มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อย่าลืม (๒)







อย่าลืม (๒)

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔


ตอนที่ ๑

จึงขอย้ำว่า เราทุกคนกำลังเดินทาง บางคนเดินช้า บางคนเดินเร็ว บางคนเดินทางถูก บางคนเดินทางผิด แต่นั่นก็ไม่สำคัญอะไร ความสำคัญอยู่ที่ความเข้าใจและการเลือกทางชีวิต ซึ่งหากคิดง่าย ๆ เลยก็คือว่า เรามีชาติหน้าแน่ ๆ และถ้าจะพูดถึงทางก็พูดได้ว่าทาง ๗ สาย คือ

๑. ทางที่ทำให้เราไปเป็นเปรต (โลภมูลจิต ๘)

๒. ทางที่ทำให้เราไปเป็นสัตว์นรก (โทสมูลจิต ๒)

๓. ทางที่ทำให้เราไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน (โมหมูลจิต ๒)

๔ . ทางที่ทำให้เราไปเป็นมนุษย์ (มหากุศลจิต ๘)

๕. ทางที่ทำให้เราไปเป็นเทวดา (มหากุศลจิต ๘)

๖ ทางที่ทำให้เราไปเป็นพรหม อรูปพรหม (มหัคคตกุศล ๙)

๗. ทางที่ทำให้เราได้มรรค ผล นิพพาน ก็คือกระทำมหากุศลจิต ๘ บ่อย ๆ และพัฒนาขึ้นเป็นมหากุศลญาณสัมปยุตตจิต ดวงที่ ๑ จนกระทั่งเกิดมรรคจิต ผลจิต

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [9 ก.พ. 2554 , 09:23:33 น.] ( IP = 125.27.170.195 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ผู้ใดเรียนจนเกิดความเคยชินจนสามารถเขียนได้อย่างเข้าใจ หลับตาวาดภาพผังจิตได้ทางใจ ก็ถือว่าเรียนสำเร็จได้ไปขั้นหนึ่งแล้ว แต่ถ้าใครยังเขียนผังจิตไม่ได้ก็ถือว่ายังไม่มีความสำเร็จ ฉะนั้น ต้องถามตัวเองว่า เรามีความสำเร็จหรือยัง?

ความเข้าใจสำคัญที่สุด บางคนยังไม่เข้าใจแล้วออกเดินทางโดยที่ไม่รู้ว่า เลือกอย่างไรจึงจะถูกที่สุด? ชีวิตเหนื่อยและสั้น แต่หนทางยาว จึงยากที่จะทำอะไรให้ถูกได้ เพราะเราเองไม่มีสิทธิ์ตรัสรู้ด้วยตนเอง เราต้องพึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ทุกวันนี้เราทำเพราะเรารู้...เราไม่ทำตามความรู้ เราทำเพราะเรารู้และเรามีกิเลสอยากทำ ความอยากทำมันมีปัจจัยมาก็คือความอยากได้ เราจึงมีตัณหาเป็นเยื่อเมือก ซึ่งภาษาชาวโลกเขาเขียนไว้ว่า “อยากมี อยากเป็น ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น” นั่นแหละ

จะเห็นได้ว่า การที่เราจะไม่หลงทางก็จะต้องเข้าใจทางที่ถูกต้อง ซึ่งพยายามบอกมาตลอดว่า “ทางนี้..เป็นทางจริง สติล้ำ ค้ำจุนเจือ” คำว่า “สติล้ำ” คือสติที่เลิศอยู่ในฐานเอกายนมรรค ซึ่งมีกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

เป็นทางที่พระพุทธเจ้าบอกนั้น ให้ทำสติให้มีอยู่บนทางทางกาย ทางเวทนา ทางจิต และทางธรรม เมื่อประมวลแล้วเราต้องมีความเข้าใจพระธรรมจึงสามารถชื่นใจกับคำว่า “ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ” ได้เต็มที่ ไม่เช่นนั้นเราก็ได้แต่พูด แต่เราไม่สามารถบอกกับตัวเองได้ว่า สิ่งที่เราขอถึงนั้นคืออะไร

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.พ. 2554 , 09:33:05 น.] ( IP = 125.27.170.195 : : )


  สลักธรรม 2


อาจารย์บุษกร : ขอถามว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ การขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้านั้น พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน?

ลูกศิษย์คนที่ ๑ : อยู่ที่ใจ

อาจารย์บุษกร : ผิด เพราะก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้านั้นพระองค์เป็นเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร ... เป็นมนุษย์ ประกอบไปด้วยรูปนามขันธ์ ๕ มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ท่านเกิดมาด้วยบุญพร้อม แล้วก็ย้อมใจตนเองด้วยบารมีมาแล้ว คือ "บุญพร้อมแล้วย้อมด้วยบารมี" เมื่อพระองค์ตรัสรู้ โพธิญาณแล้วทรงออกจาริกสั่งสอน แล้วพระองค์ก็ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว พระบรมศพของพระองค์ก็มีหลักฐานยืนยันว่ามีการถวายพระเพลิงแล้วแบ่งพระบรมสารีริกธาตุกันจริง ๆ ฉะนั้น ร่างกายพระองค์ท่านก็ไม่ต่างกับเราหรอก ที่เมื่อย ปวด ปัสสาวะ อุจจาระ ปวดท้อง ปวดศีรษะ ฯลฯ และ เมื่อถวายพระเพลิงแล้วเนื้อหนังก็หมดไปเหลือกระดูกคือพระบรมสารีริกธาตุ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจะอยู่ที่ใจได้อย่างไร ในเมื่อพระองค์ดับขันธปรินิพพานหรือตายไปแล้วน่ะ

ฉะนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว แล้วเราจะถึงได้อย่างไร? ถ้าหากเราไม่เข้าใจ เราไม่มีทางถึง ขอโทษเถิดที่ว่าตอบว่า พระพุทธเจ้าอยู่ในใจนั้น ถ้าหากในขณะนั้นเราทำชั่ว ...พระพุทธเจ้าก็ไปกับเราด้วยใช่ไหม? หรือในขณะที่อุจจาระปัสสาวะท่านก็ไปกับเราด้วยหรือ เราไม่แบกท่านไปทุกที่หรือในเมื่อบอกว่าท่านอยู่ในใจ ที่ตอบอย่างนี้ก็เพื่อให้เห็นชัด

และมาดูความจริงตามพระอภิธรรมบ้างว่า พระพุทธเจ้าอยู่ในใจได้ไหม?

จิตตุปปบาทหนึ่งเกิดขึ้นประกอบไปด้วย อุปปาทะ ฐีติ ภังคะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แล้วจะเก็บอะไรอยู่ไหม? ไม่อยู่ ฉะนั้น จะเอาพระพุทธเจ้าไปไว้ไหนล่ะ? มิหนำซ้ำหากอยู่ในจิตตุปปบาทแล้วพระพุทธเจ้าก็เกิดบ่อยจัง และปรินิพพานบ่อยจัง เพราะฉะนั้น จึงอยู่ที่ใจไม่ได้

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.พ. 2554 , 09:33:35 น.] ( IP = 125.27.170.195 : : )


  สลักธรรม 3

ลูกศิษย์คนที่ ๒ : อยู่ที่คำสอน

อาจารย์บุษกร : ผิด เพราะอันนั้นอาจจะตอบว่า ธรรมคำสั่งสอนนั้นแหละจะเป็นศาสดาของเธอ เท่านั้นเองนะ

ในขณะนี้พระพุทธเจ้าเมื่อดับขันธปรินิพพานไปแล้ว พระองค์เป็นผู้ทรงด้วยพระปัญญาธิคุณ การที่เราจะถึงพระองค์ได้นั้นต้องถึงด้วยปัญญา คือถึงซึ่งปัญญาที่พระองค์ทรงสอนนั้นแหละ พูดง่ายๆ คือเราต้องรู้เลยว่า ขอถึงซึ่งปัญญาที่ทรงตรัสรู้อันมีอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ประการ

การที่เราเห็นทุกข์ เราเข้าถึงพระพุทธเจ้า

การที่เราสามารถละสมุทัย เราเข้าถึงพระพุทธเจ้า

การที่เรานั้นแจ้งในนิโรธ เราเข้าถึงพระพุทธเจ้า

การที่เราทำมรรคเป็นเอกสมังคี (มรรค ๘) เราเข้าถึงพระพุทธเจ้า

นี่คือ สิ่งที่เราต้องรู้ ในขณะนี้ใครมีข้อคัดค้านก็เถียงได้เลยนะ หากไม่มีข้อคัดค้านก็ต้องตัดความรู้สึกนึกคิดเดิมทิ้งไปเลยนะ ว่านับตั้งแต่วันนี้หรือวินาทีนี้ จะบอกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ในใจไม่ได้อีกแล้ว เป็นการยอมรับเหมือนกับเรารู้ว่าอันนี้ผิดแล้วเราจะไม่ทำอีกแล้ว

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.พ. 2554 , 09:34:03 น.] ( IP = 125.27.170.195 : : )


  สลักธรรม 4

นี่คือการเรียนจริง ๆ แล้วเป็นบทจริง ๆ ขอโทษอีกครั้งนะ ถ้าเผื่อเราบอกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ ก็ปรียบว่าขณะนั้น "เรามีความเห็นผิด” คือ ทิฏฐิ แต่เมื่อเราเข้าใจในเนื้อหาและความเป็นจริง เรากำลังทำทิฏฐินั้นให้เป็น”สัมมาทิฏฐิ” ความเห็นถูก

คนส่วนมากเหมือนจะเข้าใจอะไรใหม่แล้วแต่ไม่ยอมทิ้งของเก่า ชอบสัมมาทิฏฐิก็แบกไว้ แต่ใจยังมีมิจฉาทิฏฐิ เหมือนกับการที่ได้คำตอบมาแล้วก็ชูเอาไว้ แต่ใจไม่ถ่ายถอนทิฏฐิ เลยไปพ้นทุกข์ไม่ได้ พ้นจากความเห็นผิดไม่ได้ จึงบอกว่า “ได้อย่าง ก็ต้องเสียอย่าง” เมื่อเราอยากได้สัมมาทิฏฐิ เราต้องเสียมิจฉาทิฏฐิไป

เหมือนกับเมื่อ เราเรียนเรื่องโลภะ โทสะ โมหะ แล้วเราเข้าใจ เราจะต้องเลิกพูดเลยว่า จิตล่องลอย จิตเคลื่อนที่ คือต้องทิ้งไปเลย หรือเราเรียนว่าที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม เราต้องทิ้งไปเลยว่า เมื่อสักครู่นี้ที่เราได้สิ่งนี้มามันเป็นวิบากหรือเปล่านะ? ไม่ต้องพูดแล้ว แต่ต้องรู้ทันทีว่า..วิบาก รู้ทันทีว่า...กรรม

เราต้องหมั่นหาความไวในสัมมาทิฏฐิทางใจ จึงจะเป็นผู้ที่สามารถก้าวเดินไปบนทางที่แม้ช้าเร็วต่างกันแต่ก็เลือกทางแล้ว

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.พ. 2554 , 09:34:24 น.] ( IP = 125.27.170.195 : : )


  สลักธรรม 5

สองสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ให้คำแนะนำไปมากในหลักการใช้ชีวิตว่า ต้องคิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสินใจว่า..ทำไปเพื่ออะไร มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น ตัวการนั้นดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ และในวันนี้ก็จะมาพูดว่า เมื่อเรามาในวันนี้ เรายังต้องมีชีวิตที่ดีอยู่ เรายังต้องมีชีวิตอยู่แต่เราก็อย่าลืม

อย่าลืมว่า....เราเป็นคน
อย่าลืมว่า....ตนเป็นใคร
อย่าลืมว่า...ทำไปเพื่ออะไร
อย่าลืม....ใส่ใจในความดี


อย่าลืมว่า....เราเป็นคน

อย่าลืมว่า คนหรือมนุษย์ เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ฝึกให้ดีได้ แม้กระทั่งอยู่คนเดียวเราก็เตือนตนว่า เราทำดีได้ เราต้องหัดฝึกและฝืน คือต้องฝืนใจทำดี แรกๆ ก็ต้องฝืนใจ เพราะการสู้กับกิเลสนั้นต้องฝืนใจมาก ๆ เลย อย่าลืมว่าเราเป็นคนที่เกิดมาด้วยกุศลกรรม และที่สำคัญเราไม่ใช่เป็นคนคนเดียวในโลกนี้ เรายังมีคนอื่นด้วย ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ฉะนั้น เราจึงต้องเป็นคนที่มากไปด้วยไมตรีจิต เพราะไมตรีจิตเป็นกุศล และกุศลจิตตรงนั้น คือจิตที่มีเมตตาและพร้อมที่จะกรุณา สรุปว่าคือจิตดีนั่นเอง

ฉะนั้น อย่าลืมว่า..เราเป็นคนที่ฝึกดีได้ ไม่ใช่อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น อยู่ไปตามยถากรรม หรือคิดว่าฉันเป็นอย่างนี้ฉันก็จะเป็นของฉันอย่างนี้ไปตลอดชีวิต นี่เป็นเอกลักษณ์ของฉัน หากคิดอย่างนี้ก็จะค้านกับคำว่าเป็นคนที่ฝึกได้

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.พ. 2554 , 09:34:54 น.] ( IP = 125.27.170.195 : : )


  สลักธรรม 6

อย่าลืมว่า....ตนเป็นใคร

ต้องรู้ฐานะตนเสมอว่า ตนเป็นใคร ก่อนที่จะมาถึงสถานที่แห่งนี้แต่ละคนก็ไม่ทราบว่าใครเป็นใคร บางคนอาจเป็นแม่ อาจเป็นพ่อ อาจเป็นพี่ อาจเป็นครู แต่เมื่อมาอยู่ ณ ที่ตรงนี้ เราต้องรู้ว่า ตนเป็นใคร? ตนเป็นผู้เข้ามาพึ่งสถานที่เพื่อทำความดี ตนเป็นผู้ที่เข้ามาพึ่งสถานที่เพื่อให้วิทยาทาน มาพึ่งสถานที่ซึ่งบรรพบุรุษสร้างไว้มีท่านพระอาจารย์บุญมี และคณะกรรมการมูลนิธิรุ่นต่างๆ จนกระทั่งตกทอดมาถึงจนทุกวันนี้

ฉะนั้น เมื่อเอาเฉพาะปัจจุบัน ตนเป็นใคร? ตนคือผู้ที่เข้ามาพึ่งสถานที่เพื่อสร้างปัญญาและความดีทั้งปวง ถ้าหากเราบอกใจของเราอย่างนี้ได้บ่อย ๆ จนกระทั่งไม่ต้องบอกซ้ำ ขอยืนยันว่า นิสัยของเราจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน จากร้ายกลายเป็นดี จากดีเป็นดีมาก ทำให้เราเพิ่มความตั้งใจมาสร้างปัญญาและความดีทั้งปวง เราสร้างปัญญาด้วยการเรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจ มาสร้างความดีทั้งปวง ด้วยการยกมือสวัสดีทักทายกัน เป็นต้น กายและใจที่อ่อนน้อมนี้เป็นความดี มีการโอภาปราศรัยทักทายคนโน้นคนนี้ด้วยถ้อยคำที่สุภาพ เช่น คุณป้า สวัสดีค่ะ

ฉะนั้น ถ้าหากเรารู้ว่าเราจะมาสร้างความดี..เราจึงต้องทำ ไม่ใช่ให้เขาทำ เพราะชีวิตเราก็เหมือนผ้าที่ยับก็ต้องใช้เตารีดมารีดให้เรียบ ถ้ายับมากก็เอาน้ำมาพรมโดยเฉพาะน้ำใจ และไม่ใช่พรมที่เขานะ แต่พรมที่ตนเอง เมื่อพรมใจตนเองแล้ว ใจที่เคยแห้งผากเดียวดายไร้เพื่อน ไร้กลุ่ม ไร้มิตร ก็จะเริ่มเปียก จากที่เคยแห้งแล้งก็จะชุ่มชื้นขึ้นเหมือนดอกไม้บาน

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.พ. 2554 , 09:35:24 น.] ( IP = 125.27.170.195 : : )


  สลักธรรม 7

อย่าลืมว่า....ทำไปเพื่ออะไร

ถามตนเองด้วยการคิดว่า ทั้งดีทั้งชั่วนี้ เราทำไปเพื่ออะไร? ทุกวันนี้ เราทำไปเพื่ออะไร ? ทุกวันนี้เราเต๊ะไปเพื่ออะไร? ทุกวันนี้เราอ่อนน้อมเพื่ออะไร? ทุกวันนี้เราหยิ่งเพื่ออะไร ? ทุกวันนี้เราพูดโอภาปราศรัยกับทุกคนเพื่ออะไร? กับทุกวันนี้ เราใบ้เพื่ออะไร? ฉะนั้น จึงต้องคิดให้ดีว่า ทำไปเพื่ออะไร ?

อย่าลืม.... ใส่ใจความดี

ข้อสำคัญเลยเพราะคือหลักดำรงชีวิตที่ทำให้เราคิดเป็นและคิดถูก ซึ่งในวันนี้ก็มายืนยันว่า พระอภิธรรมเป็นปิฎกเป็นคำสอนมราเลิศที่สุด ส่วนพระสูตรสอนเรื่องราวของบุคคลโดยยกขึ้นแสดงโดยปุคคลาธิษฐาน เช่น พระอานนท์ พระสารีบุตร พระโกฑัญญะ หรืออนาถปิณฑิกเศรษฐี แล้วกล่าวถึงความดีของท่านเหล่านั้นว่าทำอย่างไร ซึ่งก็คือการบอกถึงวิธีการของการเป็นคนดี แล้วกล่าวถึงเดียรถีย์ต่าง ๆ ยกขึ้นเป็นตัวอย่างความเห็นผิด ว่าเห็นผิดเพราะอะไร? ส่วนพระวินัย คือข้อวิรัติ งดเว้น เป็นกฎระเบียบที่บอกให้รู้ว่าถ้านอกกรอบนี้ผิดนะ ยกสิ่งต่างๆขึ้นมาให้รู้ว่า อันไหนดี อันไหนชั่ว แล้วเลือกทำ

ส่วนพระอภิธรรมปิฎกสุดยอดกว่านั้น เพราะสอนว่าเราเป็นใคร มาจากไหน และจะไปไหน แล้วมีทางพิเศษก็คือไม่ไปได้ไหม? หยุดแล้วได้ไหม? ซึ่งพระพุทธเจ้าตอบว่าได้ เมื่อได้ตรงอรหัตตผลแล้วก็หยุดได้ทุกอย่าง จุติจิตของพระอรหันต์เกิดขึ้นไม่มีปฏิสนธิอีกแล้ว นี่คือความจริง

ขออานุภาพของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลพิภพ ตลอดจนบารมีของครูบาอาจารย์ กรรมการมูลนิธิรุ่นเก่าและรุ่นปัจจุบันที่มีเมตตากรุณาสร้างสถานที่ เหนื่อยกายเหนื่อยใจบริจาคทรัพย์สิน ทุ่มเทเสียสละ กำลังกาย กำลังใจ และกำลังความคิดเพื่อให้สถานที่นี้อยู่ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาอันสำคัญโดยเฉพาะพระอภิธรรมปิฎก จงแผ่บารมีอันที่มีอยู่แล้ว แม้กระทั่งล่วงไปแล้ว อานุภาพยังอยู่ อำนาจยังอยู่ ขอจงมาแทรกซึมเข้าในจิตใจของแต่ละคน ให้รู้ค่า รู้คิด และทำจิตให้เป็นคนดีได้โดยไว และถึงทางมรรคผลนิพพานได้โดยปลอดภัยทุกคน

ขออนุโมทนากับน้องฟูผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.พ. 2554 , 09:35:47 น.] ( IP = 125.27.170.195 : : )


  สลักธรรม 8


อ่านแล้วได้ข้อคิดที่ดีมากเลยค่ะว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐที่สามารถฝึกได้....
แต่ถ้าหากเรา ลืมไปว่า....เราเป็นคน
ลืมไปว่า....ตนเป็นใคร
ลืมไปว่า...ทำไปเพื่ออะไร
และสิ่งสำคัญลืม....ใส่ใจในความดี

มันก็มิมีประโยชน์อะไรที่ได้ชื่อว่าเกิดมาเป็นมนุษย์

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [9 ก.พ. 2554 , 10:06:08 น.] ( IP = 124.121.179.114 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org