มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


รู้ถูก ทำดี (๑)





รู้ถูก ทำดี (๑)
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔


ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ข้าพเจ้าขอระลึกถึงพระองค์ด้วยความซาบซึ้ง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ด้วยพระธรรมคำสอนที่มีอำนาจเสกสร้างชีวิตให้เป็นคนใหม่ที่มีทางใหม่อันมีคุณค่า ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

ด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติตรงของพระอริยะสาวกผู้ทำให้รู้ว่าย่อมเข้าถึงสันติสุขได้อย่างแท้จริง สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

มีคำถามมาว่า การที่เราไม่มีโอกาสเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นระยะเวลายาวนานเพราะอายุมากและสุขภาพไม่ค่อยดีนั้นเป็นการบั่นทอนโอกาสที่ดีของชีวิตหรือไม่?

คำตอบ ไม่ได้เป็นการบั่นทอนโอกาสที่ดีของชีวิตเลย เพราะการพยายามกระทำที่บ้านในตอนเช้าหรือเย็นในแต่ละวัน ก็คือการสร้างโอกาสที่ดีให้แก่ชีวิตได้เช่นกัน ถ้ามีความเห็นถูกว่าวิปัสสนากรรมฐานปฏิบัติอย่างไร? ทางไหนเป็นทางพ้นทุกข์ ? และทางพ้นทุกข์นั้นกระทำอย่างไร?

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือมีเวลาเท่าใด ถ้าหากมีความเห็นถูกแล้วก็ไม่ต่างกับมีไฟฉาย เมื่อไปอยู่ในที่มืดๆ แต่มีไฟฉายที่ถึงแม้จะมีแสงสว่างน้อยก็ยังเรียกว่าสว่าง แม้เราจะมีเวลาปฏิบัติน้อย แต่เวลาที่น้อยนั้นก็ยังเป็นไฟคือยังให้ความสว่างอยู่นั่นเอง และความสว่างในเรื่องธรรมนี้ไม่ใช่ความสว่างภายนอกเป็นความสว่างภายใน ดังนั้น คำตอบก็คือมีโอกาสดีแน่นอน และคำว่าดีแน่นอนนี้มาจากว่า "รู้ทางถูก"

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [15 ก.พ. 2554 , 11:55:38 น.] ( IP = 125.27.182.40 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



เมื่อเรารู้จักว่าทางนี้เป็นทางพ้นทุกข์แล้ว ถึงจะกระทำได้น้อยก็ถือว่าเรายังมีไฟฉายที่ส่องสว่างให้เห็นสิ่งรอบตัวหรือทำลายความมืดคือความเห็นผิดลงได้

ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนก็คือ สติปัฏฐาน ๔ เป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะนำสัตว์โลกทั้งหลายออกจากวัฏฏะทุกข์

เมื่อเรารู้จักสติปัฏฐานว่า นี้เป็นทางที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วและทรงอบรมสั่งสอนบรรเทาทุกข์และชี้สุขเกษมศานต์ไว้ให้ผู้ปฏิบัติเดินตามและก็มีสักขีพยานมากมาย คือพระอริยะเจ้าทั้งหลายที่นิพพานไปแล้ว หรือที่เป็นพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ ก็เป็นสักขีพยานได้ว่า เมื่อทำได้อย่างนั้นแล้วความเห็นผิดจบลงอย่างแน่นอน เช่น พระโสดาบัน

ความเห็นผิดที่พระโสดาบันทำลายได้เด็ดขาด คือสักกายทิฏฐิ เพราะเมื่อโสดาปัตติมรรคเกิดขึ้นแล้วสักกายทิฏฐิก็หมดสิ้นทันที แต่เราไม่ใช่พระโสดาบัน แต่เป็นผู้กำลังเพียรพยายามทำลายสักกายทิฏฐิตัวนี้ ซึ่งผู้ที่จะทำลายสักกายทิฏฐิได้ก็ต้องปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐานเท่านั้น

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2554 , 11:56:38 น.] ( IP = 125.27.182.40 : : )


  สลักธรรม 2



ทำไมต้องเป็นสติปัฏฐาน แล้วอย่างอื่นทำลายไม่ได้หรือ?

เพราะสติปัฏฐานเป็นการกระทำโดยปัญญาที่แท้จริง โดยเอา ”ตัวเรา” ออกไป ไม่ใช่ “เรา” ปฏิบัติ จะต้องพึงสังวรดูอยู่เสมอว่าลักษณะหรืออาการที่ปรากฏขึ้นนั้น เป็นรูปหรือเป็นนาม ก็ต้องรู้ในรูปหรือในนามนั้น ขณะที่รู้ในรูปหรือในนามนั้น ๆ ความเห็นผิด คือ “ทิฏฐิ” บวก ไปด้วย “วิปลาส” ความเห็นที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงว่า เราเดิน เรายืน เรานั่ง เรานอน ก็ถูกกำจัดด้วยการกำหนด

นี่คือพวกเรา ๆ นั่นแหละ ที่กำลังกำจัดความเห็นผิดด้วยการปฏิบัติ แม้จะทำได้ขณะเดียว หรือจะทำได้เพียงช่วงเช้ากับเย็นก็เป็นการทำลายทิฏฐิวิปลาสออกไปแล้ว ซึ่งต่างจากการทำสมาธิ เราพยายามกำหนดลมหายใจของเรา สั้นเราก็รู้ ยาวเราก็รู้ ยุบเราก็รู้ว่าเราก็รู้ พองเราก็รู้ว่าเราพอง แต่ “เรา” ยังอยู่ ฉะนั้น จึงไม่สามารถทำลายวิปลาสที่คลาดเคลื่อนว่าไม่ใช่ “เรา” ได้

การที่เราเข้าใจและแจ่มแจ้งในเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เราจะไม่งงงวย ไม่กังขา ไม่ลังเลสงสัย จะตอบได้ทันที จะตัดสินได้ทันที ฉะนั้น ก็แน่นอนว่าเมื่อใดก็แล้วที่มรรคจิตครั้งแรกเกิดขึ้น สักกายทิฏฐิแปลว่าความเห็นผิดในเรื่องตัวตนเป็นคนเป็นสัตว์ หรือความรู้สึกว่าเป็นเรานั่นแหละ จะถูกกำจัดหมดไปไม่เหลือเลย

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2554 , 11:56:56 น.] ( IP = 125.27.182.40 : : )


  สลักธรรม 3



วิจิกิจฉา ..ความลังเลสงสัย ก็จะไม่มีเกิดขึ้นในพระโสดาบันแล้ว เราอย่าไปคิดว่าพระโสดาบันเดินทางไปตรงไหนก็รู้จักทางหมดไม่สงสัยเลยว่าตรงไหนเป็นสีลม ..ไม่ใช่อย่างนั้น

ความลังเลสงสัยนี้เป็นความสงสัยในสิ่งประเสริฐคือเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระโสดาบันจะไม่สงสัยในพระองค์ว่าพระองค์ตรัสรู้จริงไหม? เป็นเอกอุของโลกจริงไหม? เพราะท่านได้รู้ตามไปแล้ว เข้าใจและเข้าถึงแล้ว พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ เกิดขึ้นแล้ว เป็นการถึงซึ่งพระพุทธเจ้าด้วยความเป็นพระโสดาบัน แต่อย่างพวกเรานี้ยังเป็นการถึงด้วยปากและเสียง ซึ่งก็พยายามสอนทุกคนให้ถึงด้วยใจ

พระโสดาบันท่านนี้แหละมี พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ และ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ เพราะท่านถึงหมดเลยในรัตนตรัย ท่านจึงไม่มีวิจิกิจฉาที่ยังสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สงสัยในเรื่องราวต่าง ๆว่า ทำอย่างนี้ได้อย่างนี้จริงไหม? ทำอย่างนี้ได้อย่างนั้น จริงไหม? เหตุผลนี้จะเป็นไปเพื่อประโยชน์จริงไหม?

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2554 , 11:57:16 น.] ( IP = 125.27.182.40 : : )


  สลักธรรม 4



และพระโสดาบันหมดสิ้นสีลัพพตปรามาส ..ความประมาท ความเห็นผิดในศีลในพรต และการปฏิบัตินอกเส้นทางมรรค ผล นิพพานแล้ว ตรงนี้ก็ต้องย้อนกลับมาที่ว่า ถ้าเรารู้ทางถูก แล้วทำวันละนิดก็เหมือนกับการหยอดกระปุก ที่จะมีปริมาณความเห็นถูกที่มากขึ้นๆ ต่อไป เหมือนกับเด็กสมัยก่อนจะถูกสอนมาว่า “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ ยามมีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน” แต่สวนทางกับเด็กสมัยนี้ที่ “มีสลึงพึงบรรจงให้ครบบาท ไปตลาดฟาดให้เรียบเกลี้ยงกระเป๋า อย่าให้เหลือกลับมาแม้แต่เงา จะโศกเศร้าโศกาจนวันตาย”

เมื่อเราเข้าใจและหมั่นหยอดกระปุกก็จะสะสมไปเรื่อย ๆ ปริมาณที่มากก็มาจากปริมาณน้อย ซึ่งหลวงพ่อท่านพูดเสมอว่า “คำว่ามากมาจากน้อย คำว่าน้อยทำบ่อย ๆ ก็จะมากเอง” เมื่อเข้าใจถูกแล้วพยายามกำหนดให้ถูก ทุกครั้งที่กำหนดลงไปก็จะทำลายทิฏฐิวิปลาส เมื่อทิฐิวิปลาสถูกทำลายลงไปขณะนั้นสัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ก็เกิดขึ้นไม่ได้ วิปลาสทั้ง ๓ ก็ถูกทำลายในขณะนั้นด้วย แล้วสักวันหนึ่งเมื่อบารมีของเราทำจนพร้อม ผลก็จะพรั่งพรู

การพยายามทำลายวิปลาสอยู่เรื่อย ๆ เช่น พอครั้งหนึ่งเดิน..ก็รู้ว่าไม่ใช่เราเดิน เป็นการหมั่นทำลายวิปลาส เมื่อบารมีพร้อมแล้ว สักกายทิฏฐิก็จะที่ถูกทำลายวิปลาส ๓ ตัวนี้ขาดสะบั้น จึงขอย้ำว่าทำไปเถิดแม้จะเล็ก ๆ น้อย และถ้ามีเวลามากและรู้ถูกได้มาก็จะดี อย่าเสียเวลาไปกับการกระทำอื่นที่คิดว่า อย่างนี้ก็ดี อย่างนั้นก็ดี แล้วก็ทำไปหมดเพราะคิดว่าดี

เหมือนเราหยอดกระปุก ถ้ามีกระปุกหลายใบ ปริมาณเงินในแต่ละก็ต่างกัน วันนี้หยอดใบนี้ วันนี้หยอดอีกใบ ฯลฯ ๓๖๕ วัน เมื่อย้อนกลับมาดูอีกครั้ง ..กระปุกสติปัญญากระปุกแรกหยอดไปแค่ ๒ บาท แล้วก็ไม่ได้หยอดเพิ่มเลย ..อย่างนี้ก็ไม่ดี สู้เรามีกระปุกเดียวแล้วเราหยอดใบเดียวให้เต็มไปเลยไม่ดีกว่าหรือ

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2554 , 11:57:34 น.] ( IP = 125.27.182.40 : : )


  สลักธรรม 5



เปรียบเทียบอย่างนี้คงจะได้เห็นกันบ้างว่า “รู้ว่าดี” หรือ ”รู้ดี” ไม่มีประโยชน์ เท่าทำดี เพราะทำดีต้องได้ดี จะไปทำบุญที่ไหน ๆ นั้นก็ดี เพราะขณะนั้นเจตนาของเราดี แต่อย่าลืมเรื่องวัฏฏะสงสาร เพราะที่ทำดีก็เกิด..ให้ทำดีอย่างไรก็ยังเกิดอยู่แต่เกิดดี หรือพวกที่มีความสงบทำสมาธิมาก ๆ นี่ก็ยังเกิดนะแต่เกิดมาเป็นพวกหัวแหลม และแหลมก็มีอยู่ ๒ แหลม คือ แหลมตรงกับแหลมเอียง

อย่างพวกแหลมเอียงก็เช่นเข็มที่ใช้เวลาสอยผ้า ที่ต้องสอยไปทางขวาง เพื่อทำให้เย็บติดกัน พวกแหลมเอียงนี้ก็จะมีความจำดี เกิดชาติหน้าเรียนเก่ง ตั้งแต่อนุบาลก็เกรด ๔ มาตลอด จนกระทั่งขึ้นชั้นมัธยมและสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่พวกที่ได้ เกรด ๔ หรือพวกที่ได้เกียรตินิยมทั้งหลายต้องถ่ายอุจจาระไหม? ถ่าย หิวข้าวไหม? หิว มีทุกข์กายไหม? มี มีทุกข์ใจไหม? มี

ฉะนั้น เราต้องเข้าใจเจตนาของพระพุทธเจ้าคือท่านจะให้ดับทุกข์พวกนี้แหละ เพราะเราลืมคำนึงว่าจริง ๆ ว่า ภาราหะเว ปัญจักขันธา ภาระหาโรจะปุคคโล ภาราทานังทุกขัง โลเก ขันธ์ ๕ เป็นของหนักแล จะดีอย่างไรขันธ์ ๕ ก็เป็นของหนัก จะเก่ง จะสวย จะเฮง จะรวย ก็ต้องมีทุกข์เหล่านี้

นี่คือพระมหากรุณาธิคุณอย่างเหลือล้นที่ทำให้เราพ้นไปจากทุกข์ได้ แต่อย่างอื่นถ้าอยากได้ดีคนอื่นก็สอนให้ได้ พ่อแม่ให้ได้-สตางค์ ให้มรดกได้ แต่พ่อแม่ให้ความพ้นทุกข์ไม่ได้ นี่พระมหากรุณาธิคุณที่เจ้าของชีวิตแต่ละชีวิตคิดเองไม่ได้ แต่พระพุทธองค์คิดแทนเราคิดแทนสัตว์โลกทั้งหลาย พระองค์เอาชีวิตของพระองค์เข้าเสี่ยงเดินทางอยู่ในความเป็นทุกข์ ภาระหาโรจะปุคคโล ๔ อสงไขยกว่า ๆ เพื่อจะพบแสงสว่างทางออกของชีวิต เมื่อพระองค์พบแล้วพระองค์ก็ทรงประทานแก่มวลสัตว์

เมื่อมีความเข้าใจในเส้นทางสายนี้แล้ว ไม่ว่าใครจะพูดอะไรเราก็ฟังได้ เราไม่ค้าน แต่เราไม่ทำ เพราะรู้ว่าทางนั้นเนิ่นช้า และใครจะมาจูงเราไม่ได้แล้วเพราะเรามีหลัก และหลักของเราก็เหมือนหลักที่มีสายโยงให้เราเดินเกาะกันต่อ ๆ มา และสายโยงของเรานั้นผู้ที่ถือคนแรกคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้น เราจะไม่ไปถือมืออื่นเลย เราจะไม่ไปถือตามผู้อื่นเลย เพราะผู้เหล่านั้นยังเป็นผู้มีกิเลส ไม่ได้รู้จริง

โปรดติดตามต่อไป
ขออนุโมทนากับน้องฟูผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2554 , 11:57:52 น.] ( IP = 125.27.182.40 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบพระคุณมากค่ะ

โดย น้องอุ๊ [15 ก.พ. 2554 , 21:47:13 น.] ( IP = 125.24.68.85 : : )


  สลักธรรม 7


กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [16 ก.พ. 2554 , 09:06:10 น.] ( IP = 124.121.178.166 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org