มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มารู้จักบุญกันเถิด




มารู้จักบุญกันเถิด


บาป คือ สภาพธรรมะที่ไม่ดีงาม
บุญ คือ สภาพธรรมะที่ดีงาม

ธรรมะเป็นสิ่งที่ละเอียดมาก เพราะเกิดดับเร็ว อย่างจิตเจตสิกเกิดพร้อมกัน และดับพร้อมกัน บางครั้งเป็นกุศล บางครั้งเป็นอกุศล บางครั้งบอกไม่ถูกว่าขณะนั้นเป็นกุศล หรืออกุศลจึงต้องอาศัยการศึกษาให้ละเอียดพอสมควร จึงจะรู้ว่า ขณะใดที่เป็นบาปหรืออกุศล คือขณะนั้นเป็น โลภะ โทสะ โมหะ และอกุศลจิตอื่น ๆ ที่เราเคยได้ฟัง เช่น อิสสา มัจฉริยะ เป็นลักษณะของธรรมะที่เป็นอกุศลทั้งนั้น แต่ถ้าเป็นกุศลหรือเป็นบุญก็ตรงกันข้าม คือเป็นธรรมะที่ดีงาม คือขณะที่จิตเจตสิกที่ดีงามเกิดร่วมกัน และมีทางของจิต คือ กาย วาจา เป็นทางของกุศลและอกุศล เพราะเหตุว่าไม่มีแต่จิต เรามีรูปด้วย

ถ้ามีแต่จิตที่เป็นกุศลหรืออกุศล คนอื่นจะเดือดร้อนไหม? (ไม่เดือดร้อน) แต่เพราะว่าเรามีรูปด้วย เวลาที่อกุศลจิตเกิดก็มีทางคือ กาย และวาจาที่ไม่ดี ซึ่งเกิดจากอกุศลนั้น เบียดเบียนบุคคลอื่นให้เดือดร้อน ความจริงเวลาที่อกุศลจิตเกิดเบียดเบียนเราก่อน คือ คนมีอกุศลจะไม่สบายเลย แต่ว่าขณะที่จิตเป็นโลภะ เราคิดว่าดี เป็นความติดข้องต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด เวลาที่ได้มาแล้ว ดีใจมาก เพลิดเพลินเป็นสุข สนุกสนาน คิดว่าขณะนั้นก็ดี เพราะฉะนั้นดีของเรา กับดีของธรรมะ เป็นคนละอย่าง

ดีของเราคือความรู้สึกเป็นสุข แต่จริงๆ แล้วคืออกุศล เพราะว่าขณะนั้นเป็นสภาพที่ติดข้อง ติดข้องนิดหน่อยๆ ก็ไม่พอใจ ไม่สมใจ ต้องมากกว่านั้นให้โสมนัสเลย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องการโสมนัสเวทนา ไม่ใช่เพียงอุเบกขาเวทนา เพราะฉะนั้นจะเห็นได้จริงๆว่า ถ้าไม่ศึกษาธรรมะ เราเข้าใจธรรมะผิด อย่างเวลาที่เราสบายใจ ไปนั่งสมาธิ เราก็คิดว่าขณะนั้นเป็นกุศลแล้ว โดยที่ไม่รู้ว่าขณะนั้นมีโลภะ แล้วก็มีโมหะ คือมีความไม่รู้และมีความติดข้องเกิดขึ้นในความรู้สึกสบายนั้น

ถ้าศึกษาธรรมะแล้ว จะทำให้เข้าใจชัดเจนขึ้นว่า ขณะที่เป็นกุศลต้องไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ แล้วเป็นไปในขณะไหนบ้างล่ะ? เพราะจิตใจเรารู้ยาก แต่ถ้ามีการแสดงออกทางกาย ทางวาจา ก็พอจะรู้ ได้ง่าย (แต่การแสดงออกนั้นจะต้องเป็นไปอย่างซื่อตรง มิฉะนั้น ก็จะถูกลวงหรือเข้าใจผิด) เช่น การที่เราเห็นคนที่ยากไร้และเราคิดที่จะช่วย โดยทั่วไป เมื่อประสบเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็มักจะพูดกันว่าเป็นกรรมของคนนั้น ซึ่งถ้าจะให้เข้าใจถูกจริงๆ ก็ควรจะพูดว่าเป็นผลของกรรมที่บุคคลนั้นได้กระทำแล้ว ซึ่งจะทำให้เข้าใจชัดเจนขึ้นว่า ขณะใดเป็นผลของกรรม และขณะใดเป็นกรรม

โดย บุษกร เมธางกูร [17 ก.พ. 2554 , 11:32:30 น.] ( IP = 58.9.93.44 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เพราะถ้าพูดกันสั้นๆ ว่าเป็นกรรมของคนนั้น ผู้ซึ่งไม่คุ้นเคย กับเหตุของผลของสภาพธรรม ก็อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนผิดไปได้ โดยอาจจะถือเอาวิบากนั่นเองเป็นกรรม เมื่อได้ศึกษาและเข้าใจเรื่องของจิตซึ่งเป็นสภาพธรรม อันกรรมกิเลสสั่งสมวิบาก ก็จะทำให้เข้าใจสภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริงยิ่งขึ้น คือ ถ้าปราศจากทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นทางรับรู้อารมณ์ต่างๆ ก็ย่อมจะไม่มีวิบาก

จิตในชีวิตประจำวันนั้นเกิดขึ้นรับผลของกรรม ขณะที่เห็นเป็นวิบากเป็นผลของกรรม แม้ว่าไม่ได้ประสบอุบัติเหตุหรือได้ลาภยศ อื่นใดก็ตาม ขณะได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสเป็นปกติในชีวิตประจำวันนั้น เป็นผลของอดีตกรรมที่ได้กระทำแล้วทั้งสิ้น

วิบากจิต ไม่ได้หมายถึงเฉพาะขณะเจ็บไข้ได้ป่วย ได้ลาภหรือเสื่อมลาภ ได้ยศหรือเสื่อมยศเท่านั้น แต่สติสามารถระลึกรู้สภาพธรรมที่เป็นวิบากได้ในขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้โผฏฐัพพะ ในชีวิตประจำวัน วิบากจิตย่อมเกิดขึ้นเป็นผลของกัมมปัจจัยที่ได้กระทำแล้ว ซึ่งยากแก่การที่จะรู้ได้ว่า วิบากจิตที่เกิดขึ้นแต่ละทวารนั้นเป็นผลของอดีตกรรมอะไร เช่น วิบากจิตที่ได้ยินเสียงเด็กเล่นฟุตบอลนั้น เป็นผลของอดีตกรรมอะไร เรื่องของกรรมเป็นเรื่องที่รู้ได้ยาก เพราะเป็นอจินไตย คือ เป็นสิ่งที่ไม่ควรคิด

กรรมที่ได้กระทำแล้วเป็นเหตุในอดีต ซึ่งแม้จะได้กระทำมานานแล้วในสังสารวัฏฏ์ ก็ยังเป็นปัจจัยให้เกิดวิบากจิตได้ ฉะนั้น ถ้าใครคิดเดาว่าเห็นสิ่งนั้นเป็นผลของกรรมอะไร ได้ยินเสียงนั้นเป็นผลของกรรมอะไร ก็จะไม่พ้นจากความไม่รู้และวุ่นวายใจ เพราะคิดเดาในสิ่งซึ่งไม่อาจมีปัญญาขั้นที่จะรู้จริงได้ แต่วิบากซึ่งเป็นผลของกรรมก็กำลังมีปรากฏให้รู้ได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอสังขาริกจิตและสสังขาริกจิต เพื่อให้เห็นความละเอียดของจิตว่า แม้เป็นจิตที่มีจำนวนเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่ากัน ไม่ต่างกันเลย แต่สภาพของจิตก็ต่างกันเป็น อสังขาริก ตามกำลังของเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย เพื่อที่จะให้เห็นพระมหากรุณาธิคุณของพระผู้มีพระภาค ทรงพระมหากรุณาแสดงพระธรรมโดยละเอียด

โดย บุษกร เมธางกูร [17 ก.พ. 2554 , 11:39:37 น.] ( IP = 58.9.93.44 : : )


  สลักธรรม 2

ข้อความในอัฏฐสาลินี อรรถกถาธัมมสังคีปกรณ์ จิตตุปปทากัณฑ์แสดง "อนันตะ" ความกว้างใหญ่ที่สุด ๔ อย่างว่า....ในที่นี้ท่านถือเอา "อนันตะ" ๔ อย่าง คือ

อากาศเป็นอนันตะไม่มีที่สุด ๑
จักรวาลเป็นอนันตะไม่มีที่สุด ๑
สัตตนิกาย คือ หมู่สัตว์เป็นอนันตะไม่มีที่สุด ๑
พุทธญาณ เป็นอนันตะไม่มีที่สุด ๑

จริงอยู่การกำหนดอากาศ ว่าในทิศบูรพาหรือในทิศปัจฉิม ทิศอุดร ทิศทักษิณ มีเท่านั้นร้อยโยชน์ หรือมีเท่านั้นพันโยชน์ย่อมไม่ได้ (ลองกำหนดอากาศทางทิศตะวันออกว่า มีเท่าไร กี่โยชน์ กี่ร้อยโยชน์ กี่พันโยชน์ ก็ไม่มีใครกำหนดได้ แม้ทิศอื่นๆ ก็โดยนัยเดียวกัน) แม้จะพึงเอาฆ้อนเหล็กไป ฆ้อนเหล็กก็พึงตกลงไปข้างล่างโดยแท้ หามีที่รองรับไว้ได้ไม่ ชื่อว่า อากาศเป็น อนันตะ คือ ไม่มีที่สิ้นสุดเลยอย่างนี้

การกำหนดจักรวาลทั้งหลายว่ากี่ร้อย กี่พัน หรือกี่แสนจักรวาลย่อมไม่ได้ จริงอยู่แม้ถ้าว่าท้าวมหาพรหมทั้ง ๔ ผู้เกิดในอกนิฎฐภพ (รูปพรหมภูมิชั้นสุทธาวาส ชั้นที่ ๕ ซึ่งเป็นรูปพรหมภูมิชั้นสูงที่สุด) ผู้มีความเร็ว ขนาดที่สามารถผ่านแสนจักรวาลไปได้ชั่วเวลาเพียงเท่าที่ลูกศรที่เร็วมากของนายขมังธนูผู้มีกำลังแข็งแรงผ่านเงาต้นตาลด้านขวาง จะพึงวิ่งมาด้วยความเร็วขนาดนั้น ด้วยคิดว่า.. เราจักดูขอบแห่งจักรวาล ท้าวมหาพรหมเหล่านั้นไม่ทันได้เห็นขอบแห่งจักรวาล ก็จะพึงปรินิพพานก่อนโดยแท้ จักรวาลทั้งหลายจึงชื่อว่าเป็นอนันตะ ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้
ก็ประมาณแห่งสัตว์ที่อยู่ในน้ำและที่อยู่บนบก ในจักรวาลทั้งหลายว่ามีประมาณเท่านี้ย่อมไม่มี สัตว์นิกายจึงชื่อว่า อนันตะ (ไม่มีสิ้นสุด)อย่างนี้ พุทธญาณ ชื่อว่า อนันตะแท้

แม้ว่าอนันตะทั้ง ๓ นั้น อากาศก็เห็นอยู่แล้วว่าไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีใครสามารถจะวัดว่ากี่ร้อย กี่พัน กี่แสนโยชน์ หรือแม้จักรวาลก็ไม่มีใครสามารถจะนับได้ว่าทั้งหมดมีเท่าไร ใครอยากจะนับดาว นับจักรวาลก็ไม่มีวันสำเร็จ เพราะว่าจักรวาลเป็นอนันตะไม่มีที่สิ้นสุด หรือแม้สัตว์นิกาย คือ หมู่สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในจักรวาล ก็ไม่มีใครสามารถทำสถิติว่ามีจำนวนเท่า ไร ทั้งมนุษย์ ทั้งเทพ ทั้งพรหม ทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ ทั้งสัตว์ในอบาย แต่พุทธญาณชื่อว่าเป็นอนันตะ คือ ไม่มีที่สิ้นสุดแม้กว่าอนันตะทั้ง ๓ นั้น คือ บรรดาสัตว์ที่หาประมาณมิได้ ในจักรวาลอันหาประมาณมิได้ ในอากาศอันหาประมาณมิได้ อย่างนี้ (เมื่อคิดถึงสัตว์ทั้งหลายที่มีอยู่ในจักรวาลมากมายนับไม่ถ้วนแล้ว จิตของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นและวิจิตรต่างๆ กันมากสักเพียงไหน)

โดย บุษกร เมธางกูร [17 ก.พ. 2554 , 11:43:57 น.] ( IP = 58.9.93.44 : : )


  สลักธรรม 3

ความหมายของคำว่า “บุญ”

คำว่า “บุญ” มาจากศัพท์ “ปุญฺญ” มาจาก ปุ ธาตุ ที่แปลว่า “ชำระ” เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้ทำความหมายของคำไว้ว่า อตฺตสนฺตานํ ปุนาติ โสเธตีติ ปุญฺญํ แปลว่า ชื่อว่า บุญ เพราะมีความหมายว่า “ชำระ”

ชำระในที่นี้ ก็คือทำให้หมดจด คือทำสันดานของตนให้หมดจดจากมลทิน เครื่องเศร้าหมอง อันได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ มลทิน ก็คือ สนิม เครื่องเศร้าหมอง หรือเครื่องแปดเปื้อนสันดานในที่นี้ คือ จิตสันดาน

ความสืบต่อของจิตของแต่ละคน ผู้ใดเจริญบุญทั้งหลาย มีทานเป็นต้น ก็จะชำระสันดานของบุคคลนั้นให้หมดจด ส่วนจะหมดจดจากอะไร ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของบุญ ไม่ใช่บุญอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะทำให้จิตสันดานหมดจดจากราคะ โทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่งได้ไปเสียทั้งหมด ไม่ใช่อย่างนั้น

“บุญ” มาจาก ปุรธาตุ ที่มีอรรถว่า “เต็ม” ก็ได้ คือว่า ชื่อว่า “บุญ” โดยความหมายว่า “เป็นของที่ควรทำให้เต็ม” ก็ได้ คือ ถ้ายังไม่มีก็ทำให้มีขึ้นมา มีแล้วนิดหน่อยยังไม่เต็ม ก็ต้องทำให้เต็มให้บริบูรณ์ เรียกว่า “บุญ” ที่ว่ามานี้เป็นเครื่องวัดประการแรกว่า การกระทำของเรานี้ควรจะเรียกว่าบุญได้หรือไม่ ความหมายทั้งสองนี้ ไม่ใช่ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นบุญแล้วก็ย่อมได้ความหมายทั้งสองอย่าง เป็นของที่ควรทำให้เต็มให้บริบูรณ์ด้วย เป็นเครื่องชำระจิตสันดานให้หมดจดด้วย

หลักพิจารณาว่าเป็นบุญหรือไม่
โปรดติดตามอ่านครั้งต่อไปค่ะ

โดย บุษกร เมธางกูร [17 ก.พ. 2554 , 11:49:49 น.] ( IP = 58.9.93.44 : : )


  สลักธรรม 4


มาเรียนรู้ทำความเข้าใจเรื่องบุญค่ะ และก็ได้รับความรู้ใหม่ค่ะ. ชื่อว่า..“บุญ” โดยความหมายว่า “เป็นของที่ควรทำให้เต็ม”

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [17 ก.พ. 2554 , 16:31:41 น.] ( IP = 124.122.236.218 : : )


  สลักธรรม 5

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ก.พ. 2554 , 18:02:52 น.] ( IP = 58.11.3.37 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org