| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
มารู้จักบุญกันเถิด ๒.
ตอนที่ผ่านมา
ความเข้าใจผิดในเรื่องบุญกับทาน
ความเข้าใจผิดในเรื่องบุญนี้ยังมีการเข้าใจผิดไปอีกประการหนึ่งว่า ถ้าหากได้ให้แก่คนที่น่าเคารพน่าบูชา เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ หรือพระภิกษุสงฆ์ จึงจะเรียกว่า บุญ แต่ถ้าหากเป็นการให้แก่คนทั่ว ๆ ไปที่ไม่ใช่เป็นคนที่น่าเคารพน่าบูชาหรือน่าสรรเสริญ เช่น ให้แก่คนขอทาน เป็นต้น ก็จะเรียกว่า ทาน แสดงว่ามีความเข้าใจว่า บุญก็อย่างหนึ่ง ทานก็อย่างหนึ่ง นี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า คนไทยผู้นับถือพระพุทธศาสนา แม้ประสงค์จะทำบุญ...หลีกเลี่ยงบาป แต่ก็หาได้รู้จักบุญ-บาปเท่าที่ควรไม่
การที่พูดว่า อย่าคิดแต่ทำบุญอย่างเดียวเลย โปรดคิดทำทานด้วยเถิดคนที่ยากไร้อนาถา รอรับการช่วยเหลือยังมีอยู่มากมาย อย่างนี้ เป็นต้นนั้น แสดงว่าคนพูดเข้าใจว่าทานเป็นคนละอย่างกับบุญแน่ ๆ และทานเป็นของต่ำกว่าบุญ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ในตำราทางพุทธศาสนาท่านกล่าวว่า บุญมี ๑๐ อย่าง คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ อันได้แก่
การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑
การงดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่ให้ ๑
งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑
งดเว้นจากการพูดเท็จ ๑
งดเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑
งดเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑
งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๑
ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น ๑
ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น ๑
มีความเห็นถูก คือเห็นว่าการทำบุญมีผล เป็นต้น ๑
เพราะฉะนั้น ทานก็ไม่ได้แยกไปต่างหากจากบุญ เป็นเพียงประเภทหนึ่งของบุญเท่านั้น และบุญยังมีมากกว่าทานอีก กล่าวคือ ศีลก็เป็นบุญ ภาวนาก็เป็นบุญ จะพูดแยกได้อย่างไรว่า ถ้าหากให้แก่คนขอทานก็เรียกให้ทาน ถ้าถวายพระก็เรียกว่าทำบุญ นอกจากจะไม่ทราบความหมายของบุญของทานแล้วก็ยังบอกให้ทราบถึงความเข้าใจผิดอีกประการหนึ่งว่า บุญนั้นเป็นเรื่องของการให้เท่านั้น ถ้าไม่มีอะไรจะให้ใคร โดยเฉพาะพระ ก็ไม่เรียกว่าเป็นการทำบุญ ถ้าหากถือเอาตามนั้น เชื่อตามนั้น ความจริงจะให้แก่พระภิกษุก็ตาม แก่คนขอทานก็ตาม ให้แก่ใคร ๆ ก็ตาม เมื่อเป็นการให้ก็ชื่อว่าทานทั้งนั้น เป็นบุญอย่างหนึ่งในบรรดา ๑๐ อย่าง
คำว่า ทาน นี้ บางทีไม่ต้องอาศัยสิ่งของเลยก็เป็นทานได้ ในที่นี้จะกล่าวในส่วนที่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่ ที่ผู้รู้ทั่ว ๆ ไปไม่ค่อยจะกล่าวถึง ไม่เฉพาะคนทั่ว ๆ ไปเท่านั้น แม้แต่คนที่ศึกษาธรรมะเรียนพระอภิธรรม ก็ยังพูดอย่างนั้นว่า ถ้าหากไม่มีอะไรจะให้ใคร ก็ทำได้แต่บุญข้ออื่น ยกเว้นข้อทาน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ความจริงไม่มีเงินสักบาทเดียว ไม่มีสิ่งของอะไรจะให้ใครเลย เป็นคนยากจนเข็ญใจ ก็สามารถทำทานได้ บางทีอาจจะดีกว่าเศรษฐีทั้งหลายเสียอีกโดย บุษกร เมธางกูร [21 ก.พ. 2554 , 09:45:18 น.] ( IP = 115.87.155.143 : : )
สลักธรรม 1ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ตรงเรื่องของการทำบุญนั้น ความสำคัญอยู่ที่ ทิฏฐุชุกัมม์ คือการทำความเห็นให้ตรง นั้นคือคำแปล แต่ความหมายละเราท่านน่าจะหาความเข้าใจให้มากด้วยเพื่อประโยชน์ยันยิ่งยวดแก่ชีวิตของตนเอง มีสติระวังความคิดความเห็นให้ตรงตามคลองธรรม เช่น เห็นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น นั่นคือการมี ทิฏฐุชุกัมม์
ดังนั้นการที่จะดำเนินชีวิตอยู่ด้วยดี ก็คือ การที่มีปัญญาเป็นคุณสมบัติ หมายถึง สามารถเท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นทุกๆทวารได้นั่นเอง
ปัญญา คือความรู้ที่รู้ทั่วถึงความจริงของสิ่งที่ควรรู้ ในการศึกษาทุกอย่างก็เพียงให้ถึงขั้นสูงสุด คือ เกิดปัญญา พระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงหลักการศึกษาเพื่อให้เกิดปัญญาว่า มี ๓ อย่าง คือ
สุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฟัง
จินตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิด
ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติ
ดังนั้นปัญญา แปลว่า ความรู้ทั่ว หรือรู้ชัด ได้แก่ ความเข้าใจ ความหยั่งรู้เหตุผล หรือความรู้ประเภทแยกคัดจัดสรร และวินิจฉัย...คือ แยกแยะวินิจฉัยได้ว่า จริง เท็จ ดี ชั่ว ถูก ผิด ควรหรือไม่ควร คุณ โทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ รู้ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล หรือปัจจัยต่างๆ รู้ภาวะตามเป็นจริงของสิ่งต่างๆ รู้ว่าจะนำไปใช้หรือปฏิบัติอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาได้... หรือให้สำเร็จผลที่มุ่งหมาย เป็นความรู้ระดับใช้งานหรือแก้ปัญหา
ปัญญาจำแนกโดยประเภทมี ๒ คือ
๑. โลกิยปัญญา = ปัญญาของโลกิยชน
๒. โลกุตตรปัญญา = ปัญญาของอริยบุคคล
อีกอย่างหนึ่งคือ
๑. สหชาติกปัญญา = ปัญญาติดตัวมาตั้งแต่เกิด
๒. ภาวนามยปัญญา =ปัญญาเก็บ ประสบการณ์ได้ทีหลัง..
แต่ในที่นี้ท่านหมายเฉพาะความรู้ที่จะใช้แก้ปัญหาชีวิตของมนุษย์ คือ ดับทุกข์ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าความรู้ที่จะทำให้รู้จักดำเนินชีวิตให้ถูกต้องที่ดีงาม ไม่ให้เกิดปัญหาได้ ไม่ให้เป็นที่มาของทุกข์ ซึ่งมีวิธีพูดได้หลายแง่หลายด้าน เช่นว่า ความเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง หรือรู้อริยสัจ หรือมองเห็นปฏิจจสมุปบาท หรือความคิดเหตุผลที่ไม่ถูกนิวรณ์ ๕ ครอบงำ หรือที่ท่านแสดงไว้เป็นความหมายของปัญญาสัมปทา ในฐานะคุณสมบัติของอริยสาวกว่า ปัญญาที่หยั่งถึงความเกิดขึ้นและความเสื่อมสิ้นไป..(หรือรู้เท่าทันคติธรรมดาของโลกและชีวิต เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ความเจริญ และความเสื่อม).. อันเป็นอริยะ และทะลวงกิเลส (หรือเจาะสัจธรรมได้) ....อันจะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบได้นั่นเองโดย บุษกร เมธางกูร [21 ก.พ. 2554 , 09:53:43 น.] ( IP = 115.87.155.143 : : )
สลักธรรม 2วิธีทำให้เกิดปัญญามี ๓ วิธี คือ
๑. สุตมยปัญญา แปลว่า ปัญญาที่เกิดจากการฟัง... หมายถึงความรู้ที่ได้จากการได้ยินได้ฟัง การสดับ การอ่าน การเล่าเรียน ความรู้ที่ได้จากการศึกษาศิลปวิทยาต่างๆ เกี่ยวกับการทำมาหาเลี้ยงชีพ และการประกอบกิจต่างๆ ในทางโลก ปัญญาที่เกิดจากการฟังซึ่งรวมทั้งการอ่านเป็นต้น
๒. จินตมยปัญญา แปลว่า ปัญญาที่เกิดจากการคิด อย่างไรก็ดีความรู้ประเภทสุตะ ก็เป็นอุปกรณ์สำคัญของปัญญา ซึ่งทำให้ปัญญาได้ข้อมูลที่จะนำไปใช้และสร้างความเข้าใจได้ชัดเจนกว้างขวางยิ่งขึ้น สุตะจึงเป็นปัจจัยแก่ปัญญาด้วย...ไม่เฉพาะแต่สุตะทางธรรมเท่านั้น ที่เป็นปัจจัยแก่ปัญญาของอริยสาวกได้ แม้สุตะทางโลกก็เป็นปัจจัยแก่ปัญญาทางธรรมได้ โดยเฉพาะประสบการณ์ชีวิต เพราะผู้ที่รู้จักคิด.. (มีโยนิโสมนสิการ) อาจเกิดปัญญาเข้าใจโลก และชีวิตได้จากสุตะ...ใน วิชาการและอาชีพต่างๆ ที่ตนประกอบ แต่เมื่อกล่าวอย่างรวบยอดสำหรับการดำเนินชีวิตที่ดีงามหรือความก้าวหน้าในธรรม ความสำเร็จเด็ดขาดอยู่ที่ปัญญา บางคนมีสุตะมากแต่ไม่รู้จักคิดก็หาเกิดปัญญาไม่ ดังนั้นการเรียนรู้จากสิ่งอื่นๆ เช่น การเห็น การสัมผัส การได้กลิ่น และลิ้มรส หากไม่มีความคิดเพียงแต่จดจำไว้เท่านั้นจะไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด แต่ถ้านำมาคิดประกอบเข้าไปด้วย ความรู้ที่ได้จากการคิด จะทำให้เกิด ปัญญาขึ้นมาได้
๓. ภาวนามยปัญญา แปลว่า ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติ หรือการทำให้มีให้เป็นขึ้นมาในจิตของเรานั่นเอง เช่น การฟังอธิบายเกี่ยวกับการตอนกิ่งมะม่วงมาแล้ว และได้นำมาไตร่ตรองใคร่ครวญพินิจพิจารณาแล้วต้องลงมือทำจนได้ผล การฟังอธิบายเกี่ยวกับประดิษฐ์ศิลป์ และนำมาคิดและลงมือทำได้ เป็นต้น จึงจะเรียกว่าเกิดปัญญา
อย่างไรก็ตาม ปัญญาทั้ง ๓ ที่เกิดขึ้นมานี้ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าจะต้องมีคุณธรรมประกอบด้วย จึงจะบรรลุจุดหมายที่แท้จริงของชีวิตตามที่ปรากฏในโอวาท ๓ คือประมวลคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นหลักใหญ่ ๓ ข้อ ได้แก่
๑. สพฺพปาปสฺส อกรณํ ไม่ทำความชั่วทั้งปวง เว้นจากทุจริต คือประพฤติชั่วด้วยกาย วาจา ใจ
๒. กุสลสฺสูปสมฺปทา ทำแต่ความดี ประกอบสุจริต คือประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ
๓. สจิตฺตปริโยทปนํ ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ ทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ มีโลภ โกรธ หลง
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราชาวพุทธจะเพียรสร้างสมความรู้ถูกให้แก่ชีวิตที่เราแสนรักนักหนา ถึงเวลาหรือยังที่จะรีบเร่งหาบุญด้วยการ ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ตรง เพื่อจะได้สมหวังในสิ่งที่หวังกันทุกคน คือความสงบจากทุกข์ทั้งปวง
การให้เพราะต้องการบุญ เป็นบุญหรือไม่
โปรดติดตามอ่านครั้งต่อไปค่ะ
![]()
โดย บุษกร เมธางกูร [21 ก.พ. 2554 , 10:01:25 น.] ( IP = 115.87.155.143 : : )
สลักธรรม 3
มาติดตามเรื่องของบุญต่อค่ะ
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [21 ก.พ. 2554 , 11:02:33 น.] ( IP = 124.121.178.53 : : )
สลักธรรม 4![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.พ. 2554 , 14:33:52 น.] ( IP = 125.27.174.207 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |