| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เหตุอะไร ที่ทำให้คนเราตาย (๓)
![]()
![]()
เหตุอะไร ที่ทำให้คนเราตาย (๓)
จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓)
ตอนที่ผ่านมา
พวกเราทั้งหลายที่เป็นปุถุชนคนมีกิเลสหนาแน่นจึงไม่ควรประมาท ควรสั่งสมบุญไว้ให้มาก เพราะในบรรดากุศลทั้งปวง การให้ทานเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด เพียงแต่สละความตระหนี่ รู้จักแบ่งปันสิ่งของของตนเองให้แก่ผู้อื่นบ้าง
ทำทานครั้งละเล็กละน้อยแต่ให้อย่างสม่ำเสมอ จะเป็นเหตุปัจจัยสนับสนุนเกื้อกูลในภพชาติต่อไปให้เกิดในสถานที่สะดวกสบาย เป็นชีวิตที่มีทรัพย์สิน ไม่เดือดร้อนที่จะต้องทำมาหากิน เพราะว่าบุคคลมีโอกาสที่จะให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาได้ง่าย เพราะหมดจากเรื่องกังวลใด ๆ ไป
ยิ่งไปกว่านั้นหากเราได้คบหาสมาคมกับกัลยาณมิตรได้ฟังธรรมจากบัณฑิตผู้มีปัญญา และกระทำความเพียรให้แก่กล้าโดยเจริญวิปัสสนากรรมฐานซึ่งเป็นปัญญาบารมีโดยตรงการอบรมสั่งสมในอดีตก็จะเป็นแรงสนับสนุนอำนาจทางบารมีให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ในที่สุด ดังเช่น พระสิวลี พระอรหันต์ ผู้เลิศกว่าพระสาวกใด ๆ ทางฝ่ายผู้มีลาภมาก โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [1 มี.ค. 2554 , 07:54:14 น.] ( IP = 61.90.72.244 : : )
สลักธรรม 1
ในอดีตชาติท่านเคยถวายทานแด่พระปทุมุตตรพุทธเจ้า และตั้งความปรารถนาไว้ว่า ด้วยอำนาจของกุศลที่ได้ทำในครั้งนี้ ขอให้ได้เป็นผู้เลิศกว่าใครในด้านมีลาภมาก
และเมื่อพระสิวลีตั้งจิตอธิษฐานเช่นนั้นแล้ว ท่านจึงได้กระทำกุศลสะสมไว้ตั้งแต่สมัยนั้นจนกระทั่งถึงกาลสมัยของพระวิปัสสีพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ในครั้งนั้นท่านเกิดอยู่ไม่ไกลจากเมืองสามาวดี จึงมีโอกาสถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ด้วยน้ำผึ้งผสมเนยและดีปลี แล้วได้ตั้งความปรารถนาอีกครั้งว่า ด้วยอำนาจของกุศลนี้ ขอให้เป็นผู้เลิศกว่าใคร ๆ ในด้านการมีลาภและยศในอนาคตกาล
นิทานอดีตชาติของพระสิวลีที่ได้นำมาเสนอนี้ก็เพื่อให้เข้าใจและได้รู้ว่า การให้ทานแล้วตั้งจิตอธิษฐาน ย่อมมีผลตอบสนองให้สมความปรารถนา ซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ถึงมรรคผลนิพพานได้
ผู้มีปัญญาเมื่อรู้คุณประโยชน์ของการให้ทานก็จะไม่ประมาท หรือปล่อยโอกาสให้ล่วงเลยไป จิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเมื่อใดก็สามารถให้ทานได้โดยทันที ไม่ลังเลชักช้า เพราะรู้ว่าถ้าปล่อยโอกาสให้ล่วงเลยไปแล้ว ความตระหนี่หวงแหนในทรัพย์สมบัติของตนจะเกิดขึ้นขัดขวาง และจะไม่ยอมให้ทานแก่ใครเลยแม้แต่น้อย
การให้ทานและผลของทานนี้เปรียบเหมือนกับผู้มีอาชีพทำนา ชาวนาต่างต้องการเก็บเกี่ยวเมล็ดข้าวไว้เป็นสมบัติของตน แต่สิ่งแรกที่ต้องปฏิบัติ คือ จะต้องเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวชนิดดี แล้วต้องหว่านลงไปในพื้นนาที่ดีมีความอุดมสมบูรณ์ อันเป็นเนื้อนาดีสมควรแก่การเพาะปลูก
และในช่วงเวลานั้นต้องมีธรรมชาติสนับสนุนช่วยเหลือ คือ มีน้ำหรือฝนตกตามฤดูกาล ไม่แห้งแล้งจนเกินไป ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านลงไป เติบโตเจริญงอกงาม ทำให้ชาวนาเก็บเกี่ยวผลิตผลได้มากเกินกว่าที่หว่านลงไปหลายเท่าตัว โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [1 มี.ค. 2554 , 07:56:46 น.] ( IP = 61.90.72.244 : : )
สลักธรรม 2
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงการให้ทานและผลของทานไว้ในสังยุตตนิกายว่า
ครั้งหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การให้ทาน ควรให้ในที่ใดพระพุทธเจ้าข้า
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า มหาบพิตร บุคคลมีจิตเลื่อมใสในที่ใดควรให้ทานในที่นั้น
พระราชาทูลถามต่อไปว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ทานที่ให้แก่บุคคลใดจึงจะมีผลมากพระพุทธเจ้าข้า
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า มหาบพิตรทานที่ให้แก่บุคคลย่อมมีศีลย่อมมีผลมาก ทานที่ให้แก่ผู้ทุศีล (ไม่มีศีล) ย่อมมีผลน้อย
ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จสู่เทวโลกชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงธรรมโปรดพุทธมารดา โดยพระพุทธองค์แสดงเรื่องของเหตุและปัจจัย (ปฏิจจสมุปบาท) เหล่าเทวดาทั้งหลายได้พากันมาเข้าเฝ้าเป็นจำนวนมาก ในที่นั้นมีเทพบุตร ๒ ท่าน ชื่อ อินทกเทพบุตร และอังกุรเทพบุตร นั่งลงเบื้องซ้ายขวาของพระพุทธเจ้า ต่อมาเมื่อมีเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่มาเข้าเฝ้า อังกุรเทพบุตรต้องถอยไปไกลถึง ๑๒ โยชน์
พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเทพบุตรทั้ง ๒ แล้ว มีพระพุทธประสงค์จะให้พุทธบริษัทได้รู้ถึงอานิสงส์ของทานที่มีความแตกต่างกันจึงมีพุทธดำรัสว่า ดูก่อนอังกุระ แต่ก่อนเธอได้ให้ทานแก่มหาชนเป็นจำนวนมาก แต่เพราะเหตุใดเล่า เมื่อเธอมาถึงสถานที่นี้แล้ว จะต้องถอยออกไปไกลจากเราถึงเพียงนี้
อังกุรเทพบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นผู้มีบุญน้อย เพราะในกาลก่อนมิได้มีโอกาสถวายทานแก่ผู้มีศีล ผู้ที่เป็นทักขิเณยยบุคคลผู้ควรแก่การรับทานเหมือนท่านอินทกเทพบุตร ซึ่งถวายทานแม้เพียงนิดหน่อยแต่ถวายทานแก่ผู้มีศีล จึงเป็นผู้มีบุญมาก รัศมีรุ่งเรืองประดุจดวงจันทร์ที่อยู่ท่ามกลางดวงดาวโดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [1 มี.ค. 2554 , 07:59:03 น.] ( IP = 61.90.72.244 : : )
สลักธรรม 3เมื่ออังกุรเทพบุตรกราบทูลดังนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสถามอินทกเทพบุตรว่า ดูก่อนอินทกะ เธอนั่งใกล้เบื้องขวาของเรา เหตุใดจึงไม่ถอยร่นออกไปไกล
อินทกเทพบุตรได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาลก่อนข้าพเจ้าได้พบกับท่านผู้มีศีลเป็นทักขิเณยยบุคคลนามว่า อนุรุทธเถระ ได้ถวายข้าวแด่ท่านเพียงทัพพีเดียวเท่านั้น มาบัดนี้ข้าพระองค์ได้เสวยสุขอันเป็นทิพย์เป็นผู้มีบุญมาก มีอานุภาพมากถึงปานนี้
เมื่ออินทกะเทพบุตรกราบทูลแล้ว พระพุทธองค์จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาสืบไปในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนานั้น อินทกเทพบุตรและอังกุรเทพบุตรได้บรรลุเป็นพระโสดาบันบุคคลพร้อมกัน โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [1 มี.ค. 2554 , 08:00:34 น.] ( IP = 61.90.72.244 : : )
สลักธรรม 4
ดังนั้น ทานที่ทำกับผู้มีศีลและผู้ทุศีลจึงมีผลต่างกัน เมื่อมีโอกาสแล้วเราควรจะทำโอกาสนั้นให้เป็นทอง อย่าทิ้งโอกาสทองของตนเอง จงมีความคิด พิจารณา ใคร่ครวญ ทบทวน และค่อยตัดสิน อย่าทำอะไรอย่างที่โบราณท่านว่า ด่วนได้ฉิบหายช่างมัน แต่จะต้องมีความรอบรู้ และความรอบคอบ คือ รู้ว่าทำทานชนิดไหน และทำอย่างไรจึงจะมีอานิสงส์มาก
ในชีวิตปัจจุบัน การตัดสินใจทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เช่น ซื้อของ หรือลงทุน หรือการพูด เราจะต้องคิดเสียก่อนว่าการกระทำนี้ทำไปเพื่ออะไร ต้องหาเหตุผลให้กับตนเองให้ได้ คิดอย่างเดียวไม่พอ ต้องพิจารณาว่าตัวบงการให้ทำมีอะไรบ้าง มีโลภหรือไม่ มีโกรธหรือไม่ มีเมตตากรุณาหรือไม่ ต้องทบทวนถึงเหตุกับผลให้ดี และใคร่ครวญอีกครั้งหนึ่ง
เช่น ถ้าหากเป็นการทำทาน ต้องคำนึงว่าทานนี้บริสุทธิ์หรือไม่ ผู้ทำบริสุทธิ์ใจเพียงไหน ทายก (ผู้ให้) ปฏิคาหก (ผู้รับ) มีความบริสุทธิ์มีศีลระดับใด วัตถุทานของตนเองเป็นอย่างไร และในการกระทำจะต้องมีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ สติ จาคะ และปัญญาร่วมในการทำทานนั้นเสมอ เราก็จะได้อานิสงส์ของทานที่ส่งผลให้ใช้ชีวิตมีความสุขความเจริญในชาติหน้า และชาติต่อ ๆ ไป โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [1 มี.ค. 2554 , 08:02:18 น.] ( IP = 61.90.72.244 : : )
สลักธรรม 5
ไม่มีใครเลยที่จะได้รับแต่สิ่งดีไปทุกอย่าง และไม่มีใครสักคนหนึ่งที่จะได้รับความทุกข์หรือความสูญเสียเพียงอย่างเดียว ทุกคนต้องมีทั้งสุขและทุกข์ร่วมกัน
เราจึงต้องศึกษาต่อไปว่า เหตุของความสุขมาจากไหน และเหตุของความทุกข์มาจากไหน เมื่อพบแล้วก็ต้องพยายามสร้างเหตุใหม่โดยอาศัยหลักที่ว่า เดินหน้า ไม่ว่าของเก่า ไม่เล่าอดีต มีจิตคิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มากและเรื่องยุ่งยากจะหมดไป
หรืออาจจะประมวลย่อลงมาเพื่อให้จำง่าย คือ เข้าใจงานดี ทำหน้าที่ไม่บกพร่อง ต้องสุจริต ชีวิตสัมพันธ์ และรู้ว่างานนั้นคือชีวิต
๑. เข้าใจงานดี รู้จักวิธีปฏิบัติ รู้ลึกซึ้งไม่ใช่รู้แบบงู ๆ ปลา ๆ เช่น รู้เรื่องทาน ไม่ใช่รู้แบบ งู ๆ ปลา ๆ เพราะ อันความรู้รู้กระจ่างเพียงอย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดคงเกิดผล อาจจะชักเชิดชูฟูสกนธ์ ถึงคนจนพงศ์ไพร่คงได้ดี
๒. การทำหน้าที่ไม่บกพร่อง และป้องกันความผิดพลาด คือ ปฏิบัติคุณธรรมที่เรียกว่าใคร่ครวญให้รอบคอบ ตรวจสอบให้เรียบร้อยทั้งก่อนทำ และหลังทำ
๓. ต้องสุจริต บริสุทธิ์ สะอาด ยุติธรรม คือเรียกว่าต้อง คลีน และ เคลียร์ พิสูจน์และตรวจสอบให้ได้
๔. ชีวิตสัมพันธ์ คือ เข้าได้กับผู้ร่วมงานทุกระดับไม่ว่าต่ำกว่าหรือสูงกว่า คือ มีเมตตานั่นเอง โดยรู้ว่าสัตว์โลกต่าง ๆ ต่างเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายกับเรา
๕. รู้ว่างานนั้นคือชีวิต การทำงานทุกอย่างต้องมีความทุ่มเทตั้งใจ มีความเสียสละเคารพตนเอง เคารพผลของทาน มีความรับผิดชอบให้มาก แล้วความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นเป็นแน่แท้
ชีวิตจะเป็นภัย ถ้าไม่ไกลจากกิเลส ชีวิตจะผ่องใส ถ้าจิตใจมีกุศล ขอความสุขความเจริญความมีสติปัญญา จงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนทั่วหน้ากัน
ด้วยความปรารถนาดีค่ะ
บุษกร เมธางกูร
![]()
โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [1 มี.ค. 2554 , 08:05:52 น.] ( IP = 61.90.72.244 : : )
สลักธรรม 6
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [1 มี.ค. 2554 , 09:43:17 น.] ( IP = 124.121.174.218 : : )
สลักธรรม 7กราบขอบพระคุณมากค่ะ
โดย น้องอุ๊ [1 มี.ค. 2554 , 20:06:21 น.] ( IP = 125.24.54.178 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |