| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
สลักธรรม 1
เวทนา คือ เสวยอารมณ์เป็นสุขก็ได้ เป็นทุกข์ก็ได้ เฉย ๆ ก็ได้ เป็นยินดีก็ได้ ไม่ยินดีก็ได้ สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ สังขาร คือการปรุงแต่งได้แก่เจตสิกทั้งหลาย และวิญญาณก็คือจิต ธรรมชาติเหล่านี้แยกออกเป็นแต่ละกอง ๆ แล้วมาทำหน้าที่ร่วมกัน อุปมาว่า เราไปซื้อแกงส้มมะรุมมา ๑ ถุง ในแกงส้มนั้นประกอบไปด้วยมะรุม มะขาม น้ำ น้ำปลา น้ำตาล รวมๆ กัน แต่ที่เราเห็นนั้นภาพรวมก็คือแกงส้มคือส่วนที่เราสัมผัสแตะต้องได้
ฉะนั้น ในคำว่า "เรา" จะรวมไปด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ในปัญจโวการภูมิ จะมีแต่จิตโดยไม่มีเจตสิก..ไม่ได้ จิตว่างจากเจตสิกได้ไหม? ไม่ได้ นอกจากว่างจากเจตสิกไม่ได้แล้วจะว่างจากอารมณ์ก็ไม่มี
เพราะองค์ประชุมต่าง ๆ เหล่านี้มาทำหน้าที่ให้เกิดสภาพจิตตุปบาท และจิตตุปบาทดวงหนึ่งประกอบไปด้วย ๓ ขณะคือ อุปปาทักขณะ ฐีติขณะ และภังคักขณะ ... เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไป
เราจะอธิบายสภาพการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปนี้ได้โดยใช้มือข้างหนึ่งค่อย ๆ ลากเส้นวงกลมของจิตตุปบาทไปช้าๆ และขณะเดียวกันก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งค่อยๆไล่ลบเส้นตามไปติดๆ นี่คือภาพของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ที่มีสภาพเป็นไปด้วยกัน แต่ในเวลาที่เราเรียนนั้นจะเขียนภาพเป็นวงกลมจิตขึ้นมาจึงเห็นว่าจิตนั้นมีอยู่
จิตนั้นมีสภาพรู้อารมณ์เฉย ๆ ไม่ยินดี ไม่เสียใจ ไม่บ่นเพ้อ ไม่หมดอาลัยตายอยาก และไม่เบื่อหน่ายอะไรทั้งสิ้น แต่ถ้าเรากลับมาย้อนดูตัวเองโดยนำพระอภิธรรมมาพิสูจน์ ก็จะตอบตัวเองได้ว่า เวลาที่เรานั่งนิ่ง ๆ แล้วก็คิดไปนั่นไปนี่ หรือบางทีเราก็รู้สึกว่าเมื่อย ความรู้สึกคืออะไรคะ? คือเวทนาเจตสิก ฉะนั้น จิตว่างจากเจตสิกไม่ได้ จากที่เราเรียนมาพระอภิธรรมจะสอนว่าจิตที่มีเจตสิเข้าประกอบน้อยที่สุดคือจิตในกลุ่มของทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ที่มีเจตสิกประกอบ ๗ ดวง คือ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการ
และชีวิตนี้ก็หาใช่คนและสัตว์ไม่ แต่เป็นจิตกับเจตสิกและรูปมาทำหน้าที่ร่วมกัน เพราะจิตกับเจตสิกในปัญจโวการภูมินี้เกิดขึ้นลอย ๆ ไม่ได้ ต้องอิงอาศัยรูปทั้งสิ้น อย่างจิตที่เกิดขึ้นมาทำหน้าที่เห็น ก็ต้องอาศัยจักขุปสาท การเห็นเรียกว่าจักขุวิญญาณ จิตทำหน้าที่ขึ้นมาได้ยิน ต้องอาศัยโสตปสาท การได้ยินเรียกว่าโสตวิญญาณ เป็นต้น
โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2554 , 15:21:14 น.] ( IP = 180.180.10.73 : : )
สลักธรรม 2
เราจึงต้องเรียนให้เข้าใจโดยละเอียดเพราะการศึกษาพระอภิธรรมมีไว้เพื่อแก้ไขทิฏฐิและสร้างความรู้ยิ่ง การเรียนธรรมะนั้นไม่ใช่เรียนอะไรก็ได้ แต่ต้องเน้นที่ความสำคัญว่าเรียนแล้วจะทำให้เราแก้ทิฏฐิและเพิ่มความรู้ใหม่ เหมือนทิ้งน้ำเก่าออกไปคือน้ำเน่า..ความไม่รู้ แล้วเติมน้ำใหม่เข้ามาในแก้วคือจิตของเรา ..ความรู้ ถ้าเราไม่เข้าใจสภาพจิตเสียแล้ว ถึงจะไปเรียนในชั้นสูง ๆ ก็ไม่เข้าใจ
คำว่าทุกข์ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ คือ อุปปาทานว่า รูปเป็นเรา เวทนาเป็นเรา ความจำได้หมายรู้เป็นเรา สังขารเป็นเรา วิญญาณเป็นเรา แท้ที่จริงรูปเป็นรูปธรรม เวทนาเป็นนามธรรม สัญญาเป็นนามธรรม สังขารเป็นนามธรรม วิญญาณเป็นนามธรรม และโดยสมมติสัจจะเท่านั้นเองว่า ๕ อย่างนี้ เขาสมมติให้เห็นว่ามีความแตกต่างกันด้วยกรรม ถ้าเผื่อกรรมอันมีพลวะนำเกิดก็เป็นปุริสะภาวะ ก็คือชาย ถ้าเผื่อกรรมอันมีตรุณะคือกำลังอ่อนลงมา มีกิเลสล้อมหน้าล้อมหลัง ปรุงแต่งขันธ์ ๕ นี้ก็เกิดเป็นอิตถีภาวะ คือหญิง แต่ทั้งหญิงและชายย่อมประกอบไปด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่คือปรมัตถธรรม ส่วนตรงที่เป็นชาย หญิง คือสมมติสัจจะ เมื่อศึกษาได้เข้าใจแล้วก็จะแยกออกว่า ตรงไหนสมมติ ตรงไหนปรมัตถ์
พระพุทธองค์ทรงสอนให้เข้าใจปรมัตถ์คือเข้าถึงว่า นี่ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ และในการไปสู่ความพ้นทุกข์นั้นเราอาศัยสมมติไม่ได้แต่ต้องอาศัยปรมัตถ์คือ รูปและนาม หากเราไปยึดความเป็นหญิง ความเป็นชายไว้ นั่นก็คือไปยึดเอาขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา นี่คือทุกข์เพราะอุปาทานขันธ์ ๕
การเรียนแบบท่องหากจำได้แต่ไม่เข้าใจ ผู้เรียนก็ได้ประโยชน์ชั่วคราวคือได้เป็นบุญ ก็เป็นมหากุศลแหละ แต่โอกาสที่จะล้างทิฏฐิหรือความเห็นผิดนั้นยาก แต่ถ้าเรียนแล้วเข้าใจก็จะเป็นการแก้ทิฏฐิ และเพิ่มความรู้จริงเข้าไป นี่คือประโยชน์ของพระอภิธรรม
เมื่อเราเข้าใจตรงนี้แจ่มแจ้งแล้วหากใครจะมาพูดถึงสิ่งเหล่านี้เป็นกลุ่มเป็นก้อนแต่เราก็จะสามารถกระจายออกมาได้ด้วยความรู้ของเราเอง เพราะในการพูดนั้นมักจะใช้คำสั้นๆ แต่เมื่อเป็นความเข้าใจแล้วก็จะกว้าง
โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2554 , 15:21:35 น.] ( IP = 180.180.10.73 : : )
สลักธรรม 3
คำว่า สมุทัย ได้แก่ ตัณหา (โลภะ) คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ในแผนผังจิต เจตสิก และรูป ไม่มีสัญลักษณ์ไหนเลยที่ชื่อ สมุทัย แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีอยู่ในอริยสัจจ์ ใครเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อคงต้องเคยได้ยินหลวงพ่อพูดบ่อยๆว่า
ทุกข์เป็นของมีอยู่แท้จริง แต่ไม่มีผู้รู้ เมื่อไม่รู้ จึงท่องเที่ยวอยู่ด้วยความเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ตราบนานเท่านาน จนไม่สามารถลุล่วงไปจากสังสารวัฏฏ์ได้
สังสารวัฏฏ์ คือ การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ซ้ำ ๆ ซาก ๆ เหมือนลูกโซ่ที่ไม่เคยขาดขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันร้อยรัดไปด้วย อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา-มรณะ เรียกว่า ปฏิจจสมุปปบาท
ปฏิจจสมุปปบาท คือ การเวียนว่ายตายเกิดซ้ำ ๆ ซาก ๆ นั่นเอง นี่คือคำที่หลวงพ่อท่านพูดให้เราฟังเสมอ
สมุทัย เป็นอริยสัจจ์ ๑ ใน ๔ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์จะต้องแจ้งตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง อย่างในบทสวดธัมมจักฯ นั้น กล่าวว่า ทุกข์ เป็นของมีอยู่จริง แต่ไม่มีผู้รู้ เราตถาคตรู้แล้ว จึงนำมากล่าวและบอกให้ท่านทั้งหลายรู้จักทุกข์ และ ทุกข์ นี้มีสภาพเป็นผล ไม่มีผลอะไรในโลกนี้ เกิดขึ้นโดยไม่อาศัยเหตุ และไม่มีใครทำเหตุอะไรแล้วไม่ได้รับผล ฉะนั้น ในการสอนเรื่องอริยสัจจ์นี้พระพุทธองค์ทรงปรีชามาก ทรงนำทุกข์อันเป็นส่วนของผลขึ้นมากล่าวก่อนแล้วก็โยงใยมาหาเหตุ
ทุกข์ทั้งปวงมี ๑๑ เป็นทุกข์ประจำ ๓ ทุกข์จร ๘ อย่าง ใครไม่รู้บ้างยกมือขึ้น? สำหรับคนที่ไม่รู้แล้วไม่ยกมือก็จะชี้ให้เห็นว่า ที่เราไม่ยกมือก็เพราะอุปาทานขันธ์ ๕ นั่นเอง ที่ถือว่าเป็นเรา ถ้ายกแล้วเราจะต้องอาย เราจะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะหลุดจากอุปทานได้อย่างไรในเมื่อสัจจะเรายังไม่มีในชีวิตเลย
ทุกข์ประจำ ก็คือ เกิด แก่ ตาย ทุกข์จร ก็ได้แก่ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เป็นต้น พระพุทธเจ้าบอกว่าทุกข์เหล่านี้แหละเป็นผลอันเกิดมาจากเหตุ คือสมุทัย
โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2554 , 15:21:56 น.] ( IP = 180.180.10.73 : : )
สลักธรรม 4
คำว่า สมุทัย หรือ สมุทยสัจจะ แปลว่า เหตุที่ทำให้ผลเกิดคือทุกข์ เหตุเหล่านี้พระองค์ชี้ว่าคือตัณหา องค์ธรรม คือ โลภะเจตสิก เกิดในโลภมูลจิตที่เป็นสัมปยุตบ้างวิปปยุตบ้าง
คำพูดว่า โลภะ เป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ บางคนก็จะคิดว่า แล้วทำไม โทสะ มันก็ทำให้ทุกข์ ทำไมไม่จัดโทสะเป็นสมุทัย ก็เพราะว่า โดยมูลของชีวิต เราต้องมีความปรารถนาในอารมณ์ ถ้าเราไม่ได้อยากได้ใคร่ดีอะไร แล้วเราอยู่เฉยๆ มีความสบายตามอัตภาพตัวเองแล้ว ไม่ต้องการอะไร ไม่ต้องอยากได้ยิน ใครชม ใครพูด เราจะเสียใจ เราจะผิดหวังไหม? ไม่ผิดหวัง แต่ถ้ามีความต้องการหรือความอยากเกิดขึ้นมาเมื่อใด มันก็ตามมาด้วยสมปรารถนาและไม่สมปรารถนา โลภะจึงเป็นมูลแห่งสมุทัย
แม้กระทั่ง เด็กที่คลอดออกมาเพียงหนึ่งวันหรือหนึ่งนาที พอหมอยกขาของเด็กขึ้นแล้วตีพรั่บไปที่ก้น เด็กกฌร้อง แว้ๆ นั่นเป็นการร้องเป็นโทสะ เกิดจากความไม่พอใจ เพราะเขาพอใจกับความสบายที่อยู่ในจนคุ้นเคยแล้ว พอออกมาอากาศก็เปลี่ยน อะไรก็เปลี่ยน แล้วถูกตีเข้าไป ทำลายอารมณ์ซึ่งดีอยู่ ให้กลายเป็นไม่ดีนั่นเอง
สมุทัยคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เป็นของมีอยู่แท้จริง แต่ไม่มีผู้ละ เมื่อทุกข์ก็ไม่รู้ สมุทัยละก็ไม่ละ เหตุ เหตุผลคู่นี้จึงฝังรากหยั่งลึกอย่างมั่นคง
โลภะคือเจตสิก ที่มาปรุงแต่งให้เกิดกามตัณหา ความยินดีติดใจในรูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ยินดีติดใจใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ที่ตนเองปรารถนา ภวตัณหาคือความยินดี ติดใจ ในภพหรืออัตภาพที่ตนเองเป็นอยู่โดยมีความเห็นผิดว่าเที่ยง และวิภวตัณหาความยินดีติดใจที่เกี่ยวเนื่องกับความเห็นผิดที่เชื่อว่าขาดสูญ
โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2554 , 15:22:17 น.] ( IP = 180.180.10.73 : : )
สลักธรรม 5
โลภะล้วนเป็นความยินดีติดใจทั้งนั้น ซึ่งเราอาจอธิบายได้อย่างละเอียดได้ แต่อย่าให้ความสำคัญกับองค์ธรรมมากมาย เมื่อเข้าใจแล้วก็ควรย้ำให้เห็นว่า ถึงจะเป็นตัณหาชนิดไหนก็คือตัวโลภะ
ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่เราใคร่ในกาม แม้กระทั่งอุจเฉททิฏฐิที่เชื่อว่าขาดสูญ เช่น มีการประกาศอย่างแรงในใจของตนเองไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ไม่เชื่อว่าจิตสืบต่อกัน เมื่อจุติจิตดับแล้วก็ดับเลย ไม่มีคำว่า อำนาจ เกิดขึ้นในเลย คำว่า สติ ไม่ได้อยู่ในใจของ พวกที่มีอุจเฉททิฏฐิอย่างแรงกล้าเลย ถามว่าเรามีอุจเฉททิฏฐิไหม? มี เพราะถ้าไม่มีเราก็ไม่ทำบาปแล้ว และก็ไม่มี เราด้วย เรานี่แหละความแข็งกล้าแห่งความเห็นผิดที่มันซึมอยู่ในรากเหง้าของจิตใจ มันทำให้เราไร้ยางอาย คือไร้หิริโอตตัปปะนั่นเอง
พระพุทธองค์จึงรวมความประมวลว่า สมุทัยมีอยู่แต่ไม่มีผู้ละ เพราะใช้ความเพียรไปในทางที่ผิด เช่นไปทำฌาน มีวิริยะอย่างแรงกล้าในกสิณ ๑๐ หรืออสุภะ ๑๐ เป็นต้น วิริยะเจตสิกเข้าประกอบกับจิตได้ ๗๓ ดวง โดยเป็นความเพียรที่อยู่ในกุศล ๒๑ ดวง คือ มหากุศลจิต ๘ มหัคตกุศลจิต ๙ และมัคคจิต ๔ ความเพียรในการทำฌานนั้นจะทำให้เนิบช้าให้อยู่ในรูปภพ อรูปภพ ส่วนความเพียรในมัคคจิต ๔ ก็ยังไม่ใช่สิทธิ์ของเรา ฉะนั้น เราจึงต้องมีความเพียรในมหากุศลจิต ๘ ซึ่งเป็นบาทของมัคคจิต
ทุกข์เป็นของมีอยู่แท้จริงแต่ไม่มีใครกำหนดรู้ ในการปฏิบัติวิปัสสนาท่านให้กำหนดรู้ วิปัสสนาจึงเป็นการทำงานที่ตรงต่อการพ้นทุกข์ เพราะต้องมีการกำหนดรู้ และรู้ว่าทำเพื่ออะไร เช่น เมื่อย เมื่อยเป็น สุข หรือทุกข์ ฉะนั้น กำหนดรู้ว่านามเมื่อย กำหนดรู้ทุกข์ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยน ไม่ใช่อยากเปลี่ยน วิปัสสนาจึงเป็นการทำลายเหตุคือสมุทัยซึ่งก็เท่ากับทำให้ไม่เกิดทุกข์ จึงเป็นการทำลายเป็นคู่ๆ เลย ทั้งเหตุและผล ความไม่รู้..ถูกทำลาย สมุทัย..ถูกทำลาย ด้วยการกำหนดรู้
โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2554 , 15:22:35 น.] ( IP = 180.180.10.73 : : )
สลักธรรม 6
คำว่า นิโรธ คือ นิพพาน และ นิโรธคามินีปฏิปทา คือ ทางเดินเพื่อความสิ้นสุดทุกข์ หรือปฏิปทาคือ ความตั้งมั่น ตั้งใจ และเพียรเพื่อทำนิพพานให้แจ้ง
นิโรธ...ธรรมนี้มีอยู่แต่ไม่มีผู้ทำให้แจ้ง แล้วก็ตู่พูดเอาว่า จิตสงบเป็นนิพพาน หรือเห็นอะไรนิ่งนั่งได้นานๆ ไม่เมื่อยแล้วเป็นนิพพาน แล้วใช้คำด้วยว่า ตทังคนิพพาน แต่คำว่า นิพพาน หรือนิโรธ หรือนิโรธะ คือ ดับโดยไม่เหลือเชื้อ ฉะนั้น ผู้ที่นั่งได้สี่วันห้าวัน ไม่เมื่อยก็ได้เพราะอำนาจขันติ บารมี หรือมีอำนาจฌานจิตมาข่มไว้ก็ได้ แต่เมื่อฌานเสื่อมก็เกิดความเศร้าหมอง เกิดความไม่พอใจ จึงยังเหลือเชื้ออยู่คือ เชื้อโลภะ เชื้อโทสะ คือทุกข์นั่นเอง
พระพุทธเจ้าบอกว่า นิโรธมีอยู่แต่ไม่มีผู้ทำให้แจ้ง ส่วนมากทำๆ กัน แล้วก็บอกว่าตรัสรู้ ในเมื่อยังไม่แจ้งในทางเดิน จะรู้ไหมว่าจริงๆ นิพพานคืออะไร ไม่ได้ศึกษาว่านิพพานแท้ๆ คือ อะไร ก็ไม่รู้ว่า ดับโดยไม่เหลือเชื้อคืออะไรเช่นกัน
เชื้อโรคมี ๑๒ ตัวคืออกุศลจิตนั่นเอง แม้แต่พระโสดาก็ยังเหลือเชื้อ เพราะพระโสดาฯ ทำลายเชื้อโรคไปได้แค่ ๗ ตัว คือโลภสัมปยุตจิต ๔ และวิจิกิจฉา ๑ ยังเหลืออกุศลจิตอีก ๕ แล้วพวกเราล่ะเหลือกันเท่าร? ๑๒ ตัวเต็มๆ ที่มีฤทธิ์ ร้ายยิ่งกว่าเอดส์ เพราะเอดส์คร่าชีวิตได้แค่ชาติเดียว แต่นี่คร่าชีวิตในสังสารวัฏตราบนานเท่านาน ส่วนพระสกทาคามีและพระอนาคามีก็ทำลายเชื้อโรคได้ลงตามกำลัง แต่เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วก็จะดับโดยไม่เหลือเชื้อ
เมื่อเรามีหลักการแห่งหลักกรรมนี้ เราจะสามารถรู้เลยว่าเราเองนั่นแหละมีอะไรแค่ไหน และเมื่อเราเข้าใจก็จะสามารถประเมินผลสอบไว้ได้เลย กว่าเราจะสอบผ่านนี่อีกนานไหม เพราะธรรมะที่เราเรียนเก้าปริจเฉทนี่เป็นธรรมะนิ้วก้อยมีขนาดเล็กนิดเดียว และความรู้อย่างเรามีความเก่งเท่ากับขนาดนี้ที่หลวงพ่อท่านบอกว่า เหมือนกับหางอึ่งอ่างที่จุ่มหมึกแล้วลากไปเป็นโยชน์ รอยน้ำหมึกที่เหลือนี่แหละคือความรู้ของเรา
คำว่า มรรค อันมีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น ก็คือ ทำความเห็นให้ตรง พระพุทธเจ้าบอกว่า ธรรมนี้มีอยู่แต่ไม่มีผู้ดำเนินตาม เมื่อไม่สร้างเหตุ จะเกิดผลได้ไหม? ไม่ได้
ทุกข์- สมุทัย เป็นคู่ทุกข์ คู่ยาก ห่างกันไม่ได้
นิโรธ - มรรค คู่พราก สังสารวัฏฏ์
โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2554 , 15:22:57 น.] ( IP = 180.180.10.73 : : )
สลักธรรม 7
วันนี้ได้พูดเรื่องอริยสัจจธรรมทั้งสี่ประการ โดยมองให้เห็นและก็เป็นให้ได้ มองให้เห็นทะลุไปเลยว่า ทุกข์นี้แหละ เป็นของมีอยู่แท้จริง ท่านบอกว่าไม่มีผู้กำหนดรู้ เราจึงต้องฝึกเข้าไปกำหนดรู้ และอย่าไปเอาทุกข์นอกตัว เพราะทุกข์นั้นเสมอด้วยขันธ์นั้นไม่มีคือตัวเรานี่เอง เราจึงต้องรู้ที่ปัจจุบัน และอย่าไปสร้างทุกข์ อย่ายังรังเกียจทุกข์
เรามีหน้าที่รู้ทุกข์ อย่าไปทำให้มันเกิดทุกข์ เช่น พอปฏิบัติปุ๊บก็ยืนเลย ๒๔ ชั่วโมง แต่ต้องกำหนดรู้ และในขณะกำหนดรู้นั้น เราก็มีหลักว่าอย่าทำอิริยาบถเนื่องด้วยตัณหาและอวิชชา คืออยากนั่งหลับสนิทๆ อยากนั่งนานๆ ต้องถามว่าอยากไปทำไม ? ตอบ อยากไปทุกข์ เพราะไม่รู้เหตุ เราจึงต้องทำอย่างมีเหตุมีผล
ทุกข์เป็นของมีอยู่แท้จริง แต่ไม่มีผู้กำหนดรู้ สมุทัยเป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ แต่ไม่มีผู้ละ เมื่อไม่รู้ทุกข์ ไม่ละเหตุ จึงท่องเที่ยวในความเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ตราบนานเท่านานโดยไม่สามารถลุล่วงไปจากสังสารวัฏฏ์ได้
สังสารวัฏฏ์ก็คือรอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันซ้ำๆ ซากๆ ลักษณะของสังสารวัฏฏ์ก็คือ การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย อย่างซ้ำๆ ซากๆ เหมือนลูกโซ่ ที่ไม่เคยขาดจากขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่ร้อยรัดอยู่ในปฏิจจสมุปบาท
ปฏิจจสมุปบาทก็คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ ทำให้สิ่งเหล่านี้ ให้วัฏฏะนั้นหมุนเวียนเปลี่ยนไป จากคนเป็นสัตว์ จากสัตว์เป็นคน จากคนเป็นเทวดาในถนนชีวิต ๗ สาย เป็นไปด้วยเพราะอำนาจแห่งการกระทำของตนทั้งสิ้น ใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว ใครพบ ใครพ้น อนุโมทนา สวัสดีค่ะ
![]()
ขออนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวลผู้ถอดเทปโดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2554 , 15:23:24 น.] ( IP = 180.180.10.73 : : )
สลักธรรม 8ได้มาอ่านทวนและทำความเข้าใจเติมลงในใจของตนเอง เพื่อมั่นคงในเส้นทางนี้ และเพื่อจะได้ไม่ประมาทในกรรมและการกระทำของตนเองครับ
ขอบพระคุณมากครับน้องกิ้ฟ และขออนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวลที่ถอดเทปเรื่องนี้มาให้ได้อ่านครับโดย เทพธรรม [4 มี.ค. 2554 , 09:11:13 น.] ( IP = 115.87.179.76 : : )
สลักธรรม 9
เอดส์คร่าชีวิตได้แค่ชาติเดียว
แต่เชื้อโรค ๑๒ ตัวคร่าชีวิตในสังสารวัฏตราบนานเท่านาน
เปรียบเทียบได้แจ๋วมากเลยค่ะ
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [7 มี.ค. 2554 , 20:22:17 น.] ( IP = 124.121.177.147 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |