มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มารู้จักปฏิจจสมุปบาทกันเถอะ (๑)




ตอนที่ผ่านมา

อะไรทำให้ปฏิสนธิ?

พระธัมมเสนาบดีเป็นผู้ตั้งปุจฉาถามองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องปฏิสนธินี้เป็นเรื่องต่อเนื่องกันระหว่างอดีตกับปัจจุบันและปัจจุบันกับอนาคต ชีวิตปัจจุบันเป็นผลที่เกิดมาจากเหตุอดีต อดีตเหตุคือ อวิชชา สังขาร ก่อให้เกิดปัจจุบันผล คือ วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา และผลในปัจจุบันรวมแล้วเป็นเหตุก่อให้เกิดเหตุปัจจุบันขึ้นอีก คือ ตัณหา อุปาทานและภพ และปัจจุบันเหตุก่อให้เกิดผลในอนาคต ได้แก่ ชาติและชรา-มรณะ แต่เรื่องอนาคตนั้นยังมาไม่ถึง

เมื่อผู้ใดก็แล้วแต่ยังไม่สามารถตัดอวิชชาและตัณหาได้ขาด ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไปจนหมดอายุหมดกรรม หรือหมดทั้งกรรมทั้งอายุ หรือมีกรรมตัดรอนไปจนตายและตายนั้นก็เป็นเหตุให้เกิดปฏิสนธิ ปฏิสนธินั้นเป็นการพูดระหว่างอดีตกับปัจจุบันและพูดระหว่างปัจจุบันกับอนาคต

เราเกิดมาได้อย่างไร เราเกิดมาเพราะเราตายมาจากอดีต จึงมีการเกิดเป็นปัจจุบันผล จากเหตุอดีตกล่าวคือ อวิชชา และสังขาร การไม่รู้ความจริงซึ่งถูกปรุงแต่งเป็นเหตุ (อดีต) ก่อให้เกิดผลในปัจจุบันซึ่งคือ วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา (อดีตเหตุ ๒ ปัจจุบันผล ๕) ซึ่งผลในปัจจุบันเป็นตัวก่อเหตุอีกก่อให้เกิดเหตุปัจจุบัน ได้แก่ ตัณหา ความอยากได้ และทำให้ยึดติดยึดมั่นในอารมณ์นั้น กรรมภพจึงเกิดขึ้นและทำให้มีที่ไปคืออุปัตติภพ สร้างวัฏฏะอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เกิดอนาคตผล ได้แก่ ชาติ ชรา-มรณะ ได้ความเกิด แก่ และตาย เมื่ออนาคตมาถึงเมื่อไรก็กลายเป็นปัจจุบันทันที

โดย บุษกร เมธางกูร [7 ก.พ. 2554 , 09:13:42 น.] ( IP = 61.90.94.241 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

นามรูป คือ อะไร

นามในที่นี้ได้แก่ นามธรรม ๕ อย่าง คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะและมนสิการ ซึ่งได้แก่ นามขันธ์ ๓ ส่วนรูป ได้แก่ รูปขันธ์ คือ มหาภูตรูป และอุปาทายรูป

นามธรรมทั้ง ๕ มีการน้อมไปสู่อารมณ์ เป็นลักษณะ
มีหน้าที่ ประกอบกับจิตและเจตสิกด้วยกัน
มีการแยกจากจิตไม่ได้ เป็นผล
มีวิญญาณเป็นเหตุให้เกิด

ส่วนรูปขันธ์ มีการแตกดับหรือสลายอยู่เสมอ เป็นลักษณะ
มีหน้าที่กระจายไปจากจิต
มีความเป็นอพยากตธรรมเป็นผล
มีวิญญาณเป็นเหตุใกล้ให้เกิด

รูปในที่นี้หมายเอาเฉพาะกัมมชรูป ซึ่งเป็นรูปที่มีสมุฏฐานเกิดแต่กรรม ที่เรียกอีกอย่างว่า อัชฌัตติกรูป คือ รูปภายในสรรพสัตว์ที่มารวมกันกับปฏิสนธิวิญญาณ

นามรูป ในที่นี้หมายเอาปฏิสนธินามรูป คือ นามรูปที่ปฏิสนธิ ที่วิญญาณเป็นปัจจัยให้มา หมายเฉพาะเมื่อวิญญาณ คือ วิบากวิญาณ อันได้แก่ โลกียวิบากจิต ๓๒ และกัมมวิญญาณ หรือ อภิสังขารวิญญาณ ได้แก่ วิญญาณที่มีกรรมหรือสังขารเป็นพืชเชื้อหรือเยื่อเมือก (อวิชชาและสังขาร)

เปรียบเสมือนการหว่านพืชลงไปในไร่น่าที่มีน้ำ พืชก็ย่อมจะงอกและเจริญเติบโตขึ้นเป็นลำดับ เมื่อกรรมอันเปรียบเสมือนไร่นา มีอยู่ วิญญาณเปรียบเสมือนพืช ตัณหาเปรียบเสมือนน้ำที่มีอยู่ วิญญาณย่อมตั้งมั่นเป็นเหตุให้นามรูปเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณจึงชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาจึงชื่อว่าน้ำหล่อเลี้ยง< วิญญาณแห่งสัตว์โลกทั้งหลายมีอวิชชาเป็นเครื่องขวางกั้น มีตัณหาร้อยรัดตรึงอยู่มั่น เมื่อวิญญาณตั้งมั่นแล้ว การเกิดขึ้นในภพใหม่ คือ การปรากฏของรูปนามก็ย่อมมีอยู่ฉันนั้น คาถานี้พระพุทธเจ้าได้กล่าวกับพระอานนท์

เพราะว่าธรรมทั้งหลายย่อมเป็นไปตามวิญญาณ เช่น เวทนา – ความเสวยอารมณ์ สัญญา - ความจำได้หมายรู้ เจตนา - ความคิดอ่าน ผัสสะ – ความสัมผัส อารมณ์ มนสิการ – ความเอาใจใส่อารมณ์ นามทั้ง ๕ นี้ ถ้าไม่มีวิญญาณจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเจตสิกทั้งหลายต้องเกิดอาศัยวิญญาณโดย สัมปยุตตปัจจัย เป็นต้น

ส่วนกัมมชรูปซึ่งมองไม่เห็น แต่รู้ได้โดยการอนุมาน เป็นรูปที่กรรมลิขิตให้มีมาพร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณ นามรูปนี้เป็นปัจจัยให้แก่ อายตนะ

โดย บุษกร เมธางกูร [7 ก.พ. 2554 , 09:18:51 น.] ( IP = 61.90.94.241 : : )


  สลักธรรม 2

อายตนะ คือ อะไร?

ในปฏิจจสมุปบาท อายตนะ แปลว่า ที่ต่อ หรือ สิ่งสำหรับต่อ ๖ อย่าง คือ

จักขวายตนํ ที่ต่อคือตา ต่อกับรูปารมณ์

โสตายตนํ ที่ต่อคือหู ต่อกับ สัททารมณ์

ฆานายตนํ ที่ต่อคือจมูกต่อกับ คันธารมณ์

ชิวหายตนํ ที่ต่อคือลิ้น ต่อกับ รสารมณ์

กายายตนํ ที่ต่อคือกายต่อกับ โผฏฐัพพารมณ์

มนายตนํ ที่ต่อคือใจ ต่อกับ ธัมมารมณ์

คือ อายตนะภายใน ต่อกับ อายตนะภายนอก จึงเรียกว่า สฬายตนะ ๑๒ อายตนะภายใน ๖ นี้ว่าโดยองค์ธรรมได้แก่ รูปขันธ์ และนามขันธ์ คือ อายตนะ ๕ จักขวายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ ได้แก่ ปสาทรูป ๕ ซึ่งเป็นรูปขันธ์ ส่วนมนายตนะ ได้แก่ จิต หรือ วิญญาณ ซึ่งเป็นนามขันธ์

อายตนะทั้ง ๖ นี้ มีลักษณะต่อกับรูป มีหน้าที่ให้เห็นรูปโดยต้องมีวัตถุเป็นที่ตั้ง และมีทวารเป็นที่ผ่านของวิญญาณธาตุ ซึ่งเมื่อทำงานรวมกันแล้ว เรียกว่า เป็นผล และมีนามรูปเป็นเหตุใกล้ให้เกิด อายตนะจะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีนามรูป และ อายตนะนี้ก็เป็นปัจจัยให้แก่ผัสสะ

โดย บุษกร เมธางกูร [7 ก.พ. 2554 , 09:22:28 น.] ( IP = 61.90.94.241 : : )


  สลักธรรม 3

ผัสสะ คือ อะไร ?

ผัสสะ แปลว่า ความสัมผัส คือ ความกระทบกันระหว่างอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก และวิญญาณ ได้แก่ สัมผัส ๖ อย่าง คือ

จักขุสัมผัสโส ความสัมผัสทางตา

โสตสัมผัสโส ความสัมผัสทางหู

ฆานสัมผัสโส ความสัมผัสทางจมูก

ชิวหาสัมผัสโส ความสัมผัสทางลิ้น

กายสัมผัสโส ความสัมผัสทางกาย

มโนสัมผัสโส ความสัมผัสทางใจ

ความสัมผัสทั้ง ๖ นี้ เรียกว่าผัสสะ ซึ่งต้องมีธรรม ๓ อย่าง มาประจวบกัน เช่น จักขุสัมผัส ต้องมี จักขุปสาท ต้องมีรูปารมณ์ ต้องมีจักขุวิญญาณ เป็นต้น

ผัสสะ ว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ ผัสสเจตสิก

มีการถูกต้องกับอารมณ์ เป็นลักษณะ
มีการทำให้จิตกับอารมณ์กระทบกัน เป็นหน้าที่
มีการมาประจวบกันของวัตถุ อารมณ์ และวิญญาณ เป็นผล
มีอายตนะ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

ที่ว่ามีสฬายตนะเป็นปัจจัยให้แก่ ผัสสะ หมายความว่า เพราะมีอายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ ผัสสะจึงมีได้ ถ้าอายตนะไม่มี ผัสสะก็มีไม่ได้ ฉะนั้นต้องมี ธาตุรับ ธาตุกระทบ และธาตุรู้ และผัสสะนี้เองเป็นปัจจัยให้แก่ เวทนา

โดย บุษกร เมธางกูร [7 ก.พ. 2554 , 09:25:03 น.] ( IP = 61.90.94.241 : : )


  สลักธรรม 4

เวทนา คือ อะไร

เวทนา แปลว่า ความเสวยอารมณ์ เมื่อได้รับอารมณ์มาแล้วก็จะเกิดเวทนา คือ

๑. จักขุสัมผัสสชาเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากจักขุสัมผัส

๒. โสตสัมผัสสชาเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากโสตสัมผัส

๓. ฆานสัมผัสสชาเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากฆานสัมผัส

๔. ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากชิวหาสัมผัส

๕. กายสัมผัสสชาเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากกายสัมผัส

๖. มโนสัมผัสสชาเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากมโนสัมผัส

หรือ ได้แก่ เวทนา ๓ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และ อทุกขมสุขเวทนา(อุเบกขา)

เวทนาว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ เวทนาเจตสิก มีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ มีหน้าที่เสพรสแห่งอารมณ์ มีสุขและทุกข์ เป็นผล มีผัสสะเป็นเหตุใกล้ให้เกิด

ที่ว่าผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา หมายความว่า เมื่อผัสสะคือมีการกระทบกันระหว่างอายตนะภายใน ภายนอก และวิญญาณ เวทนาจึงมีได้ ถ้าไม่มีผัสสะ เวทนาก็มีไม่ได้ ดังนั้น ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา และเวทนานี้เองเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา

โดย บุษกร เมธางกูร [7 ก.พ. 2554 , 09:36:21 น.] ( IP = 61.90.94.241 : : )


  สลักธรรม 5

ตัณหา คือ อะไร ?

ตัณหา แปลว่า ความอยาก อันได้แก่ ความอยากในอารมณ์ ๖ อย่าง

๑. รูปตัณหา ความอยากเห็นรูป

๒. สัททตัณหา ความอยากฟังเสียง

๓. คันธตัณหา ความอยากดมกลิ่น

๔. รสตัณหา ความอยากลิ้มรส

๕. โผฏฐัพพตัณหา ความอยากสัมผัสกับสิ่งสัมผัส

๖. ธัมมตัณหา ความอยากได้ธัมมารมณ์

ตัณหาทั้ง ๖ อย่างนี้ เมื่อว่าโดยอาการ มี ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

๑. กามตัณหา คือ ความอยากในกาม ได้แก่ อารมณ์ที่น่าใคร่และน่าติดใจ

๒. ภวตัณหา คือ ความอยากในอารมณ์ที่น่าใคร่ โดยประกอบไปด้วยภวทิฏฐิ หรือสัสสตทิฏฐิ อันได้แก่ ความอยากของคนที่เป็นสัสสตทิฏฐิ คือ เห็นว่าอารมณ์ หรือ คนและโลกนี้เป็นของเที่ยง เป็นของยั่งยืนเสมอไป

๓. วิภวตัณหา คือ ความอยากในอารมณ์ที่น่าใคร่ โดยประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ ที่เห็นว่า อารมณ์ของตน และโลกเป็นของสูญหมด

อีกนัยหนึ่ง กามตัณหา คือ ความอยากในกามธาตุ หรือกามภพ ภวตัณหา คือ ความอยากในรูป ธาตุ อรูปธาตุ หรือ รูปภพ, อรูปภพ วิภวตัณหา คือ ความอยากโดยปฏิเสธภพทั้ง ๓

อีกนัยหนึ่ง ซึ่งกล่าวโดยเกจิวาทะ ได้แก่ กามตัณหา ความอยากในกามธาตุ หรือ กามภพ, รูปตัณหา ความอยากในรูปธาตุ หรือรูปภพ อรูปตัณหา ความอยากในอรูปธาตุ หรือ อรูปภพ และความปฏิเสธในกามภพ รูปภพ อรูปภพ ประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ เรียกว่า นิโรธตัณหา (ความอยากที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ)

ตัณหาเมื่อว่าโดยพิสดาร ตัณหามีถึง ๑๐๘ ได้แก่ ตัณหา ๖ อย่างนั้น (โดยอารมณ์) เมื่อว่าโดยอาการมี ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา จึงเป็น ๑๘ ( ๖ x ๓ = ๑๘) เป็นตัณหาภายใน ๑๘ ตัณหาภายนอก ๑๘ จึงเป็น ๓๖ (๑๘ x ๒ = ๓๖) เป็นอดีต ๓๖ ปัจจุบัน ๓๖ อนาคต ๓๖ จึงเป็นตัณหา ๑๐๘ (๓๖ x ๓ = ๑๐๘)

ตัณหาว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ โลภเจตสิก ซึ่งมีลักษณะเป็นเหตุแห่งทุกข์ มีหน้าที่ทำให้เพลิดเพลินในอารมณ์ มีความไม่รู้จักอิ่มเป็นผล มีเวทนาเป็นเหตุใกล้ให้เกิด

ถ้าไม่มีเวทนา ตัณหาก็มีไม่ได้ เช่น สุขเวทนา ทำให้เกิดตัณหา เพราะผู้มีสุขจึงต้องการสุขยิ่งๆ ขึ้นไป เช่นเดียวกัน ทุกขเวทนาทำให้เกิดตัณหา เพราะผู้มีทุกข์จึงต้องการแสวงสุข บำบัดทุกข์ อุเบกขาเป็นความสงบภายใน คนจึงเข้าใจว่าเป็นสุข จึงต้องการสุขยิ่งๆ ขึ้นไป และตัณหานี้เองก็เป็นปัจจัยต่อให้อุปาทาน

โดย บุษกร เมธางกูร [7 ก.พ. 2554 , 09:41:08 น.] ( IP = 61.90.94.241 : : )


  สลักธรรม 6

อุปาทาน คือ อะไร

อุปาทาน แปลว่า ความยึดมั่นถือมั่น ๔ อย่าง คือ

๑. กามุปาทานํ ความยึดมั่นถือมั่น ในกามคุณอารมณ์ มีรูปารมณ์ เป็นต้น

๒. ทิฏฐุปาทานํ ความยึดมั่นถือมั่น ในความเห็นผิด เช่น เห็นว่า ทำบุญแล้วไม่มีผล ทำบาปแล้วไม่มีผล เป็นต้น

๓. สีลัพพัตตุปาทานํ ความยึดมั่นถือมั่น ข้อวัตรปฏิบัติที่ผิด เช่น กินแบบสุนัข ปัสสาวะแบบโค

๔. อัตตวานุปาทานํ ความยึดมั่นถือมั่น อัตตวาทะ ยึดว่ามีอัตตาในขันธ์ ๕

อุปาทานว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ โลภเจตสิกและทิฏฐิเจตสิก อุปาทานโดยสังเขป มี ๒ อย่าง คือ ยึดมั่นถือมั่นเพราะโลภะ ๑ ยึดมั่นถือมั่นเพราะทิฏฐิ ๑

อุปาทาน มีการยึดอารมณ์เป็นลักษณะ มีหน้าที่ไม่ยอมปล่อยอารมณ์ มีความมักมากและเห็นผิดเป็นผล มีตัณหาเป็นเหตุใกล้ให้เกิด

เพราะตัณหานี้เอง สัตว์โลกทั้งหลายจึงได้อุปาทานครอบครอง เมื่ออยากจึงยึดถ้าไม่อยากก็ไม่ยึด เมื่อหิวจึงกิน ถ้าไม่หิวก็ไม่กิน ตัณหาและอุปาทานเป็นพวก โลภะเหมือนกัน แต่ต่างกันคือ ตัณหาเป็นเหตุ อุปาทานเป็นผล ตัณหาเป็นความอยาก ความปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่ได้มาหรือยังมาไม่ถึง เป็นอนาคตอยู่ เช่น อยากมีบุตรสักคน เป็นอนาคตอยู่ แต่เมื่อไปตรวจแล้ว พบว่าท้อง อนาคตหายแล้ว เป็นอุปาทานว่าฉันท้อง อุปาทานจึงเป็นการยึดอารมณ์เมื่ออารมณ์นั้นมาปรากฏแล้ว

ท่านเปรียบตัณหาว่าเหมือนอาการของขโมยที่เอื้อมมือไปควานหาของในที่มืด อุปาทานเหมือนอาการของขโมยที่เอามือจับของแล้วไม่ยอมปล่อย หรือ ความอยากอย่างอ่อน จัดเป็นตัณหา ความอยากอย่างแรงจัดเป็นกามุปาทาน ตัณหาตรงข้ามกับความปรารถนาน้อย อุปาทานตรงข้ามกับความสันโดษ และอุปาทานเป็นปัจจัยให้แก่ภพ

โดย บุษกร เมธางกูร [7 ก.พ. 2554 , 09:44:29 น.] ( IP = 61.90.94.241 : : )


  สลักธรรม 7

ภพ คือ อะไร

ภพ ตามรูปศัพท์ แปลว่า ความมีความเป็น แต่ในปฏิจจสมุปบาทนี้ หมายถึงภาวะแห่งชิวิต คือ ความมีขันธ์หรือความมีนามรูป นั่นเอง เพราะชีวิตต้องตกอยู่ในภพทั้ง ๓ อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป ได้แก่

๑. กามภโว คือ ภพของกามาวจรภูมิ ได้แก่ มนุษย์และเทวดา คือ ติดอยู่ในภพที่มีกาม

๒. รูปภโว คือ ภพฝ่ายรูปาวจรภูมิ คือ ภพที่ติดอยู่ในรูป หรือภพที่มีแต่รูปหมายเฉพาะ รูปพรหม

๓. อรูปภโว คือ ภพฝ่ายอรูปาวจรภูมิ คือ ภพที่ติดอยู่ในอรูป หรือภพที่มีแต่อรูปหมายเฉพาะอรูปพรหม

ภพทั้ง ๓ นี้ ย่อมหมายถึง กัมมภพ และอุปัตติภพ เท่านั้น เพราะฉะนั้นในพระอภิธรรมจึงกล่าวว่า อุปาทานนั้น เป็นปัจจัยให้เกิดกัมมภพ และอุปัตติภพ ด้วยเหตุนี้เมื่อกล่าวถึง กัมมภพและอุปัตติภพ ก็เป็นอันกล่าวถึงภพทั้ง ๓ นั้นด้วย เพราะภพ๒ นี้ และภพ ๓ โดยใจความเป็นอันเดียวกัน

ฉะนั้น ชีวิตทุกชีวิตจึงตกอยู่ในภพ เวียนวนอยู่ในภพ ๒ หรือ ภพ ๓ เพราะฉะนั้น เรื่องของภพจึงควรศึกษาให้ละเอียด เพราะว่าถ้าไม่เข้าใจแล้วจะเกิดความเห็นผิด กัมมภพ แปลว่า ภพคือกรรม ได้แก่ เจตนาและธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนามีอภิชฌาความละโมบ โทมนัส ความไม่ยินดี อภิชฌาเป็นอปุญญาภิสังขาร และโทมนัสเป็นอปุญญาภิสังขาร คำว่า กรรม ในที่นี้ จะนำไปสู่ภพทั้ง ๓ กล่าวโดยใจความเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย กัมมภพ ได้แก่ กุศลกรรม และ อกุศลกรรมที่จะนำไปสู่ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ เพราะกัมมภพทำให้เกิดอุปัตติภพ

อุปัตติภพ แปลว่า ภพ คือ ภาวะที่เกิดขึ้น ปรากฏขึ้น ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕ คือขันธ์ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือ อุปาทินขันธ์ คือ ขันธ์ที่กิเลสยึด อุปัตติภพ ว่าโดยประเภทมี ๙ ภพ ซึ่งจำแนกโดยภูมิ ๓ โดยสัญญา ๓ โดยขันธ์ ๓

จำแนกโดยภูมิ มี กามภพ ๑๑ รูปภพ ๑๖ และอรูปภพ ๔

จำแนกโดยสัญญา มี

๑ สัญญาภพ (ภพที่มีนามขันธ์) คือ กามภพ ๑๑ รูปภพ ๑๕ (เว้นอสัญญสัตตาภพ) อรูปภพ ๓ (เว้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ)
๒ อสัญญาภพ (ภพที่ไม่มีนามขันธ์) ได้แก่ ภพฝ่ายอสัญญสัตตภูมิ ๑
๓ เนวสัญญานาสัญญายตนภพ ได้แก่ ฝ่ายเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ๑

จำแนกโดยขันธ์ มี
เอกโวการภพ ภพที่มีขันธ์เดียว คือ อสัญญสัตตภูมิ ๑
จตุโวการภพ ภพที่มีขันธ์สี่ คือ อรูปภูมิ ๔
ปัญจโวการภพ ภพที่มีขันธ์ห้า คือ กามาวจรภูมิ ๑๑ รูปาวจรภูมิ ๑๕ (เว้นอสัญญสัตตภูมิ ๑)

ภพอันเกิดจากอุปาทานนี้ว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ เจตนา อย่างเดียวกับสังขาร (ปฏิจจ สมุปบาท องค์ที่ ๒) แต่มีความแตกต่างกันอยู่ คือ โดยความแคบ กับ โดยความกว้าง คือ สังขารหมายเอาเฉพาะกุศลธรรมและอกุศลธรรม เท่านั้น ส่วนภพ หมายความถึง กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรมด้วย เพราะสงเคราะห์อยู่ในอุปัตติภพ เมื่อกล่าวโดยรวบยอดแล้วมี ๒ คือ กัมมภพ และ อุปัตติภพ กัมมภพ มีการกระทำคือ เจตนาเป็นลักษณะ มีหน้าที่ทำให้เกิดขันธ์ มีกุศล อกุศลเป็นผล มีอุปาทานเป็นเหตุใกล้

อุปัตติภพ มีความเป็นผลของกรรมเป็นลักษณะ มีหน้าที่เกิดขึ้นมีขึ้น มีอัพยากฤตเป็นผล มีอุปาทานเป็นเหตุให้เกิด ท่านหมายความว่า ชีวิตเราเมื่อมีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ย่อมจะมีการกระทำกัมมภพคือ ทำกรรมเป็นบุญบ้างบาปบ้าง เช่น เมื่อมีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตน เป็นของตน หรือเป็นของเนื่องด้วยตน โดยมีความรัก ความหวงแหน ความเห็นผิด จึงมีการกระทำเพื่อสิ่งที่ตนยึดมั่นถือมั่นนั้น ถ้าไม่มีการยึด ก็ไม่มีการกระทำ ที่เป็นบุญเป็นบาป ด้วยเหตุนี้ จึงว่าอุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดกรรมภพ และกรรมภพก็เป็นปัจจัยให้เกิดอุปัตติภพต่อไป จึงกล่าวโดยรวบยอดว่า อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ และภพนี้เองเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ

โดย บุษกร เมธางกูร [7 ก.พ. 2554 , 09:48:33 น.] ( IP = 61.90.94.241 : : )


  สลักธรรม 8

ชาติ คือ อะไร ?

ชาติ แปลว่า ความเกิด ว่าโดยสมมุติแล้วได้แก่ ความเกิดของสัตว์ ว่าโดยปรมัตถ์แล้ว ได้แก่ ความปรากฏขึ้นของขันธ์ คือ ความปรากฏครั้งแรกของขันธ์ ได้แก่ ความเกิดขึ้นของวิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ว่าโดยขันธ์ ชาติ แบ่งออกเป็น ๒ คือ รูปชาติ ความเกิดของรูปขันธ์ และอรูปชาติ ความเกิดของนามขันธ์

รูปชาตินั้นว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ อุปาจยรูป สงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์

ส่วนอรูปชาติว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ อุปาทขณะของนามธรรม สงเคราะห์เข้าในสังขารขันธ์

ฉะนั้น ชาติมีความบังเกิดครั้งแรกในภพนั้นๆ เป็นลักษณะ มีหน้าที่มอบขันธ์ให้แก่สัตว์ มีการโผล่จากอดีตภพมาปรากฏขึ้นที่ปัจจุบันภพ เป็นผล หรือ สมานวาทะท่านกล่าวว่า มีสภาพเต็มไปด้วยทุกข์เป็นผล มีกัมมภพเป็นเหตุให้เกิด

ที่ว่ากัมมภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ หมายความว่า กรรมที่ทำให้เกิดขันธ์ปรากฏขึ้นเป็นอย่างเดียวกัน ไร่นา ที่ทำให้พืชงอกงามขึ้นได้ ถ้าไร่นาดี พืชงาม ผลผลิตงาม ถ้าไร่นาไม่ดี พืชก็ไม่งาม ผลผลิตก็ไม่ดี

ฉะนั้น กัมมภพ เปรียบเสมือน ไร่นา ปฏิสนธิวิญญาณที่ยึดกรรมอารมณ์ กรรมนิมิต คตินิมิตอารมณ์ เปรียบเสมือนพืชที่หว่านลงไปในไร่นา ตัณหาเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงพืช

เมื่อวิญญาณยึดกรรมเป็นอารมณ์ กรรมก็นำให้วิญญาณปฏิสนธิ คือ ทำให้เกิดภพชาติหน้าต่อไป ถ้ากรรมดีก็ทำให้ชาติดี คือ สุคติ ถ้ากรรมชั่ว ก็ทำให้ชาติชั่ว คือ อกุศลชาติ ทุคติ

จึงเห็นความแตกต่างของสัตว์ทั้งหลาย โดยสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม แม้จะบิดามารดาเดียวกัน อยู่ในที่เดียวกัน มีความเป็นอยู่เสมอเหมือนกันหมด แต่ในบุตรแต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน บางคนใจดี บางคนใจร้าย บางคนผิวพรรณวรรณะสวย บางคนไม่สวย ทั้งนี้เพราะแต่ละคนทำกัมมภพมาต่างกันจึงมีรูปร่างหน้าตาอัชฌาสัยใจคอ และฐานะไม่เหมือนกัน แต่พระพุทธองค์ก็กล่าวว่าจะมีอย่างเดียวเท่านั้นเองที่สัตว์ได้เหมือนกัน ไม่ต่างกันเลยคือความทุกข์

ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่ากรรมย่อมจำแนกสรรพสัตว์ทั้งเลวและปราณีตต่างกัน สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ด้วยเหตุนี้จึงว่ากัมมภพ เป็นปัจจัยให้แก่ชาติ และชาตินี้เองเป็นปัจจัยให้แก่ชรา และ มรณะ

โดย บุษกร เมธางกูร [7 ก.พ. 2554 , 09:51:05 น.] ( IP = 61.90.94.241 : : )


  สลักธรรม 9

ชรา – มรณะ คือ อะไร

ชรา แปลว่า แก่ หมายถึง ความแก่ ความเฒ่า ความคร่ำคร่าของสัตว์ เช่น แก้มตอบ ฟันหัก ผมหงอก ผิวตกกระ ผิวหนังเหี่ยวย่น หย่อนยาน อายุและกำลังลดน้อยถอยลง กล่าวโดยปรมัตถ์ ความแก่ ได้แก่ ความสุกงอมของอินทรีย์ ถ้าว่าโดยขันธ์ ชราแบ่งออกเป็น ๒ อย่าง ได้แก่ รูปชรา ความแก่ของรูปขันธ์ และ อรูปชรา ความแก่ของนามขันธ์

รูปชรา ว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ สันตติรูป และ ชรตารูป สงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์
อรูปชรา ว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ ฐีติขณะแห่งนามธรรม สงเคราะห์เข้าในสังขารขันธ์

ชรามีความสุกงอมของขันธ์เป็นลักษณะ มีหน้าที่ฉุดลากชีวิตไปหาความตาย มีความเสื่อมจากวัยเป็นผล มีชาติเป็นเหตุให้เกิดชรา

มรณะแปลว่า ตาย หรือ เรียกว่า ความจุติของสัตว์ หรือเรียกว่า ความทำลายขันธ์หรือความตัดขาดแห่งชีวิตตินทรีย์ กล่าวโดยขันธ์ แบ่งเป็น ๒ อย่าง ได้แก่ รูปมรณะ ความตายของรูปขันธ์ และอรูปมรณะ ความตายของนามขันธ์

รูปมรณะว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ อนิจตารูป สงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์

อรูปมรณะว่าโดยองค์ธรรม ได้แก่ ภังคขณะแห่งนามธรรม สงเคราะห์ในสังขารขันธ์

มรณะนี้มีการเคลื่อนจากภพเป็นลักษณะ มีหน้าที่ทำให้พรากจากภพ มีการย้ายคติที่เกิดเป็นผล มีชราเป็นเหตุให้เกิด ฉะนั้น ที่ว่าชาติเป็นปัจจัยให้แก่ชรา และมรณะ หมายความว่าเมื่อมีเกิด จึงมีแก่ และมีตาย ถ้าไม่มีเกิด ก็ไม่มีทั้งรูปแก่ และนามแก่ ไม่เกิดรูป รูปก็ไม่ตาย ไม่เกิดนาม นามก็ไม่ตาย ถ้าไม่เกิด ไม่แก่ ก็ไม่ตาย แต่ถ้าเมื่อใดมีเกิด ก็ต้องมีแก่ และมีตายอย่างแน่นอน

ฉะนั้น ชราและมรณะจึงนับเป็นองค์อันหนึ่ง ในปฏิจจสมุปบาท ส่วนความเศร้าโศกโสกะปริเทวะ ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ แม้จะเป็นผลมาจากชาติก็จริง สืบเนื่องมาจากอวิชชา เพราะมีอาสวะเป็นเหตุให้เกิด แต่โสกปริเทวะอุปายาสนั้น ไม่นับเป็นองค์ใน ปฏิจจสมุปบาท เพราะไม่อาจมีได้เสมอไป เช่น ในพรหมโลก มีอาสวะแต่หามีโสกปริเทวอุปายาสไม่

โดย บุษกร เมธางกูร [7 ก.พ. 2554 , 09:53:38 น.] ( IP = 61.90.94.241 : : )


  สลักธรรม 10

ปฏิจจสมุปบาทธรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ว่าโดยลำดับจากเบื้องต้นไปหาเบื้องปลาย คือ เริ่มต้นตั้งแต่อวิชชาไปจนถึง ชรา – มรณะ เป็นการแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ขององค์ประกอบชีวิต จากเหตุไปหาผล

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีอายตนะ
เพราะอายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมี ชรา – มรณะ

ด้วยความมีอวิชชาเป็นปัจจัย ปรุงแต่ง กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร ให้แก่ วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา – มรณะ หนึ่งวงนี้เอง ชีวิตก็จะหมุนอย่างนี้ตลอด ท่านกล่าวว่า ปฏิจจสมุปบาทวงนี้ตัดไม่มีทางขาด ถ้ากิเลสยังไม่ขาด วงนี้ก็จะมีชีวิตหมุนไปถึงจุดมรณะแล้วมรณะเล่า กิเลสก็เป็นเหตุให้เกิดปฏิสนธิอีกต่อไป กัมมภพและอุปัตติภพ ก็จะหมุนเรื่อยไป ชีวิตก็จะหมุนอย่างนี้ตลอดไป จนกว่าจะถึงพระนิพพานได้ นี้ว่าโดยอนุโลม

ถ้าว่าโดยทวนลำดับจากชรา – มรณะขึ้นไป นับตั้งแต่องค์สุดท้าย สาวเข้าไปหาเหตุ เพราะว่าชรา – มรณะ ก็เป็นเพราะมีชาติเป็นปัจจัย มีชาติก็เพราะมีกัมมภพเป็นปัจจัย ไปจนถึงสังขารก็มีอวิชชาเป็นปัจจัยเมื่อสาวไปถึงมูลรากเหตุสำคัญอย่างนี้แล้ว ท่านบอกว่าน่าจะยุติแค่นั้น เพราะปฏิจจสมุปบาท ๑ วง เริ่มต้นที่อวิชชา

หากจะถามว่า อวิชชานี้มีเพราะมีอะไรเป็นปัจจัย ทางพระพุทธศาสนามีหลักฐานสำคัญแน่นอน ท่านบอกว่า สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ และเหตุให้เกิดอวิชชานั้นได้แก่ อาสวะ พุทธภาษิตจึงกล่าวตอบพระสารีบุตรว่า อาสวสมุทยา อวิชชา สมุทโย อาสวะเกิดขึ้น อวิชชาจึงเกิดขึ้นได้ ดังนั้นอาสวะ คือ กิเลสที่ไหลออกทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้แก่ อาสวะ ๔ คือ

๑. กามาสวะ อาสวะ คือ กามคุณ ๕
๒. ภวาสวะ อาสวะ คือ ภวตัณหา
๓. ทิฏฐาสวะ อาสวะ คือ ความเห็นผิด
๔. อวิชชาสวะ อาสวะ คือ อวิชชา

อาสวะ ทั้ง ๔ ว่าโดยย่อ ได้แก่ ตัณหา และอวิชชานั่นเอง เพราะอาสวะเกิดขึ้น อวิชชาจึงเกิดขึ้น ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงกล่าวสรุปหลังจากประกาศธรรมแล้วมีพระอริยเจ้าเกิดขึ้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นของอวิชชา เงื่อนต้นของภวตัณหา ย่อมไม่ปรากฏคือ ไม่รู้ว่าก่อนแต่นี้ อวิชชายังไม่มี ภวตัณหายังไม่มี แต่มาภายหลังนี้ แม้นเป็นอย่างนี้ก็กล่าวได้ว่าอวิชชาปรากฏ เพราะนิวรณ์เป็นอาหารปัจจัย ภวตัณหาปรากฏ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ตราบใดที่ยังตัดอวิชชาตัณหาไม่ขาด ตราบนั้น ชีวิตก็จะหมุนอยู่ในสงสารตลอดไปอย่างไม่มีกำหนดขอบเขต

ปฏิจจสมุปบาทธรรมนั้นเป็นระบบการกำเนิดสัตว์ หรือเรียกว่าชีวิต หรือกฎการหมุนเวียนแห่งชีวิต เรียกธรรมนี้ว่าภวจักร ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ปฏิจจสมุปบาทนั้น เป็นลักษณะเป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา – มรณะ ทำหน้าที่ให้เกิดทุกข์ติดตามมาในสังสารวัฏฏ์ และทำให้เกิดการเดินทางผิดจากพระนิพพานเป็นผล ชีวิตจึงเวียนวนอยู่ในสงสาร เวียนไปด้วยความไม่รู้จากกิเลสวัฏฏ์ กัมมวัฏฏ์ และวิบากวัฏฏ์

ภวจักร แปลว่า ล้อชีวิตหมุนอยู่ตลอด
สังสารวัฏฏ์ มาจากคำว่า สังสารจักร


ผู้ที่ฟังเรื่องปฏิจจสมุปบาทและปัญจาการนี้ โอกาสเท่ารูเข็มที่จะให้ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) เกิดไม่ได้เลย เป็นมหากุศลญาณสัมปยุต ที่แน่นสืบต่อกันอย่างมั่นคง วิบากอันเป็นอกุศลเท่ารูเข็มจะไม่ปรากฏขึ้น

ฉะนั้น ขณะใดที่นั่งเรียนอยู่ และมีการแสดงธรรมปัญจาการและปฏิจจสมุปบาท ต่อให้มีอันตรายไม่ต้องหลบเพราะขณะนี้วิบากอกุศลเท่ารูเข็ม ที่จะเกิดให้วิบากอกุศลเข้ามา หรือกรรมเบียดเบียนฝ่ายอกุศล กับกรรมตัดรอนฝ่ายอกุศลจะเข้ามาไม่ได้เลย เพราะไม่มีเลยเท่าช่องรูเข็ม นี่คือธรรมวิเศษของปฏิจจสมุปบาทและปัญจาการค่ะ

ด้วยความปรารถนาดีค่ะ
บุษกร เมธางกูร.

โดย บุษกร เมธางกูร [7 ก.พ. 2554 , 09:58:54 น.] ( IP = 61.90.94.241 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org