| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ปัจจุบันนี้ เรามีอะไร ?
สลักธรรม 1
สัพเพ สังขารา อนิจจา สังขารทั้งหมดไม่เที่ยง
สังขารทั้งหมดก็คือ จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘
ถามว่า ทำไมไม่เที่ยง?
ก็เพราะสภาพจิต เจตสิก และรูป เกิดแล้วดับไปตลอดเวลา ไม่สามารถอยู่คงที่ได้ ถ้าหากเขียนสัญลักษณ์จิตคือเป็นวงกลม แล้วใส่ตัวเลข ๗ ที่หมายถึงเจตสิกที่เข้าประกอบกับจิตดวงนั้นลงไป ผู้ที่กำลังศึกษาพระอภิธรรมอยู่ก็จะรู้ทันทีว่ากำลังกล่าวถึงทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ที่มีเจตสิกประกอบ ๗ และถ้าหากใส่ตัวเลข ๓๘ ลงไป ก็จะนึกได้ว่าเป็นมหากุศลญาณสัมปยุตตจิต ดวงที่ ๑ และดวงที่ ๒ ซึ่งในการเกิดขึ้นของจิตเหล่านี้ก็จะมีรูปเกิดขึ้นในระหว่างนั้นด้วย
ทั้งจิต เจตสิก และรูป ท่านจึงกล่าวว่าไม่เที่ยง ซึ่งในขณะที่เรียนเราสามารถพูดว่าไม่เที่ยงตามหนังสือได้ และพอเรียนจนมีความเข้าใจมากขึ้นแล้วเราสามารถรู้เข้าไปได้ว่า สภาพจิต เจตสิก และรูป มีสภาพเกิดดับอยู่ตลอดเวลา มีความไม่เที่ยง แต่เราหลงผิดว่าเที่ยงไปเอง เพราะเราไม่มีตาธรรมเข้าไปเห็นสภาพนั้น อุปมาเหมือนหลอดไฟฟ้าที่เปิดอยู่ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีแสงติดอยู่หรือสว่างอยู่ตลอดเวลา แต่ความจริงนั้นไฟฟ้าไม่ได้ติดอยู่ แต่มีความเกิดดับ โดยมีความเกิดขึ้นแทนความดับเร็วมาก จนเราไม่เห็นความจริงของความเกิดดับ จึงหลงฟั่นเฟือนไปตามสิ่งที่เราเห็นแล้วคิดว่าเป็นจริง
ความจริงมี ๓ จริง คือ จริงของเรา จริงของเขา และจริงของพระพุทธเจ้า การเห็นว่ามีไฟฟ้าติดอยู่นั้นเป็น จริงของเรา เพราะถ้าเชิญผู้ได้ฌานจิตมาให้เพ่งดูไฟนั้นก็จะเห็นความเกิดดับ คือเห็นประจุไฟฟ้าที่มีโปรตรอน นิวตรอน อิเลคตรอนได้ เพราะจิตท่านไวมาก ซึ่งก็นั่นเป็น จริงของเขา แต่ จริงของพระพุทธเจ้า ไม่ต้องมานั่งเพ่ง แต่เป็นสภาพธรรมที่เป็นจริงคือ มีความเกิดดับ
แทนที่เราจะรู้แค่ว่า ไม่เที่ยงหนอ เป็นทุกข์หนอ บังคับบัญชาไม่ได้หนอ เราจะต้องรู้ว่า ทำไมจึงไม่เที่ยง แล้วก็ยอมรับความจริงที่ปรากฏอยู่แล้วว่า สภาพจิตนี้เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ท่านบอกว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง คือ จิต เจตสิก รูป สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ คือ จิตเจตสิก รูป เป็นทุกข์ เพราะว่าทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เกิดแล้วต้องดับ และสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา คือ จิต เจตสิก รูป และแม้กระทั่งพระนิพพานก็บังคับบัญชาไม่ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2554 , 15:05:11 น.] ( IP = 125.27.183.237 : : )
สลักธรรม 2
สภาพจิตเกิดดับตามเหตุ ปัจจัย มีเจตสิกเข้าปรุงแต่งตามสมควรเท่านั้นเอง รูปก็เกิดขึ้นตามสมควร แม้แต่พระนิพพานก็ต้องมีเหตุปัจจัยจึงเกิด หมดเหตุปัจจัยก็ดับเช่นเดียวกัน
เราก็จะเห็นได้ว่า การสวดมนต์เป็นสื่อนำให้เราระลึกถึงและเกิดการตระหนักรู้ว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้คือการศึกษาเล่าเรียนและเพียรปฏิบัติ เป็นพระพุทธพจน์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรารู้แล้วเราจึงแสดง บอก บัญญัติ จัดแจงให้เพียรตาม
การที่เรารู้ตามพระองค์ท่านเพื่อจะได้คลายจากความเห็นผิด เมื่อเรามีความเห็นถูกเกิดขึ้นและมีได้ตลอดเวลาจนกระทั่งเป็นความเห็นถูกเยี่ยงพระอริยะเจ้า ว่าที่ท่านเห็นๆ สักแต่ว่าเห็นเฉยๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นดับไปต่อหน้าต่อตา ยึดถืออะไรไม่ได้ จึงวางใจ คือ มีให้รู้ก็รู้ ไม่มีให้รู้ก็รู้ ไม่ได้ยึดเอามาเป็นอารมณ์จนเกิดอภิชฌา และโทมนัส ซึ่งในขณะนี้เรายังทำไม่ได้ถึงขั้นนั้น
ชีวิตของเราก็เหมือนเส้นทางเดิน เดินได้สุดทางคือตาย หนีไม่พ้น ทุกคนหนีไม่พ้นความตาย ทั้งสมณะ ชี พราหมณ์ ไม่ว่าจะยศถาบรรดาศักดิ์สูงขนาดไหนก็ต้องตาย อย่างที่มีคำกล่าวไว้ว่า กระต่ายเจ้าเป็นสัตว์น้อย เอ็งก็ด้อยกว่าข้า เจ้าก็ทรามต่ำช้า ข้านี่ซิคน แกคนก็คนป่า ชาวนาก็ต่ำตน แกมันสามัญชน ..พระพุทธเจ้าตรัสว่า แต่ก็ไม่พ้นความตาย
ฉะนั้น เราต้องเจอแน่กับการนอนในหลุมฝังศพหรือในโลง และเราก็ได้ยินกันมานาน ที่หลวงพ่อท่านสอนว่า เมื่อสิ้นลมล้มตายกลายเป็นศพ ถึงจุดจบเกมชีวิตปิดฉากฉาย นอนในโลงใบแคบๆ โอบแนบกาย ไม่มีสหายญาติหรือทรัพย์ ไปกับเรา บางคนยังไม่ทันตาย ญาติก็ไม่มี ทรัพย์ก็ไม่มี ทุกอย่างนี้ล้วนเป็นที่กรรมที่ตัวเองทำไว้ทั้งสิ้น
ความตายที่เราหนีไม่พ้นภาษาธรรมะเรียกว่า จุติจิต และการตายเป็นเรื่อง จุติกิจ ซึ่งเป็นกิจสุดท้ายแห่งภพ และเมื่อตายลงแล้ว ถ้าไม่ใช่การตายด้วยจุติจิตของพระอรหันต์ก็จะมีปฏิสนธิเกิดขึ้นมา เป็นการตายแล้วเกิด เมื่อมีจุติจิตก็มีปฏิสนธิจิตซึ่งทำหน้าที่แทนการเกิดดับของชีวิต เหมือนกับไฟที่ดับแล้วมีการเกิดแทนการดับ ฉะนั้น เมื่อตายแล้วจึงไม่ได้ล่องลอยไปไหน แต่มีการเกิดขึ้นแทนทันที เหมือนไฟฟ้านี้จึงดูเหมือนว่าไม่ได้ดับ
โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2554 , 15:06:48 น.] ( IP = 125.27.183.237 : : )
สลักธรรม 3
จุติจิตก็เหมือนกัน เมื่อดับแล้วก็มีปฏิสนธิจิตเกิดทันทีโดยอาศัยอำนาจหรือเรียกว่ากรรมที่มาส่งให้ใกล้ตายมีกรรมนิมิต กรรมอารมณ์ คตินิมิตอารมณ์ ซึ่งคนเมื่อใกล้จะตาย ก็จะมีกรรมใด กรรมหนึ่งมาปรากฏ เพราะเราทำมากรรมมามาก แต่ถ้าเผื่อในปัจจุบันชาติทำไว้มากก็จริงแต่ไม่มีกำลัง กรรมในอดีตชาติก็มาส่งผลให้ได้ มาเป็นกรรมอารมณ์ กรรมนิมิต คตินิมิตก็ได้ มาเป็นเครื่องหมายให้เรา มาให้รู้ว่าเป็นทางที่จะไป มาเป็นกรรมอารมณ์ให้จับอารมณ์นั้นไปปฏิสนธิ ตามอารมณ์ดีหรือไม่ดีก็ได้
ซึ่งคนป่วยนั้นส่วนมากจะอารมณ์ไม่ดีหรอก แค่เราสุขภาพไม่ดีท้องแน่น ไม่ถ่าย มายืนสอนก็อึดอัด อารมณ์ก็พร้อมจะไม่ดี เพราะร่างกายมันเป็นของโสโครก และเป็นรังของโรค โรคภัยไข้เจ็บมีมากมาย อารมณ์ดีจึงหายาก และอารมณ์ดีไม่มีซื้อ ไม่มีขาย ต้องทำเอง นั่นก็คือการเตรียมตัวตายเสียแต่เนิ่นๆ ด้วยการ อยู่ให้มีค่า แก่ให้มีคุณ แล้วไปให้มีทุน
อยู่ให้มีค่า ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน เราต้องเป็นคนที่มีค่า อย่าเป็นคนที่ฆ่าคน โดยเฉพาะฆ่าตัวเอง ต้องมีอารมณ์ที่รู้จักปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เราเลือกไม่ได้หรอกในสิ่งที่มากระทบ แต่เรารู้ได้ว่าสิ่งที่มากระทบนั้นมาจากไหน ซึ่งโทษใครไม่ได้เลย เพราะฉันทำไว้เอง
ทุกคนกำลังเขียนจดหมายถึงตนเองทุกวัน แล้วก็ส่งมาให้ตัวเองทุกวัน พอเราเปิดรับเราก็รู้เลยว่าลายมือเราเอง อย่าไปนึกว่าใครส่งมาให้ เพราะอำนาจกรรมที่เราทำไว้ในอดีตภพนี่แหละ ส่งผลมาเป็นฉบับรูปารมณ์ ฉบับสัทธารมณ์ ฉบับคันธารมณ์ ฉบับรสารมณ์ ฉบับโผฏฐัพพารมณ์ และบางฉบับเราก็เขียนว่าตัวเราเอง ชมตัวเราเอง นั่นก็คือฉบับธรรมารมณ์ ฉะนั้น จดหมายมีหลายฉบับได้รับหรือเปล่าคนดี ... เป็นเรื่องที่อดีตเขาถามเรา เพราะเราทำไว้หลายฉบับ แล้วเขาก็เยาะเย้ยเราด้วยว่า ได้รับหรือเปล่าคนดี ถึงเราจากมาเขาก็ยังตามราวีเราอยู่
เมื่อเราได้รับจดหมายที่เราเขียนเอง เวลาเราเปิดอ่าน เราก็อย่าไปโทษใครเลย เพราะต่อจากคำลงท้ายว่า ขอแสดงความนับถือ นั้นก็คือชื่อเราเอง เมื่อเราเตือนตนได้อย่างนี้ เราก็จะมีน้อยใจไหวตามหรือกลุ้มใจน้อยลง เหมือนมีกระจกส่องตนเอง ที่มีสิวก็เพราะเราทำหน้าของเราเอง เมื่อเรายิ้ม รูปในกระจกก็ยิ้มด้วย เมื่อเราหน้าบึ้ง รูปในกระจกก็บึ้งด้วย นั่นคืออดีตที่สะท้อนถึงปัจจุบัน
โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2554 , 15:08:19 น.] ( IP = 125.27.183.237 : : )
สลักธรรม 4
เมื่อเรารู้แล้วคือมีกระจกเงาส่องสะท้อนให้เห็นการกระทำของเราเองว่าทำมาทั้งสิ้น เมื่อเห็นดีก็เขียนต่อ เขียนส่งไปอีก เขียนไว้ไม่ดีก็เลิกเสีย คัดส่งมาแต่ฉบับดีๆ เพื่อเดินทางไปข้างหน้า ไปสู่การสุดทางพ้นทุกข์ นิพพานัง ปรมัง สุขขัง นิพพานเป็นบรมสุข นิพพานนี้จะถึงได้ด้วยการปฏิบัติธรรม
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นการมุ่งทำลายกิเลสวัฏฏ์ โดยเฉพาะต้นตออวิชชาและตัณหา คือความไม่รู้และความต้องการปรารถนาในอารมณ์ต่างๆ ซึ่งมีรูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ เหล่านั้นให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีชาติเกิด เมื่อปฏิสนธิไม่มี ทุกข์ใดๆ ก็จะมีไม่ได้ ทั้งทุกข์ประจำคือเกิดแก่เจ็บตาย และทุกข์จรได้แก่ ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ บ่นเพ้อรำพัน ตัดอาลัยไม่ขาด พลัดพรากจากสิ่งที่ตนเองปรารถนารักใคร่ ปรารถนาสิ่งใดไม่สมความปรารถนา
ในระหว่างที่เราเดินอยู่บนเส้นทางเพื่อไปสู่ความพ้นทุกข์นี้ ถ้าเราเป็นคนฟุ้งซ่านคือคิดถึงเรื่องต่างๆ ทั้งที่ผ่านมาแล้วและยังมาไม่ถึง ก็เรียกว่า เรามีอดีตเป็นเพื่อน มีอนาคตเป็น แต่เราไม่อยู่กับปัจจุบัน ซึ่งหลวงพ่อท่านบอกว่า อดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน ปัจจุบันคือความจริง ฉะนั้น สิ่งที่อยู่เบื้องหน้ากับสิ่งที่อยู่เบื้องหลังไม่สำคัญเท่าสิ่งที่อยู่ปัจจุบัน
สิ่งที่อยู่เบื้องหน้ากับสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง
ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่มีอยู่ในตัวเราเองขณะนี้
ที่ยกเรื่องนี้มาพูดก็เพราะว่า ถ้าหากเราหวังไปข้างหน้าที่จะไปพระนิพพาน แต่สิ่งที่มีอยู่ในตัวเราขณะนี้เราไปพระนิพพานได้ไหม? ไม่ได้ ฉะนั้น ความหวังจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่สิ่งสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า ปัจจุบันเรามีอะไร ?
โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2554 , 15:08:49 น.] ( IP = 125.27.183.237 : : )
สลักธรรม 5
เราหวังจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ได้ เหมือนหวังจะเป็นแพทย์ อนาคตเราอยากจะเป็นแพทย์ แต่เราไม่ได้เรียนแพทย์มา แล้วเราเป็นแพทย์ได้ไหม? ไม่ได้ จะนั้นเมื่อมีความหวังก็ต้องมีความเพียรเป็นของคู่กัน ประกอบกับสิ่งที่เรามีอยู่ในขณะนี้ คือปัญญา ก็จะทำให้เกิดความหวังได้ ฉะนั้น ก็จะเน้นให้ถึงความสำคัญของ ความรู้ความเข้าใจ เพราะความรู้ความเข้าใจสามารถเป็นตัวการทำให้เข้าถึงซึ่งนิพพานัง ปรมัง สุขขัง
ทุกเรื่อง ทุกอย่าง เป็นอดีตไปหมดแล้ว และกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่นำมาเป็นบทเรียนสอนใจ สอนจิต ผลิตปัญญาต่อไปได้ ส่วนอนาคตก็เป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึงก็อย่าเพิ่งไปฝันหวาน ไม่ใช่จะห้ามไม่ให้หวัง แต่เมื่อเราอยากได้อะไร ก็ต้องพยายามใส่สิ่งนั้นลงไปในตัวเอง เหมือนกับสองข้างทางเดิน ถ้าเราไม่ได้ปลูกกอบัวไว้เราก็จะไม่เห็นดอกบัว แต่ถ้าเราปลูกกอบัวไว้แต่ไม่ได้ปลูกจนตลอดทาง ก็จะเห็นว่าข้างนี้หญ้ารกบ้างมีกองขยะบ้าง เพราะเราไม่ได้ดูแล ไม่ได้เกลี่ยดินไว้ ทุกอย่างนี้เราต้องทำเอง ทำเตรียมไว้เพื่อใช้ประโยชน์ข้างหน้า เพราะเราจะเป็นผู้เดินเอง เหมือนกับเขียนจดหมายแล้วส่งให้ตัวเอง
ถาม ทำอย่างไรจึงจะจำเรื่องจิต เจตสิกได้คล่องแคล่ว?
ตอบ ไม่มีใครทำอะไรครั้งเดียวสำเร็จ กรุงโรมไม่ได้สร้างเดือนเดียว วัดพระแก้วไม่ได้สร้างโดยวันเดียว ทุกอย่างต้องอาศัยเวลาและความเพียร แต่เวลากับความเพียรนั้น ต้องเกิดขึ้นจากศรัทธาด้วย เราเกิดเป็นชาวพุทธได้แสดงตนเป็นพุทธมามกะ เหมือนเนื้อเพลงที่เขาบอกว่า เราชาวพุทธมิควรจะหยุดอยู่เฉย ช่วยกันเผยแพร่พระธรรมทั่วสถาน สร้างผลบุญเกื้อกูลกุศลทนทาน เป็นศรีพุทธศาสตร์ หรือ คนเราทุกคนว่ายวนผลกรรม นำเนื่อง ก่อกรรมทำเรื่อง เกี่ยวเนื่องกับเวรของตน แต่ถ้าเรายังไม่รู้จัก ตัวตน ว่าตนเป็นใคร พระพุทธองค์ทรงสอนว่า เราไม่ใช่ตัวตน เราจึงต้องมีความศรัทธา ต้องตั้งใจเรียน มีความเพียรในการศึกษา
ไม่ใช่เรียนผ่านๆ ไปด้วยการฟังเท่านั้น แต่ต้องคิดเป็น ต้องทำเป็น ต้องเรียนให้ครบในสุ จิ ปุ ลิ เมื่อศึกษาอยู่บ่อยๆ ก็จะได้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น อย่างเรื่องแผนผังจิต แจตสิก และรูปนี้ ถ้าใครจำได้และเข้าใจก็จะทำให้เรียนพระอภิธรรมได้สบายขึ้นเข้าใจได้เร็วขึ้น แต่ถ้ายังจำไม่ได้ก็ต้องฝึกเขียนไปเรื่อยๆ เขียนไป พูดชื่อจิตไป ช่วงที่ไม่ได้เขียนก็นึกถึงภาพแผนผังให้ขึ้นใจ
หมั่นเรียน หมั่นเขียน หมั่นใส่ใจเข้าไป เหมือนกับการเห็นต้องมีประสาทตาดี ต้องมีแสงสว่าง ต้องมีรูปารมณ์ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ มนสิการ...ความใส่ใจ คำว่า ความใส่ใจ ก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ได้ใส่ใส่หนังสือ หรือใส่กระเป๋า คือพอเรียนเลิกปุ๊บก็เอาสิ่งต่างๆ ใส่กระเป๋า
โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2554 , 15:09:15 น.] ( IP = 125.27.183.237 : : )
สลักธรรม 6
ถาม ทำวิปัสสนาวันละนิดละหน่อยได้ไหม?
ตอบ ทำได้แล้วก็ดีด้วย แต่ก่อนจะได้และดีด้วยนั้น จะต้องทำความเห็นให้ถูกเสียก่อน เมื่อมีความเห็นถูกแล้ว พอนำไปปฏิบัติก็จะทำถูก เช่น เปรี้ยวเป็นรูป รู้ว่าเปรี้ยวเป็นนาม นั่งเป็นรูป ยืนเป็นรูป แสงเป็นรูป ฟันเป็นรูป ลิ้นเป็นรูป รสต่างๆเป็นรูป รู้สึกเป็นนาม เมื่อยเป็นนาม เห็นเป็นนาม สิ่งที่เห็นเป็นรูป เป็นต้น ก็จะเห็นว่ามีแต่ รูปกับนาม สองอย่างเท่านั้น
แล้วเรามีความเห็นผิดตรงไหน?
ตามีไว้ให้เห็น มีเหตุเกิดขึ้นมาทำให้เห็นคือเห็นรูปต่างๆ
เรามีความสำคัญผิดว่า เราเห็น
แท้ที่จริงนามคือ จิตเห็น
เราเข้าใจผิดว่า เราเห็น
เราจึงต้องอ่านตนเองให้ออกว่า นามเห็น
จริงๆ แล้วเราไม่ได้เห็น แต่จิตทำหน้าที่เห็น
แต่เราเอาจิตมาเป็นเราเสียจึงเป็นความเห็นผิด
จึงต้องเอาเราออกคือเป็น นามได้ยิน
ทางทวารอื่นก็เหมือนกันเมื่อเราเข้าใจอย่างนี้แล้วก็ลงมือปฏิบัติได้
โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2554 , 15:09:44 น.] ( IP = 125.27.183.237 : : )
สลักธรรม 7
อย่างในสมัยก่อนนั้นหลวงพ่อท่านก็จะมาเป็นผู้ถามคำถามเหล่านี้แล้วให้พวกเราตอบ เพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นรูปเป็นนาม เช่น เกลือเป็นรูป เค็มเป็นรส รู้สึกเค็มเป็นนาม ใครเค็ม - เกลือเค็ม หรือรูปเค็ม มะนาวเป็นรูป เปรี้ยวเป็นรูป ใครเปรี้ยว - มะนาวเปรี้ยว ฯลฯ หลวงพ่อท่านจะถามเร็วมากเพื่อทบทวนให้พวกเราคล่องในความเข้าใจ และถ้ามีอะไรที่ยังผิดอยู่ท่านก็จะย้ำให้ เป็นการคุยระหว่างศิษย์กับครู
ฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจเราก็สามารถปฏิบัติได้ จะผิดบ้างถูกบ้างทันบ้างไม่ทันบ้างเพราะความไม่คล่องก็ไม่เป็นไร ขอให้เราอยู่ในการกำหนดโดยรู้ว่าทำไมต้องกำหนดรูปกำหนดนาม แต่ถ้ายังไม่รู้เหตุผลเลยแล้วไปปฏิบัติ อย่างนี้ไม่ได้ ถึงทำไปก็ไม่ได้ เพราะเหตุผลยังไม่พอที่จะไปกำหนด
เหตุผลสำคัญ เช่น ถามว่าเค็มเป็นอะไร
คำว่า เค็มหรือเกลือ เป็นรูป
รู้สึกเค็ม เป็นนาม
เราสำคัญผิดคิดว่า เราเค็ม
แท้ที่จริง เกลือนี่แหละมันเค็ม
เกลือเป็นรูป ฉะนั้น ความเค็มคือ รูป จึงต้องรู้ไปที่จริงๆ คือ รูปเค็ม
เมื่อรู้ที่รูปเค็ม ความเห็นผิดก็จะคลายไป
อย่างที่กล่าวไว้ตอบแรกว่า ความจริงมี ๓ ชนิด
จริงของเรา.. เราเค็ม
จริงของเขา..เขาไม่เค็ม (คนชอบเค็ม)
แต่จริงของพระพุทธเจ้า ... ไม่มีเธอ ไม่มีฉัน มีแต่รูปเค็ม
ฉะนั้น การที่เราปฏิบัติวิปัสสนาเป็นการที่เรากำลังเดินตามทางพระตถาคตเจ้า คือจริงแบบท่าน คือ รูปเค็ม เมื่อเรามีเหตุผลอย่างนี้ จะไปปฏิบัติที่ไหนก็ไปเลยเพราะมีมีวิชาติดตัวแล้วก็ไปที่ชอบๆ ได้ โดยต้องรู้ด้วยว่า สถานที่นั้นมีกัลยาณมิตร คือ ผู้ให้ความรู้เราได้ เพราะถ้าเราติดขัดในการปฏิบัติ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาให้เราได้ รวมทั้งสถานที่นั้นต้องเป็นสัปปายะด้วย ไม่ใช่ไปอยู่ตามป่าที่มีแต่ลิง ลิงไม่เป็นกัลยาณมิตรกับเรา และอาหารก็ไม่เป็นสัปปายะเพราะมันกินแต่กล้วย มันไม่เอามาให้เราหรอก
ตอนนี้สัปปายะสถานก็มีมาก แต่จะมีบุคคลสัปปายะในสถานที่นั้นหรือไม่ก็ต้องดูด้วย มิฉะนั้นจะพาให้เราหลงปฏิบัติไปในทางที่ผิดได้ เพราะ ตรงนี้สำคัญมาก
โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2554 , 15:10:23 น.] ( IP = 125.27.183.237 : : )
สลักธรรม 8
ถาม ถ้ากำหนดผิดแทนที่จะกำหนดรูป แต่กลับไปกำหนดนาม แทนที่จะไปกำหนดนามแต่ไปกำหนดรูป จะมีผลกับเราหรือไม่?
ตอบ จริงๆ แล้วทำอะไรทุกอย่างมีผลทั้งสิ้น ไม่มีอะไรที่ทำแล้วไม่มีผล แต่ความผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือไม่ เกิดขึ้นโดยมีทิฏฐิมั่นคงเห็นผิดหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร เพราะผิดพลาดย่อมมีในการเริ่มต้นฝึกหัดแต่อย่าผิดบ่อยก็แล้วกัน เพราะเรารู้ว่าเราไม่คล่องเราก็ต้องพยายาม
โดยเฉพาะสิ่งที่ควรเรียนแล้วเรียนอีกและทำให้คุ้นแล้วคุ้นอีกก็คือภูมิวิปัสสนาไม่ใช่อย่างอื่นเลย ภูมิวิปัสสนา คือ ขันธ์ ๕ นี้แหละขอให้เข้าใจให้ดี ไม่ต้องไปถึงอายตนะธาตุ และที่สอนกันอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้สอนเกินนี้เลยไปจากขันธ์ ๕ ซึ่งที่จริงแล้วถ้าหากกำหนดผิดมันก็มีผล คือ ไม่สามารถทำลายถอนความเห็นผิดออกได้ เมื่อเรานำองค์ธรรมเข้ามาจับก็จะรู้ว่า ทิฏฐิ..ความเห็นไม่ถูกนี้ก็คือสิ่งที่ไม่ดี
และในการปฏิบัติวิปัสสนานั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรอทำฌานให้ได้เสียก่อน เพราะถ้าได้ฌานก็หลงฌาน และสมัยนี้พระบรมครูผู้มีปัญญาล้นพ้นที่จะรู้อัชฌาสัยของเราแต่ละท่านก็ไม่มีมาเตือนแล้ว ฉะนั้น เมื่อเรามีทางตรงก็ให้ทำ เพราะว่าถ้าไม่ทำเสียแล้ว เราอาจจะเสียก่อนทำ คือตาย นั่นเอง
ขออนุโมทนาทุกท่าน ขอความสุขความเจริญ ความมีสติความมีปัญญา จงบังเกิดกับทุกคน ขอให้สุขภาพพลานามัยแข็งแรง โรคาอาพาธที่ร้ายๆ จงอย่าได้เกิดกับทุกท่าน ขอให้มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ สติสมบัติ ปัญญาสมบัติ ถ้วนหน้ากัน อนุโมทนาค่ะ
ขออนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวล ผู้ถอดเทป
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2554 , 15:10:48 น.] ( IP = 125.27.183.237 : : )
สลักธรรม 9ขอบพระคุณครับที่นำมาให้อ่าน มีประโยชน์ต่อการปฏิบัติมากครับ
โดย ประทีป นพรัตน์ (koaaa88) -
[23 ก.พ. 2554 , 19:48:58 น.] ( IP = 222.123.237.48 : : )
สลักธรรม 10ขอบพระคุณมากค่ะ
โดย น้องอุ๊ [24 ก.พ. 2554 , 21:16:07 น.] ( IP = 125.24.0.158 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |