้ใจว่าทางนี้เป็นทางจริง และต้องทำให้ได้

วันนี้เราก็กำลังเดินทางอยู่ในเส้นทาง สักวันเราก็จะต้องตาย จงพยายามใช้ชีวิตให้เป็น อย่าเรียนอย่างเดียว ลองเจริญสติปัฏฐานบ้าง หรือถ้าเห็นว่าสติปัฏฐานยากก็ลองส่องกระจกดูใจตนเองเสมอๆ คิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสินใจ ว่าทำไปเพื่ออะไร มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น ตัวการนั้นดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ อย่าด่วนได้ อย่าด่วนทำ คิดนิดหนึ่ง

เมื่อเราสามารถใช้หลักแปลนชีวิตนี้ได้ก็ให้วางใจให้เป็นว่า เรากับเขาต่างมีกรรมเป็นของของตน กรรมลบล้างกันไม่ได้ แต่แนะนำกรรมให้กันได้ แต่เขาจะทำหรือไม่ทำเรื่องของเขา อย่าวุ่นวายเกินเหตุ เช่น เรามีหน้าที่สอน เรามีหน้าที่ให้ความรู้ ก็ทำให้เต็มที่ ให้ด้วยหัวใจ เพราะว่าการให้ด้วยหัวใจจะมีความละมุนละม่อม อย่าให้เพราะเป็นของของฉันแล้วมันต้องดี เพราะอันนั้นเป็นเหมือนกับต้องบังคับ

คนเราไม่ชอบการบังคับหรือบงการ เมื่อบอกให้เขากลับหันหลังก็ให้เขาหักกลับเอง แต่เขาจะไม่กลับ เขาจะเดินต่อไปมันก็เป็นเรื่องของเขา ถึงเราจะสอนหรือไม่สอน ต่างคนก็ต่างเดินไปเองทั้งสิ้น พบกันชั่วคราว ฉะนั้น มีกรรมเป็นของของตน แล้วก็มีวิบาก ทุกวันนี้ที่ได้รับคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม

ฉะนั้น เมื่อยามวิบากมาถึงตัวเราอย่างแรง ถ้าเราฝึกดีไว้ ฝึกสงบไว้ ฝึกเข้าใจกรรมไว้ แล้วทำกุศลอยู่เสมอ ๆ เชื่อเถอะว่าวิบากร้าย ๆ มันเบาลง เพราะอะไร? เพราะกรรมดีจะนำพาวิบากดีเข้ามาเบียดเบียนให้ เช่นถ้าเราขว้างปาอะไรแรง ๆ แล้วไปกระทบกับม่านหรือใบไม้ก่อน ก็เท่ากับมีแรงต้านไว้ที่หนึ่งก่อนแล้วค่อยกระดอนไป เราจึงต้องหมั่นทำกรรมดีเอาไว้

ขอผลานิสงส์และพลานุภาพของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จงคุ้มครองรักษาท่าน ทุกคน ให้มีสติอันสมบูรณ์ ปัญญาอันเฉียบไว และมีการกระทำเป็นไปเพื่อยอมรับในวิบาก และกระทำกรรมใหม่ได้ด้วยกุศลกรรมทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ



ขออนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวลผู้ถอดเทปค่ะ


โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.พ. 2554 , 15:15:10 น.] ( IP = 125.27.173.83 : : )


  สลักธรรม 9


อ่านไป พร้อมกับระลึกถึงพระคุณของหลวงพ่อ ที่ท่านพยายามปลูกฝัง หลัก ๕ ข้อนี้ ให้กับลูกๆทุกคน
ซึ่งได้รับฟังมาตั้งแต่ปีแรกๆ (ยี่สิบหกปีมาแล้ว) และได้ฟังมาอีกบ่อยๆ ...

ต้องยอมรับว่า วิธีการสอนของหลวงพ่อนั้น ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปจากเดิม (แม้จะยังไม่ค่อยดีมากก็ตาม...)

อ่านมาจนสะกิดใจกับข้อความที่อาจารย์บอกว่า

...เราก็อย่าหยุดเดินตามทาง คลานตามก็ยังดี เพราะว่าชายจีวรแห่งร่มผ้ากาสาวพัตร์นั้นได้พบกับความสุขแน่ถ้าเราเดินตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พยายามสร้างใจเอาไว้และไว้ใจว่าทางนี้เป็นทางจริง และต้องทำให้ได้ ...

เลยต้องบอกย้ำกับตัวเองว่า ต้องทำให้ได้ ตามที่อาจารย์ได้เมตตาเตือนมา

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ และขอบคุณทั้งน้องกิ๊ฟ น้องฟู และน้องนวล ค่ะ

โดย วยุรี [3 ก.พ. 2554 , 14:15:35 น.] ( IP = 61.90.72.48 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org