มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เหตุอะไร ที่ทำให้คนเราตาย (๑)








เหตุอะไร ที่ทำให้คนเราตาย (๑)

จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร

(ออกอากาศวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓)


สวัสดีค่ะท่านผู้ฟัง วันนี้ขอเชิญทุกท่านมาเดินทางร่วมกัน ที่บอกว่ามาเดินทางร่วมกันนั้น หมายถึงเรามาร่วมกันใช้ชีวิตในเส้นทางที่ถูกต้อง ซึ่งนำไปสู่การพ้นจากความหายนะทั้งปวง นั่นคือหนทางที่ประกอบด้วยมรรคอันมีองค์ ๘ ผู้ใดที่ปฏิบัติแล้ว ชีวิตจะมุ่งตรงสู่สันติสุข คือ พระนิพพาน

ชีวิตของคนเรานี้ล่วงจากวันหนึ่งไปสู่อีกวันหนึ่ง สัปดาห์หนึ่ง เดือนหนึ่ง และปีหนึ่งอย่างรวดเร็ว ดังคาถาของพระเถรัญญการเถระ ท่านกล่าวไว้ว่า “วันคืนล่วงไป ชีวิตก็ใกล้ดับ อายุของสัตว์ลอยลับสิ้นไป เหมือนน้ำในแม่น้ำน้อยฉันนั้น”

หากเรามีโอกาสพิจารณาความหมายของคาถานี้ จะทำให้เราทั้งหลายดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท หรือประมาทน้อยลง ความประมาทนี้ถ้าหากจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ความกล้าเสี่ยง หมายถึงกล้าที่จะใช้ชีวิตท่องเที่ยวไปกับกามคุณทั้ง ๕ ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส อันเป็นเครื่องลวงล่อให้ก่อเกิดอภิชฌา

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [26 ก.พ. 2554 , 09:40:10 น.] ( IP = 58.9.126.18 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



เราจะสังเกตได้ว่าตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตาไปในแต่ละวันนั้น เราสัมผัสสิ่งต่าง ๆ มากมาย โดยผ่านทางอายตนะทั้ง ๖ รูป เสียง กลิ่น รส รับสัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง ความนึกคิดที่เกิดขึ้นทางธรรมารมณ์ และเรื่องราวมากมายที่ผ่านเข้าออกทางอายตนะในแต่ละวันนั้น ล้วนไม่พ้นไปจากเรื่องที่ทำให้เกิดความพอใจ เรียกว่า อภิชฌา และเรื่องที่ทำให้เกิดความไม่พอใจ เรียกว่า โทมนัส

ทั้งอภิชฌา และ โทมนัสนี้เป็นกิเลส หรือบางท่านอาจจะเรียกอภิชฌาว่า ความโลภ คือ ยินดีพอใจในอารมณ์ และเรียกโทมนัสว่า โทสะ คือ ความไม่พอใจในอารมณ์ก็ได้

ชีวิตของเราจึงอยู่ภายใต้กองกิเลสอย่างไม่มีทางดิ้นหลุดใช้ชีวิตอย่างกล้าเสี่ยงไปวันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่งโดยไร้สาระแก่นสาร แล้วชีวิตของเราก็รุกคืบหน้าไปสู่ความตายทุกวัน จะตายช้าตายเร็วก็ต้องตายแน่นอน เพราะความตายนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์โลกทั้งหลาย เมื่อมีการเกิด บทสุดท้ายของการเกิดคือความตาย มีการเปิดฉากของละครฉันใด ก็ย่อมมีการจบฉากของละครฉันนั้น

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [26 ก.พ. 2554 , 09:41:31 น.] ( IP = 58.9.126.18 : : )


  สลักธรรม 2



ละครที่เราได้ดูทางทีวีนั้น มีผู้เขียนบทเขียนสคริปให้ดีบ้างร้ายบ้าง และจบลงด้วยความสวยงามเป็นส่วนมาก แต่ละครชีวิตเป็นละครโรงใหญ่ที่วุ่นวายสับสน ละครชีวิตของเราใครเป็นผู้เขียนบท กรรมเป็นผู้เขียนบท โดยที่เราก็ไม่รู้จักกรรมตัวนั้นเลย และนึกไม่ออกว่ากรรมชนิดใดกำลังจะส่งบทนั้นคือ วิบากกรรมมาให้เรา เพราะแต่ละคนได้สร้างอดีตเหตุไว้ทั้งดีและชั่ว แต่เรากลับไม่รู้ว่า เหตุดีจะส่งให้เราเมื่อไหร่ เหตุชั่วจะส่งถึงเราเมื่อไหร่

ทุกคนจึงประมาทไม่ได้ว่าตนเองยังหนุ่มยังสาว ยังมีกำลังแข็งแรง อายุยังไม่มาก เพราะว่าความตายนี้มีเหตุให้ตายอยู่ ๔ อย่าง คือ

๑. ตายเพราะหมดกรรม (กัมมักขยมรณะ)
๒. ตายเพราะหมดอายุขัย (อายุกขยมรณะ)
๓. ตายเพราะหมดทั้งกรรมและอายุขัย (อุภยักขยมรณะ)
๔. ตายเพราะมีอุปัจเฉทกรรม คือ กรรมตัดรอน (อุปัจเฉทกมรณะ)

ถ้าหากเปรียบไปแล้ว ชีวิตของคนเราก็เหมือนกับตะเกียงน้ำมันที่จุดไปติดไว้ ตะเกียงอันนั้นต้องประกอบด้วยไส้หรือด้ายที่หย่อนลงไปในน้ำมันซึ่งเปรียบเสมือนอายุขัย น้ำมันเปรียบเสมือนกรรม เมื่อทุกอย่างมีเหตุปัจจัยพร้อม เราก็จุดไฟติด

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [26 ก.พ. 2554 , 09:43:13 น.] ( IP = 58.9.126.18 : : )


  สลักธรรม 3



ไฟที่จุดอยู่นี้จะดับลงก็ต่อเมื่อหมดน้ำมัน การหมดน้ำมันเปรียบเสมือนหมดกรรม

ไฟที่ติดอยู่นี้จะดับลงไปก็เพราะว่าหมดไส้ การหมดไส้ก็เปรียบเสมือนการหมดอายุขัย

ไฟจะดับลงได้เพราะหมดทั้งน้ำมันและหมดทั้งไส้ เหมือนข้อที่สามคือหมดทั้งกรรมและอายุขัย

ในขณะที่ไฟกำลังลุกอยู่และน้ำมันยังไม่หมด แต่มีลมกรรโชกมาแรง ๆ หรือมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งทำให้ตะเกียงต้องตกแตกไปไฟก็ดังลง เปรียบเสมือนกรรมตัดรอน คืออุปัจเฉทกรรม

เพราะฉะนั้นไม่มีใครทำให้ใครตายได้ เพราะความตายเกิดขึ้นจากเหตุทั้งสิ้น แต่การที่เราเห็นว่าคนนี้ถูกยิงตาย การถูกยิงนี้ลูกกระสุนที่เข้าไปทางกายเป็นเพียงปัจจัย คือ ตัวสนับสนุนเท่านั้นเอง แต่ถ้าแรงสนับสนุนไม่พอ ก็สามารถผ่าเอาลูกกระสุนออกมาแล้วอยู่ต่อไปได้ เพราะเขายังไม่หมดทั้งกรรมและอายุขัย ยังไม่มีกรรมมาตัดรอน แต่บางคนถูกยิงมาทั้ง ๆ ที่อาการไม่น่าจะตายก็ตาย เพราะว่าเขามีกรรมตัดรอนด้วย และปัจจัยอันนั้นมีส่วนสนับสนุนอำนาจของวิบากกรรมอย่างแรงด้วย

เราจึงไม่ควรทอดอาลัยปล่อยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปโดยไม่พิจารณามรณานุสติ พระพุทธองค์ทรงให้เราพิจารณามรณานุสติอยู่ตลอดเวลาว่า เรามีความตายเป็นของธรรมดา จะผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ และให้เริ่มทำความดี

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [26 ก.พ. 2554 , 09:44:59 น.] ( IP = 58.9.126.18 : : )


  สลักธรรม 4



ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พูดถึงเรื่อง “ทาน” เอาไว้บ้างแล้ว การทำทานนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ก่อให้เกิดความเจริญแก่ชีวิตแน่นอน และผลของทานมีถึง ๑๑ ประการ เช่น เป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งหลาย เป็นที่มาของโภคทรัพย์ทั้งปวง ผู้ให้ย่อมได้รับความสุข เป็นคนมีเสน่ห์น่าปรานี เป็นที่สรรเสริญของคนดีและบัณฑิตทั้งหลาย มีเทวดาชูชุบอุปถัมภ์ เป็นต้น เราจึงต้องทำความเข้าใจเรื่องการทำทานให้ถูกต้อง เพื่อทานที่เราทำนี้จะมีอานิสงส์มาก จึงขอพูดเรื่องทานอีกสักครั้ง

การให้ทานของบัณฑิต หมายถึง การให้ทานของผู้มีปัญญา

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ในอังคุตตรนิกายว่า บัณฑิตผู้มีปัญญาย่อมใคร่ครวญพิจารณาแล้ว จึงให้ทานด้วยความศรัทธาหนึ่ง ย่อมให้ทานด้วยความเคารพอย่างหนึ่ง ย่อมให้ทานตามกาลอันสมควรหนึ่ง เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์แล้วให้ทานหนึ่ง และย่อมให้ทานโดยไม่กระทบตนเองไม่กระทบผู้อื่นหนึ่ง นี้เป็นทานของผู้มีปัญญา เพราะผู้มีปัญญารู้เรื่องกรรมและผลของกรรม จึงมีศรัทธาเลื่อมใสในคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมีศรัทธาเลื่อมใสในคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

เมื่อมีโอกาสให้ทาน บัณฑิตผู้มีปัญญาจึงให้ทานด้วยความศรัทธา ครั้นให้ทานแล้ว ทานย่อมให้ผลตอบสนองในกาลเวลาที่สมควร โดยจะเป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์สมบัติมาก และจะเป็นผู้มีร่างกายสวยงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณอันงดงาม นี่คือผลของการทำทานที่ให้ด้วยความศรัทธา

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [26 ก.พ. 2554 , 09:46:36 น.] ( IP = 58.9.126.18 : : )


  สลักธรรม 5



บัณฑิตผู้มีปัญญาจะให้ทานด้วยความเคารพ

คือ ไม่ลบหลู่ดูหมิ่น หรือแสดงอาการไม่ยำเกรงต่อผู้รับทาน แต่ให้ทานด้วยความเคารพนบนอบ เมื่อให้ทานแล้วย่อมจะได้รับผลของทานตอบสนองในกาลเวลาที่สมควร โดยจะเป็นผู้ที่มั่งคั่งมีทรัพย์สมบัติมาก และจะเป็นผู้ที่มีบุตร ภรรยา ทาส คน รับใช้ คนงาน หรือบริวารเป็นผู้เชื่อฟังคำแนะนำสั่งสอนของเรา เพราะผู้ให้ตั้งใจใคร่ครวญที่จะกระทำตนเองเป็นผู้ว่านอนสอนง่าย นี่คือผลของทานที่ให้ด้วยความเคารพ


บัณฑิตผู้มีปัญญาย่อมให้ทานตามกาลอันสมควร

คือ ให้ในเวลาที่มีผู้มาขอ ให้ในเวลาที่ผู้อื่นกำลังเดือดร้อน หรือให้ในเวลาที่เกิดภัยพิบัติ เช่น เราบริจาคทานเมื่อมีผู้มาขอ การที่เราให้ทานไปนี้ก็เพราะในขณะนั้น เราเห็นผู้อื่นกำลังเดือดร้อน เราจึงขวนขวายในกิจการงานที่ชอบโดยมอบทรัพย์สินที่เราไม่เดือดร้อนให้ หรือในขณะที่ผู้อื่นประสบภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม เราก็รณรงค์กันแจกจ่ายความสุขที่ตนเองมี ได้แก่ทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของ และอาหารคาวหวานไปในกุศลสาธารณะนั้น

ครั้นให้ทานแล้วก็ย่อมจะได้รับผลของทานตอบสนองในกาลเวลาที่สมควร โดยจะเป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์สมบัติมาก จะมีความพรั่งพร้อมบริบูรณ์ตั้งแต่ปฐมวัย จะเป็นเหตุให้เกิดความสุขและเกิดประโยชน์ในการจับจ่ายใช้สอยทรัพย์ทรัพย์สมบัติเหล่านั้น นี่คือ ผลของการให้ทานตามกาลเวลาที่เหมาะสม

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [26 ก.พ. 2554 , 09:48:16 น.] ( IP = 58.9.126.18 : : )


  สลักธรรม 6



บัณฑิตผู้มีปัญญาย่อมให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์

คือ ให้เพราะมีเมตตาจิตสงสารต้องการช่วยเหลือจริง ๆ โดยไม่เสียดาย และไม่ผูกพันว่าคนนี้เราเคยช่วยเหลือ ครั้นให้ทานแล้วย่อมได้รับผลของทานนั้นตอบสนองในเวลาที่สมควร โดยจะเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติมากมาย สามารถใช้จ่ายทรัพย์บำรุงตนเองให้มีความสุขได้ในเรื่องที่อยู่ อาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้า แพรพรรณ เครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของประณีตทั้งสิ้น นี่คือผลของทานที่ให้ด้วยจิตอนุเคราะห์


บัณฑิตผู้มีปัญญาย่อมให้ทานโดยไม่กระทบตนเองและไม่กระทบผู้อื่น

คือ เมื่อให้ทานแล้วก็ไม่ลบหลู่คุณงามความดีของตน เช่น ยกย่องว่าตนเองเป็นผู้ใจบุญ ฉันเป็นคนใจบุญ กว่าใครอีกนะ หรือพูดอยู่เนือง ๆ ว่า กล้าที่จะให้ทานครั้งละมาก ๆ ไม่มีใครเสมอเหมือน ไม่ควรพูดโดยมีความคิดอย่างนี้เพราะเป็นการทำลายคุณความดีของตนเองโดยตรง

เมื่อเราทำดีแล้วพูดอย่างนั้นออกไป ความดีที่ทำไว้ก็จะมีผลลดน้อยถอยลง เพราะว่าการทำกุศลนั้นมีกิเลสล้อมหน้าล้อมหลัง โดยมีอกุศลจิตเกิดขึ้นในขณะนั้นด้วย คือมีทิฎฐิมานะเกิดขึ้นนั่นเอง และการให้บางอย่างก็ไม่นับว่าเป็นทาน เพราะให้แล้วทำลายคุณงามความดีของตนเองและของผู้อื่นเช่น ให้อาวุธ ให้ยาพิษให้สุราของมึนเมา เป็นการให้ของที่ไม่ควรให้

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [26 ก.พ. 2554 , 09:49:55 น.] ( IP = 58.9.126.18 : : )


  สลักธรรม 7



เมื่อให้ทานโดยไม่กระทบตนเองและกระทบผู้อื่นแล้วย่อมได้รับผลของทานตอบสนองในกาลเวลาอันสมควรเช่นกัน โดยจะเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติมากมาย สมบัติเหล่านั้นจะปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง คือ ปลอดภัยจากดิน น้ำ ลม ไฟ โจร และผู้ไม่เป็นที่รัก นี่คือผลของทานที่ให้โดยไม่กระทบตนเองและผู้อื่น

นอกจากนี้พระพุทธองค์ทรงสอนว่า การให้ทานต้องตั้งความปรารถนาในการให้ คือจะต้องมีจิตตั้งมั่นในการให้ทาน และให้ทานอย่างต่อเนื่อง แม้เพียงในครั้งละเล็กน้อยก็ตาม คือมีการบริจาคร่วมกันแต่ไม่มากมายนัก การทำทานของคนทั่วไปส่วนมากจะปรารถนาหรืออธิษฐานจิตเพื่อให้ได้สมความต้องการคือตั้งเจตนาอธิษฐาน

แต่การตั้งเจตนาอธิษฐานนี้จะแตกต่างกันออกไป เช่น บางคนขอให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมีทรัพย์มาก บางคนต้องการความยกย่อมสรรเสริญ และมีความสุขกายสุขใจ หรือบางท่านทำทานแล้วขออานิสงส์ให้มีร่างกายแข็งแรงมีอายุยืนยาว บางท่านตั้งเจตนาความปรารถนาว่าชาติหน้าให้ได้ไปเกิดในสวรรค์เป็นเทพบุตร เทพธิดา มีรูปกายเป็นทิพย์ มีสมบัติทิพย์ มีความสุขทิพย์ คือมีอายุทิพย์นั่นเอง บางคนตั้งความปรารถนาไว้สูงสุด คือ ขอให้ผลของทานจงเป็นปัจจัยอุดหนุนส่งเสริมให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะมีความเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฎ

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [26 ก.พ. 2554 , 09:52:09 น.] ( IP = 58.9.126.18 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org