| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อย่าลืม (๑)
สลักธรรม 1
การที่เราพูดคำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า บางคนก็ทำได้ แต่บางคนก็ทำไม่ได้ ที่บอกว่าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้าก็คือขอถึงซึ่งพระปัญญาธิคุณ
ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างที่ตนเองทำจนคล่องแคล่วเพราะเกิดขึ้นจากความเข้าใจในพระรัตนตรัย และเราเรียนแล้วว่าจิตนั้นเกิดดับไวมาก ทุกครั้งที่กล่าวคำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า ตัวเองก็จะตั้งใจกล่าวในคำพูดนั้น และคำแปลว่า ขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า และตนเองก็จะสามารถประมวลภาพต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
เป็นการประมวลภาพในสังเวชนียสถานทั้ง ๔ และรูปของพระพุทธเจ้าที่เดินจาริกนั้นปรากฏขึ้นทางใจ แล้วในการเดินนั้นจิตของเราก็รู้ด้วยว่าท่านก็มีความพร้อมที่จะโปรดเวไนยสัตว์ บางครั้งตัวเองจะเห็นความรู้สึกว่าท่านกำลังพระโปรดองคุลีมาลย์ให้บรรลุธรรม ฉะนั้น การที่จะทำได้อย่างนี้เราต้องฝึกเข้าใจชีวิตพระพุทธเจ้า ไม่ใช่แค่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นที่นับถือ ใครที่ยังไม่มีจุดเริ่มต้น ก็ลองใช้ชีวิตแบ่งเวลาทำความเข้าใจรู้จักพระพุทธเจ้าให้ซึ้งต่อไป
คำว่า ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระธรรม ทุกครั้งที่กล่าว ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุกครั้งตัวเองก็จะตั้งใจกล่าวคำพูดนั้น และแปลว่า ขอถึงซึ่งพระธรรม แล้วก็จะประมวลภาพแผนผังจิต เจตสิก รูป และนิพพาน รวมถึงความเข้าใจในเนื้อธรรมที่รู้จักซึ่งจะเกิดขึ้นมาในทันที
เมื่อประมวลภาพทั้งหมดแล้วก็รู้เลยว่า ที่เราขอถึงซึ่งพระธรรมนั้น ขอถึงตรงไหน ภาพโฟกัสของใจก็จะเห็นภาพของมรรคจิตทั้ง ๔ เด่นชัดขึ้นมาในใจ ฉะนั้น ตรงนี้ก็ต้องฝึกด้วยการเรียนแล้วอย่าเรียนผ่าน เรียนแล้วเห็นความสำคัญของจิตแต่ละดวงให้ชัด รู้ด้วยว่าดวงไหนที่เป็นสุดยอดที่พระพุทธเจ้าต้องการ รวมทั้งรู้ด้วยว่าการที่จะได้ดวงนั้นมาต้องมีการกระทำอย่างไร?
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2554 , 14:33:39 น.] ( IP = 113.53.196.91 : : )
สลักธรรม 2
คำว่า สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ขอถึงซึ่งพระสงฆ์ ตัวเองก็จะตั้งใจกล่าวว่า สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ... แล้วก็แปลว่า ขอถึงซึ่งพระสังฆเจ้า ซึ่งในทันทีนั้นจะนึกประมวลภาพเห็นหมู่พระอริยสงฆ์ โดยเฉพาะความรู้สึกนั้นจะมีความรู้สึกถึงพระพุทธมงคลคาถาที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานแล้วมีพระโกณฑัญญะ เป็นต้น นั่งอยู่ แล้วก็ความรู้สึกในตัวเองปรารถนาที่จะเป็นหนึ่งในผู้สำเร็จมรรค ผล นิพพาน
นี่ก็คือการกล่าวคำออกไปเพื่อตั้งเจตนาและตั้งใจที่จะเดินเข้าสู่พระรัตนตรัยจริง ๆ ฉะนั้น จึงขอให้ทุกคนกล่าวพร้อมกันอีกครั้งหนึ่ง
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระธรรม
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระสงฆ์
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2554 , 14:34:07 น.] ( IP = 113.53.196.91 : : )
สลักธรรม 3
เช้าวันนี้ได้นำบท อาทิตตะปะริยายะสุตตัง มาให้สวด เราได้ความเข้าใจอะไรบ้างจากการสวดบทนี้? คำแปลที่พูดซ้ำ ๆ ในบทนี้เป็นการอธิบายถึงความร้อนในทวารทั้ง ๖ และคำแปลนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันให้เราพุทธศาสนิกชนรู้ว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส เป็นของจริง เพราะเราสามารถย้อนกลับไปยังพระอภิธรรมที่เราศึกษากันได้เลย
เพราะหากดูตามผังจิตแล้วก็จะรู้ว่า พระบาลีที่พระองค์กล่าวไว้ในบทสวดนี้ไม่ได้กล่าวอะไรเลยนอกจากวงจรที่เริ่มจากทวิปัญจวิญญาณและมโนทวาราวัชชจิตที่เราเรียน ซึ่งเป็นคำสอนที่ปรากฏในพระอภิธรรมปิฎกและว่าด้วยการปฏิบัติวิปัสสนาจนสำเร็จ พระสุตรนี้พูดถึงการกระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วจะทุกข์หรือจะเฉย ๆ ก็ดีก็เพราะมีปัจจัย
คำสอนในพระสูตรนี้สามารถยกขึ้นมายืนยันได้ว่า พระอภิธรรมเป็นพุทธพจน์ที่เลิศยิ่ง ซึ่งถ้าหากเปรียบกับพระสูตรอื่น ๆ ก็เลิศ เพราะว่าโดยบุคคลาธิษฐานยกบุคคลขึ้นมาเป็นตัวอย่าง เช่น พระอานนท์เป็นอย่างนั้น พระสาวกองค์นั้นเป็นอย่างนี้ ที่เป็นการเล่าชีวประวัติและความเป็นไปของบุคคลนั้น ๆ ซึ่งหลวงพ่อท่านเคยพูดเสมอว่า พระสูตรนั้นเป็นการยกบุคคลตั้งขึ้นเป็นตัวอย่างทั้งทางดีและทางชั่ว
ถ้าหากเราเป็นผู้อ่าน เราก็ควรจะทำความเข้าใจว่า เหตุอย่างนี้ ปัจจัยอย่างนี้ ทำให้บุคคลนั้นดี เหตุอย่างนี้ ปัจจัยอย่างนี้ ทำให้บุคคลนั้นชั่ว ซึ่งพอพูดแค่นี้นักศึกษาที่เข้าใจพระอภิธรรมก็จะนึกออกถึงเลข ๖ แล้วก็ตีออกมาได้ทันทีว่า
คำว่าเหตุปัจจัยอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้ดีให้ชั่วมีอยู่ ๖ เหตุ และถ้าหารด้วย ๒ ก็จะได้ตัวเลขออกมาเป็น ๓ คือในเหตุ ๖ อย่าง มีการกระทำอยู่ ๒ อย่าง คือ ดีกับชั่ว และในดีกับชั่วก็มีเหตุอย่างละ ๓
ดี คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ
ไม่ดี คือ โลภหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2554 , 14:34:29 น.] ( IP = 113.53.196.91 : : )
สลักธรรม 4
ที่มาพูดตรงนี้เพื่ออยากจะถ่ายทอดหัวใจว่า การเรียนพระอภิธรรมมีประโยชน์มาก ๆ ถ้าเข้าใจ เพราะจะทำให้เราเข้าถึงธรรม ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ และเพื่อจะยืนยันว่า เวลาตัวเองกล่าวคำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ทำไมจึงประมวลความเข้าใจและภาพต่างๆได้รวดเร็ว
และถ้าเราสามารถรู้ว่า จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และมโน เป็นของร้อนเพราะไฟโทสะ ไฟโลภะ ไฟโมหะ แล้วเราก็จะสามารถปฏิบัติตามคำสั่งของพระพุทธเจ้า ๓ คำสั่งว่า จงละกิเลสให้หมดไป คือ พยายามชำระอกุศลทางกาย วาจา ใจ ให้หมดไป เพียรกระทำความดีให้ถึงพร้อม คือ กุศลเหตุ และเพียรชำระจิตใจ ให้บริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมอง
และพอบอก ๓ คำสั่งปุ๊บ เราก็จะนึกออกได้ทันทีว่า มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ทำครั้งเดียวได้ทั้ง ๓ คำสั่ง คือ วิปัสสนากรรมฐาน เพราะ ในขณะที่มีสติกำหนดรู้ในอาการยืน รู้ว่าเป็นรูป หรือในขณะที่เรียกว่าสติมา สัมปัชชัญโน อาตาปี เกิดขึ้น ขณะนั้นอกุศลทั้งปวงไม่เกิด บุญทั้งหลายถึงพร้อมทั้งกาย วาจา และใจ และจิตตอนนั้นบริสุทธิ์จากมลทินนิวรณ์ทั้งหลาย ตัณหา- อวิชชา ตัวการสำคัญมิได้เกิดขึ้น
เช่นในการกำหนดรูปยืน ตัณหา-อวิชชาไม่เกิดขึ้น เพราะอวิชชาคือความไม่รู้ว่าเป็นรูป..ไม่เกิดขึ้น ตัณหาคือความอยากก็ไม่ได้เกิดขึ้น.. เพราะไม่ได้อยากยืนแต่มีความจำเป็นยืน จึงเป็นการตัดห่วงสังสารวัฏรออกหมดสิ้น ..เมื่อเรารู้ว่าถ้าหากเลือกทางเดินอย่างนี้แหละที่จะตัดห่วงสังสารวัฎรออกหมดสิ้น เราก็จะมี สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ขอถึงซึ่งความเป็นอริยะเจ้า เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามิ พระอนาคามี และพระอรหันต์ ได้แน่ ๆ ได้จริง ๆ
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2554 , 14:34:55 น.] ( IP = 113.53.196.91 : : )
สลักธรรม 5
ฉะนั้น ความเข้าใจในพระอภิธรรมและการกระทำตามคำสั่งของพระพุทธเจ้าได้ สมตามคำแปลในบทสุดท้ายของอาทิตตะปะริยายะสุตตัง ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสธรรมภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างมีใจยินดีเพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังตรัสธรรมภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุหนึ่งพันรูป ก็พ้นจากกิเลสที่ดองอยู่ในสันดานทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น ดังนี้ฯ
นี่แหละคือความมีค่าของการศึกษา ที่เราสวดแล้วอ่านคำแปลเมื่อสักครู่นี้ก็เปรียบเหมือนเราฟังภาษิตของพระพุทธเจ้า แต่ขอถามว่า เมื่อสักครู่นี้ใครเบื่อหน่ายภาษิตของพระพุทธเจ้าบ้าง? รู้สึกว่าเมื่อไรจะจบเสียที? รู้สึกว่ามันจบช้ามันซ้ำอยู่นั่นแหละ? รู้สึกว่าเบื่อหน่ายไม่อยากจะอ่านแล้ว? เห็นหรือไม่ว่า เราไม่ได้เบื่อหน่ายใน จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และทางใจ แต่เราเบื่อหน่ายที่จะทำความดี
นี่คือชีวิตอย่างเรา ๆ ที่เบื่อหน่ายในความดี ลองสังเกตตัวเองได้เลยว่าวันหนึ่ง ๆ เราเบื่อหน่ายในความดีเป็นอย่างมาก อย่างที่บอกในตอนต้นว่า เราเหมือนกับเครื่องเล่นเทปหรือซีดีน่ะ พอกด PLAY ปุ๊บ เราก็เล่น เราพร้อมที่จะทักทาย โอภาปราศัยพูดเล่นกัน เพลิดเพลินในความกำหนัด แต่พอบอกได้เวลาแล้วที่จะสวดมนต์เราก็กด STOP แต่พอบอก PLAY ปุ๊บ เราก็เล่นได้ใหม่ เราไม่ต่างกับ PLAY กับ STOP เป็นชีวิตธรรมดาปกติ เหมือนเทปปกตินั่นแหละ กด PLAY มันก็เล่น กด STOP มันก็หยุด
เพราะว่าเครื่องเล่นเทปนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยโลภะด้วยกรรมวิธีต่างๆจึงมีการละเล่นได้ เราก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยตัณหาและอวิชชา นี่คือความเป็นจริง ซึ่งสะท้อนให้เราเห็นว่าทำไมเราจึงวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ มีแต่หลักธรรมเท่านั้นที่จะทำให้เราไปพ้นจากสังสารวัฏได้
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2554 , 14:35:19 น.] ( IP = 113.53.196.91 : : )
สลักธรรม 6
ณ วันนี้ เราทุกคนกำลังเดินทาง บางคนก้าวช้า บางคนก้าวเร็ว บางคนก้าวผิดทาง บางคนก้าวถูกทาง แต่จะก้าวช้าหรือก้าวเร็วก็ไม่มีความสำคัญ แต่อยู่ที่ว่าการก้าวแต่ละก้าวนั้นมีความรู้ถูกไหม? รู้จริงไหม? และความรู้นั้นรู้ถูกทางไหม? เพราะว่าทางมีมากมายจริง ๆ
ฉะนั้น การเรียนจึงต้องเรียนให้เข้าใจ ในการเรียนนี้มีหลายแบบ การฟังเทปก็เท่ากับเรียน อ่านหนังสือก็เท่ากับเรียน ฟังครูก็เท่ากับเรียน แต่สิ่งที่สอบได้นั้นไม่ใช่การเรียน แต่เป็นความเข้าใจแล้วทำได้ จึงเน้นเหลือเกินให้เข้าใจนะ อย่ารับปริมาณ จงพยายามหาคุณภาพของชีวิต เพราะคุณภาพแห่งการเรียนและเข้าใจก็จะเป็นอัตโนมัติให้เรากล่าวอะไรออกมาแล้วประมวลภาพออกมาได้จริง ๆ
ยืนยันว่าทุกครั้งที่ตัวเองกล่าวคำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ จะเห็นภาพสังเวชนียสถาน ภาพสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน และการโปรดใครตรงไหนบ้าง ซึ่งใช้เวลาแป๊บเดียวแต่รวมความแล้วจะอยู่ในคำที่กล่าวออกมาจริง ๆ
คำว่า ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ จะบอกว่าเข้าใจหมดทั้งกระดานผังจิต เจตสิก รูปก็พูดได้ แต่เวลาพูดออกมานั้นมันไม่เหมือนใจ เพราะต้องพูดทีละดวงๆ ทีละตำแหน่งๆ ทีละอย่างๆ แต่ความเข้าใจนั้นจะครอบคลุมไปทั้งหมด เหมือนกับเราบอกว่า นี่สุนัข พอเราเห็น เราก็เข้าใจเลยว่ามันคือสุนัข เพราะรูปพรรณสัณฐานของความเป็นสุนัขมันเกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะตาเราเห็นนะ แต่เรามีความเข้าใจว่ารูปพรรณลักษณะเช่นนี้คือสุนัข นี่คือเราเข้าใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นที่ใจ ไม่ใช่ที่ข้างนอก ข้างนอกไม่มีอิทธิพล โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2554 , 14:35:40 น.] ( IP = 113.53.196.91 : : )
สลักธรรม 7
ฉะนั้น ในสิ่งที่กล่าวมาก็คือ เมื่อรูปารมณ์มากระทบ ...วิถีจิตเกิดขึ้น (อตีตภวังค์ ภวังคจลนะ ภวังคุปปัจเฉทะ ปัญจทวาราวัชชนจิต จักขุวิญญาณ สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ โวฏฐัพพนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ตทา ตทา ภวังค์) จะสุขก็ดี จะทุกข์ก็ดี ล้วนเป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร? เพราะมันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เป็นของร้อนเพราะว่ามันไม่ได้เฉยๆ ร้อนเพราะราคะ ร้อนเพราะโทสะ ร้อนเพราะโมหะ กิเลสมันร่วมเข้ามาทำงาน ทำให้เราต้องเสวยอารมณ์ เป็นสุข เป็นทุกข์ พอใจ ไม่พอใจ...อภิชฌา-โทมนัสเกิดขึ้น
วันนี้ให้อ่านบทนี้เพื่อจะออกมาพูดว่า
พระอภิธรรมนั้นมีค่ามาก
ก่อนจะรู้ว่ามีค่า..ต้องรู้ค่า
ก่อนจะรู้ค่า..ต้องเข้าใจ
การเรียนนั้นต้องเติมความเข้าใจลงไป เพราะความเข้าใจจะทำให้เกิดความสำเร็จ นี่คือสิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกและอยากจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า เราจัดได้ว่าเป็นผู้มีโชค เพราะความเข้าใจนั้นใช้เงินซื้อไม่ได้ เราจะมีเงินส่งลูก ส่งหลานไปเรียนกับครูสารพัดวิชา ถ้าหากไม่เข้าใจก็สอบไม่ติด สอบไม่ได้ ฉะนั้น ทุกอย่างอยู่ที่ ความเข้าใจ ที่ยัดเยียดให้กันไม่ได้
เมื่อเทียบกับกาลเวลาที่ปลูกอาคารนี้ขึ้นมา ครูทุกท่านที่นี่นับตั้งแต่พระอาจารย์บุญมีและหลวงพ่อเสือเป็นต้นมา ท่านได้พยายามยัดเยียดความรู้ที่ถูกเข้าไปแล้ว แม้กระทั่งตัวเองก็พยายามยัดเยียดให้แล้ว แต่ถ้าเผื่อผู้รับไม่เคี้ยวแล้วกลืนเองก็ไม่มีทางเข้าใจ
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
ขออนุโมทนากับน้องฟูผู้ถอดเทป
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.พ. 2554 , 14:36:07 น.] ( IP = 113.53.196.91 : : )
สลักธรรม 8กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูง
มาอ่านด้วยความรู้สึกที่ปิติ และรู้สึกสร้างคุณค่าทางจิตใจเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะได้แนวทางประมวลความเข้าใจจากการศึกษาสู่แนวทางที่ถึงเป้าหมายที่พระพุทธองค์วางไว้
แต่กลับทำให้ประมวลความถึงเหตุตั้งแต่พระคุณของสถานที่แห่งนี้ และ ครูบาอาจารย์ทุกท่าน ที่ปลูกฝังความรู้ ความดี จนทำให้เกิดความรู้ที่ต่อเนื่อง จนสามารถปรับเปลี่ยนความเห็นได้ถูกต้องมากขึ้น
และขอกล่าวว่า
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระธรรม
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระสงฆ์
โดย น้องอุ๊ [8 ก.พ. 2554 , 22:38:07 น.] ( IP = 125.24.9.123 : : )
สลักธรรม 9
ได้เห็นถึงวิธีการสำรวมกาย และใจ อย่างง่ายๆ
รวมทั้งได้ตระหนักเห็นว่าบทสวดมนต์ที่เราๆท่านๆสวดอยู่นั้น นั่นก็คือพระพุทธพจน์ คำสอนของพระพุทธองค์
และยิ่งถ้าหากได้ศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมได้อย่างเข้าใจดีแล้ว ก็จะช่วยให้สามารถกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยได้อย่างสนิทใจ มิใช่ได้แต่พูดเท่านั้น
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระธรรม
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระสงฆ์
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [9 ก.พ. 2554 , 09:39:56 น.] ( IP = 124.121.179.114 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |