| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
รู้ถูก ทำดี (๒)
![]()
รู้ถูก ทำดี (๒)
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตอนที่ ๑
คำถาม เวลาเข้าปฏิบัติแล้วปวดมาก ๆ จะวางใจอย่างไร?
คำตอบ คำว่า วางใจ เป็นคำรวม ๆ หมายความว่า วางเฉยต่ออารมณ์ แต่เราไม่เข้าใจให้ทะลุปรุโปร่งจึงไม่รู้ว่าพุทธประสงค์หรือหลักของการวางเฉยเป็นอย่างไร? วางเฉยมีอยู่ ๒ อย่าง คือ วางอภิชฌาและวางโทมนัสให้หมดจากจิตใจ
อภิชฌา คือความยินดี โทมนัส คือความไม่ยินดี ฉะนั้น จิตที่วางเฉยก็คือ สักแต่ว่ารู้เฉย ๆ
ขอโทษที่ต้องขอยืมคำ สักแต่ว่ารู้เฉย ๆ มาใช้ เพราะตอนนี้เราคงไม่มี "สัก" อย่างนั้นหรอก มีแต่เป็นการพยายามทำให้สักแต่ว่ารู้เฉย ๆ ด้วยการหมั่นกำหนดเป็นปัจจุบัน เช่น ปวดก็รู้ว่านามปวด หิวก็รู้ว่านามหิว อย่าหิวแล้วกระตือรือร้นทุรนทุรายเพียงแต่รู้ว่าหิวเป็นทุกข์ มีความจำเป็นเกิดขึ้นมา คือ จำเป็นต้องไปกิน ปวดปัสสาวะก็รู้ว่าไม่ใช่เราปวด แต่เป็น นามรู้สึก
เพราะเมื่อปวดขึ้นมาแล้ว นามเท่านั้นที่เป็นผู้รู้สึก นามคือจิต จิตมันรู้อารมณ์ว่าปวดเกิดขึ้น ก็วางเฉยได้ ไม่ใช่ แหม! ปวดปัสสาวะบ่อยจังเลย ปัสสาวะเยอะจัง นี่ไม่ได้วางเฉยแล้ว เราทุรนทุรายไปกับเรื่องที่ก็คือนามปวด เพราะนามปวดเป็นเหตุให้เราต้องไปแก้ไขทุกข์ไม่ใช่อยากไป ..ต้องรู้ ทำ ด้วยสติ สัมปชัญญะ เพื่อหัวตอทั้ง ๒ ตัวคือ อภิชฌาและตัณหา ก็จะถูกตัดออกหมดเลย ตอวัฏฏะก็จะถูกทำลายออกไปในขณะนั้น วัฏฏะสงสารก็ไม่ยืดยาวต่อ
เมื่อเราเข้าใจคำว่า วางเฉย แล้ว เราก็จะสามารถนำมาปฏิบัติได้เมื่อเวลาที่ปวดมาก ๆ ก็คือการบำบัดนั่นเอง อย่างในขณะนั่งอยู่... เรารู้สึกปวดมากในขณะที่นั่งอยู่ เราก็ต้องนอน หรือพัก หรือทานยา ไม่ใช่ว่าวางเฉย ปวดก็เรื่องของนามปวด ถ้าไม่ทานยา ไม่บำบัด จนถึงขนาดว่าปวดจนทนไม่ได้ ก็ต้องออกจากห้องกรรมฐานไปหาหมอ อย่างไรก็ต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อแก้ไข
ความปวดที่เกิดขึ้นนี้ต้องเยียวยาจึงจะหาย เราไม่แกร่งพอหรอกที่จะทนได้ เท่าที่ศึกษามาแล้วผู้ที่แกร่งพอที่จะทนได้ก็คงมีพระโมคคัลลานะ ที่ท่านถูกตีจนกระดูกแตกแล้วยังรอดรูกุญแจออกไปด้านนอกได้ ฉะนั้น ความปวดนี้เราต้องแก้ไขเพราะทนไม่ไหวแล้ว แม้เราจะตั้งเจตนาที่จะทำวิปัสสนากรรมฐานแต่เมื่อปวดมาก ๆ ก็ต้องบำบัดให้สุดความสามารถ เมื่อมีทุกขเวทนามาก ต้องรู้ แล้วต้องแก้ไข ฉะนั้น เราต้องเป็นผู้ดูที่รู้ถูก
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [16 ก.พ. 2554 , 09:25:08 น.] ( IP = 180.180.112.28 : : )
สลักธรรม 1
คำถาม ทำอย่างไร ที่จะมีสติอยู่ตลอดเวลา?
คำตอบ ก่อนจะตอบคำถามนี้ก็ขอเล่าเรื่องที่ได้คุยใน Facebook ก่อนว่า เมื่อวันพุธเข้าไป Facebook เพื่อจะไปลงงานด้วยเจตนาที่ดี เพราะเข้าไปเห็นโลกของ Facebook แล้วว่าส่วนใหญ่ไร้สาระ ใครมีลูกก็ลงเรื่องของลูก ใครมีหลานก็ลงเรื่องของหลาน ก็เลยคิดว่าน่าจะให้สื่อสารแขนงนี้เป็นสื่อที่มีสาระแก่นสารบ้าง เมื่อเข้าไปลงงานแล้วก็ได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาคุยด้วย ซึ่งจะขอเล่าย่อๆ ดังนี้
เขาพูดว่า สวัสดีครับ พี่ดอกแก้ว พี่ดอกแก้วคือคนเดียวกับอาจารย์บุษกร (ศศิธร เมธางกูร) ใช่ไหม?
ตอบไปว่า ใช่
เขาตอบว่า ผมดีใจมากเลย ผมตามหาพี่มานานแล้ว พ่อผมแนะนำมา พ่อผมเป็นนักศึกษาพระอภิธรรมตอนนี้พ่อผมอายุ ๘๙ พ่อผมเรียนกับท่านอาจารย์บุญมี และเคยฟังอบรมกรรมฐานจากท่านอาจารย์แนบ พ่อผมสอนผมตั้งแต่เด็กว่าให้เรียนธรรมะ ดูซิบุตรีของท่านอาจารย์บุญมี มานั่งทุกอาทิตย์ ผมรู้จักพี่จากพ่อ
ตอบเขาไปว่า ขอบคุณค่ะ
เขาพูดต่อว่า ผมได้เรียนพระอภิธรรมจบไปหนึ่งครั้งแล้ว คือปริจเฉทที่ ๑ ถึงปริจเฉทที่ ๙ มีเรื่องจะถามอาจารย์สักนิดหนึ่ง ผมตอบตัวเองไม่ได้ เพราะผมยังไม่เข้าใจมาก ขอถามคำถามที่ ๑ การกระทำของพระอริยะเจ้าเป็น มหากิริยาจิตทุกครั้งเลยหรือครับ? ด้วยชีวิตปกติส่วนตัวยังต้องเป็นมหากิริยาจิตหรือ?
ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ก็ได้ตั้งคำถามกลับไปว่า ที่เราศึกษากันมานั้น มหากิริยาจิตเป็นจิตของพระอรหันต์ใช่ไหม? คะ
เขาตอบว่า ใช่ครับผม
โดย น้องกิ๊ฟ [16 ก.พ. 2554 , 09:25:47 น.] ( IP = 180.180.112.28 : : )
สลักธรรม 2
จึงอธิบายต่อว่า เพื่อให้เราเข้าใจตรงกัน เมื่อเป็นพระอรหันต์กิเลสทั้ง ๑๒ ตัว คืออกุศล ๑๒ ถูกอำนาจมรรคจิตทั้ง ๔ ครั้งประหาณหมดแล้วใช่ไหมคะ?
เขาตอบมาว่า ใช่ครับผม
การที่ตั้งคำถามเขากลับไปอย่างนี้ก็เพราะเราไม่ได้ตอบเพื่อให้ความรู้อย่างเดียว แต่ต้องไล่ลำดับความรู้เขาเสียก่อน เมื่อเขาตอบมาแล้วก็อธิบายต่อว่า ให้น้องลองนึกถึงสภาพวัฏฏะ นึกออกไหมคะ
เขาถามกลับว่า วัฏฏะสงสารหรือ
ตอบไปว่า ไม่ใช่ แต่ให้นึกถึงวัฏฏะ ๓ ที่เราเรียนในปริจเฉทที่ ๗ ตอนปลาย กับปริจเฉทที่ ๘ ตอนต้น ที่มีคำว่า กิเลสวัฏ กรรมวัฏฏ วิปากวัฏ
เขาตอบว่า ผมนึกออกแล้วครับ
ได้อธิบายต่อไปว่า ฉะนั้น วงกลม ๓ เปลาะนั้น มีอยู่กับชีวิตของสัตว์โลกตลอดเวลาที่เราศึกษากันมา ฉะนั้น เมื่อสักครู่พี่ได้ถามน้องว่าพระอรหันต์ทำลายอกุศล ๑๒ หมด ฉะนั้น น้องก็มองไปที่วัฏฏะ ๓ นี้ว่า กิเลสวัฏของพระอรหันต์เกิดได้ไหมคะ?
เขาตอบว่า ไม่ได้ครับ
จึงพูดต่อไปว่า น้องลองเขียนวงกลมแล้วกากบาท กิเลสวัฏทิ้งไป เห็นไหม? ว่ากิเลสมันหมดไปแล้ว ทีนี้จะเข้าคำตอบแล้วนะคะ เมื่อมันไม่มีกิเลส เยื่อเมือกและยางเหนียว แห่งวัฏฏะไม่มีแล้ว แต่การกระทำยังมีอยู่ พระอรหันต์ก็ยังมีการกระทำ และได้รับผลของการกระทำในขณะที่ยังมีชีวิต พิสูจน์ได้โยให้น้องมองไปที่เปลาะของวิปากวัฏ ฉะนั้น วิปากแห่งขันธ์มีอยู่ การกระทำยังมีอยู่ แต่การกระทำนั้นไม่ได้เรียกเหมือนเก่าแล้ว แต่เรียกว่า กิริยาจิต
โดย น้องกิ๊ฟ [16 ก.พ. 2554 , 09:26:12 น.] ( IP = 180.180.112.28 : : )
สลักธรรม 3
จากนั้นก็ตั้งคำถามเขาต่อว่า ขอโทษนะคะ ในหลวงกินข้าวไหมคะ
เขาตอบมาว่า กินครับ เพราะมีชีวิตนี่ครับ
ตอบเขากลับไปว่า ในหลวงไม่ได้กินข้าว ในหลวงไม่เคยกินข้าว
เขาถามกลับมาว่า ทำไมล่ะครับ ทำไมในหลวงไม่กินข้าว
จึงตอบไปว่า ในหลวงเสวยข้าว ซึ่งมีพฤติกรรมเหมือนกันคือกินแต่สำหรับในหลวงเรียกว่า เสวย ฉะนั้น กรรมอันนี้ยังมีอยู่ แต่มีชื่อพิเศษที่ต่างออกไป ซึ่งเรียกว่า มหากิริยาจิต
เขาตอบกลับมาว่า ผมจะพอจะหลับตานึกภาพออก แต่ผมมีคำถามแทรกครับ แล้วที่ว่าพระอรหันต์มีสติตลอดเวลานั้น เป็นไปได้อย่างไร? ครับ แม้กระทั่งหลับ หรือครับ แม้กระทั่งเข้าส้วมหรือครับ
ได้ตอบไปว่า เรามาพูดกันถึงเรื่องเจตสิกนิดหนึ่ง เรื่องความดีทั้งหลาย น้องลองนึกถึงภาพเจตสิกนั้น และ โสภณเจตสิกมีกี่ดวง
เขาตอบว่า ๒๕ ดวง ครับ
บอกเขาไปว่า ไล่ให้พี่ฟังได้ไหม
เขาก็เขียนมา สัทธา สติ หิริ โอตัปปะ อโลภะ อโทสะ ฯ
โดย น้องกิ๊ฟ [16 ก.พ. 2554 , 09:26:30 น.] ( IP = 180.180.112.28 : : )
สลักธรรม 4
แต่ไม่รอให้เขาเขียนจนหมดเพราะกลัวจะเสียเวลาก็เลยถามเขาต่อว่า ในโสภณเจตสิกมีสติใช่ไหม? สติเป็นกลุ่มของโสภณเจตสิก ซึ่งไม่ได้พูดถึงสัมปโยคะสังคหะเลยว่าดวงนี้ประกอบไปด้วยเจตสิกเท่าไร? แต่พูดถึงเจตสิกให้เขาฟังว่ามีสติแน่นอน
เขาตอบมาว่า ผมก็ยังคิดไม่ออกนะครับ ว่าทำไม? มีสติแน่นอน
ได้ถามเขาขึ้นว่า น้องพิมพ์มือขวาใช่ไหมคะ
เขาตอบว่า ใช่ครับ
ถามเขาต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นพี่ดอกแก้วขอให้น้องยกมือขึ้นเดี๋ยวนี้ ยกมือหรือยัง
เขาตอบว่า ยกแล้วครับ
ถามเขาต่อว่า ที่ตอบนี้ใช้มือไหนพิมพ์ตอบ
เขาบอกว่า ใช้มือขวาตอบ
อธิบายต่อไปว่า พี่สั่งให้น้องยกมือ พี่ไม่ได้สั่งให้น้องยกนิ้ว แต่ทำไมน้องยกนิ้วล่ะ มือมาพร้อมนิ้วใช่ไหม? ขาดจากกันไม่ได้ใช่ไหม?
เขาตอบว่า ใช่ครับ
จึงสรุปไปว่า นั่นแหละ สติเจตสิกอยู่ในกลุ่มโสภณเจตสิกซึ่งมาพร้อมแต่บางครั้งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้า ฉะนั้น จะตัดนิ้วใดนิ้วหนึ่งหรือตัดสติไม่ได้ ฉะนั้น สติเจตสิกเกิดขึ้นกับกุศลตลอดเวลา ซึ่งต่างกันที่ว่าสติในที่นี้ไม่ใช่สติปัฏฐานนั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [16 ก.พ. 2554 , 09:26:47 น.] ( IP = 180.180.112.28 : : )
สลักธรรม 5
นี่คำถามคำตอบใน Facebook ซึ่งขอยืนยันว่า ได้ตอบและอธิบายด้วยหัวใจ เพราะในการอธิบายแต่ละครั้งถอดหัวใจอธิบาย ฉะนั้น ทำอย่างไร? ให้มีสติ ก็คือต้องเจริญสตินั่นเอง ทำสติให้เจริญขึ้น เพราะอะไรไม่ได้ใช้มันก็เสื่อม ทุกวันนี้เราเขียน ก.ไก่ ข.ไข่ ได้ เพราะเรามีความพร้อมตั้งแต่เด็ก
ฉะนั้น เราจึงต้องหาความชำนาญ ซึ่งเมื่อก่อนนี้หลวงพ่อท่านสอนเทคนิคสารพัดอย่างในการฝึกสติ เช่น การ ให้ดื่มน้ำก่อนนอนวันละหนึ่งแก้ว เพื่อสุขภาพและพลานามัย การกินด้วยความมีสติ ไม่มีใครบังคับให้เราต้องดื่มอั่ก ๆ ๆ แต่ท่านให้ดื่มหรือกินอย่างมีความรู้สึกว่ากิน .. อยู่ในปาก .. วางไว้ก่อน แล้วก็กินจนหมดได้
เมื่อก่อนนี้หลวงพ่อท่านจะให้การบ้านในระหว่างเข้าพรรษา ท่านบอกว่าแต่ละวันใน ๓ เดือนนี้ ให้มีมื้อหนึ่งที่เลือกรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว อย่างเช่น กลางวันตั้งใจจะกินข้าวผัด ก็ให้กินข้าวผัดอย่างเดียว ๓ เดือน โดยท่านให้ตักทานทีละคำ ใส่ปากแล้วก็วางช้อนลง แล้วก็เคี้ยวจนละเอียด กลืนให้หมดคำ แล้วค่อยตักใส่ปากเข้าไปใหม่ ซึ่งวิธีการเช่นนี้แม้จะช้าใช้เวลามาก แต่ก็ทำให้มีจังหวะมีลีลาของชีวิต เป็นพุทธวิธีแห่งความเนิบช้าเพื่อพาสติมาเกิด
ท่านให้ทำทีละอย่างโดยให้มีสติตามตลอดเวลาในการกระทำ แล้วท่านยังสอนอีกว่า ถ้าเผื่อกินก็ไม่ต้องอ่าน ถ้าอ่านก็ไม่ต้องกิน เพราะส่วนมากคนจะชอบอ่าน บางคนถือบางกอกโพสต์ แล้วก็นั่งถือกาแฟ ทำงาน ๒ อย่าง สติไม่สามารถตามทัน เพราะสติอย่างเรามันยากที่ฟื้นฟู เราจะต้องเจริญสติ เวลาจะวางอะไรให้หันไปมอง ไม่ใช้อาศัยความเคยชิน
ลูกศิษย์ที่นี่ถูกหลวงพ่อเสือหัดมาเป็นสิบๆปี ก็ยังได้สติแบบมีกลม คือสระอิมีวงกลมเป็น สตึ แล้วถ้าหากไม่หัดล่ะจะเป็นอย่างไร เราจึงต้องหัดมีความรู้สึกตัว ฉะนั้น เรารู้ว่า สติ คือความระลึกรู้สึกตัวหรือระลึกได้ในอาการ แต่ที่รู้ว่าอาการนั้นเป็นรูปหรือเป็นนามนั้นเป็นเรื่องของ ปัญญา เช่น ระลึกได้ในอาการ อาการของเราจะหยิบ เราต้องมีตาดูสักนิดหนึ่ง อย่าคลำ อย่าใช้ความสันทัด เพราะชีวิตของเราอยู่กับความสันทัดมามาก สติไม่ได้เกิด ความเคยชินเกิดอัตโนมัติ ฉะนั้น ทำอย่างไร จึงจะมีสติมาก ๆ มีพลังของสติ ก็คือต้องฝึกหัดนั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [16 ก.พ. 2554 , 09:27:03 น.] ( IP = 180.180.112.28 : : )
สลักธรรม 6
คำถาม ขับรถแล้วจะฝึกการมีสติได้อย่างไร?
คำตอบ อย่างนี้ใช้การฝึกสติผิดที่ เปรียบเหมือนดอกไม้ ถ้าเป็นวันวาเลนไทน์หรือบนโต๊ะกินข้าวก็น่าจะมีดอกกุหลาบเพราะเข้ากับเทศกาล หรือตรงอ่างล้างมือตามโรงแรมหรือร้านอาหารเขาก็จะวางดอกไม้ให้ดูสดชื่น ดอกทานตะวันบ้าง ดอกกุหลาบบ้าง ดอกไม้เป็นเครื่องประดับ แต่สัญลักษณ์ของ ดอกบัว นั้นเป็นเครื่องประดับหน้าพระ แต่ถ้าเรานำดอกบัวไปประดับในห้องส้วมจะสมควรไหมคะ? ไม่สมควร นี่ก็เหมือนกันเป็นการเอาสติไปใช้นอกที่ของสติสัมปชัญญะ
แต่ถ้าจะบอกว่าเราไม่ต้องมีสติก็ไม่ได้ ถ้าเราจะขับรถจากถนนบรมราชชนนีมาพุทธมณฑลสาย ๔ พอถึงทางเลี้ยวเข้าพุทธมณฑลสาย ๔ แล้วเราจะเลี้ยวซ้ายไม่ได้ถ้าขาดสติ ก็จะต้องขับเลยทางเลี้ยวนั่นไป แต่ถ้ายังขับอยู่ในเส้นทางก็ยังมีสติ แต่เราต้องรู้ว่า สติ ที่กำลังพูดอยู่ในการขับรถนี้ไม่ใช่สติปัฏฐานเท่านั้นเอง
สติที่เราควรจะฝึกให้มีมากๆ ก็คือสติในฐาน แล้วฐานของสติก็มี ๔ ฐาน คือ กาย เวทนา จิต และธรรม ส่วนสติที่ทำให้เราขับรถมาถูกทาง เลี้ยวมาได้ จอดรถได้ ดับเครื่องเป็น ก็คือสติที่ให้มากับภพนี่แหละคือมนุษย์ที่มีความระลึกรู้สึกตัวเพียงแค่มีไว้เป็นสมบัติส่วนตัวให้อยู่ในโลก แต่เป็นสติที่นำออกนอกโลกไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าให้สติออกนอกโลกคือธรรมนอกโลก คือพระนิพพาน
ฉะนั้น อย่าใช้สติผิดที่ และเราต้อง เดินหน้า ไม่ว่าของเก่า ไม่เล่าอดีต และ มีชีวิต คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป นี่คือหลักที่หลวงพ่อเสือท่านให้ไว้ ยิ่งพูดยิ่งเห็นคุณค่าของหลวงพ่อที่ท่านไม่ได้ให้ธรรมะอย่างเดียวแต่ให้ข้อคิด ให้ชีวิตเราแก้ไข
ให้รู้ว่า ผิดเป็นครู แล้วก็ให้เราเดินหน้าต่อไป ไม่ใช่ขับรถไปแล้วก็รู้สึกตัวว่า เอ๊ะ! เมื่อกี้ไม่มีสติ แล้วก็กลุ้มใจ หลวงพ่อท่านให้เริ่มต้นตรงที่รู้สึกตัวนั้นเลยแล้วก็ขับต่อไป เป็นการเดินหน้า ไม่ว่าของเก่า ไม่เล่าอดีต ชีวิตของเราอะไรดีก็เก็บเอาไว้ อะไรไม่ดี ลบทิ้งออกไปบ้าง อย่าไปแบกเอาไว้ เดี๋ยวความจำเต็ม
โดย น้องกิ๊ฟ [16 ก.พ. 2554 , 09:27:21 น.] ( IP = 180.180.112.28 : : )
สลักธรรม 7
เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้แล้วเราก็ต้องมีสติไปในการขับรถ แต่เมื่อเราลงจากรถแล้วก็คอยสังเกต คอยระวัง หน้าที่เรา เขาห้ามใช้สติปัฏฐานในสถานที่ที่ไม่เหมาะ ในเวลาที่ไม่เหมาะ ในกาลที่ไม่เหมาะ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนใครขับรถแล้วเป็นพระอรหันต์ ตรงนั้นให้ดำรงชีวิตอย่างมีสติ แต่ถ้าหากมีเวลาว่างก็ให้ทำเป็นเรื่องเป็นราว ให้เวลากับตัวเอง
อย่างลูกศิษย์บางคนก็มีความเพียรวิระยะเกินไปโดยขาดสัทธา ทั้งที่แก่แล้วใกล้ตายแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้สอนอยู่ในห้องนี้ พี่ก็เข้ามาขออนุญาตไปเข้าปฏิบัติ เลยบอกให้พี่เขาใช้ชีวิตอยู่ในห้องของเขา โดยแนะนำให้คิดใคร่ครวญว่า ชีวิตแก่ใกล้ตายแล้ว ชาติหน้ายังไม่รู้ว่าจะไปเป็นอะไร แต่ถึงจะมีชาติก็เป็นทุกข์ ให้ระลึกว่า พระพุทธเจ้าสอนว่าการพ้นทุกข์คือการเจริญสติปัฏฐาน ...เมื่อใคร่ครวญจนเกิดความเชื่อแล้วก็ให้ประนมมือไหว้กลางอากาศเลย แล้วก็ให้ตั้งใจขอเดินตามฝึกหัดชีวิตตามพระพุทธองค์ด้วยความสัทธา ใช้สัทธานำเข้าไปยังห้องกรรมฐานปฏิบัติ ๓ ชั่วโมงแล้วค่อยให้พี่เขาออกมา
เราก็ต้องรู้ว่า แต่ละคนต้นทุนน้อย แล้วอยู่ๆ จะไปเข้าปฏิบัติโครมเดียว ๕ วัน แล้วสำเร็จ อันนี้ผิดนะ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าบาปมันเข้าเราแบบไม่รู้ตัว เพราะผู้มีจิตศรัทธาเขาไหว้เขาจบเงินสร้างห้องกรรมฐานเพื่อให้ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาอยู่ หรือไม่เขาสร้างอาศรมเพื่อให้ผู้ที่มาฝึกสมาธิมาทำสมาธิ ฉะนั้น ถ้าหากเราไม่พร้อม แต่เราเข้าไปอยู่ แล้วไปอ่านหนังสือ ไปนอน ไปนั่งกลุ้ม นั่งฟุ้ง นั่งคิด เอาหนังสือ ปริยัติไปอ่าน นี่เป็นการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์เจตนาผู้ให้ เมื่อเราทำผิดวัตถุประสงค์ผิดหลักการ ถามว่าบาปหรือไม่บาป? บาป นี่ไง ความไม่รู้ตัว ความไม่รู้รอบ และความไม่รอบรู้ทำให้เราเสี่ยง
ความเสี่ยงในโลกนี้มีมาก มีหลานอยู่คนหนึ่งเขาคิดจะบวช ก็เลยให้เขารู้เรื่องความเสี่ยงว่า เรื่องบวชไม่ใช่เรื่องง่าย ผ้าไตรจีวรที่ห่อร่างกายไว้นี้ ต้องอ่านให้ออกให้หมดว่าห่อไว้ทำไม ห่อไว้ย้อมชีวิต กายต้องสำรวม วาจาต้องสำรวม ฉะนั้น วาจาสำรวมได้อย่างไร? สวดมนต์มาก ๆ เป็นพระต้องสวดมนต์มาก และสวดเป็น พระต่าง ๆ ที่เราเห็นสวดบทขัดนิดหนึ่งแล้วต่อได้เลยนี้น่าไหว้จริง ๆ ที่ท่านต่อกันได้ไม่ขาดสายท่านทำกิจของพระ มีบาตรต้องโปรด มีโบสถ์ต้องลง มีเรื่องอาบัติต้องปลง มีเรื่องปลงต้องปฏิบัติ
โดย น้องกิ๊ฟ [16 ก.พ. 2554 , 09:27:39 น.] ( IP = 180.180.112.28 : : )
สลักธรรม 8
หลวงพ่อเสือท่านเคยสอนไว้ว่า หากไม่รู้เรื่องความเสี่ยงก็จะยิ่งบาปใหญ่เลย เพราะแค่พระเห็นสตางค์หนึ่งบาทตกอยู่กลางทาง ถ้าเป็นฆราวาสหยิบไปก็ธรรมดา แต่ถ้าหากเป็นพระแม้ไม่ได้หยิบแต่เอาทรายกลบปัดเหรียญบาทไว้ก็ผิดวินัยเหมือนกัน เพราะนี่คือการปิดบังอำพรางลาภผลของผู้อื่น และก็บาปกว่าฆราวาสที่หยิบสตางค์เขาไปด้วย
ฉะนั้น ชีวิตพระที่ยกตัวอย่างมานี้ก็เพื่อจะให้รู้เรื่องราว เมื่อมีความรู้เสียอย่างก็ปลอดภัย แล้วอยากจะปลอดภัยก็รู้เข้าไปในเรื่องจริง ๆ เราประกาศเลยเจ้าประคุ้นชาตินี้ขอถวายทั้งชาติเลยศึกษาเล่าเรียน เพื่อความรู้ก่อน แล้วขอเป็นปัจจัยให้ชาติหน้าก้าวต่อไปในการปฏิบัติ เราอธิษฐานต่อภพต่อชาติได้ ถวายทั้งชีวิตเลย ขอแตกฉานก่อนเถอะ ขอเข้าใจก่อนเถอะ แต่ถ้าเผื่อบุญพาวาสนาส่งอดีตบุพเพกตบุญญตาส่งผลมา ข้าพเจ้าเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วก็ขอปฏิบัติเลย ต้องมีบุพเพกตบุญญตาและอัตตสัมมาปณิธิ มีบุญวาสนาแต่ชาติปางก่อนและตั้งตนไว้ชอบ
ในขณะนี้บุพเพกตบุญญตายังไม่ส่งผลก็ได้ แต่อาจจะส่งเราก่อนตาย ๑๕ วัน แต่ตอนนี้ถ้าใครทำทุกวันก็เท่ากับสร้าง อัตตสัมมาปณิธิ และในระหว่าง ๑๕ วันนี้ก็เรียกว่าเป็นการทำอาจิณณกรรมและเป็นกุศลด้วย ใครจะไปรู้ว่าบุพเพกตบุญญตาที่สะสมมา จะมาให้ผลตอนไหน ฉะนั้น เมื่อเราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่หรือบุญจะส่งผลวันไหน เราก็ต้องทำดีทุกวัน ทำทุกวัน ทำเช้าทำเย็น ถ้าก่อนตาย ๑๕ วัน บุพเพกตบุญญตาส่งผลมา อัตตาสัมมาปณิธิ...เราได้ทำแล้ว ก็เหมือนมีแก้วที่มีน้ำเต็มพอดี ฉะนั้น อยู่ที่เรา ใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว
ขอกุศลกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่พี่น้องทุกคน ซึ่งเราร่วมทางกันมานาน ร่วมในสถานที่ที่เดียวกัน ซึ่งมีหลักใจก็คือ ต้องการพาชีวิตพ้นจากวัฏฏะสงสาร ก็ขอให้อานุภาพคุณความดีทั้งหลาย อานุภาพของครูบาอาจารย์ อานุภาพของหลวงพ่อ และเดชานุภาพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังมีอำนาจอยู่ จงคุ้มครองอภิบาลพวกเราให้เป็นผู้ที่กล้า แกร่ง ด้วยสติและสัมปชัญญะทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน
ขออนุโมทนากับน้องฟูผู้ถอดเทป
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [16 ก.พ. 2554 , 09:27:55 น.] ( IP = 180.180.112.28 : : )
สลักธรรม 9
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [16 ก.พ. 2554 , 09:57:55 น.] ( IP = 124.121.178.166 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |